กลยุทธ์การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ถ้าผู้มีหน้าที่เสียภาษีศึกษาถึงระเบียนข้อบังคับในการปฏิบัติ และทางเลือกต่างๆ ของกฎหมายภาษีอากร ก็จะสามารถวางแผนการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง และยังช่วยประหยัดเงินค่าภาษีที่ต้องจ่ายได้อีก โดยสิ่งที่ต้องตระหนักก่อนวางแผนภาษีคือ ศึกษากฎหมายภาษีอากรทุกมาตรา ติดตามการเปล่ยนแปลงของกฎหมายและข้อเท็จจริงอยู่เสมอ อย่าตามอย่างคนอื่นโดยไม่ศึกษาก่อน และสุดท้ายคือระลึกไว้เสมอว่า การวางแผนภาษีมีข้อจำกัด

การวางแผนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

1. การเลือกหน่วยภาษี เช่น บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เป็นต้น แต่ละหน่วยภาษีมีความสามารถในการหัดลดหย่อนแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าผู้เสียภาษีสามารถแยกหน่วยภีออกเป็นหลายๆ หน่วยเงินได้สุทธิก็แยกออกเป็นหลายจำนวน แต่ละหน่วยจะเสียภาษีในอัตราไม่สูงก็จะสามารถประหยัดเงินภาษีลงได้

เช่น นาย ก เป็นพนักงานบริษัทมีเงินได้ในปีที่ผ่านมา 300,000 บาท และนาย ก ยังเป็นเจ้าของร้านขายของชำด้วยซึ่งมีรายได้ในปีที่ผ่านมาอีก 200,000 บาท ถ้าไม่แยกหน่วยภาษีนาย ก ต้องนำเงินได้รวมทั้งสิ้น 500,000 บาท เสียภาษีโดยได้หักค่าลดหย่อน แต่ถ้าแยกหน่วยภาษีออกมาโดยร้านขายของชำจัดตั้งในรูปของคณะบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล รายได้ของแต่ะหน่วยภาษีนี้แยกจากกัน สามารถหักลดหย่อนของแต่ละหน่วยภาษีได้

การแยกหน่วยภาษีจะช่วยให้เสียภาษีน้อยลง อย่างไรก็ตามในบางกรณีแม้ว่าจะเป็นภีเพียงหน่วยเดียว แต่เลือกใช้วิธียื่นภาษีต่างกันก็ทำให้จำนวนภาษีที่ชำระต่างกันด้วย เช่นกรณีของสามีภรรยาใช้วิธีแยกยื่นหรือรวมยื่น เป็นต้น

2. การเลือกปีภาษี เนื่องจากตามประมวลรัษฎากรถือเอาเกณฑ์เงินสดเป็นเกณฑ์ในการเสียภาษีเงินได้ กล่าวคือ ได้รับภาษีเงินได้ในปีใดก็เอาเงินได้ที่ได้รับมาเสียภาษีในปีนั้น ดังนั้นหากสามารถยืดเวลาการรับเงินได้ที่จะพึงได้รับออกไป โดยเลื่อนไปรับในปีภาษีถัดไปก็สามารถลดภาระภาษีลงได้

3. การเลือกประเภทของเงินได้ เงินแต่ละประเภทมีการหักค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน เช่น เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานก็หักค่าใช้จ่ายได้ลักษณะหนึ่ง หรือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ อันได้แก่ วิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลป วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี และปราณีตศิลปกรรม มีการหักค่าใช้จ่ายได้อีกลักษณะหนึ่ง

4. การเลือกใช้ประโยชน์จากข้อยกเว้นที่กฎหมายยอมให้ ในมาตรา 42 แห่ง ประมวลรัษฎากรได้ระบุเงินได้บางประเภทที่ได้รับการยกเว้น เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ค่าสินไหม เป็นต้น

5. การกระจายรายได้ที่จะได้รับให้แก่ผู้อื่น เช่น นาย ก มีเงินได้จากเงินเดือนบริษัทและเงินได้จากกิจการบ้านเช่าอีก ซึ่งเงินได้ดังกล่าวเมื่อรวมกันจะเป็นจำนวนมาก และต้องเสียภาษีในอัตราสูง แต่ถ้านาย ก ให้บุตรของตนซึ่งไม่มีรายได้มีสิทธิเก็บเงินในบ้านเช่า และให้ผู้เช่าทำสัญญาเช่ากับบุตร นาย ก โดยตรง รายได้ค่าเช่าจะเสียในนามของบุตรนาย ก

6. การถือเอาประโยชน์จากการหักค่าลดหย่อน เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้เสียภาษี และเป็นการส่งเสริมการลงทุน การออม การสร้างสวัสดิการทางสังคม ประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีการหักค่าลดหย่อนได้หลายประเภท ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ที่ กรมสรรภากร ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?

7. การพิจารณากำหนดประเภทเงินได้ เพื่อดูว่าเงินได้ดังกล่าว จะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ถ้าผู้เสียภาษีสามารถกำหนดรูปแบบข้อตกลงของสัญญากับผู้ว่าจ้าง ซึ่งหากสามารถตกลงกำหนดประเภทเงินได้ โดยไม่ต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ผู้เสียภาษีซึ่งเป็นผู้รับเงินก็สามารถนำเงินนั้นไปหาผลประโยชน์ได้ก่อน แล้วค่อยนำมาเสียภาษีอากรในภายหลัง

This entry was posted in ความรู้รอบตัว and tagged by สาวใจแตก. Bookmark the permalink.

About สาวใจแตก

หนึ่งในทีมงานสาระแน.คอม (รุ่นสาวไทยแสนขยัน) ด้านข้อมูลข่าวสาร และเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับเวบไซท์ด้วย เป็นคนง่ายๆ มีใจรัก และชอบหาเหาใส่หัว แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยทำก็คือ การเป็นชู้กับคนอื่น ถึงจะใจง่ายก็ง่ายแต่ตัว แต่ใจยังเหมือนเดิม

Comments are closed.