ลูกเราไม่เอาไหน

มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนที่มักจะมาบ่นให้ผู้เขียนฟังเป็นประจำว่ารู้สึกหนักอกหนักใจไม่น้อย ที่มองดูแล้วรู้สึกว่าลูกถูกจัดอยู่ในจำพวกที่เรียกว่า เด็กไม่เอาไหน จริง ๆ แล้วความไม่เอาไหนหรือความไม่ได้เรื่องมีอยู่ในตัวของคนทุกคน แล้วแต่ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เอาไหนในเรื่องใดบ้าง เพราะความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แต่มิใช่ว่าเมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่จะปล่อยปละละเลยลูก ๆ ไป แต่ควรจะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยปรับปรุง แก้ไขสิ่งบกพร่องเหล่านี้ให้กับลูกๆของเราเพื่ออนาคตที่ดีของเขาได้

ความไม่เอาไหนของเด็ก ๆ อาจแสดงออกมาในลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. ขี้เกียจเรียน/อ่านหนังสือ

สำหรับเด็กบางคนการเรียนเปรียบเหมือนยาขม ยิ่งต้องอ่านหนังสือสอบยิ่งอยากจะเป็นลม สมัยเด็กๆผู้เขียนก็เป็นแบบนี้เช่นกันที่มักจะชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆมากกว่าจะมานั่งท่องตำรา คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคต่างๆมาช่วยมากมายทั้งเรียนพิเศษนอกเวลา ทั้งให้มีครูมาสอนการบ้าน แต่เทคนิคที่ได้ผลที่สุดสำหรับผู้เขียนสมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมปลายก็คือคุณพ่อคุณแม่หาแบบฝึกหัดหรือหาแนวข้อสอบมาให้ทำ

เป็นธรรมดาที่เด็กเห็นตำราเรียนหนา ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ แล้วมักจะรู้สึกง่วงหรือไม่ก็ขยาด แต่ในแบบฝึกหัดหรือแนวข้อสอบมักจะมีสรุปเนื้อหาที่ไม่มากเกินไปนักให้อ่านก่อนทำแบบทดสอบ คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ลูกลองทำแบบทดสอบด้วยดินสอดูก่อนให้เขาอ่านเนื้อหาเพื่อดูว่าลูกได้คะแนนเท่าไร ซึ่งหากมีข้อผิดยังไม่ต้องเฉลยข้อที่ถูก เสร็จแล้วค่อยให้ลูกอ่านเนื้อหาแล้วกลับมาทำข้อสอบเดิมที่ลูกลบคำตอบไปแล้ว แล้วดูอีกทีว่าเขาทำถูกมากขึ้นหรือไม่ เทคนิคนี้เด็กจะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม เขาจะสนุกที่ต้องทำคะแนนให้ได้มากขึ้น ๆ และจะเกิดความรู้สึกภูมิใจที่สามารถพิชิตโจทย์ได้ เทคนิคนี้จะช่วยให้ลูกค่อย ๆ คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือและทำให้เขารู้สึกว่าการเรียนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อในที่สุด

2. ขี้เกียจทำงาน

เคยหรือไม่ที่บางทีคุณพ่อคุณแม่เรียกให้ลูกช่วยเก็บกวาดบ้าน ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้แล้วมักจะมีเสียงเล็กๆของลูกเราโอดครวญกลับมาเสมอ สำหรับเด็กๆแล้วมักคิดว่าการทำงานเป็นเรื่องที่สุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยและรบกวนเวลาอันมีค่าในการดูการ์ตูนหรือเล่นเกมเสมอ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคให้เด็กรู้จักที่จะทำงานเล็กๆน้อยๆด้วยตัวของเขาเองได้ เพราะเราคงไม่อยากให้ใครมาว่าลูกเราว่าเป็นพวกหยิบจับอะไรไม่เป็น

เทคนิคง่าย ๆ คือให้เขาได้ลองฝึกทำในสิ่งที่เหมาะสมกับวัยเขา แม้เขาทำได้ไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่เป็นไร เช่นถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ให้เขาลองสวมใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง หากเขาติดกระดุมผิดบ้างก็ไม่เป็นไร ให้เขาตักทานอาหารด้วยตัวเองถึงข้าวหกเลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร หรือวานให้เขาช่วยหยิบของสิ่งนั้นสิ่งนี้ส่งมาให้เรา แม้เขาจะหยิบของผิดอย่างมาให้บ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเขาทำได้ดีต้องชมเชยแต่อย่าถึงขนาดยกยอปอปั้นให้มาก และที่สำคัญที่สุดคืออย่าติเตียนหากเขาทำผิดพลาด หากต้องให้กำลังใจติชมด้วยความอ่อนโยน หากลูกโตขึ้นมาหน่อยอาจฝึกให้เขาลองช่วยงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่นเวลาคุณแม่ทำกับข้าวให้ลูกช่วยจัดเตรียมเครื่องประกอบอาหาร ช่วยล้างผัก ช่วยชิมรสชาติ ช่วยเตรียมจาน หรือช่วยทำอาหารง่าย ๆ เช่นเจียวไข่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ละเลยความปลอดภัยของลูกด้วย หรือให้เขาช่วยรดน้ำต้นไม้หรือช่วยปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ๆ กิจกรรมนี้นอกจากสนุกๆแล้วคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถแทรกความรู้เรื่องต้นไม้และสร้างจิตสำนึกในความรักธรรมชาติให้ลูกได้ด้วย การฝึกให้เขาได้ทำงานเป็น นอกจากจะสร้างความภูมิใจให้ลูกรู้สึกว่าเขาเก่งที่ทำได้แล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้วยังสอนให้เขาได้รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย

3. ไม่กล้าแสดงออก

เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกมักถูกมองว่าเป็นเด็กไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง ไม่น่ารักน่าเอ็นดู เช่นครูให้ออกไปพูดหน้าห้องก็ไม่กล้าออกไป ผู้เขียนรู้จักเด็กบางคนที่ไม่กล้าแม้แต่ไหว้ผู้ใหญ่เพราะไม่รู้จะต้องทำตัวหรือทำหน้าอย่างไร แต่ผู้ใหญ่มักจะรู้สึกว่าเด็กนี่ไม่มีมารยาทไม่น่ารักเลยจึงไม่สนใจไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย ในความเป็นจริงแล้วเด็กประเภทนี้เป็นเด็กที่ผู้ใหญ่อย่างเราควรให้ความเห็นใจเขามากๆ และคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยลูกมากๆด้วย

เทคนิคที่ดีคือ พาลูกไปพบปะผู้คนบ่อย ๆ เช่นเวลาคุณพ่อคุณแม่เจอเพื่อนหรือคนรู้จักให้พาลูกไปสวัสดีแนะนำตัว อาจให้ลูกอยู่กับเราในวงสนทนาได้เพราะเป็นปกติที่เวลาผู้ใหญ่คุยไปสักพักก็มักจะหยุดทักทายถามไถ่เรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ๆ เสมอ สิ่งนี้จะทำให้ลูกคุ้นชินกับการโต้ตอบกับผู้อื่น ยิ่งเป็นการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ด้วยแล้วจะช่วยฝึกให้เขารู้จักการวางตัวที่เหมาะสมได้ด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามให้เขาได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันโดยอาจพาเขาไปเข้าค่ายตอนปิดเทอมหรือไปเข้าร่วมกิจกรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ในวันหยุด ก็จะทำให้ลูกได้รู้จักปรับตัวกับผู้อื่นซึ่งจะช่วยทำให้เขากล้าแสดงออกมากขึ้น

4. ไม่มีความสามารถพิเศษ

ผู้คนมักคิดว่าคนที่ร้องเพลงเพราะ คนที่เต้นเก่ง คนที่วาดรูปสวย คนที่แข่งกีฬาชนะ คนที่เก่งในเรื่องตัวเลข คนที่พูดได้หลายภาษา คนที่ทำอาหารอร่อย เป็นคนที่มีความสามารถเหนือคนอื่น ในความเป็นจริงคือคนเหล่านี้เป็นคนเก่งจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ จะไม่เก่งหรือใครที่ทำแบบนี้ไม่ได้จะเป็นคนไม่เอาไหน เพราะจริง ๆ แล้วคนทุกคนมีความสามารถพิเศษหรือมีความถนัดในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่แตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าจะค้นพบความสามารถหรือความถนัดนั้นแล้วหรือยังต่างหาก ยิ่งในเด็กแล้วการค้นพบความสามารถอาจยังไม่ได้ปรากฏเป็นที่เด่นชัด เพราะบางคนอาจมาปรากฏเมื่อตอนโตก็ได้ หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็คือช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถที่เขามีอยู่และส่งเสริมเขา

เทคนิคที่ควรทำคือการที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนช่างสังเกต เช่นหากเห็นว่าลูกเราชอบเล่านิทาน อาจลองให้เขาแต่งนิทานให้ยาวขึ้นๆ เพราะเขาอาจมีความสามารถพิเศษในการเขียนหนังสือหรือแต่งนิยายก็ได้ หรือหากเห็นว่าลูกชอบเอาสิ่งของเหลือใช้มาปะติดปะต่อกัน ลองหาวัสดุที่หลากหลายมาให้เขาได้ใช้ เพราะเขาอาจมีความสามารถพิเศษในการประดิษฐ์สิ่งของก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่อย่าทึกทักเอาเองว่าลูกมีความสามารถด้านนั้นด้านนี้ บางทีอาจไม่ใช่ก็ต้องใจเย็นที่จะช่วยลูกได้ค้นพบตัวเขาเองต่อไป อย่าคิดเอาเองและบังคับเขาให้ทำตามความเข้าใจของเรา เพราะนั่นอาจเป็นการบังคับให้เขาต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบก็เป็นได้ แล้วจะกลายเป็นการทำให้ลูกเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะคิดจะทำอะไรตามความต้องการของตัวเอง

ผู้เขียนไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่กลุ้มใจมากนักจนถึงขั้นเป็นวาระแห่งชาติว่าทำไมลูกเราถึงไม่เอาไหนแบบนั้นแบบนี้ สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือให้ความเชื่อมั่นในลูกของเราว่าเขาทำอะไรได้หลายอย่าง แม้สิ่งที่เขาทำมันอาจแปลกประหลาดบ้าง เช่น เขาอาจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เขาฝึกใช้ภาษามือสำหรับคนหูหนวกได้คล่องแคล่ว เขาเขียนหนังสือให้สวยไม่ได้ แต่เขียนหนังสือกลับหัวได้ ซึ่งถ้าไม่ใช่สิ่งที่เสียหายแล้วก็ควรให้ลูกได้ทำในสิ่งที่เขาทำได้ต่อไป

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้เขาจะทำอะไรไม่ได้เลย เช่นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ก็ไม่ต้องบังคับเขา ขอแค่สอนให้เขาเป็นคนดีไม่ก่อความเดือดร้อนให้สังคมแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

Comments are closed.