นิทานเจ้าหญิง

นิทานเจ้าหญิง

ณ ดินแดนอันไกลโพ้น ที่มีเพียงแผ่นดินเขียวขจี ผืนน้ำสีเขียวกระจ่างราวมรกต และท้องฟ้าปลอดโปร่งสีฟ้าใส ก้อนเมฆปุยขาวสะอาดเคลื่อนที่ตากลมพัดเอื่อยๆ ดินแดนอันสงบราบเรียบ

พระราชวังสีขาวสูงใหญ่ ตั้งตระง่านหลังแมกไม้ มีฉากหลังเป็นภูเขาอันอุดมสมบูรณ์ ล้อมรอบด้วยลำธารสายเล็กไหลเอื่อยๆ แต่หยั่งลึกเท่าไรมิเคยมีผู้ใดทราบ ปราสาทซึ่งแวดล้อมด้วยปราการธรรมชาติ ที่แข็งแกร่งและมั่นคง

ดินแดนอันมีนามว่าสมัตรา มีราชา รานี เจ้าชาย และเจ้าหญิงพระองค์น้อย เจ้าชายทรงพระนามว่า

กิตติศาสตร์ และเจ้าหญิงทรงพระนามว่า กฤตติกา

เจ้าหญิงกฤตติกานั้นทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่ง และทรงพระปรีชาสามารถอย่างหาผู้ใดเปรียบได้ ด้วยพระสิริโฉมเป็นที่เลื่องลือขจรขจายไปทั่วทุกแห่งหนดินแดนใกล้และไกล ทำให้มีเจ้าชายจากหลายอาณาจักรมาสู่ขอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เสด็จกลับโดยมิสมดังพระราชหฤทัย จะด้วยเหตุผลกลใดเราลองตามไปดูกันดีกว่า

วันที่ฟ้ากระจ่างงดงามเหมือนทุกวัน แต่วันนี้แผกไปจากเดิม

เจ้าหญิงกฤตติกาทรงพระอักษรอยู่ในห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ ประทับบนพระที่ปูด้วยพระยี่ภู่ผิงพระขนนอยู่ริมพระบัญชร อัจกลับแก้วส่องสว่าง สีพระพักตร์ทรงพระสำราญดี พระเนตรภายใต้กรอบฉลองพระเนตรทองนั้นงดงามเปล่งแวว ดังจับดวงดาวบนฟ้ายามราตรีมาใส่ไว้ก็ไม่ปาน แต่ความสำราญก็จบลงเมื่อนางกำนัลเข้ามากราบบังคมทูลว่า เจ้าชายรัตนกร แห่ง คิมหันตราและราชทูตมาทูลสู่ขอพระองค์ พระราชบิดาให้มาทูลเชิญเสด็จเข้าเฝ้าเพค่ะ

เจ้าหญิงทรงถอนพระปัสสาสะ-พระอัสสาสะ แล้วยกพระหัตถ์ถอดฉลองพระเนตรวางไว้บนพระหนังสือที่ทรงพระอักษรค้างอยู่ก่อนจะลุกจากพระที่เสด็จยังท้องพระโรง

หญิงมานี่สิลูกพระราชบิดาตรัสเรียกหา ราชทูตจากคิมหันตราน้อมตัวถวายบังคม และข้างๆคงจะเป็นเจ้าชายรัตรกร สวมฉลองพระองค์สีเข้มขลิบทองดูทะมัดทะแมง พระเวฐนะสีเข้มติดตราประจำพระองค์รูปคันธนูและศร วรองค์สูงใหญ่เยี่ยงชาวเหนือ พระพักตร์ขาว ขนพระเนตรเป็นแพหนาอย่างที่สตรีต้องอิจฉา

หญิงว่าอย่างไรเล่าพระราชบิดาตรัสถาม ให้ทรงตัดสินพระทัยเอง แต่ยังคงหวังว่าพระธิดาจะยินยอมเสียที คิมหันตราเป็นเมืองซึ่งมั่งคั่งด้วยทรัพย์และทหาร หากมี ปัญหาเกิดขึ้น คงไม่ใช่การดี

เจ้าหญิงทรงรับคำว่าจะทรงอภิเษกด้วยแต่มีข้อแม้ที่ต้องปฏิบัติเหมือนทุกครั้งที่มีผู้มาทูลสู่ขอพระองค์ และข้อแม้ของเจ้าหญิงก็ยากยิ่ง จนถึงอาจจะไม่มีทางเป็นไปได้ ก่อนที่จะทรงบอกเงื่อนไข เจ้าหญิงตรัสถามเจ้าชายว่า หากพระองค์เป็นดอกไม้ เจ้าชายจะทรงเลือกเป็นสิ่งใดกันระหว่างผีเสื้อที่งดงาม กับไส้เดือนตัวเล็ก ไร้ซึ่งความงดงาม เจ้าชายตรัสว่า หม่อมฉันขอเลือกเป็นไส้เดือนที่มิได้งดงามเยี่ยงผีเสื้อ แต่รักดอกไม้ด้วยใจจริง ไส้เดือนนั้นคอยพรวนดินให้ดอกไม้ แต่ผีเสื้อนั้นมาดอมดมกินน้ำหวาน แล้วบินจากไป แล้วจึงกลับมาใหม่ เมื่อดอกไม้ให้น้ำหวานอีกครา แต่เมื่อดอกไม้เฉาไส้เดือนยังคงพรวนดินอยู่มิขาดหวังให้ดอกไม้งอกงามชูช่อขึ้นมาใหม่ คอยจนกลายเป็นดินไปพร้อมกลับดอกไม้ แต่ผีเสื้อจะไม่คอย ผีเสื้อจะบินไปหาดอกไม้ดอกอื่น ที่สวยงาม ที่หวานหอม

เจ้าหญิงได้สดับดังนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ แล้วทรงเล่าเรื่องประทานเจ้าชายเรื่องหนึ่ง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แต่ก่อนมีเจ้าหญิงที่ทรงสิริโฉมงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้พระองค์หนึ่ง แต่พระองค์นั้นรันทดในรัก ทรงประทับนิ่งไม่ไหวติงจนร่างค่อยๆกลายเป็นก้อนหิน พระราชาที่ทรงเสียพระทัยเป็นล้นพ้น ได้มีรับสั่งว่าหากผู้ใดกอดก้อนหินนั้นด้วยความรักจริงจนกลายร่างเป็นเจ้าหญิงเช่นเดิม จะได้อภิเษกกับเจ้าหญิง

จากนั้นมีชายมากมาย ทั้งชาวบ้าน พ่อค้า เจ้าชาย ได้มากอดก้อนหิน แต่ไม่มีใครทนจนก้อนหินกลายเป็นเจ้าหญิงได้สักคน เจ้าชายพระองค์หนึ่งผ่านมา ตรัสถามคนเฝ้าก้อนหินว่า ต้องกอดนานเท่าไหร่ คนเฝ้าตอบว่า ไม่รู้…เพราะยังไม่เคยมีใครกอดได้สำเร็จสักคน เจ้าชายตรัสว่าเราจะกอดเจ้าหญิงเอง ก็ทรงประทับลงแล้วทรงกอดก้อนหินนั้น

เวลาผ่านไปสามเดือน เจ้าชายยังคงกอดก้อนหินอยู่อย่างนั้น คนเฝ้าก้อนหินถามเจ้าชายด้วยความทึ่ง นี่ท่านยังกอดก้อนหินอยู่อีกหรือ ท่านทำได้อย่างไร เจ้าชายตรัสตอบ เราอยู่กับปัจจุบัน คนเฝ้าก้อนหินทำหน้างง เจ้าชายเลยตรัสต่อ “ถ้าท่านกอดก้อนหิน หนึ่งวัน ท่านทำได้หรือไม่”
“สบายมาก”
คนเฝ้าก้อนหินตอบโดยไม่ต้องคิด “แล้วถ้ากอด สองวัน ล่ะ”
“อาจเริ่มเบื่อนิดๆ”
“แล้วถ้า สามวัน สี่วัน หรือสิบวันล่ะ”
“ไม่เอา ข้าไม่มีความอดทนขนาดนั้นหรอก”
“นั่นเพราะท่านไม่อยู่กับปัจจุบัน…
ท่านคิดไปก่อนล่วงหน้าว่าไม่ไหว”
“ไม่เข้าใจ”
“ในเมื่อท่านบอกว่ากอดก้อนหินหนึ่งวันได้สบายมาก พรุ่งนี้หรือวันต่อไป
มันจะต่างกันตรงไหน มันก็เป็นแค่ หนึ่งวัน ที่ผ่านไปเช่นเดียวกัน”
เจ้าชายทรงลูบก้อนหินราวกับมีชีวิต
“ในสายตาท่าน อาจจะเห็นว่าข้ากอดก้อนหินนี้มาเป็นเวลาสามเดือน
แต่ในความรู้สึกข้า ข้าเพิ่งกอดเจ้าหญิงผ่าน ”หนึ่งวัน” มาแค่
90 ครั้งเท่านั้นเอง”

ท่านรักเจ้าหญิงจริง หรือแค่ต้องการเอาชนะคนเฝ้าถาม

ข้ารักจริง

ถ้าอย่างนั้นท่านเลิกกอดก้อนหินได้แล้ว ข้านี่แหละเจ้าหญิงคนเฝ้าก้อนหินถอดผ้าคลุมหน้าสีมอๆออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามยิ่ง

แล้วเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้อภิเษกด้วยกัน

เจ้าหญิงกฤตติกาตรัสแก่เจ้าชายรัตรกร พระองค์คิดว่านิทานนี้เป็นอย่างไร

เป็นเรื่องที่ดีแล้วจบอย่างมีความสุขเจ้าชายแย้มพระโอษฐ์ แล้วเจ้าหญิงก็บอกเงื่อนไข

เงื่อนไขของเจ้าหญิงคือ ให้เจ้าชายกอดก้อนหินสามเดือนโดยไม่ปล่อยเลย

หากเป็นเจ้าชายองค์อื่นคงรีบทูลลาแล้วเสด็จกลับเลย แต่เจ้าชายรัตรกร กลับทรงพระสรวล ตรัสตอบว่า

เราอาจสามารถกอดได้ครบ90วัน แต่เราจะไม่ทำ เพราะหน้าที่แห่งเจ้าชายมิใช่กอดก้อนหิน หากเป็นหน้าที่แห่งแผ่นดิน เจ้าชายคือ เจ้าแห่งชายทั้งหลาย จะมามัวกอดก้อนหินอยู่ได้อย่างไร เพียงแต่หม่อมฉันจะระลึกถึงพระองค์หญิงสมอ หม่อมฉันทูลลา

ช้าก่อน หากพระองค์มีพระราชหฤทัยระลึกถึงหม่อมฉันเสมอจริงดังที่รับสั่งแล้วนั้น หากพระองค์ทรงรักหม่อมฉันด้วยใจจริง มิใช่หน้าที่ มิใช่ตวามใคร่ในรูปโฉมของหม่อมฉัน และมีใช้ต้องการเอาชนะ พระองค์คงไม่ต้องกอดก้อนหิน 90 วันแล้วกระมังเจ้าหญิงตรัสแล้วแย้มสรวล เจ้าชายรัตรกรแย้มพระโอษฐ์กว้างด้วยความดีพระทัยยิ่ง

หลังจากนั้น เจ้าชายรัตรกรทรงหมั่นกลับเจ้าหญิงกฤตติกา แล้วเสด็จกลับคิมหันตราพร้อมขบวนเสด็จด้วยพระหฤทัยที่จะทรงระลึกถึง พระคู่หมั่น เสมอจนกว่าจะได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสในอีกสามเดือน

………………………………….

Comments are closed.