ตราบใดที่สามีมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นภรรยาต้องยังหายใจ !!

งานศพแบบดูโอ ตายพร้อมกันทีเดียวสองคน น่าเศร้า..น่าเศร้า
เราเป็นหลาน ยังร้องไห้ปานนี้ ลูกๆเค้ายิ่งแย่
คนตายเป็นน้าสาว กะน้าเขยเราเอง… ตายวันเดียวกันเลย

ไม่ใช่…ไม่ช่าย ไม่ใช่อุบัติเหตุ
แต่เค้าป่วยตายน่ะ
อันกู๊เล็ก ไม่เท่าไหร่ เพราะป่วยเป็นมะเร็งมานานปีกว่าแล้ว แต่น้าเขยนี่สิ อยู่ดีๆก็ไป
หนูเล็กลูกสาวคนเล็กเค้าบอกว่า ตอนตีห้าของวันศุกร์
ตื่นขึ้นมาเพราะพ่อนอนกรนดังผิดปกติ ได้ยินเสียงดังคร่อกๆ จากนั้นก็กระตุกแล้วก็นิ่งไป
หนูเล็กวิ่งไปเขย่าพ่อ พ่อไม่ตื่นเลยวิ่งไปหาอึ้มทั้งหลายที่นอนอยู่อีกบ้าน
เจ้รองก็โทรเรียกรถพยาบาล ปรากฏว่าไม่ทัน
น้าเขยเป็นโรค “ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน” !!!
เสียชีวิตอย่างสงบในอีกยี่สิบนาทีต่อมา

ไม่มีอาการ ไม่เคยป่วย ไม่มีท่าทีว่าจะเป็น
อยู่ดีๆก็กรน(หายใจขัด)ดังคร่อกคร่อก…แล้วก็ไปเลย
มิไย อึ้มทั้งหลายจะพยายามปั๊มป์หัวใจ แต่ก็ทำได้แค่ฝากรอยช้ำไว้ที่อก… ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

แย่กว่านั้น… ยังไม่ทันจะบอกม๊าตัวเอง ยังไม่ทันโทรบอกเจ๊ใหญ่ที่แต่งงานไปอยู่ยุดยา เย็นวันเดียวกัน ม๊าก็เสีย
สองพี่น้องคงรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียวในโลก พ่อตายตอนเช้า แม่ตายตอนเย็น เจ๊ใหญ่ก็ยังไม่มา
เป็นกุ กุคงบ้าไปเลย….

เจ๊รอง (เรียกเจ๊ แต่อายุจริงเค้าน้อยกว่ากุปีนึง) โทรหากุตอนกลางคืนวันเสาร์ บอก “พ่อกะม๊าเราเสียแล้วนะ”
กุงี้พูดไม่ออกเลย บนรถเมล์ที่ว่าดังๆ กลับเงียบจนลมออกหูซะงั้น

กับกู๊คนนี้ กุแทบไม่ได้เจอหน้า ได้แต่คุยทางโทรศัพท์ แม่กุ เค้ามักใช้กุเป็นนางสนองพระโอษฐ์เวลาต้องการกระจายข่าวกับญาติๆ
ส่วนน้าเขยนั้น ไม่เคยคุยด้วยเลย ไม่เคยเจอหน้ากันระยะประชิดด้วยซ้ำ ได้แต่เรียก อานวย เวลาคุยกะเจ๊รอง
แต่กุสนิทกับเจ๊รอง ค่าที่เรารุ่นราวคราวเดียวกัน คุยกันเรื่องเรียนเรื่องทำงานได้เรื่อยๆ
วันอาทิตย์ จันทร์ ก็ไปขลุกอยู่บ้านนั้น ช่วยงานศพและคุยกับอึ้มบางคนที่ไม่ได้เจอกันเป็นสิบปีแล้ว
พบความเปลี่ยนแปลงไปเยอะ หลายคนแก่ลง หลายคนสุขภาพแย่อย่างเห็นได้ชัด
ความร้ายการที่เคยมีสมัยสาวๆหายไปหมด หลายคนที่กุเคยไม่ชอบหน้า กลับมาทำดีกับกุชัดเจน
บางคนกระทั่งถามว่า ถ้ามีลูกอีกคน ขอไปเลี้ยงได้ไหม?
จะเลี้ยงดูอย่างดีเลย (ท่าจะเหงา เพราะไม่มีลูกไม่มีหลานในสายตัวเองเลย)
กุก็เข้าใจ บอกไปว่า ถ้ามีแฝดจะยกให้คนนึงละกันนะ
เจ๊รอง กะหนูเล็ก ท่าทางทำใจได้แล้ว เจ๊ใหญ่วิ่งวุ่นกับพวกงานพิธีการ กุก็คอยช่วยดูแลงานเล็กๆน้อยๆเช่น ถ่ายรูป หรือจุดธูปส่ง
อันว่างานศพนั้น แท้จริง คืองานรวมญาติเราดีๆนี่เอง ก่อนพระสวดไม่มีไรทำ นอกจากคุยๆๆ แล้วก็กินทั้งวัน
ถ้าผู้ตายเป็นญาติเรา เราจะเพลินกับการทักคนนั้นคนนี้ หายเสียใจไปบ้าง เพราะยุ่ง
แต่ถ้าผู้ตายเป็นคนอื่นที่เราบังเอิญแค่รู้จักหรือสนิทชิดเชื้อ เราจะเซ็งและเสียใจหนักกว่าเดิม เพราะไม่มีใครมาปลอบเรา

คนมางานเยอะมาก หลายคนที่ไม่รู้เรื่องได้แต่ถามว่า อุบัติเหตุเหรอ? (ถามเหมือนกุเลยแฮะ)
เกิดมาก็เพิ่งเคยมางานที่ตั้งศพคู่กัน รดน้ำคู่กันยังงี้แหละ
กู๊เล็ก อยู่แผนกจ่ายยา โรงบาลวชิระ น้าเขยเป็นทหารเรือฝ่ายธุรการอาวุโส คนมางานมหาศาล
ทั้งสองรักกันมาก เป็นครอบครัวตัวอย่างอย่างดีเชียว
แต่งงานกันมานาน (จำไม้ไดว่ากี่ปี)ไม่เคยทะเลาะกัน รักกันมาก จนมีลูกสาวน่ารักสามคน
เจ๊ใหญ่แต่งงานไปเป็นครูโรงเรียนที่ยุดยา เจ๊รองทำบัญชีอยู่ยูนิลีเวอร์ หนูเล็กยังอยู่ม.สี่ !!

เผาวันพฤหัสนี้…. การพระราชทานเพลิงศพน้าเขย ทำให้เผาพร้อมกันไม่ได้ เพราะต้องรอไฟพระราชทาน
ทำให้กู๊เล็กต้องเผาก่อน จากนั้นจึงค่อยเป็นน้าเขย

แต่อย่างน้อย ก็ได้ผสมกระดูก และจะลอยอังคารพร้อมกัน
….ความรักจงเจริญ…

ในงานมีการอ่านกลอนที่กู๊เล็กเขียนไว้ด้วย
สัณนิษฐานว่า กู๊เขียนไว้ตอนที่เกือบหมดกำลังใจที่ต้องไปทำเคโมฯบ่อยๆ
มันทรมานและไม่น่าดูเอาเลย ทำให้กู๊แสนสวยของกู ผมร่วงหมดทั้งหัว…
ความเต็มว่าอะไรไม่รู้ฟังไม่ทัน เอาแต่ร้องไห้
จับใจความได้แค่วรรคสุดท้าย(และแปลเป็นไทยออกมา)ได้ว่า

ตราบใดที่สามีมีชีวิตอยู่ ตราบนั้นภรรยาต้องยังหายใจ

ตอนเย็นของวันที่น้าเขยเสีย กู๊พยายามปัดหน้ากากออกซิเจนออกเพื่อหายใจเอง
ทำให้ปอดที่ disfunction ไปแล้วและเหลือเพียงน้อยนิดของกู๊ทำงานหนักและหยุดทำงานไปในที่สุด
กู๊เล็กไม่ได้ดิ้นทุรนทุรายอย่างพ่อสามีกุ กู๊แค่หันมาทางลูกๆและยิ้มอย่างสงบ…ก่อนตาย

ขอให้ทั้งสองไปสู่สุคติค่ะ
จาก…หลานไม่ได้เรื่องคนนี้

Comments are closed.