สภาพของคุณในปัจจุบัน

อย่าแอบดูเฉลยก่อน ให้ตอบไปเรื่อยๆ จนจบ คำตอบที่ได้จะบอกถึงสภาพของคุณในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร เตรียมปากกาและดินสอให้พร้อม นี่เป็นแบบทดสอบที่จัดทำโดยฝ่ายบุคคลของสนง.ในทุกวันนี้ มันช่วยให้เขาเข้าใจพนักงานของเขามากขึ้น

ทั้งหมด มีเพียง 10 คำถาม ดังนั้นก็คว้ากระดาษกับปากกามาจดคำตอบของคุณ โอปรา (พิธีกรที่ดังมากที่ USA) ได้ทำแบบทดสอบอันนี้และเธอได้ 38 คะแนน

1. เวลาช่วงไหนที่คุณจะรู้สึกดี
a) ตอนเช้า
b) ตอนบ่ายๆ หรือ เย็นๆ
c) ตอนดึกๆ

2. ปกติคุณจะมีท่าทางการเดินแบบไหน
a) เดินเร็ว ก้าวยาวๆ
b) เดินเร็ว แต่ก้าวสั้นๆ
c) เดินไม่ค่อยเร็ว มองตรงไปข้างหน้า
d) เดินไม่ค่อยเร็ว ก้มหน้า
e) เดินค่อนข้างช้า

3. เวลาคุยกับใครคุณทำท่า
a) ยืนกอดอก
b) ยืนกุมมือ
c) เท้าสะเอว 1 ข้างหรือทั้ง 2 ข้าง
d) แตะหรือผลักคนที่คุยด้วย

4. ท่านั่งสบายๆ ของคุณเป็นยังไง
a) เอาขาพับเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือนั่งพับเพียบ
b) นั่งไขว่ห้าง
c) ยืดขาตรง
d) นั่งทับขาข้างใดข้างหนึ่ง

5. เมื่อมีอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกถูกใจหรือขำมาก คุณแสดงออกอย่างไร
a) หัวเราะดังๆ อย่างพอใจ
b) หัวเราะ แต่ไม่ดังมาก
c) หัวเราะแบบไม่มีเสียง
d) ยิ้มแบบอายๆ

6. เมื่อไปงานเลี้ยง
a) เข้าไปอย่างเป็นที่สนใจ ทุกคนต้องรู้ว่าคุณมาแล้ว
b) เข้าไปเงียบๆมองหาคนที่รู้จัก
c) เข้าไปอย่างเงียบที่สุด พยายามไม่เป็นที่สนใจ

7. คุณทำงานอย่างหนัก ทุ่มเทมากๆ แต่ถูกขัดจังหวะ คุณ …
a) หยุดพักเพื่อผ่อนคลาย
b) รู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียว รำคาญ
c) รู้สึกก้ำกึ่ง 2 ข้อข้างบน

8. ชอบสีอะไรมากที่สุดต่อไปนี้
a) สีแดง หรือ สีส้ม
b) สีดำ
c) สีเหลือง หรือ สีฟ้า
d) สีเขียว
e) สีน้ำเงิน หรือ สีม่วง
f ) สีขาว
g) สีน้ำตาล หรือ สีเทา

9. ตอนที่คุณ อยู่บนเตียงช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนที่คุณจะหลับ คุณนอนในลักษณะไหน
a) นอนหงายธรรมดา
b) นอนคว่ำ
c) เอียงข้าง นอนขด
d) นอนเอาหัวทับแขน
e) นอนคลุมโปง

10. คุณมักฝันว่าคุณ …
a) กำลังหล่นหรือดิ่งลงไปเรื่อยๆ
b) กำลังต่อสู้ หรือดิ้นรน
c) กำลังค้นหาอะไรสักอย่าง หรือใครสักคน
d) กำลังบินหรือ กำลังลอยอยู่
e) คุณไม่ค่อยฝัน
f) คุณมักฝันถึงแต่สิ่งที่ดี

Continue reading

ข้อควรรู้เกี่ยวกับมะเร็ง

1. ทุกคนมีเซลล์มะเร็งอยู่ในร่างกาย
เซลล์จำพวกนี้จะไม่สามารถตรวจหาพบโดยเครื่องมืออทางการแพทย์
จนกว่าจะมีปริมาณเซลล์เป็น 2-3 ร้อยล้านเซลล์

หากไปพบหมอ แล้วหมอบอกว่าคุณไม่มีเซลล์มะเร็งในร่างกายหลังจากการตรวจ
นั่นแค่หมายความว่า เครื่องมือทางการพทย์ไม่สามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งได้
เนื่องจากขนาดของเซลล์มะเร็งยังไม่มากพอ หรือขาดยังไม่ใหญ่พอให้เครื่องมือตรวจเจอ

2. เซลล์มะเร็ง เกิดขึ้นมาก ถึง 6 -10 ครั้ง ใน 1 ช่วงชิวิตของมนุษย์

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เซลล์มะเร็งก็จะถูกทำลาย
เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งขยายตัว และสร้างก้อนเนื้อร้าย

4. เมื่อคนไข้ ถูกบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง
แสดงให้เห็นว่ามีการขาดสารอาหารบางชนิด หรือ โภชนาการไม่ดี
ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม อาหาร หรือปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิต

5. การเอาชนะเซลล์มะเร็ง
สามาถทำได้โดยการสร้างความแข็งแกร่งให้เซลล์เม็ดเลือดขาว
หรือระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย

6. การให้คีโม หรือสารเคมีบางชนิด
เป็นทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายเซลล์ที่ดีของร่างกายไปด้วยอย่างรวดเร็ว
ซึ่งเป็นอาจทำลายระบบของอวัยวะสำคัญไปด้วย เช่น ตับ ไต หัวใจ หรือปอด

7. การฉายรังสี ก็จะทำลายเซลล์มะเร็ง และทำให้เนื่อบางส่วนไหม้
เป็นแผลเป็น และทำลายเซลล์ เนื่อเยื่อที่ดีไปด้วยเช่นกัน

8.โดยทั่วไปแล้ว การให้คีโม หรือการฉายรังสี
อาจจะทำให้ขนาดของก้อนเซลล์มะเร็ง ลดลง
แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้มีผลทำลายก้อนเนื่อไปมากกว่านั้น

9. เมื่อร่างกายต้องรับสารพิษจำนวนมาก จากการให้คีโมหรือการฉายแสง
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะถูกทำลายไปด้วย
ดังนั้นร่างกาวยก็ง่ายต่อการติดเชื้อ หรือพ่ายแพ้เซลล์มะเร็ง

10. การให้คีโม หรือการฉายแสง อาจเป็สาเหตุให้เซลล์มะเร็ง
มีการกลายพันธุ์ หรือดื้อยา
ทำให้ยากแก่การทำลาย การผ่าตัด ก็อาจสามารถทำให้ เซลล์มะเร็งกระจายไปยังส่วนอื่น

11.วิธีที่มีประสิทธิภาพที่จะต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง คือ
หยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
โดยการหยุดให้อาหารที่เซลล์มะเร็งจำเป็นต้องนำไปใช้

สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ

1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว equal
โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมากมาก
เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย

2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน

3.เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด
การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด
ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย
ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง

4. 80 % ของผักและนำผลไม้สด ถั่งเมล็ดแห้ง ธัญญาพืช
จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว
น้ำผักและนำผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี
ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2 -3 ครั้งต่อวัน
เพราะเอนไซม์จะถูกทำลายที่ 40 c

5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ชอกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี
สารต้านมะเร็ง
ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา
และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด

6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก
และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง

7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน
การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง
จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้งความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน
เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาน
การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น
อารมณ์โกรธ ขมขื่น หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย
ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต

10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจิญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้
การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์
การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

๑๐ วิธีในการช่วยลดภาวะโลกร้อน

๑. ต้องยอมรับก่อนว่า สาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนมิได้มาจากประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก แต่เราทุกคนบนพื้นผิวโลก รวมทั้งคนไทยด้วย ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง การขนส่ง การบริโภค การสร้างที่พักอาศัย การซื้อของ ล้วนมีส่วนสำคัญในการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

๒. ประหยัดการใช้พลังงานทุกชนิด โดยเฉพาะไฟฟ้า เพราะเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแต่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อภาวะเรือนกระจกทั้งสิ้น เลือกอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า เช่นเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดพลังงาน
เพราะหลอดไฟที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเปลี่ยนพลังงานเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นให้เป็นแสงสว่าง
ส่วนพลังงานอีกร้อยละ ๙๐ สูญเสียไปในรูปของความร้อน และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อเลิกใช้งาน

๓. หลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อเป็นการประหยัดการใช้น้ำมัน ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการโดยสารเครื่องบิน ดังที่รายงานของสถาบันสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศแนะนำว่า ควรใช้บริการรถไฟสำหรับการเดินทางในระยะทางไม่เกิน ๖๔๐ กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเที่ยวบินลงได้ถึงร้อยละ ๔๕ และบรรดานักธุรกิจควรใช้ระบบการประชุมผ่านวิดีโอแทนการให้พนักงานขึ้นเครื่องบินไปร่วมการประชุม

๔. คิดก่อนจะซื้อสิ่งของ เพราะการผลิตและการขนส่งสินค้าเกือบทุกชนิดล้วนแต่ใช้พลังงานทั้งสิ้น ก่อนจะซื้ออะไรลองถามตัวเองว่า สิ่งนั้นจำเป็นเพียงใด หรือลองเปลี่ยนจากการซื้อของใหม่เป็นการซ่อมหรือใช้ของมือสองแทน

๕. ลดการกินทิ้งกินขว้าง เพราะเศษอาหาร และของที่บูดเน่า เมื่อไปทับถมอยู่ที่กองขยะ
จะกลายเป็นแหล่งผลิตก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง

๖. บริโภคของที่ผลิตในประเทศ เพราะการซื้อสินค้าจากต่างประเทศย่อมต้องสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง การกินอาหารท้องถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เช่นหันมากินปลาทูแทนปลาแซลมอน เพราะนอกจากราคาถูก และทำให้เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศแล้ว ยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย

๗. พกขวดน้ำติดตัวไปด้วยระหว่างการเดินทาง ขวดน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตมหาศาล แถมยังทำให้เกิดขยะล้นโลก และในการกำจัดขยะก็ต้องใช้พลังงานอีกต่างหาก

๘. หลีกเลี่ยงการใช้ถุงพลาสติก เพราะการผลิตถุงพลาสติกใช้พลังงานอย่างมหาศาล
ถ้าให้ดีนำถุงผ้าจากบ้านติดตัวไปด้วยเวลาซื้อของตามร้านค้า หากไม่จำเป็นควรบอกพนักงานขายว่าไม่เอาถุงพลาสติก เพราะเมื่อนำกลับบ้านแล้วคนส่วนใหญ่จะทิ้งลงถังขยะ ในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ถึงปีละ ๑ แสนล้านใบ

๙. ประหยัดการใช้กระดาษ อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ ใช้พลังงานมากเป็นอันดับ ๔ ทั้งยังก่อมลพิษทางน้ำ เป็นต้นเหตุของการทำลายป่าไม้ ซึ่งเป็นตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญด้วย

๑๐. สนับสนุนการซื้อสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต ที่สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท ที่มีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ผลิต ที่อยากมีส่วนในการปกป้องโลก และเลิกสนับสนุนสินค้า ของบริษัทที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

เลิกย้วยด้วยท่าเด็ด

ผู้หญิงอย่างเรา ๆ นั้นสามารถที่จะมีกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแรง สมสัดส่วนด้วยการยกน้ำหนักได้เช่นกัน บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าการเล่นเวทหรือยกดัมเบลล์นั้นจะทำให้กล้ามดูใหญ่เป็นแมนไปซะ

มาทำความเข้าใจกันสักนิด เพราะหากเรารู้จักเล่นให้เหมาะสมกับสรีระของร่างกาย ก็จะทำให้เรามีรูปร่างที่เฟิร์มและมีกล้ามเล็กน้อยดูเซ็กซี่และไร้ไขมันส่วนเกินได้เช่นกัน มาเริ่มเล่นกันแบบซอฟท์ ๆ กันดีกว่า

ท่าที่ 1 Flat Bench Dumbbell Flyes

ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าอกและต้นแขนด้านใน ท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อแขนแน่นกระชับและยังช่วยให้หน้าอกไม่คล้อย ให้คุณนอนหงายบนเตียงออกกำลัง หาดัมเบลล์ขนาดพอเหมาะมือค่อย ๆ ออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าอก ยกดัมเบลล์ออกไปทางด้านข้างให้ห่างจากลำตัวแต่ในระดับที่เท่ากัน ยกดัมเบลล์ออกไปทางด้านข้างลำตัว งอข้อศอกเล็กน้อย และยกมือที่ถือดัมเบลล์ขึ้น (จะรู้สึกเหมือนกำลังหิ้วของที่หนัก ๆ) ค้างไว้สักครู่ แล้วค่อย ๆ กลับสู่ท่าเดิม ทำสัก10-12 ครั้ง/เซ็ต

ท่าที่ 2 Decline Side Crunches

ท่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องให้แน่นเปรี๊ยะเหมือนมีซิกซ์แพ็ค ดูเซ็กซี่ไม่หยอก นอนหงายบนเตียงออกกำลัง ค่อย ๆ ยกขาขึ้นให้ลอยจากพื้นให้สูง โดยพยายามออกแรงเกร็งบริเวณหน้าท้องเพื่อเป็นตัวช่วยส่งให้ยกขาได้สูงขึ้น แล้วงอเข่าเล็กน้อย โดยที่ยังเกร็งหน้าท้องอยู่ทำค้างไว้สักครู่ แล้วค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้อและปล่อยขาลงสู่พื้น พร้อมกับหายใจออกอย่างช้า ๆ เพื่อกลับสู่ท่าเดิม ทำสัก 10-12 ครั้ง/เซ็ต

ท่าที่ 3 Lunge

ท่าบริหารกล้ามเนื้อต้นขาและก้นให้กระขับ ให้คุณถือดัมเบลล์ไว้ในมือทั้งสองข้างให้อยู่ในระดับเดียวกับเอว เริ่มจากการบริหารต้นขาและก้นขวาก่อน ด้วยการก้าวเท้าขวาออกไปข้างหน้าพอประมาณ พร้อมกับค่อย ๆ ย่อตัวลง (ลำตัวตั้งตรงทำมุม 90 องศา) จนกระทั่งน่องขวาอยู่ในแนวขนานกับพื้น เกร็งหน้าท้องและค้างไว้ แล้วถอยเท้าขวากลับมาอยู่ท่าเดิมพร้อมกับหายใจออก ทำสัก 10-12 ครั้ง/เซ็ต สลับไปทำต้นขาซ้ายและก้นซ้ายเป็นลำดับต่อไป

ท่าที่ 4 Standing Calf Raise

ท่าบริหารกล้ามเนื้อน่อง ให้คุณยืนอยู่บนขั้นบันไดหรือบนแท่นที่ยกสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อยให้ปลายเท้าลงไปแตะกับพื้นและใช้แขนทั้งสองข้างหาที่จับยึดไว้ เพื่อป้องกันการล้มแล้วค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้น (เหมือนท่ายืนเขย่ง) ทำสัก 10-12 ครั้ง/เซ็ต น่องก็จะสวยได้รูป