แหวนเพชร

ปีนี้จนมาก
เอาเงินไปซื้อบ้านและเฟอร์นิเจอร์เกือบหมด เหลือแทบไม่พอจ่ายค่าประกันรถ
แต่เรา… ก็ผู้หญิงอ่ะเนาะ ยังไงก็อยากได้ของขวัญวันวาเลนไทน์
ก็บอกเฮียไป

พอบอกไปแล้ว เห็นอิผัวทำหน้าเครียด
แบบว่า มันก็อยากให้ แต่ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อ เพราะดันไปบอกมันว่า อยากได้แหวนว่ะ

พูดไปแล้วก็เซ็ง เพ้อเจ้อ รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ จะพูดไปทำไมวะ
ทำคนอื่นเซ็งไปด้วยอีก

ผ่านไปอีกสองวัน บิลเก็บเงินบัตรเครดิตก็เดนทางมาถึง
เปิดๆดู ยอดร่วมๆสองแสน (เอาไปรูดซื้อครัวกับเฟอร์นิเจอร์มา จะได้ไม่ต้องหอบเงินสดไป)
นอนกระสับกระส่าย โอว ม่ายยยย…. บ้านหลังเดียวเอากรูจนได้ขนาดนี้เลยเรอะ ม่างงงง

แต่แหวนก็ยังอยากได้อยู่นะ
ก็เปิดดูนิตยสารเล่มเล็กๆที่มันแนบมากับบิล เปิดๆไปก็ ปิ๊ง !
เจอแหวน เอาแต้มแลกได้ฟรี ดีจัง

จากนั้นก็ไปบอกเฮีย ว่าอยากได้แหวน เอาแต้มไปแลกกัน แต้มเราเยอะ (เช็คให้แล้วเสร็จสรรพ)
แล้วก็เอาแต้มไปแลก แล้วก็ได้แหวน แล้วก็แฮปปี้ แล้วก็ฝันว่าอยากได้นู่นนี่นั่นอย่างอื่นอีกต่อไป

นี่แหละ ผู้หญิง

ปล.ขอบคุณบัตรเครดิต

สีทาเล็บ

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นิยมทาเล็บ
ทาสวยซะด้วยนะ ไม่เลอะเลย มือนิ่งมาก

อาจจะเป็นตั้งแต่เฮียมันรู้ว่ากุแพ้น้ำยาล้างจานล่ะมั้ง มันเลยไม่ให้ล้างจาน
มันจะล้างเอง….

รู้สึกว่าการทาเล็บคือการแต่งตัวอย่างหนึ่ง
ชอบให้สีมันกลมกลืนหรือไปในแนวเดียวกับเสื้อผ้าที่จะใส่วันนั้น
เพื่อนร่วมงานจะชอบแซวว่า คุณนาย ซึ่งก็เป็นวันๆไป
เพราะบางวันก็เยินจนคนไม่กล้าทัก

สีทาเล็บที่ซื้อไว้ก็จะเป็นพวกที่รับประกันว่า ทาแล้วแห้งไว
ที่เน้นมากคือ ทาแล้ว เล็บไม่เหลือง นี่แหละ… ทั้งๆที่ความจริง
เล็บจะเหลืองหรือเปล่า มันอยู่ที่น้ำยาล้างเล็บต่างหาก ตัวสีมีส่วนน้อยมาก
พวกRevron จะมีเยอะเป็นพิเศษ เพราะไม่แพงมาก สีสวย และมักจะมีโปรโมชั่นซื้อสองแถมหนึ่ง
สีโปรดช่วงนี้คือ Molten ที่ออกทองๆหน่อย แต่ไม่ทองมาก จะออกแนวน้ำตาลอ่อนวิบวับมากกว่า
ถ้าทองมากก็ไม่เอา กลัวทาออกมาแล้วเหมือนกะหรี่ธนิยะ (ที่ทำงานแม่งยิ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันอยู่ด้วย)
และสีสำหรับทากลางวัน หรือวันที่จะออกข้างนอกไปเล่นกีฬาจะชอบสีมุกๆหน่อย
ยี่ห้อ Zoda ของเกาหลี จะโดนมาก สำหรับโอกาสอย่างนี้

กุเป็นคนที่ขยันเปลี่ยนสีเล็บมาก
เปลี่ยนแทบทุกวัน เพราะสีที่ซื้อไว้ เยอะจนทาเดือนนึงไม่ซ้ำกันล่ะ
มีเวลาช่วงเย็นๆ ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ก็นั่งทาไป สามนาทีมันก็แห้งแล้ว
พอสีทาเล็บแห้งสนิทดี ก็ไปล้างครีมพอกหน้า แล้วก็เข้านอน ….
สีทุกขวด ไม่ว่าจะขวดละ 35 หรือขวดละ 1400 จะเก็บในตู้เย็นหมด
โดยเฉพาะ Coating ที่จะทาอยู่บนเล็บเท้าเป็นประจำ
เพราะสีพวกนี้โดนความร้อนแล้ว เหมือนมันจะเสื่อม
ลักษณะมันจะเป็นฟองๆเวลาเขย่า พวกสีสีกากเพชรจะไม่ค่อยสังเกตชัด
แต่ถ้าเป็นสีเนื้อซาตินอย่างของ Loreal จะรู้ว่า เขย่าแล้ว มันไม่เป็นเนื้อเดียวกัน… เสียดาย

ชอบทาเล็บสีนั้นสีนี้ แต่ไม่ชอบแต่งเล็บ
ไอ้การที่เอาดอกไม้ กากเพชร เกล็ดพลอยมาแปะ…. ไม่เอาเด็ดขาด
ชอบมองคนอื่นทำนะ มันก็สวยดีอยู่หรอก ดูเป็นศิลปะดี
แต่ให้ทำเอง ไม่ไหวว่ะ เหมือนมีอะไรติดอยู่ปลายนิ้วตลอดเวลา ขยุกขยุย
รู้สึก (ไปเองว่า) เกะกะ

สปานิ้ว สปาเล็บก็ไม่ทำ เพราะรู้สึกว่าเปลือง
แต่จริงๆ อาจจะควรทำก็ได้มั้ง…
เคยได้ยินผู้ชายที่ทำงานคุยกันว่า มองผู้หญิง อยากเดาอายุว่ามากน้อยเนี่ย
ให้มองที่ข้อศอกกับมือ ถ้ามันเหี่ยวก็ใช่เลย เพราะหน้าดึงได้ แต่ศอกกะมือ คงจะยาก
ทำมากที่สุดก็ Hand cream ล่ะ
ให้ไปอบไอน้ำ ซุกมือเข้าหม้อคงไม่เอา เว่อร์ไป

วันนี้ เสื้อแดงชุมนุมหน้าแบงค์กรุงเต้บ
โครงการจะไปซื้อสีทาเล็บเพิ่มคงต้องงดไปก่อน…. ไม่อยากเดินฝ่า
วันนี้เสือกใส่สีเหลืองมาอีกกู…
ไม่ได้ตั้งใจจะเย้ย
แต่ด้วยความไม่ดูทีวี เลยไม่รู้ว่าวันนี้ ภัยจะมา….. เวร ทั้งๆที่ปกติ กุก็ใส่อยู่แล้วชุดนี้
เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อที่คริสตัลปาร์ค

บายๆ

ใจซะอย่าง

วันนี้ขึ้นรถไฟฟ้ามา เพราะเฮียมีออกข้างนอก ไม่สามารถเอามาดร็อปตรงสีลมได้
ก็ไม่เป็นไร มีบัตรมีสิทธิ เร็วกว่าด้วย วันนี้ คนเริ่มกลับมาทำงานจากที่หยุดตรุษจีนแล้ว

ขึ้นที่สถานี จตุจักร ต้นทาง ได้นั่งยาวมาจนสยาม มันสายแล้วด้วย เกือบสิบโมงแล้ว คนบางตา
เปลี่ยนรถ แล้วก็ลงตรงศาลาแดง
น้องสาวคนที่ยืนอยู่ด้านหน้ากู ท่าทางเค้าเมื่อยมาก พอคนเริ่มน้อยลง เค้าก็โหนที่จับแดงๆนั่นไปมา
นน.ตัวเค้า น่าจะร่วมๆร้อยโล แต่สาวเจ้า ใส่รองเท้าส้นเข็ม มองแล้วเสียวแทน

ออกจากรถไฟมา อ้าว…ลงสถานีเดียวกัน แต่น้องเค้าออกก่อน
ประตูเค้า คนน้อย
เดินลงบันได แต่อยู่ดีๆ เค้าก็ล้มลง แล้วก็กลิ้งหลุนๆลงไปที่ชานพัก มิไยเพื่อนร่วมสถานีจะกระโดดหลบกันวุ่นวาย

กุตกใจ ทุกๆคนก็ตกใจ ขณะที่กำลังลังเลอยู่ว่า จะเป็นคนดีดีไหม เดินเข้าไปถามดีไหมว่าเป็นอะไรดีรึเปล่า
เจ้าหน้าที่ที่น่ารักก็วิ่งมาหา ทำหน้าที่ตรงนั้นแทนคนดีที่เอาแต่คิดอย่างกูไปแล้ว
น้องเค้าบอก เจ็บหน้าแข้งกับก้นที่กระแทกพื้น
ระหว่างนี้ บางคนก็ลอดราวเหล็กเดินผ่านไปอีกทางเหมือนไม่สนใจ
แต่กูอยากรู้เค้าจะทำไงต่อไป ก็เลยหยุดอยู่อย่างนั้น เพราะเค้าก็นั่งขวางทางอยู่ อุดไปหมด (คิดดู อยู่กันสองคน กั้นทางเดินได้เลยอ่ะ)
จากนั้น น้องเค้าก็ลุกขึ้น มองที่รองเท้า แล้วก็หยิบอีกข้างขึ้นมา
หักส้นออกดังเป๊าะ !
แล้วก็เดินเชิดๆออกไปทิคบัตรแล้วก็ลงบันไดไป

แม่เจ้า…
ใจมั่กๆ เหมือนโฆษณาเมนทอสเลย หักส้นรองเท้า
เป็นกู… คงนั่งร้องไห้แหง ทั้งอาย ทั้งเจ็บ
กลิ้งลงไปสิบกว่าขั้น ยังลุกขึ้นมาได้อีกอ่ะ
สุดๆไปเลยค่ะ

แล็ปท็อป VS โน้ตบุ๊ค

ไปซื้อคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่ Central World
เพื่อนที่ออฟฟิสก็ถามว่า ทำไมไม่ไปซื้อที่พันธุ์ทิพย์ล่ะ น่าจะดีกว่า
กุก็บอกว่า ช่างเถอะ คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว มันจะ Diff กันซักกี่บาทเชียว

ไปถึง Central World เดินหาร้านที่ถูกใจ
อยู่ตรงชั้นสาม เดินเข้าไปถามหาโน้ตบุ๊คอะไรก็ได้ บางๆ งามๆ
พนักงานมองกูด้วยหางตา แล้วบอกว่า ที่นี่ไม่มีโน้ตบุ๊ค ทีแต่แล็ปท็อป
กูก็มองมันด้วยหางตา ถามมันว่า พ่อน้องเป็นอเมริกันเหรอคะ?
น้องงง… ถามกลับมาว่า ไม่ใช่ ทำไมครับ
กุก็เลยบอกมันไปว่า พอดีโคตรทางแม่พี่เป็นญี่ปุ่นค่ะ
เราเรียกไอ้เครื่องเวรที่กองๆกันอยู่เนี่ยว่าโน้ตบุ๊คค่ะ

พนักงานคนเดิมออกอาการเหวอนิดหน่อยที่แซวกูไม่สำเร็จ
แถมโดนแซวกลับอีกเลยยืมก้มหน้า กำมือแน่น ยืนขวางอยู่หน้าเคาท์เตอร์
นี่คงเป็น Shop Dell ด้วยมั้ง เห็นมีDell หลายเครื่อง
กำลังอยากได้ Dell อยู่พอดี เลยไม่อยากเปลี่ยนร้าน หาไม่เจอในร้านอื่นแล้ว
ถามพนักงานคนเดิมว่า มีพนักงานคนอื่นอีกมั๊ย คนที่รู้จักว่าอะไรคือ โน้ตบุ๊ค น่ะ
พนักงานคนเดิมเงียบ เฮียเลยถามซ้ำว่า ถามว่ามีคนอื่นอีกมั๊ย? ได้ยินหรือเปล่า
ท่าทางมันจะไม่ได้ยิน แต่น้องสาวคนที่อยู่หลังเคาท์เตอร์ได้ยินลยวิ่งไปเรียกเจ้าของร้านมาดู
เจ้าของร้านเป็นหนุ่มหน้าตาดี แบบที่มีบุคลิกน่าประทับใจ
ถามใหญ่เลยว่า เกิดอะไรขึ้นครับ มีอะไรกันเหรอ

กูก็เลยบอกว่า ดิฉันอยากได้ โน้ตบุ๊คค่ะ แต่พนักงานคุณบอกว่า ร้านนี้ไม่มีขาย
เจ้าของร้านทำหน้าเหวอ ถามว่าใครบอกครับ
กุก็เลยเดินไปชี้หน้ามัน คนนี้ค่ะ
เจ้าของร้านถอนหายใจแล้วขอโทษขอโพย พาไปคุยกันทางอื่นของร้าน
แล้วให้พนักงานคนอื่นมาดูแลแทน

สุดท้าย เลือกได้ Dell Vostro V-13 จอบางมากกกกก
หน้าตามิลเลนเนี่ยมมั่กๆ สวยถูกใจ แต่ไม่มีของ ต้องสั่งและรอสามวัน
เจ้าของร้านลดราคาให้อีก 5% เพื่อเป็นการขอโทษ และยังแถม thump drive ให้อีก 1 อัน
ดีใจ..ดีใจ

แล็ปท็อป…. โน้ตบุ๊ค….
ทุ๊ย ! ถุยชีวิต

งานบวช

ที่บ้านเป็นคริสต์
ต้องบอกว่า เป็นคริสต์กันทั้งโคตร เป็น ทั้งๆที่ไม่มีใครอ่านไบเบิลกันน่ะแหละ
เพิ่งมีช่วงหลังๆที่ตัวกู เริ่มสนเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์ศาสนา ถึงมาเริ่มอ่านบางช่วงของไบเบิลที่มีการกล่าวอ้างถึงในตำรานั่นๆนี่ๆ เชยเนาะ เค้าฮิตกันมาตั้งแต่ ดาร์วินชี่โค้ดเข้าฉายนั่นแล้ว เพิ่งกระแดะมาสนใจ เหอะๆ

ตัวเองเป็นคริสต์ แต่เพื่อนส่วนมากเป็นพุทธ
ก็เป็นพวกพุทโธ่พุทถัง สวดมนต์ไม่เป็นกราบพระไม่ถูก เหมือนที่เราเปิดไบเบิลไม่ถูกน่ะแหละ
ทีนี้ พวกนี้จะบวช เค้ามีวิธีการขออโหสิกรรมกันแปลกๆ น่าดูเชียว (แปลกในสายตากูคนเดียวมั้ง)

ชายตั๊ด ทักมาในเฟสบุ๊ค ขออสิกรรมกันยืดยาว ราวๆหนึ่งหน้า มันขยันพิมพ์จริงเชียว เพื่อนๆก็เมนท์กัน เล่นบ้างจริงบ้าง ไอ้เราไม่รู้เรื่องก็อ่านอย่างเดียว

ชายกิต sms มา พร้อมทั้งทิ้งท้ายไว้ว่า ทำมายเมิงไม่ซื้อ BBวะ ต้องลำบากกูมานั่งพิมพ์แล้วส่ง sms หาเมิงเนี่ย ….. ไอ้นี่หนิ เพิ่งขออโหสิกรรม กาย วาจา ใจ กะกูหยกๆ

ชายวุฒิ ส่งไปรษณียบัตรมาจากวัดที่ไปอยู่ พร้อม ปล. ว่า หลวงพี่ไม่ให้เอามือถือ กับคอมเข้าไป กูเลยเอาไปแต่สมุดโน้ต พอดีเห็นตู้จดหมายอยู่หน้าวัด เลยส่งหาซะหน่อยดีกว่า … สร้างสรรค์มากเพื่อน

อีกคน… เพื่อนของเพื่อน ชื่อลุงวิทย์ คนนี้ เข้าเมลล์กรุ๊ปมา …. เอาเข้าไป

ขออโหสิกรรมกันทางสื่ออิเลคทรอนิกส์
อยากรู้จังน๊า…. สมัยก่อนเค้าขออโหสิกรรมกันยังไง

ไม่มีอะไร สงสัยเฉยๆ ไปทุกงานอยู่แล้ว