ใครๆก็เดาผิด

รู้ว่าคนรอบตัว…คาดการณ์กันว่า ฉันต้องขอความช่วยเหลือจากเธอ

ฉันต้อง…ให้เธอจัดการกับเรื่องของอนาคต ที่จะเกิดขึ้น

แต่เปล่าเลย….ฉันขอสู้..กับความยากลำบาก ด้วยตัวของฉันเอง

ฉันขอสร้างอนาคตด้วย สองมือ กับหนึ่งสมอง ของฉัน

เมื่อผลออกมาเมื่อไหร่ คงมีคนถามเธออีก ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ

เธอช่วยเหลือฉันใช่ไหม….เมื่อวันนั้นมาถึง..วันที่ฉันทำได้สำเร็จ

อย่างน้อยเธอก็จะได้รู้ว่า ฉันไม่ได้หวัง อะไรจากเธอเลย

และไม่เคยขอความช่วยเหลือเลยสักครั้ง…ไม่เลย..

ไม่เคยอยากให้เธอต้องมาเกี่ยวข้องอะไร เหนื่อยพอแล้ว

กับการที่ได้รู้จักเธอ แล้วชีวิตวุ่นวาย ชื่อเสียงเสียหาย

เพราะได้รู้ว่า…เธอก็แค่คนไม่จริงใจต่อกัน..เหมือนคนทั่วไป..เท่านั้นเอง

เรื่องราวของปลากับน้ำ

ตั้งแต่เล็กปลาก็เป็นเด็กแสนซนตัวหนึ่ง
เธอไม่เคยเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ที่จะสงบเงียบแบบนั้น
เธอชอบกระโดดไปกระโดดมาในน้ำ
แรกเริ่มคือการ พุ่งสุดตัว 50 เมตรก่อน
หลังจากนั้นก็หยุดอย่างกะทันหันหรือไม่ก็เลี้ยว อย่างรวดเร็ว
บ่อยครั้งในเวลานี้ น้ำก็มักจะมองปลาด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ
บาง ครั้งปลาจะพบเจอบางเรื่องที่ทำให้ท้อใจ
แต่ในเวลานี้ น้ำที่แสนอ่อนโยนมักจะรับฟังอย่างเงียบๆ และคอยปลอบใจปลา
ตอนกลางวัน น้ำโยนปลาขึ้นเบาๆ
ให้เธอกระโดดออกสู่ผิวน้ำ มองดูโลกภายนอก จากนั้นค่อยรับเธออย่างมั่นคง
เมื่อถึงตอนกลางคืน น้ำก็กลายเป็นเปลนอนที่อบอุ่นที่สุด
เขามักจะโยกไปมาเบาๆ กล่อมปลาให้เธอนอนหลับ
ในกลางคืนของฤดูร้อน น้ำมักจะลากปลาไปที่ผิวน้ำ
ปลา ค่อยๆเติบโตขึ้น เธอได้ค้นพบว่าในใจมีสิ่งๆหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกห่วงใย
นั่น ก็คือ น้ำ

วันหนึ่ง ในที่สุดปลาก็เรียกความกล้าบอกน้ำว่าเธอชอบเขา ทว่าน้ำกลับเงียบไป
” ทำไมเธอถึงไม่พูดหล่ะ? ” ปลาถาม
น้ำยังคงเงียบ เช่นเดิม เพียงแต่เริ่มส่ายหัวเบาๆ
” แม่พูดว่าปลาไม่สามารถรักน้ำได้ นี่เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
ก็เหมือนกับม้าลายที่สามารถรักได้แค่ม้าลาย เสือชีต้าสามารถรักได้เพียงเสือชีต้า
เส้นสามารถรักได้เพียงเส้น จุดก็สามารถรักได้เพียงจุด
และจุดกลับไม่มีทางที่จะรักเส้นได้ ”

ปลา ไม่เข้าใจ ถ้าหากว่าเส้นรักจุดเข้าแล้วจริงๆ
นกรักปลาเข้าจริงๆ และปลารักน้ำเข้าจริงๆ แล้วควรจะทำอย่างไรหล่ะ?
ปลาไม่เข้าใจ เธอพ่นฟองพูดกับน้ำ ” ฉันรักเธอ ”
น้ำเงียบอีกครั้ง ปลาไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่นอนอยู่ในอ้อมกอดน้ำอย่างเงียบๆ

ผ่านไปเนิ่นนาน
การเปิด ปากของปลาก็ทำลายความเงียบ
” เธอมองไม่เห็นน้ำตาในดวงตาของฉัน เพราะว่าฉันอยู่ในน้ำ ”
น้ำพูดว่า ” ฉันสามารถรู้สึกได้ถึงน้ำตาของเธอ เพราะว่าเธออยู่ในใจฉัน ”
ปลาร้อนรน ” แล้วทำไมเธอไม่รักฉัน? ”
น้ำ กลับสามารถพูดแค่ว่า
” ฉันไม่สามารถรักเธอได้ ฉันอยู่อาศัยไม่เป็นหลักแหล่ง
บ่อยครั้งที่ล่องลอยไปทั่วทุกหนแห่ง เธออยู่กับฉันจะลำบากมาก ”
ปลาก็พูดอย่างหนักแน่นอีกว่า ” ฉันไม่กลัว ฉันจะอยู่กับเธอตลอดไป ”

แต่ว่า ถึงอย่างไรน้ำก็ไม่อาจหนีโชคชะตาของการต้องล่องลอยได้
เขาได้ไหลเข้าไป ในแม่น้ำสายหนึ่ง
ปลาติดตามเขาไปตลอดโดยไม่ยอมห่างแม้แต่ก้าวเดียว
พวก เขากอดกันอ้อมผ่านโขดหินโสโครกกับคลื่นใหญ่ที่อันตราย
ไหลผ่านแม่น้ำ ข้ามผ่านน้ำตก ไหลเข้าไปในลำธารเล็กๆสายหนึ่ง
ตลอดทาง น้ำโยนปลาขึ้นเบาเบาและรับไว้
โยนขึ้นอีกครั้ง แล้วรับไว้อีกครั้ง เล่นอย่างสนุกสนาน
น้ำยิ่งไหลยิ่งอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็หยุดไหลในที่สุด

” ดีจังเลย ในที่สุดพวกเราก็ได้ตั้งถิ่นฐานที่แน่นอนสักที ” ปลาร้องขึ้นอย่างสุขสันต์
” ไม่ได้ น้ำตื้นเกิน อันตรายเกินไป ถือโอกาสที่ตอนนี้ยังมีทางถอยกลับ
เธอ รีบว่ายกลับเถอะ ” น้ำพูดอย่างเคร่งเครียด
” ไม่ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ฉันจะไม่จากเธอไปแน่นอน ” ปลาพูดอย่างเด็ดเดี่ยว

เพื่อที่จะลดปริมาณ การระเหยของน้ำ
ตอนกลางวัน ปลานอนอยู่ในอ้อมกอดของน้ำอย่างเงียบๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้น
พอถึงตอนกลางคืน ดวงดาวทั้งหมดก็ตกลงมาในน้ำ ปลาถึงจะเริ่มเล่น
เอาดวงดาวแต่ละดวงกลืน เข้าไป แล้วก็คายออกมา
กลืนเข้าไปอีก แล้วก็คายออกมาอีก
ทำแบบนี้ เรื่อยๆโดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย

เดือนหก พระอาทิตย์ที่แดงเหมือนไฟ สาดส่องผิวน้ำ
แม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำทุกวิธีแล้ว แต่น้ำก็ยังค่อยๆระเหยไปทีละนิด
หลังของปลาค่อยๆโผล่ออกมาจากผิวน้ำ น้ำพยายามทำให้เกิดคลื่นลูกใหญ่
ทำให้หลังของเธอเปียก ไม่ให้พระอาทิตย์เผาไหม้เธอ
แต่ว่าแบบนี้ ยิ่งทำให้น้ำระเหยรวดเร็วขึ้น
ใน ที่สุด น้ำหยดสุดท้ายก็จากปลาไป…….

ปลานอนอยู่บนพื้นดินที่แตก ระแหง เหลือเพียงลมหายใจแผ่วเบา
ในขณะที่หัวใจของปลาสิ้นสุดการเต้น ครั้งสุดท้าย
น้ำตาหยดหนึ่งไหลจากแก้มลงมา ทันใดนั้นท้องฟ้าก็เกิดฟ้าแลบ
หลังจากเสียงฟ้าร้อง ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก
ปลา ก็ได้กลับไปในอ้อมกอดของน้ำอีกครั้ง
น้ำร้องเรียกหาปลา แต่ว่าปลาก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาอีก
น้ำพาปลาไปอย่างรวด เร็วราวกับลม ด้วยจิตใจที่เศร้าโศกเสียใจ
เสียงร้องไห้ของหัวใจและปอดที่ฉีกขาด ไม่ว่าใครก็ได้ยิน

น้ำพาปลาวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ไหลไปถึงข้างต้นไม้เล็กๆที่แห้งเหี่ยวต้นหนึ่ง
น้ำไหลเข้าไปในดินเหนียว นำร่างของปลาฝังไว้ในดิน
น้ำพูดกับร่างของปลาที่เน่าเปื่อยแล้วอย่าง เบาๆว่า
” พวกเราไม่ต้องไหลไปที่ไหนอีกแล้ว
ฉันพบที่อยู่ของเธอแล้ว จากวันนี้ไป ตัวเธอมีฉัน ตัวฉันมีเธอ ”

ไม่รู้ว่าผ่านไปแล้วกี่ปี ยอดของต้นไม้ได้แตกหน่อใหม่สีเขียวอ่อนออกมา
ด้านบนมีหยดน้ำหยดหนึ่ง ภายใต้แสงพระอาทิตย์เกิดประกายแวววับ
นั่นก็คือน้ำตาของปลาที่ไหลลงมา

ปลา : เธอมองไม่เห็นน้ำตาในดวงตาฉัน เพราะว่าฉันอยู่ในน้ำ
น้ำ : ฉันสามารถรู้สึกได้ถึงน้ำตาของเธอ เพราะว่าเธออยู่ในหัวใจของฉัน

ปลา : ฉันร้องไห้อยู่ตลอด แต่ว่าเธอไม่เคยที่จะรู้เลย เพราะว่าฉันอยู่ในน้ำ
น้ำ : ฉันรู้ เพราะว่าเธออยู่ในใจฉันมาตลอด

ฉันไม่ใช่ปลา เธอเองก็ไม่ใช่น้ำ เธอมองเห็นน้ำตาแห่งความเหงาของฉันหรือเปล่า?
บางที เพราะว่า นี่คือน้ำตาคนรักที่อ้างว้าง

ปลา : ฉันจะไม่มีทางจากเธอไปตลอดกาล เพราะว่าการไปจากเธอ ฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้
น้ำ : ฉันรู้ แต่ว่าถ้าหากหัวใจของเธอไม่อยู่หล่ะ?

ฉันไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ ฉันไม่จากเธอไปเพราะว่าฉันรักเธอ
แต่ว่า ในหัวใจของเธอมีฉันอยู่หรือเปล่า?

ปลา : ฉันเหงามาก เพราะว่าฉันสามารถอยู่ได้แค่ในน้ำ
น้ำ : ฉันรู้ เพราะว่าในหัวใจของฉันใส่ความเหงาของเธอไว้

ฉันไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ ฉันเหงาเพราะว่าฉันคิดถึงเธอ
แต่ว่า เธอที่อยู่แสนไกลจะสามารถรู้สึกถึงได้ไหม?

น้ำพูดกับปลา : ถ้าหากว่าไม่มีปลา แล้วในน้ำยังจะเหลืออะไรอยู่อีกหล่ะ?
ปลา : ถ้า หากว่าไม่มีเธอ แล้วจะยังมีฉันอยู่อีกได้อย่างไร?

ฉันไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ ไม่มีความรักของเธอ ฉันยังคงมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ
แต่ ว่า การมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าฉันสามารถลืมเธอได้

ปลา พูดกับน้ำ : ตลอดชีวิตไม่สามารถออกไปดูโลกภายนอกได้คือสิ่งที่ฉันเสียดายที่สุด
น้ำ : ตลอดชีวิตไม่สามารถล้มเลิกความคิดนี้ของเธอได้ คือความพ่ายแพ้ที่สุดของฉัน

ฉัน ไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ ตัวฉันตอนนี้ต้องการเพียงหนึ่งคำมั่นสัญญาของชั่วชีวิต
แต่ว่า เธอจะรับภาระไหวไหม?

ปลา : ในทั้งชีวิตของเธอ ฉันเป็นปลาตัวที่เท่าไหร่?
น้ำ : เธอไม่ใช่ปลาตัวแรกที่อยู่ในน้ำ แต่กลับเป็นตัวแรกที่อยู่ในใจฉัน

ฉันไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ พวกเราต่างก็ไม่ได้เป็น อันดับหนึ่งในชีวิตของอีกฝ่ายเหมือนกัน
แต่ว่า เธอรู้ไหม? เธอคือคนแรกที่ฉันอยากจะแต่งงานด้วย

ปลา : เธอเชื่อในรักแรกพบหรือเปล่า?
น้ำ : ในเวลานั้นที่ฉันรับรู้ว่าเธอคือปลา ก็รู้ว่าเธอจะเข้ามาว่ายอยู่ในหัวใจของ ฉัน

ฉันไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ ฉันคิดว่าความรู้สึกที่ฉันมีต่อเธอคงไม่ยาวนาน
เพราะว่า นั่นคือรักแรกพบ
แต่ว่า ฉันผิดแล้ว ความรู้สึกก็เหมือนกับเหล้า ยิ่งหมักยิ่งหอมยิ่งยาวนาน

ปลา : ทำไมทุกครั้งต้องเป็นฉันถามเธอตอบด้วย
น้ำ : เพราะว่าฉันชอบที่ในเวลาตอบคำถาม ทำให้เธอเข้าใจหัวใจของฉัน

ฉันไม่ ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ ทำไมเธอถึงให้ฉันรอคอยอยู่เสมอ
หรือว่า..เธอไม่ รู้ การรอคอยเท่ากับสูญเสียความมั่นใจ การสูญเสียความมั่นใจเท่ากับการเลิกรา

ถ้าหากว่าฉันเป็นปลา และเธอเป็นน้ำ นั่นคงจะดีมาก
น้ำจะรู้ความคิดของปลาตลอดไป เพราะว่าปลาอยู่ในหัวใจของน้ำ

แต่ว่าฉันไม่ใช่ปลา เธอก็ไม่ใช่น้ำ
เธอไม่มีทางรับรู้ถึงความรักของฉัน เพราะว่าบางทีฉันคงไม่ได้อยู่ในหัวใจของเธอ

ถ้าหากว่าฉันคือปลา และเธอคือน้ำ ฉันจะสามารถว่ายเข้าไปในใจของเธอได้ไหม?

…..ทุกๆ เมืองย่อมมีฝนตก ก็เหมือนกับฉันที่เดินไปที่ไหนก็จะคิดถึงเธอ….

…..ความ คิดถึงคือผลไม้ชนิดหนึ่ง ในความเปรี้ยวนั้นมีความหวาน ผลิตผลมากมายในยามกลางคืน
และฉันพกพาจิตใจที่ไม่แน่นอนคิดถึงเธอ คิดถึงเธอ…..

เมื่อรักมันเกิด

1 กพ. 53
ทีแรกว่าจะเขียนแต่กลัวว่าจะอ่านลายมือไม่ออก ลองพยายามมาหลายวันแล้วไม่สำเร็จ
เฮ้อ………….

วันอาทิตย์ ที่ 6ธค.52
เมื่อ สองเดือนก่อน ได้เจอกันด้วยความบังเอิญ วันนั้น รู้สึกดีมากๆๆ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้เจอ
คนคนนี้ อะไรๆมันดีไปหมด ได้นั่งคุย ได้มองตา ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ฟังเสียงหัวเราะ ได้รู้จักผู้หญิงน่ารัก
ดูดีมีสมอง ได้รู้จักสาวภูเก็ต เด็กอายุ 23 เธอชื่อ ปู ทั้งที่ไม่รู้ว่าต่อไปมันจะเกิดอะไรขึ้น ชอบตั้งแต่วันแรกที่เห็น
ประทับใจตั้งแต่วันแรกที่คุยด้วย แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆอย่างมันที่ให้ต้องเจียม….
หลังจากนั้นมา ก็รู้สึกอยากจะเข้าใกล้………
วันนึง ปูโทรมาว่าจะให้ไปคุยกับใครสักคน ที่น่าจะไปคุยเรื่องพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่
ปล.
จากที่ไม่เคยฟังเพลง เสก โลโซมานาน ดันกลับมาชอบเพลง หมาเห่าเครื่องบิน
เปิดร้องในรถทุกวัน จนลูกชายรำคาญ (และทุกวันนี้เค้าร้องเพลงได้)

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 1………………….
ร้านอาหารชื่อธรรมชาติ น้องเค้าให้ไปคุยกับโกแตม หรือแตน อะไรซักอย่าง ทีแรกก็คิดว่ามันน่าจะเป็น
การคุยแบบส่วนตัว นั่งคุยเรื่องงานกัน แต่ที่ไหนได้ ดันไปเจองานเลี้ยง(เล็กๆ)อะไรซักอย่างของคนมีตังค์ในภูเก็ต
มีความรู้สึกว่าเราไปขอตังค์เค้าซะงั้น โกรธขึ้นมาจับจิต แต่ทำงัยได้ดัน กระโดดลงไปให้เค้าขย้ำเองนี่หว่า
รู้สึกรักภูเก็ตมากขึ้นเยอะเลย……….
วันนั้นก่อนกลับไปกินข้าวต้มอะไรซักอย่าง ก็ได้รู้ว่า โกแตนหรือแตม(จำไม่ได้)
เคยมาจีบ…….น้องเค้า
เริ่มรู้สึกถึง ระยะห่าง กับ ความแตกต่าง
ปล.
เริ่มร้องเพลง หมาเครื่องบินท่อนแรกได้แล้ว

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 2………………
พยายามที่จะหาคอนเน็คชั่นดีๆให้ เพราะคนว่าน้องเค้าเป็นคนขยันทำงาน อัธยาศัยดี(กับทุกคน)
ช่วงงานเปิดหาดป่าตอง ชวนไปเพื่ออยากจะให้รู้จัก ออแกร์ไนซ์จากแกรมมี่ คุณเบญ เผื่อจะได้ช่วย
งานอะไรกันบ้าง แต่พลาด …….
ประทับใจที่น้องเค้าอุตส่าห์เดินมาเป็นกิโล เพื่อมาเจอ ดีใจจัง และบังเอิญโชคดีได้เจอ จุน เป็นคนของ
เบียร์ช้างทำกิจกรรมอะไรซักอย่าง ได้เจอกันกับน้องเค้า ดีจัง
ขากลับเดินไกลมาก ด้วยเจตนาดีเลยพาไปหา โอ๋ เป็นสท.ที่ป่าตอง
แต่กลับเป็นว่า เจ้าโอ๋ ดันจีบซะ เหอๆๆ …
แต่ทำไงได้ ไม่ได้เป็นอะไรกับเค้านี่หว่า ทั้งที่รู้สึกว่าหวงๆๆ (เออนั่นสิ..ทำไม)
ปล.
วันนี้น้องเค้าสวยมาก ใส่ชุดทำงานแล้วสวย (ต่างกับน่ารัก)

อารมณ์กับเหตุผล……….
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ 1 วัน 1 อาทิตย์ 2 วัน 2 อาทิตย์
จำได้ว่าแทบจะไม่เคยปฏิเสธเลยกับทุกครั้งที่น้องเค้าชวนไปไหนมาไหน
บางที งานการไม่ทำ ปล่อยลูกให้อยู่บ้าน เพียงเพื่ออยากอยู่ใกล้ๆ
ชีวิต สับสน ลืมตัวเองไปชั่วขณะ
นานมาแล้ว จนจำไม่ได้ว่า ไอ้อาการ หายใจเป็นเธอ นี่มันเป็นยังไง
แต่ตอนนี้อายุก็จะ 40 แล้ว ดันมาเป็นจนได้
ตั้งแต่ตื่นนอน เค้าทำอะไรอยู่ พอเที่ยง กินข้าวรึยัง
สาย บ่าย เย็น ดึก
จนถึงเวลานอน เค้าทำอะไรอยู่ คิดถึงไปหมด
ตลอดเวลาสั้นๆที่ผ่านไป ไม่เคยบอก ไม่เคยถาม ไม่เคย…..
เก็บไว้ในใจตลอด ………..
อาการความเป็นผู้นำเริ่มถดถอย
ทำตัวบ้าบอ บางวันอินเลิฟ บางวันเฮิร์ทรับประทาน
เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบฟังเพลงมากมาย เดี๋ยวนี้มีเป็นเซ็ท
เซ็ท สมหวัง เซ็ท ทุกข์ใจ
จนลูกน้องจับทางได้ ว่าวันนี้ไปเจออะไรมา
มีวันนึง น้องเค้าบอกว่ามีเพื่อนมาจาก กทม.จะไปถ่ายอะไรกันซักอย่างที่ป่าตอง
วันนี้เค้าพูดแปลกๆๆมาก พูดให้คิดลึก…วันนี้สวยน่ะ เค้าว่างั้น ดีจัง..
คำพูดที่น้องเค้าพูดบ่อยที่สุด แต่ไม่เคยทำได้เลย “ เดี๋ยวโทรไปนะ”
(จำได้เคยถามเค้าที่นึง เค้าบอกว่า เดี๋ยวสักวัน ก็โทรไปเองแหละ) (รู้สึกดีฉิบหาไม่เจอ)
วันนั้นเล่นเอานอนไม่หลับ
ปล.
เพลงห่วยๆบางเพลง ที่เราไม่เคยสนใจ ในบางสถานการณ์มันทำให้รู้สึกว่า
นี่มันเพลงของเรานี่หว่า “อาจฟังไม่มีเหตุผล สักเท่าไหร่ ฉันไม่มีความหมายกับเธอ ทุกๆคราที่นั่งมองเหม่อมันคิดถึงเธอรู้มั๊ย
ก็อาจจะเป็นแค่หมาที่เห่าเครื่องบิน อยากให้เธอได้ยินข้อความข้างใน ที่เจอเธอวันนั้นมันหวั่นไหวจนสุดที่ใจจะทน”
ขอบคุณ เสก โลโซ

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 3………………
ครั้งนี้ เป็นเพราะเราเจตนาดีเกินไป หวังดีเกินไปมั๊ง เหตุเกิดที่พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่อีกแล้ว
วันนี้น้องเค้าโทรมาให้ไปที่นั่น เพื่อคุยกันอะไรซักอย่างพร้อมกันทีมงานเค้า
ได้เราก็ดันฟังไม่ดี ดันรับปากไป ได้เจอกับเจ้านายเค้า ชื่อ สง กับ โกแตมหรือแตน(วะ)
วันนี้หวังว่าจะเซ็ทโปรแกรมทัวร์ เลยลองๆให้คนที่พอจะช่วยกันได้มาฟังดูเผื่อจะได้ช่วย
กัน แต่ปรากฎว่า กลายเป็นเราจะขอเงินเค้าอีกละ โดนอัดเละเรื่อง วิสัยทัศน์ เรื่อง………
จนเซ็ง บ่นกับตัวเองว่า อะไรกะกูนักหนาวะ
ปล.
อย่าไปรักบ้านคนอื่น เหมือนบ้านตัวเอง (เพราะขนาดเจ้าของบ้านมันยังไม่รักเลย)

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 4………………
วันอาทิตย์อีกแล้ว
วันนี้ตื่นกันแต่เช้ากับลูกชาย เลือกชุดที่เหมาะที่สุด ทั้งพ่อและลูก
วันนี้เรามีนัดละ เราจะไปดูหนังเรื่อง อวตารกัน น้องเค้ารับปากว่าจะไปด้วย
เมื่อคืน รับปากแล้ว…………..
10 โมงเช้า กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
12.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
14.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์ บางครั้งก็ไม่มีสัญญาณ
16.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
18.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
19.00 ลูกชายเรื่องโกรธเป็นไฟ (พอๆกันกับพ่อ)
20.00 ได้ดูเรื่องอวตาร กันซะที สองคนพ่อลูก ที่เซนทรัล
หลังจากนั้นมาสองวัน
“ขอโทษมีธุระด่วนกับที่บ้านสำคัญมาก” เชื่อสนิทเช่นเคย
วันนี้ทำให้รู้ว่าการที่รอใครสักคนทั้งวัน(ตั้งใจรอมากๆๆ)แล้วเค้าไม่มาน่ะ มันรู้สึกแย่จริงๆทั้งคนรอ
และคนให้รอ…แย่จริงๆ
ปล.
หลังจากดูหนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ลูกชายเริ่มรักธรรมชาติขึ้นเยอะ เห็นใครตัดต้นไม้ จะบ่นให้ฟังตลอดๆ
ขอบคุณ เจมส์ คาเมรอล

ความรู้สึกที่ดีสุด ครั้งที่ 1……….
วันนี้อยากไปหาเพื่อน เคนนี่ ไม่ได้เจอกันนาน เลยชวนน้องเค้าไปด้วย
ไปคะ……… คำตอบที่โคตรเซอร์ไพส์
นัดเจอกันที่โลตัส ให้เค้าจอดรถไว้และไปด้วยกัน
ไปถึงบ้านเคนนี่ ทำไมวันนี้น้องเค้าดู กันเอง เป็นมิตร น่ารัก
มันทำให้รู้สึกเหมือนครอบครัวน่ะ (แอบคิด)
น้องบอกว่าหิวข้าว ลงมือทำกับข้าวเอง ไข่ดาวกับกุนเชียง
ปรากฏว่าลูกชายเราได้อานิสงฆ์
แอบมองเค้าพาลูกชายเรากินข้าว โอพระเจ้า มันช่างสุดยอด
ให้เป็นอะไรก็ยอมแล้ววินาทีนี้
หยิกตัวเองไปหนึ่งที ไม่ได้ฝันไป ดี ดี ดี ดี ดี ดีจัง
แต่…….
เคนนี่เตือนสติ เรื่องความจริงกับความฝัน เลือกเอาจะอยู่ในโลกใบไหน
คำตอบมีอยู่แล้ว ความฝัน ขอฝันอย่างนี้เรื่อยๆไป มันช่างดีสุดๆเลย
ขากลับร่ำลากันกับเพื่อนๆ
แต่เราดันอยากไปดูดาวที่เหมืองแร่ เลยพากันไปดูตอนกลางคืน
เกือบจะดีอยู่แล้ว ปรากฏว่า น้องเค้าเห็นอะไรที่เหนือธรรมชาติ (ผีว่างั้น)
เผ่นกันแทบไม่ทัน
ไปส่งขึ้นรถ ประทับใจจริงๆๆๆ
คำพูดเดิม “เดี๋ยวโทรหานะ”
แล้วก็ไม่โทรมา…………….. รอตามเคย แต่ก็ไม่เป็นไร รวมๆๆวันนี้ ดีมากเกินคาด
ปล.
แอบสุขใจสักครั้งในชีวิต ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า

ความรู้สึกที่ดีสุด ครั้งที่ 2……….
วันนี้ที่โรงเรียนลูกชายจะเลี้ยงปีใหม่ล่วงหน้า
เมื่อวานน้องเค้าอุตส่าห์พาไปเลือกซื้อของขวัญไว้จับฉลาก
ตกลงกันที่ ดินสอสี ร้อยกว่าบาท
จำได้ว่าลูกชายให้ไปตอน 11 โมงเช้า
ไปสายนิดหน่อย เพราะว่า………………
10.00 โทรศัพท์ไปหาน้องเค้า ชวนไปด้วยกัน
10.04 น้องตอบตกลง
10.05 ไม่เกิน 11 โมงจะไปรับน่ะ
11.30 ไปรับและไปถึงโรงเรียน
ลูกชายดันโทรมาบอกว่าให้เอาจานกับช้อนมาด้วย
เวรละซิ จะไปหาที่ไหนละ
ปลื้มจิต เป็นที่สุด น้องเค้าอุตส่าห์ไปขอยืมถ้วยกับช้อนที่ร้านอาหารมาให้
น่ารักสุดๆๆเลย
วินาทีที่ตื่นเต้นทีสุดคือ จะทำหน้ายังไงเวลาเดินเข้าไปในห้องเรียนลูก กับน้องเค้า
นั่นนะสิ ทำหน้ายังไงวะ เพราะไอ้เจ้าครูประจำชั้นลูกชาย ก็คอยลุ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่เราจะมีแฟนกับเค้าซะที
ทุกอย่างเป็นปกติ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ พูดคุย เสมือนผู้ปกครอง
ปลื้มจิตเป็นที่สุด เพราะ…………….
เพื่อนลูกชายถามกันว่า คนนี้แม่มีดี้เหรอ
ปลื้มจิตเป็นที่สุด เพราะ………………..
อยากจะตอบว่าใช่……………………
จากนั้นกินราดหน้ากัน ซื้อใส่ห่อไปฝากเพื่อนน้องเค้า
แยกย้ายกันไปทำงาน
ด้วยใจหวังลึกๆว่า พรุ่งนี้ก็คืนปีใหม่แล้วละ
จะได้อยู่กับเค้าเปล่าเนี่ย………………..
วันนี้ดีจัง……………………………………
ตั้งใจว่าจะรวบรวมความกล้า ทั้งหมดหลังจากที่ประเมิณสถานการณ์แล้ว คงจะพอมีหวังน่า
บอกเค้า และ ถามเค้า สักที ว่าเราคบกันยังไง
ปล.
เรื่องจริงที่ว่า ทุกครั้งที่มองตาแล้วพูด มันก็จะรู้สึกได้ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 5………………
ก่อนปีใหม่ สองวัน
ไม่กี่วันก็สิ้นปีแล้ว เกือบจะปีใหม่แล้ว
วันนี้โทรศัพท์ดังตอนประมาณ หกโมงเย็น
ไปกินไรกันที่ อ่าวพันวา………….. ไม่ปฎิเสธทั้งที่งานไม่เสร็จซักอย่าง
โอพระเจ้า ข้าน้อยอยู่ป่าตอง ไปอ่าวพันวา เอาวะไปกัน
น้องๆเลิกทำงาน ยกขบวนไปอ่าวพันวากันหมด
แวะซื้อเหล้า และขนมนิดหน่อย ตามไปสมทบ
พอได้เจอหน้า วันนี้ไมดูเศร้าๆวะ
ไม่ค่อยยิ้มแปลกๆๆๆๆ ไอ้ลูกชายก็ดันงอนเพราะไม่ให้เล่นน้ำ
เลยขอร้องแกมบังคับให้น้องเค้าไปเจรจากับลูกชาย
หาไปนาน แต่เดินกลับมาสองคน ได้ผล ดีใจจัง
วันนี้ท่าทางจะดี
นั่งกินเหล้ากัน เล่นกีตาร์ร้องเพลง ปล่อยมุก ฮาขำกันกลิ้ง
หน้าตา และสีหน้าน้องเค้าดีขึ้นตามลำดับ จนเห็นได้ชัด
เริ่มรู้สึกแปลกๆๆ…………….
เมื่อน้องเค้าถามหาพี่ตู่ ที่ว่าจะตามมา บ่อยขึ้น จนเรางงๆๆ
ถึงกับบังคับให้โทรหา……………………………………………..
พักหลัง เราไม่ค่อยเป็นมิตรกับโทรศัพท์ จะทิ้งไว้ในรถเสมอ (ไม่อยากคุยกับใครนี่หว่า)
เดินไปโทรศัพท์กันสองคนน้องเค้าเดินตามมา พอคุยเสร็จเราก็ปิดเครื่อง
น้องเค้ามองหน้า แล้วถามด้วยคำพูดซีเรียสว่า” ปิดเครื่องทำไม พี่มีใครหรือเปล่า ปูไม่อยากเป็นอย่างนี้”
ไม่อยากเป็นอย่างนี้ มันคืออะไรวะ กูไปทำอะไรเค้าตอนไหนวะ ตั้งแต่รู้จักกันมาไม่เคยแตะเนื้อต้องตัว
นั่นนะสิมันคืออะไรวะ
พอพูดเสร็จก็เดินเข้ารถ แล้วบอกว่าจะเอาอะไรให้ดู ตูก็งง แล้วเค้าก็เอื้อมมือไปปิดไฟในรถ
กำลังจะพูดอะไรซักอย่าง แล้วก็ปิดไฟซะงั้น แล้วไอ้ลูกชายก็มายืนข้างกระจกรถ ตกใจหมด
เลยบอกให้ลูกชายไปก่อน
เอ้าว่ากันต่อไป……………..
แล้วน้องเค้าก็ให้ขับรถพาไปเข้าห้องน้ำ ก็ไป พอจอดรถ ก็ยกแขนให้ดู รอยช้ำเยอะมาก
เค้าบอกว่า โดนแฟนตี (เค้าให้คำจำกัดความว่าแฟนเก่าแล้วให้ข้อมูลว่าเลิกกันแล้ว) ……………
อึ้ง…………………………………………
อึ้ง………………………………………….
อึ้งแดก……………………………………
ยังมีต่ออีก “โดนเมื่อสองสามวันที่แล้ว”………………………..
อึ้ง…………………………………………….
อึ้ง………………………………………….
อึ้งแดกกว่าเมื่อกี้อีก……………………………………
เพราะไอ้สองสามวันที่แล้ว เป็นวันที่เค้าเบี้ยวหนังเรื่องอวตาร นี่หว่า………………
ต่อมคิดมากเริ่มทำงาน…………….โกหกเปล่าวะเนี่ย…………………………………..
ต่อมแมน คัดค้าน ……..ช่างมันเหอะ………………………………………………………
รวบรวมคำพูด ก่อนจะบอกน้องเค้าไปว่า “รู้สึกแย่มาก ทำไม ช่างมันเหอะ ไม่มีใครบังคับให้อยู่กับมัน”
แล้วก็เฮ้อ…………………………….. รู้สึกว่าตาเค้าแดงๆน่ะ
แล้วเราก็ให้ไปเข้าห้องน้ำ………..
ทำไมมันนานจัง ยืนเซ็งๆ เศร้าๆ ยังไงไม่รู้ เวลาแค่นี้มันนานจังวะ นานนนนนนนนๆๆๆๆๆ
พอเดินออกมาจากห้องน้ำแทนที่จะกลับ น้องเค้าก็ดันเดินเข้าไปที่มืดๆ ดูเต่าสต๊าบ(เขียนไงวะ)
ถามนู่นถามนี่ ไอ้เราก็รู้สึกว่าตรงนี้มันมืดนะเหอๆๆ ไม่ไว้ใจตัวเองวะ เลยรีบตอบส่งเดชไปแล้วรีบพาเดินออกมา
รีบขึ้นรถ…………..
ตอนนี้โคตรอยากถามเลยว่า ไอ้คำพูดที่ว่า “ปิดเครื่องทำไม พี่มีใครหรือเปล่า ปูไม่อยากเป็นอย่างนี้”
มันหมายความว่ายังไงกันเหรอ……………
ยังไม่ทันได้จอดรถ ยังไม่ได้ถาม เจ้าอินกับลูกชายก็เดินมาตาม พอดี
แล้วความเครียดก็เกิดขึ้นอีก ระหว่างน้องเค้ากับเจ้าอิน
เฮ้อ………อะไรกันนักหนาวะกู
เริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างน้องเค้ากับเจ้าอิน แต่ก็ ช่างมันเหอะ…………………..
ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่หว่า (เรากับน้องเค้าน่ะ)
วันนี้ก็จบลงแบบงงๆ ไปอีกวัน
เฮ้อ………………………..เปิดเพลง เซ็ท ทุกข์ใจ ฟังจนถึงบ้าน ทุกคนในรถ บ่นว่าเซ็งเป็ด
ปล.
โอกาสไม่ได้มีขายตามตลาดสด บางทีโอกาสที่ดีก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของอารมณ์ด้วย
เฮ้อ………………………………………………

Continue reading

มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ”)

เย็นชา.. < <

บางสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่.. ยอม รับ ,ยังไม่เข้าใจ กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติของมัน ‘
,,

เธอ.. สิ่งที่เป็นเธอ ” ก็คือเธอ ที่เป็นเธออยู่ทุกวัน
ที่ยังคอย โทรหากัน ทุกวัน
คอย.. ติวหนังสือให้ทุกวัน
คอย.. ร้องเพลงให้ฟังก่อนนอน
คอย.. เล่าเรื่องตลก ให้ฟัง( ซึ่งคิดว่า มันน่าจะขำ ) ^^
คอย.. บ่น บ่น บ่น .
เพียงเพราะ ไม่อยากให้เล่นเกมมากเกิน

ที่เป็นอยู่ เข้าใจ ” ว่าหมายถึง คำว่า ‘ เป็นห่วง ‘
ไช่ หรือไม่ ไช่ ?

ไม่แน่ใจ ..

ที่เห็นและเป็นอยู่.. ทุกอย่างสรุปได้ ดีที่สุด
แต่หาก การกระทำ กับคำพูดสวนทางกันล่ะ ?
ฉันจะสรุป ” จาก.. ทบ. นี้ได้ ยังไงกัน ,

บางครั้ง บางที..
ฉันต้องสรุปจากคำพูดที่ดูดี เพื่อคอยปลอบใจตัวเอง ไช่มั้ย ?
บางที.. ฉันต้องคอยปลอบใจตัวเอ ง ,ว่า’ อีกไม่นาน..อีกไม่นานไช่มั้ย ‘

อีกไม่นานหรอก.. คู่ฉันจะเป็นเหมือนคู่คนอื่น
ที่เค้าคอยเดินไป ไหนมาไหน ด้วยกัน
คอยถามไถ่ทุกข์ สุข เวลาเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ

ยอมรับ.. เป็นส่วนนึง ให้เราไม่เหมือนอย่างคู่ อื่น ๆ
เพราะฉัน.. ทิฐิ ”

ทิฐิกับค.รัก ทิฐิกับการต้องแสดงออกต่อหน้าสาธารณะชน
ให้ทุกคน รู้..เพื่อบอกกับทุกคน ว่า ” เรารักกันอยู่นะ ”

ตามค. คิด ~
จริงรึเปล่า ? ที่คู่รัก จำเป็นต้องแสดงออกอย่างมาก มายเพื่อให้ทุกคนเห็นว่ารักกัน
แล้วหากเป็นอย่างเรา ล่ะ ?

ไม่แสดงออกใด ใด
ไม่เหมือนอย่างคนรัก เค้าทำกัน
อาจเฉยชา เย็นชา ละเลยอะไรไปบ้าง
แต่.. ไม่ใช้ว่า ไม่รัก ( ไม่เลยย )
ไม่จริง ๆ
รู้สึกว่า .. รัก *แต่ไม่อยากแสดงออกอะไรให้มากมาย
เก็บอยู่ข้าง ใน, จนบางครั้ง อาจถูกหมายรวมถึง ” ละเลย ”

ใครหลายคนถามฉัน..
ว่าเรา เป็นคนรักกัน จริงรึเปล่า ?
” จริงรึเปล่า ? ”

ถามด้วยสายตา อยากรู้ และสงสัย
แต่จะให้ตอบยังไง ? ในเมื่อ.. ทุกสิ่ง ทุกอย่าง
ไม่ได้แสดงออกใดใ ด นอกเหนือกฎที่มี

เรารักกัน ,ฉันควรจะบอกใ คร?
ว่า .. เราไช่น้ะ :(

ขอโทด.. ที่ไม่เคยได้แสดงออกใด ใด
แต่เธอรู้ไช่มั้ย ? ว่าจริง ๆแล้ว ฉั๊นน่ะ รักเธอ.

,,

ขอโทดที่เย็นชา ใส่ทุกทีที่เจอ
บางที.. ฉันอาจจะอาย
ขอโทดที่เย็นชา ทุกครั้งที่เราคุยกัน
บางที.. ฉันอาจจะกลัวเสียฟอร์ม

+ การเย็นชาด้วยการไม่แสดงออกใด ใด
บางที.. ไม่ได้แปลว่า ชั้นมีความสุขหรอกน้ะ

สติ๊กเซ่อ *______________ ๐๖๐๒๕๒ ” อยู่ในช่วงปรับปรุง

เหตุผลเดียว

“คนเราจะเลิกกันด้วยเหตุผลเดียว คือ ปราศจากความรักให้กัน”

เราเป็นเพื่อนกันดีกว่านะ
เราเข้ากันไม่ได้
เราไม่ดีพอสำหรับเธอ
เธอดีเกินไปสำหรับเรา
ฉันคงไม่มีค่าพอ…ฉันทำผิดอะไร

คำพูดเหล่านี้…เป็นคำที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นเหตุผลในการบอกเลิกกับแฟนตัวเอง และเป็นคำที่เรามักได้ยินเป็นข้ออ้างเมื่อถูกบอกเลิก หลายๆ คนเกิดความคิดค้านในใจว่า มันเป็นเหตุผลที่งี่เง่าที่สุดที่เคยได้ยินมา และเป็นข้ออ้างที่อ้างมาได้หน้าตาเฉย ทำไมเราไม่พูดกันอย่างครงไปตรงมา ถึงเหตุปละผลที่ทำให้เราต้องเลิกกัน แต่บางคู่ก็เข้าใจว่าไม่สามารถบอกกันตรงๆ ได้ เพราะยังคิดที่จะรักษาน้ำใจของอีกฝ่าย อย่างน้อยๆ ก็ยังแอบหวังว่า ซักวันหนึ่งเราจะกลับมาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ โดยที่ไม่คิดว่า แค่บอกเลิก ก็เป็นการทำร้ายน้ำใจยิ่งแล้วมัวมารักษาน้ำใจด้วยการให้เหตุผลงี่เง่าทำไม ไม่คิดบ้างหรือว่า คำอ้างนี่แหละทำให้เรารู้สึกแย่มากขึ้น

เก็บมาฝากคะ