นักแปลจำเป็น

สมัยก่อน เมื่อตอนเรียนอยู่ ก็เคยหากินทางการแปล การแปลงอยู่บ้างเหมือนกัน
หาเงินได้มากโข
เทอมไหน ขยันๆหน่อย เอาตัวเองรอด ก็สามารถทำงานหาเงินไปเที่ยวปิดเทอมได้ชิลๆ

แต่เนื้อแท้แล้ว โคตรจะเบื่องานแบบนี้
เพราะคำหนึ่งคำ มันสามารถแปลออกมาได้เป็นหลายคำ
ถ้าไม่มีความรู้เรื่องที่กำลังจะแปล ต่อให้สามารถละเมอออกมาเป็นภาษาฝรั่งได้ ก็ไม่สามารถถอดความได้ถูกต้องหรอก
พวกแปลนิทาน นิยายอาจจะสบายหน่อย
เพราะเรื่องแบบนี้ หากเข้าใจอารมณ์ของตัวละครได้ ก็สบายแล้ว
แต่เรื่องที่กุแปลแต่ละเรื่องสิ …. (_ _)” เศร้า …. ยากเหี้ย

เฮียมันเอาข้อกำหนดการเข้างานมาให้แปลน่ะ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบินพลเรือน ปวดกบาลพลเรือนซะจริง
ศัพท์แสง… อยากตายวันละสามร้อยรอบ แต่ก็ต้องแปล เพราะรับปากมันเอาไว้แล้ว
ค่าแปลนี่ ปกติ เค้าคิดเรทกันยังไงน๊อ

(ตะก่อนตอนเรียนคิดขำๆ จาก อังกฤษเป็นไทยกุคิดหน้าละร้อย ที่ฟ้อน 16 Angsana new ส่งมาเป็น soft file เท่านั้น ถ้าจากไทยเป็นอังกฤษคิดสองเท่าที่เงื่อนไขเดียวกัน น้อยกว่านั้นคิดตามเรทนั้น)

ปล. จำเป็นนะ แต่แอบโลภ จบงานนี้จะได้กระเป๋าถือหนึ่งใบล่ะ อิอิ
ปล2. แปลให้ มีแอบบ่นอีกนะ อ่านภาษาไทยยังงงเลย พวกเอกสารเข้างานน่ะ มันไม่ใช่ภาษาคนเค้าคุยกันอยู่แล้ว ใครอ่านแล้ว ไม่ต้องอ่านซ้ำนี่ นับถือโคตรๆอ่ะ

มึงเป็นใคร

คำถามว่า มึงเป็นใคร บ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง
บ่งบอกว่า กูงง
บ่งบอกว่ากูไม่พอใจ
บ่งบอกว่า กูหยาบคาย

แต่กูว่า คำถามนี้ สุภาพเหมาะสมดีแล้ว สำหรับไอ้/อี ตัวไหนที่โทรมาตอนตีสามแล้วเอาแต่หัวเราะคิกๆคักๆ ไม่ยอมพูดให้รู้เรื่องทั้งยังไม่ยอมวางอีกด้วย
หนักข้อกว่านั้น พอกูชิงวางไป อีกสามสี่นาทีต่อมา มันก็โทรมาอีก
เป็นยังงี้อยู่หลายรอบเลย

กูอาจจะเพิ่ม Wording แสดงความโมโหเข้าไปอีกหน่อยด้วยการเติมคำว่า ไอ้สัตว์ ลงไปด้วย
แต่กูก็ลืม

รอบสุดท้าย ราวๆตีสี่สิบห้า
กูเลยกดรับสาย แล้วก็โยนโทรศัพท์ลงตะกร้าผ้ารอซักปลายเตียง
แล้วก็นอนต่อ

เช้านี้ตื่นมาแปดโมงครึ่ง ควานหาโทรศัพท์ ปรากฏว่า มันยังไม่ยอมวางสาย
O__o!!
กูก็เลยลองเอามาพูดสายต่อ
เฮ้ย !! ยังอยู่อีกเหรอมึง สามสี่ชม. แล้วนา ใจชักป็นห่วงนิดๆ แม้จะยังโมโหอยู่ก็ตาม
คิกๆๆ กรั่กๆๆ ฮะฮะ.. ฮ่าๆๆ
(-_______-) เชี่ยไรเนี่ย
ไม่อยากวางก็ไม่ต้องวาง เอาให้ถ่านหมดเลยนะ ควาย พ่อมึงเป็นเจ้าของเครือข่ายหรือไงวะ
คิกๆๆ กรั่กๆๆ …… ฮะๆ…. ฮะๆ….
กูรำคาญ เอาๆ ตามสบายเลย ห่านี่
ก็เลยเปิด Speaker out แล้วไปอาบน้ำ
มันก็ยังหัวเราะ คิกๆคักๆ ยังกะคนมากัญชางั้นแหละ
เอาเอา… เอาเข้าไป

พออาบน้ำเสร็จ โทรศัพท์มันก็เริ่ม ตื๊อ ดือ ดึด …. ร้องเตือนถ่านจะหมดแล้ว
กูก็เลยตะโกนใส่โทรศัพท์ไปว่า เฮ้ย พอเหอะ ถ่านจะหมดแล้วเนี่ย

ก็ชาร์จสิ !! เป็นคำแรกที่แม่งคุยกะกูเว้ย กุก็เลยถามมันอีกรอบ
มึงเป็นใครเนี่ย
แต่หลังคำถาม มันเริ่มสะอื้น กระซิกๆ แล้วโทรศัพท์ก็ถ่านหมดไป

ที่ชาร์จทิ้งไว้ที่โต๊ะทำงานที่ออฟฟิส วันนี้ก็กะว่าจะไม่เข้าแล้ว เพราะนอนไม่พอ
ก็เลยได้แต่งงว่า
ใครวะเนี่ย

ตัวย่อ

เคยติดต่องานกับพวกที่ชอบใช้ตัวย่อบ้างไหม? แล้วงงกันบ้างไหม?
ที่บริษัท กุต้องติดต่อกับ RSO (Region Support Office) ซึ่งก็หมายถึงพวกสิงคโปร์(โตก) บ่อยๆ
ทำให้รู้ว่า
พวกห่านี่ ทำอะไรรีบร้อนไปหมด
พูดก็ไม่ชัดก็เสือกพูดเร็ว เขียนก็ไม่ถูกต้อง เสือกจะย่ออีก
ล่าสุด เจอประโยคเด็ดในเมลล์ ลงท้ายว่า

Baibai, I tink ur bossd revise tat.
(บุ๋มๆ ไอติ๊งยัวร์ บอส.. มั๊ยวะ หือ รีไวส์ บุ๋มๆ) - บุ๋มๆ = ดำน้ำเอา อะไรไม่รู้

เจ้านายกูจะต้องอะไรทบทวนอะไรเหรอ
งงเฟ้ย ง่วงก็ง่วง เลยบอกมัน แอมน็อทอะแมสเซนเจอร์ว่ะ เล็ทยูฟายอะเวย์ทูรีชฮิมเองละกัน
แอ่นฟรอมนาวออน โด๊นยูสแอ๊บละนะ ไอแม่งงงเหี้ยๆ แดมคอนฟิวส์เลยว่ะ

แต่ก็ยังไม่วาย
Abt
Brb
Fyi
อันนี้รู้อยู่ แล้วถ้าเป็น…
Abm
Aml
Eta
Lt
จะเริ่มไม่เข้าใจใช่ไหม…. ลองมาเจอขั้น Advance ดู
Adf
Olb
Ooo
Bst

ย๊ากกกกกส์ !!!! บ้าไปแล้ว
แปลไม่ออกเลยซักอันในวรรคที่สามนั่น
ก็เลยเมลล์ไปถามมันว่า ย่อเหี้ยไรของเมิงเนี่ย
มันก็เลยเหน็บมาว่า แหม…. อ่อนจริงๆ แค่นี้ก็ไม่รู้ เค้ารู้กันหมดเลยนะ ไม่ยอมตอบคำถามอีก
ชักวิป เลยจัดการ fwd mail มันไปซะทั่วโลกเลยว่า
มีใครรู้กะแม่งบ้าง

มันคงตกใจอ่ะ เพราะการสื่อสารภาษาถิ่นหรือภาษาบ้าๆบอที่ดูแล้วจงใจถ่วงเวลางานเป็นการผิดกฎบริษัทอย่างหนึ่ง
ก็จัดการแปลมาให้เสร็จ อย่างไวอ่ะ แล้วก็บอกให้กู รีคอลแมสเสจให้หน่อย
พอมันแปลมาให้เท่านั้นแหละ โมโหหนักกว่าเก่าอีก
ก็ไอ้ตัวสุดท้ายนั่น มันย่อมาจากคำว่า
Bu shi tao = ปู้ จื้อ เต้า = ไม่รู้ = ภาษาจีน

พ่อมึงตาย ……. ถูกต้องตามหลักการเขียน Pin Yin เลยนะ
ไม่แปลกหรอกที่ไม่มีใครแปลออกนอกจากพวกมันกันเองน่ะ

ขอทานกับศิลปิน

เคยให้เงินขอทานกันบ้างไหม?
เดินขอ นั่งขอ ดึงเสื้อ หรือ เอาลูกมาโชว์ให้นมอยู่บนสะพานลอยน่ะ
ส่วนตัวกุแล้ว กุต่อต้านการให้ทานในรูปแบบนี้อย่างเต็มที่
ไม่เคยให้ ใครที่เป็นคนใกล้ชิดก็จะถูกห้ามไปด้วย
ใครไม่ฟัง ก็ไม่ต้องมาคบหา มาเดินด้วยกัน
และถ้ามันยึดมั่นในการให้ทานไร้ประโยชน์แบบนี้มาก
ก็เลิกคบกันไปเลย อย่ามาทำให้เห็น

แต่หลายวันมานี้ เวลาขึ้นจากรถใต้ดินที่สถานีเซ็นทรัลลาดพร้าว
(จริงๆมันชื่อสถานีไรไม่รู้ แต่โผล่ขึ้นตรงเซ็นทรัลพอดี) เป็นต้องหยุดยืนฟัง เดี่ยวซึง ทุกที

หยุดฟังครั้งละนานๆ ราวๆ สาม ถึง สี่เพลง
พี่ผู้ชายคนที่เล่นนั้น เล่นเป็นเพลงพื้นเมือง เป็นเรื่องเป็นราว หลายเพลงนั้น กุรู้จัก
แม้ว่าแกจะไม่เคยร้องอะไรออกมาเลยก็ตาม

———
มาว่ากันเรื่องซึง
ซึง เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมือง อาจจะทั้งทางเหนือ และทางอีสาน
เดาเอาว่ามันน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากชาวเขาที่มาจากลาว (ว่าไปเรื่อยกูแหละ เดาเอา)
เพราะทั้งเหนือและอีสานเราติดกับประเทศลาวเหมือนกัน
หน้าตามันจะคล้ายๆกีต้าร์อันเล็กๆที่มีสายอยู่สี่สาย ตัวเรือนฉลุลายอ่อนช้อยต่างๆ
เวลาเล่น มันก็ดังตึ๊งๆๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีเบสน่ะแหละ (ไม่มีเสียงต่ำ)
ทีนี้ น้องชายที่บานเคยเป็นนักเล่นซึงมาก่อน
จะรู้ว่ามันเล่นยาก หัดยาก แบ่งสมาธิยากพอๆกะซีตาร์ (เครื่องดนตรีอินเดีย) น่ะแหละ
———

หลังจากยืนฟังจนพอใจแล้ว
เหรียญมีเท่าไหร่ แบงค์ย่อยมีกี่ใบ ส่วนมากจะหย่อนตู้หมด
ไม่เคยคิดว่านี่เป็นการให้ทาน
จะคิดว่า นี่คือการแสดงอีกแบบหนึ่งมากกว่า เพราะพี่แกเล่นเพลงได้เร้าใจมาก
เพลงที่แกเล่นก็เป็นเพลงจริงๆ เล่นจบเป็นเพลงๆไป
ไม่เหมือนตาลุงที่ชอบมานั่งเป่าแซกโซโฟน เป็นเพลงครึ่งๆกลางๆ ใส่โน้ตมั่วๆ คิดเอาเอง
แถวๆสีลม คนนั้น แบบนั้นถือว่า ไม่ถูกโรค ไม่ให้ (กุเกลียดแซกโซโฟน แสบแก้วหู)

คนอื่นๆล่ะเคยเจอพี่คนนี้บ้างไหม? ชอบหรือไม่ชอบยังไงบ้าง?

ป้าหลิงกะเด็ก

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่กุมีเสน่ห์กับเด็กเสมอ
ตอนซุปเปอร์เดฟป่วย ก็ไปเฝ้า ไปเยี่ยม ไปเล่นกะลูกเค้า เมื่อเค้าหาย เราไม่ไปแล้ว
ลูกเค้าถึงกับออกปากถามว่า น้าหลิงไปไหน ทำไมน้าหลิงไม่อยู่ที่บ้าน(บ้านเค้า)
จนซุปปอร์เดฟโทรมาถาม What have you done with my sons? :D

ทำไมมันไม่เป็นยังงี้กับหนุ่มๆบ้างว๊า แง่มๆ

วันก่อนไปกินข้าวที่ซิสเลอร์
ตักสลัดอยู่ เดินๆ วนๆ ลือกๆอยู่ว่าจะกินอะไรดี
วนๆ เลือกๆนานๆได้ วันนี้ได้ทำเลดี โต๊ะอยู่ใกล้แหล่งอาหาร
ตักไป เรียงไป แชมป์เรียงสลัดสวย ต้องยกให้กู
ชนะเลิศทั้งออฟฟิส โฮะๆ

ขณะกำลังเดินอยู่ตรงผลไม้ เห็นลูกฝรั่งเดินอาดๆมา
เป็นเด็กลูกครึ่ง ตัวเล็กนิดเดียว เล็กกว่าลูกเราอีก เดินมาถึงมันก็มองหน้านิดนึง แล้วเอื้อมมือ
ป้าหลิงก็ อ๊ะๆ คว้ามือมับ อ่ะแน่! มิดีมิอาววว ค่ะลูกขา….
No no no no dear, we don’t do this in restaurant, see? Not anybody use hand to grab a thing

เด็กมองหน้านิดนึง บอก May I have melon?
Of cause, go and take a plate there first honey

แม่หนูก็วิ่งหน้าเริ่ดไปเอาจานมา แต่ด้วยความที่แกตัวเตี้ย ยักแย่ยักยันอยู่นั่นแล้ว ก็ควานแตงไม่ได้ซักที
กุก็เลยเดินกลับไปตักให้ ถามว่าจะเอากี่อัน แกก็ว่าอันเดียว ได้แตงแล้วแกก็กลับโต๊ะไป

กลับมาที่โต๊ะ นั่งอร่อยได้แป๊บนึง ก็ได้ยินเสียงเด็ก ตะโกนซะดัง
No no no No dad, we don’t do this in restaurant, see? Not anybody use hand to grab a thing !!

เฮ้ย ? อะไรวะ

หันไปทางต้นเสียง กลายเป็นแม่หนูคนเดิม ยืนดุพ่อของแกอยู่ คนแหวกเป็นวง
พ่อแกก็เลยเดินจ๋องๆไปเอาจาน แล้วมาตักแตง แม่มันนั่งหัวเราะกิ๊กๆ
ส่วนเด็กก็เดินมาหาป้าหลิงที่โต๊ะและพูดว่า
Am I correct?
Oh? Sure, good girl แล้วก็เอื้อมมือจะไปลูบหัว แต่แกวิ่งกลับโต๊ะไปหาแม่ซะก่อน
อิเฮียก็งง ถาม ลูกใครวะ
เออ… ไม่รู้เหมือนกัน แต่มันน่ารักดี เหอะๆ

กุน่าจะไปเป็นครูอนุบาลนิ