กฎแห่งกรรม

เรื่องที่ ๑๘
ป้าเอิบ
โดย.. ละม้าย จันพรม จากหนังสือ กรรมใดใครก่อ เล่ม ๑

ที่บ้านควนกลาง (เป็นหมู่บ้าน ๆ หนึ่ง ในตำบลปะนาเระ จังหวัดปัตตานี) ทุกคนในหมู่บ้านนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จัก ป้าเอิบ ทั้งนี้เนื่องจากป้าเอิบเป็นคนที่มั่งมี และเป็นจอมขี้เหนียวประจำตำบล เงินทองทุกบาททุกสตางค์ ถ้าตกมาอยู่ในมือป้าเอิบ ยากที่จะถ่ายเทไปสู่มือผู้อื่น

นิสัยป้าเอิบนอกจากจะขี้เหนียวแล้ว แกยังเป็นคนขี้คุยอีกด้วย ถ้าใครฟังแกคุยโดยผิวเผินก็จะเข้าใจว่าป้าเอิบเป็นคนใจบุญสุนทาน เพราะแกจะคุยเรื่องการทำบุญของแก ให้ใครต่อใครฟังทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ปีหนึ่ง แกจะทำบุญสักครั้ง แล้วจากนั้นก็นำเอาการทำบุญนั้นมานั่งคุยทุกวัน

วันดีคืนดี ถ้าแกว่างเว้นกับการเดินเก็บดอกเบี้ย และบังเอิญวันนั้นตรงกับวันพระ ป้าเอิบก็จะไปวัด ไปเทศน์แข่งกับพระ พอแกนั่งเข้าตรงไหน คนข้าง ๆ ไม่เป็นอันฟังธรรม แกจะชวนคุยดะไปหมด ในชีวิตของป้าเอิบ แกมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง คือ โรคหอบ

เพราะโรคหอบของแกนี้เอง ทำให้ป้าเอิบแกเกลียดสัตว์สี่เท้าที่ร้องเหมียว ๆ มากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องจากขนของแมวจะทำให้โรคของแกกำเริบ ขนแมวเข้าจมูกแกทีไร แกจะต้องหอบและไออยู่หลายวันกว่าจะหาย

วันหนึ่ง ขณะแกกำลังต้มน้ำอยู่ในครัว ซึ่งยกพื้นสูง ส่วนพื้นปูด้วยไม้โอนขัดมันอย่างดี โดยมีช่องระหว่างไม้โอนแต่ละดุ้นห่างกันประมาณหนึ่งนิ้ว ขณะที่แกกำลังคิดถึงดอกเบี้ยอยู่นั้น ตาของแกก็ก้มลงไปเห็นแมวดำตัวหนึ่ง กำลังค่อย ๆ ย่องเข้ามาใต้ถุนครัว

ความเกลียด ความอาฆาต ที่มีต่อแมว ทำให้แกคว้ากาน้ำร้อนที่วางอยู่บนเตาไฟ ราดลงไปบนหลังแมวตัวนั้นทันที ผลเป็นอย่างไรแกไม่รู้ เพราะพอน้ำร้อนกานั้นกระทบหลังของแมว ร่างของมันก็สะดุ้งสุดตัว และกระโจนพรวดออกไป พร้อมกับเสียงกรีดร้องอันโหยหวน

กาลเวลาผ่านไป ป้าเอิบลืมเรื่องแมวตัวนั้นเสียสนิท ทั้งนี้เนื่องจาก หลังจากที่แกพิชิตมันด้วยน้ำร้อนวันนั้นแล้ว มันก็หายหน้าหายตา ไม่มาให้แกเห็นอีกเลย หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมาหลายปี บ้านควนกลางก็เจริญขึ้น ลูกหลานของป้าเอิบ ต่างก็แยกเรือนออกไปปลูกใกล้กับตลาด ซึ่งมีไฟฟ้าใช้ และการเดินทางไปไหนก็สะดวก เพราะใกล้ถนน

ที่บ้านเดิม คงเหลือแต่ป้าเอิบเพียงคนเดียว ทั้งนี้เนื่องจากแกเป็นคนรัก คนหวงบ้าน แม้ว่ามันจะไม่มีไฟฟ้า ความผูกพันที่ป้าเอิบมีต่อบ้านของแก ทำให้แกไม่สามารถทิ้งบ้านเดิมไปอยู่บ้านใหม่ได้ มาระยะหลัง แกก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ ตามประสาคนชรา เมื่อถึงตอนนี้ ลูก ๆ ของแก จึงให้หลาน ๆ มาเฝ้า จนกระทั่งแกทำท่าจะเจ็บหนัก ลูกหลานจึงนำออกไปอยู่บ้านใหม่ ซึ่งมีไฟฟ้า

บ้านหลังใหม่ที่แกไปอยู่ เป็นบ้านสองชั้น ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ ลูกหลานจึงนำเตียง และจัดที่นอนให้แกที่ห้องนี้ เพื่อความสะดวกในการเข้าห้องน้ำ และญาติพี่น้องมาเยี่ยม เนื่องจากป้าเอิบเป็นคนชรา ดังนั้น กับความหนาว แกมีความอดทนกับมันได้น้อยมาก ลูกหลานจึงจัดฟูก และกางมุ้งกั้นลมให้แกกันความหนาว

และคืนหนึ่ง บังเอิญไฟฟ้าดับ ลูกหลานของแกจึงนำตะเกียงน้ำมันก๊าดมาจุดแทนไฟฟ้า โดยวางไว้ข้าง ๆ ส่วนลูกหลานก็ขึ้นไปนอนชั้นบน เพราะระยะนี้ อาการไข้ของแกดีขึ้นมาก และคืนที่ไฟฟ้าดับนั่นเอง เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น นั่นคือ ลูกหลานซึ่งนอนอยู่ชั้นบน ได้ยินเสียงร้องอย่างโหยหวนของป้าเอิบ

และเมื่อพวกเขาลงมา ภาพที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้า ทำให้เขาตกตะลึง เพราะภาพนั้น คือ ภาพป้าเอิบกำลังปัดไฟที่ติดอยู่ตามเนื้อตามตัว โดยมีนุ่นเป็นเชื้อเพลิง ร่างอันเหี่ยวย่นของแกดิ้นไปดิ้นมาอยู่กลางทะเลเพลิง กว่าลูกหลานจะช่วยเหลือแกออกมาได้ ร่างของแกก็โดนไฟไหม้พองไปทั้งตัว เหมือนถูกน้ำร้อนลวกไม่มีผิด

จากการสอบถามและสันนิษฐานของลูกหลาน ต่างก็คิดว่าแกคงจะปัดตะเกียงน้ำมันก๊าดล้มลง แล้วติดมุ้ง และลามไปกินฟูกที่มีนุ่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ทำให้แกตกอยู่ในกองเพลิงโดยที่ตัวเองไม่สามารถจะช่วยเหลือตัวเองได้

ไม่ว่าสาเหตุที่ทำให้ป้าเอิบถูกไฟคลอกจะมาจากอะไรก็ตาม แต่ที่ทุกคนเห็นคือ ป้าเอิบจะนั่งก็ไม่ได้ เพราะบริเวณสะโพกเป็นแผลที่เกิดจากไฟไหม้ จะนอนก็ไม่ดี เพราะเนื้อตัวส่วนหลังทั้งแถบ โดนไฟคลอกเช่นเดียวกัน

และที่ทุกคนประหลาดใจก็คือ ไฟไปไหม้บริเวณปากของป้าเอิบได้อย่างไร เพราะปากนี้เอง ทำให้แกกินอะไรไม่ได้ และค่อย ๆ ตายไปอย่างทุกข์ทรมาน

บางทีแมวตัวนั้น ก่อนที่จะตาย อาจจะอยู่ในสภาพเดียวกับป้าเอิบตอนนี้ก็ได้ และบางทีถ้าปากของแกพูดไม่ได้อย่างตอนนี้ แกจะไม่ไปวัด แล้วเทศน์แข่งกับพระก็ได้ สุดที่จะเดา

ทำสิ่งใดไว้ ผลกรรมนั้นย่อมตอบแทนถึงผู้กระทำนั้นแล

Comments are closed.