อย่ารับโทรศัพท์มือถือขณะกำลังชาร์จ

เมื่อไม่กี่วันก่อน ชายคนหนึ่งชาร์จโทรศัพท์ไว้ที่บ้าน มีโทรศัพท์เข้ามา
เขารับโทรศัพท์ทั้งๆที่โทรศัพท์ยังเสียบปลั๊กอยู่
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที กระแสไฟฟ้าได้ไหลผ่านโทรศัพท์เข้าสู่ตัวเขา
เขาล้มลงกับพื้นเสียงดังมากพ่อแม่ของเขารีบมาที่ห้องและพบเขาหมดสติ
ชีพจรเต้นอ่อน และนิ้วมือเป็นรอยไหม้
เขาถูกส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างด่วน แต่หมอบอกว่าเสียชีวิตระหว่างทาง

โทรศัพท์มือถือเป็นนวตกรรมที่มีประโยชน์มาก
แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่ความตายได้เช่นกัน
ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะกำลังเสียบปลั๊กอยู่

ด้วยความปรารถนาดี

เหตุผลที่เขาไม่บอกรักคุณซักที

1. เขาไม่ได้ชอบคุณหรอก คุณคิดไปเอง

2. เขากลัวว่าคุณอาจจะไม่รับฟังในสิ่งที่เขาจะพูดออกไป

3. เขากลัวว่าสิ่งที่ตามมา มันอาจจะทำให้อะไรๆไม่เหมือนเดิมๆ

4. เขามีความสุขที่จะรักคุณไปเงียบๆอย่างนี้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้

5.เขาอาย..แหม!!..หรือคุณไม่เคยอาย..เขาก็เขินอายเป็นเหมือนกันนะ

6. เขาอาจจะกำลังสับสนในตัวเอง ไม่แน่ใจว่าเขากำลังชอบคุณ รักคุณ เอ๊ะ!!…หรือว่าแค่ปลื้มในตัวคุณเท่านั้น

7. เขาคิดว่า อาจจะเป็นการดี ถ้าเขาจะเป็นเพื่อนกับคุณไปเรื่อยๆอย่างนี้
เพราะเขาสามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆได้มากมายจากปากของคุณ
โดยที่คุณได้เป็นตัวของคุณเองอย่างเต็มที่

8. เขากลัวสารพัดแหละ และที่สำคั­นะเขากลัวว่า คุณน่ะไม่ได้มีใจให้เขาเลย…เขากลัวความจริง…

9. เขาอาจจะพยายามลืมคุณไปจากหัวใจอยู่ ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
ยิ่งเขาพยายามลืมคุณไปจากหัวใจมากเท่าไหร่ หัวใจยิ่งเรียกร้อง อยากจะเจอคุณเสียทุกครั้งไป

10. เขากำลังชั่งใจอยู่ ว่าถ้าบอกคุณไป ระหว่างผลดี กับ ผลเสีย อะไรมันจะมากกว่ากัน

11. เขาไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน(กรณีที่คุณมีแฟนแล้ว) เขาไม่อยากให้คุณกับแฟน ต้องผิดใจกัน
เพราะเขาไปเป็นต้นเหตุ..พูดง่ายๆก็คือเขาไม่อยากเป็นมือที่สาม

….เมื่อคุณเริ่มจะเข้าใจความรู้สึกของเขาขึ้นมาบ้างแล้ว
คุณก็อย่าไปนึกโกรธเคือง หรือ หงุดหงิดกับเค้าเลย

….เขาไม่ผิดหรอกนะ….
และสิ่งที่คุณไม่ควรทำที่สุดคือ ไม่ควรไปคาดคั้นเอาคำตอบ
อะไรจากเขา นอกจากมันจะไร้ประโยชน์แล้ว คุณคิดหรือว่าคุณจะได้รับคำตอบที่แท้จริง
ออกมาจากปากของเขา ณ เวลานั้นเลยเขาไม่บอกคุณง่ายๆหรอก..คุณอย่าลืมนะ!!!
ว่านี่…อาจจะเป็นความลับสุดยอดของเขา แล้วเขาก็มีความกังวลอยู่ในหัวสารพัดสารเพ
แต่ถ้าคุณก็เป็นฝ่ายที่แอบชอบเขาอยู่เหมือนกันและคุณก็มั่นใจและไม่กลัวสิ่งต่างๆอย่างที่เขากลัว
คุณก็บอกเขาไปเลย..!! จะได้ไม่ต้องเก็บมาคิดให้หนักใจ จริงมั้ย

…..คุณต้องให้เวลาเขาหน่อย ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง….
แล้วสักวัน…คุณอาจจะได้คำตอบที่แท้จริงจากเขา โดยที่บางที …..

….เขาอาจจะไม่ได้เอ่ยมันออกมาเลยก็ได้…..

คุณค่าแห่งเวลา

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 10 ปีมีค่าขนาดไหน
ถามคู่แต่งงานที่เพิ่งหย่าร้างกัน

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าขนาดไหน
ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน
ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 9 เดือนมีค่าขนาดไหน
ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 เดือนมีค่าขนาดไหน
ถามมารดาที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 อาทิตย์มีค่าขนาดไหน
ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาดไหน
ถามคนรักที่รอพบกัน

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 นาทีมีค่าขนาดไหน
ถามคนที่พลาดรถไฟรถประจำทาง หรือเรือบิน

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาทีมีค่าขนาดไหน
ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลาเสี้ยวหนึ่งของวินาทีมีค่าขนาดไหน
ถามนักกีฬาโอลิมปิคที่ชนะเหรียญเงิน

ถ้าท่านอยากรู้ว่ามิตรภาพมีค่าขนาดไหน
ลองเสียเพื่อนสักคนหนึ่ง

เวลาไม่เคยรอใครเมื่อมันผ่านไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก
จงใช้เวลาของท่านทุกขณะอย่างดีที่สุด

ท่านจะรู้คุณค่าของเวลา….เมื่อท่านแบ่งปันกับคนที่พิเศษสุดในชีวิตของท่าน

ที่มา : Fwd mail คะ

ค่า SPF คืออะไร?

ผลิตภัณฑ์ยากันแดดส่วนใหญ่จะระบุค่า SPF (Sun Protection Factor) หรือแปลเป็นไทยว่า ค่าการป้องกันแสงแดด ถ้าเคยตากแดดแล้วผิวไหม้แดง ในเวลา 15 นาที หากทายากันแดดที่มี SPF= 6 ผิวจะไหม้ในเวลาเป็น 6 เท่าคือ 90 นาที (6×15=90) ถ้าค่า SPF= 8 ผิวจะไหม้ในเวลา 2 ชั่วโมง (8×15=120)

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีคำนิยามใหม่ของค่า SPF (Sun Protection Factor) โดยใช้สูตรสำหรับหาค่า SPF คือ

SPF = MED บริเวณที่ทายากันแดด / MED บริเวณที่ไม่ได้ทายากันแดด

โดย MED นั้นย่อมาจาก minimal erythematous dose คือ ปริมาณแสงแดดที่น้อยที่สุด ที่ทำให้เกิดอาการแดงที่ผิวหนัง ซึ่งอาการแดงนั้นเป็นจุดที่สังเกตเห็นด้วยตา มีการศึกษาพบว่า ปริมาณแรงที่เป็น suberythemal dose (คือปริมาณแสงที่ยังน้อยกว่าจะทำให้เกิดอาการแดง) ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนังและมีการทำลายเซลล์ของผิวหนังเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นในอนาคตอาจต้องมีวิธีที่จะวัดการทำลายผิวหนังของแสงแดดที่ดีกว่าอาการแดง เช่น การดูลักษณะของเซลล์ผิวหนังที่เปลี่ยนไปจากการไหม้แดด (sunburncell) การดูลักษณะของเส้นใยอิลาสตินที่เปลี่ยนรูปร่าง การลดลงของจำนวน Langerhans cell ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน เพื่อหาประสิทธิภาะของการกันแดด

โดยที่ปริมาณของยากันแดดที่เป็นมาตรฐานในการหาค่า SPF นั้น ต้องทายากันแดดปริมาณ 2 มิลลิกรัม ต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตร ดังนั้นหากปริมาณแสงแดดที่จะทำให้บริเวณที่ทายากันแดดนั้นเกิดอาการแดง มีปริมาณมากกว่าบริเวณที่ไม่ได้ทายากันแดด 5 เท่า ยากันแดดนั้นก็จะมีค่า SPF 5 ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นจะแปลว่าปริมาณแสงเป็นเวลาแทน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า
1. การใช้ค่า MED นี้ อาจไม่สะท้อนถึงประสิทธิภาพภายในการป้องกันผิวหนัง จากการทำลายของแสงแดด นั่นคือยากันแดดถึงจะป้องกันไม่ให้ผิวหนังแดงได้ แต่ก็ยังอาจเกิดการเสื่อมของผิวหนังขึ้นแล้ว

2. ปริมาณของการใช้ยากันแดดในการหาค่ามาตรฐาน คือ ต้องทายากันแดด 2 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรนั้น นับว่ามากกว่าปริมาณการใช้ในชีวิตจริง คนปกติจะทายากันแดดแค่ 0.5 ถึง 1 มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ทั้งนี้เพราะ หากทายากันแดดมากไปจะเกิดปัญหาด้านความมันและความสวยงาม

สำหรับยากันแดดชนิดที่ละลายน้ำได้น้อยนั้น มีชื่อคือ
Water resistant หมายถึงการหาค่า SPF หลังอยู่ในน้ำ 40 นาที
Waterproof (=very water resistant) หมายถึงการหาค่า SPF หลังอยู่ในน้ำ 80 นาที

โดยการใช้ยากันแดดตามค่า SPF นี้มักดูตามลักษณะของสีผิวคือ
1. ถ้าผิวไหม้แดดง่าย โดยผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนยาก ใช้ค่า SPF 20-30 (Ultra high)
2. ถ้าผิวไหม้แดดง่าย โดยผิวอาจมีสีแทนนิดหน่อย ใช่ค่า SPF 12-20 (Very high)
3. ถ้าผิวไหม้แดดปานกลาง และผิวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแทนใช้ค่า SPF 8-12 (High)
4. ถ้าผิวไหม้แดดได้น้อย และผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนได้เสมอ ใช่ค่า SPF 4-8 (Moderate)
5. ถ้าผิวไหม้แดดยากมาก และผิวเปลี่ยนเป็นสีแทนได้อย่างมาก ใช้ค่า SPF 2-4 (Minimal)
ถ้าดูตามนี้จริงๆ แล้ว อย่างผมซึ่งน่าจะจัดว่าอยู่ในกลุ่มที่ 5 คือโดนแดดอย่างไร ก็ไม่ไหม้เสียที จะมีก็แต่ผิวคล้ำดำปี๋ ก็ควรจะใช้ SPF แค่ 2-4 เท่านั้นเอง

เมื่อดูจากค่า SPF และปริมาณการดูดซับรังสียูวีบี พบว่า
ค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%
ค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%
ค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%
ค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%
ค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%
ค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%
ค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%
ค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%

เมื่อดูตามนี้จะเห็นว่า เมื่อใช้ยากันแดดค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3% ซึ่งเมื่อเพิ่ม SPF ขึ้นจะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไม่มากนัก และยากันแดดที่มีค่า SPF สูงมักมีปัญหาด้านความงามและมีราคาแพง จากมุมมองนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้ SPF สูงนัก

แต่ก็มีปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้และมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยากันแดด เช่น การทา การสวมใส่เสื้อผ้า การมีเหงื่อออก ลม เหงื่อ การว่ายน้ำ ฯลฯ และมีความจริงที่ว่า ยากันแดดที่มีค่า SPF สูงนั้น จะมีประสิทธิภาพในการกันแสงแดดในช่วงยูวีเอ โดยเฉพาะยูวีเอ II ที่ดีขึ้น ซึ่งรังสีตัวนี้ทำให้เกิดการเสื่อมของผิวหนังได้มาก นอกจากนั้นการหาค่า SPF จะเป็นการหาค่าในห้องทดลอง ซึ่งเมื่อนำยากันแดด มาใช้ในชีวิตจริงจะพบว่ามีค่า SPF น้อยกว่าที่ระบุเสมอ ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลง

จึงแนะนำว่าควรใช้ยากันแดดค่า SPF สูง (15 ขึ้นไป) ในกรณีที่ต้องตากแดด เป็นเวลานานติดต่อกันและใช้ค่า SPF ต่ำ ในกรณีที่โดนแดดเป็นครั้งคราวระหว่างวันครับ สำหรับข้อมูลนี้ส่วนหนึ่งมาจากการประชุมของสมาคมศิษย์เก่าสถาบันโรคผิวหนัง โดยมีอาจารย์จิโรจ สินธวานนท์ เป็นผู้บรรยาย

นพ.ประวิตร พิศาลบุตร

ยางแตกครับ

นักศึกษาปี 4 สองคนไปงานปาร์ตี้บ้านเพื่อนแล้วเมาจนถึงสว่าง
สร่างเมาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเช้ามีสอบวิชาเคมี

ทั้งคู่ก็เลยเข้าไปโกหกอาจารย์เคมีว่าเมื่อคืนรถยางแตก

เลยต้องเสียเวลาและไม่ได้อ่านหนังสือทั้งคืน
จึงขอเวลาอ่านหนังสือเพิ่มอีก 1 คืน

อาจารย์ก็ใจดีเหลือเกินตอบตกลงให้สิทธิพิเศษทั้งคู่

ไปอ่านหนังสือมาแล้วพรุ่งนี้ค่อยมาสอบ
รุ่งขึ้นทั้งคู่ถูกจับแยกให้สอบคนละห้องเพราะอาจารย์กลัวว่ามันจะแอบลอกกัน
เมื่อทั้งคู่อ่านข้อสอบก็พบว่ามีแค่ 2 ข้อเ ท่านั้น

ข้อ1) จงอธิบายความหมายของคำว่า “อะตอม” (5 คะแนน)……….
ทั้งคู่ตอบคำถามข้อแรกได้สบายมากเสร็จแล้วก็อ่านข้อต่อไป

*ข้อ**2) จงบอกมาว่ายางรถข้างหน้า หรือ ข้างหลัง ซ้าย หรือ ขวา
ที่มันแตกจนเป็นเหตุให้พวกมึงไม่ได้อ่านหนังสือสอบ (95คะแนน) !!!*