ชวนพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการด้าน สังคมและภาษา ของลูกน้อย

กว่าจะเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ก่อนจะถึงวัยสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เด็ก ๆ และพ่อแม่ก็อาจต้องก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการพัฒนาการรับรู้ และสังคม การสนใจสิ่งรอบข้าง ส่งเสียงตอบโต้ ให้ได้เสียก่อน ซึ่งวันนี้ เรามีบทความดี ๆ จาก Kid Center โรงพยาบาลเวชธานีมาเล่าสู่กันฟังค่ะว่า พัฒนาการของเด็กทารก – 1 ขวบในด้านสังคมและภาษานั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง

พัฒนาการด้านการรับรู้และสังคม

วัยแรกเกิด
-มองจ้องหน้าที่อยู่ในระยะใกล้ (8-10 นิ้ว)
- มองตามการเคลื่อนไหวของหน้าที่เอียงไปมาช้าๆ
- หยุดการเคลื่อนไหวแขนขา เมื่อได้ยินเสียง หรือสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียง

อายุ 2 เดือน
- มองจ้องหน้าและมองตามได้บ่อยและนานขึ้น รู้จักเลียนแบบหน้าตา และทำปากตาม
- สนใจฟังเสียงพูดคุย อาจขยับตัวตามจังหวะ

อายุ 4 เดือน
- สนใจมองคนหรือสิ่งของที่อยู่ไกลจากตัวไป สนใจมองตามคนที่คุ้นเคย
- สนใจฟังเสียงพูดคุยด้วย และเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบสลับกับผู้เลี้ยงดู
- หันมองหาข้างที่มีเสียง และแหล่งของเสียงได้ถูกต้อง

อายุ 6 เดือน
- มองสิ่งของและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พยายามไขว่คว้า หยิบจับ เพื่อสำรวจพลิกดู เอาเข้าปาก
- เริ่มสังเกตสิ่งที่มองเห็นเมื่อถูกบังไว้ และแยกแยะคนแปลกหน้า
- เริ่มรับรู้มิติที่ 3 คือ ความลึก เริ่มมองตามของที่ตกลงจากมือสู่พื้น
- ฟังเสียงพูดคุย และเริ่มเข้าใจท่าทางและสำเนียง เช่น หยุดเมื่อถูกห้าม
- กินอาหารกึ่งเหลวที่ป้อนด้วยช้อนได้

อายุ 9 เดือน
- เล่นจ๊ะเอ๋ได้ ตามไปเก็บของที่ตก หรือร้องตามแม่เมื่อแม่จะออกไปจากห้อง
- หยิบอาหารกินเองได้

อายุ 12 เดือน
- ตบมือ เลียนท่าทางโบกมือ สาธุ ร่วมมือเวลาแต่งตัว และชอบสำรวจ

การส่งเสริมพัฒนาการด้านการรับรู้

1. ให้พ่อแม่สังเกตพฤติกรรมของทารกแรกเกิด และความสามารถในการรับรู้จากการมอง การฟัง การสัมผัสและการตอบสนอง

2. ให้พาลูกมารับบริการสุขภาพ และใช้ประโยชน์จากสมุดบันทึกสุขภาพ ตามกำหนด

3. คอยเอาใจใส่เด็กและดูแลใกล้ชิด อุ้มทารกให้หันหน้ามาสบตากันเป็นระยะ 8-10 นิ้ว ยิ้มแย้ม พูดคุยกับทารกอย่างอ่อนโยน และติดตามเฝ้าระวัง สังเกต ความก้าวหน้าของพฤติกรรมพัฒนาการของลูกอย่างต่อเนื่อง

4. จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมการเลี้ยงดูทารกให้มีความปลอดภัย และน่าสนใจ มีคนที่อยู่ใกล้ชิด ดูแลด้วยความรัก เอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีคนที่สนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก พูดคุยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ร้องเพลง ทำท่าทางให้เด็กเลียนแบบ และเรียนรู้ และเล่นกับเด็กและมีสิ่งของที่สีสดใสรูปทรงต่างๆที่น่าสนใจ ให้เด็กมอง สัมผัส จับต้อง และสำรวจ

พัฒนาการด้านภาษา

แรกเกิด-1 เดือน – ร้องไห้ หยุดฟังเสียง, ทำเสียงในคอ
อายุ 2 เดือน – ฟังเสียงคุยด้วยแล้วหันหาเสียง
อายุ 4 เดือน – ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบ หัวเราะ ส่งเสียงแหลมรัว เวลาดีใจ สนุก
อายุ 6 เดือน – หันหาเสียงเรียก เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายเสียง
อายุ 9 เดือน – ฟังรู้ภาษาและเข้าใจสีหน้าท่าทางได้ เปล่งเสียงเลียนเสียงพยัญชนะ แต่ไม่มีความหมาย
อายุ 12 เดือน – เรียกพ่อ แม่ หรือพูดคำโดดที่มีความหมาย 1 คำ ทำตามคำสั่งที่มีท่าทางประกอบได้

การส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา

แรกเกิด-6 เดือน : ควรมีการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและมีการพูดคุยส่งเสริมให้มีพัฒนาการทางภาษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกหลังเกิด โดยเฉพาะขณะที่ให้การดูแลเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน เด็กทารกมักมีความสนใจเสียงที่ค่อนข้างแหลม เสียงสูงๆต่ำๆ ซึ่งหากผู้เลี้ยงดูจะทำน้ำเสียงให้มีลักษณะแตกต่างกันไปบ้างตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ความหมายของการสื่อสารที่บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันไปของผู้พูด อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาเด็กพูดคุยกับเด็กควรจะค่อยๆลดลงภายหลังอายุ 6 เดือน การสื่อสารด้วยภาษาอย่างที่ใช้กับเด็กโตหรือผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นจะค่อยๆช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาในระยะต่อไปอย่างดี

อายุ 7-12 เดือน :

1. ควรพูดคุยทำเสียงเล่นกับเด็กและพูดเป็นเสียงของคำที่มีความหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำเรียกพ่อหรือแม่หรือผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดกับเด็ก

2. พูดสอนหรือบอกให้เด็กทำสิ่งต่างๆอย่างง่ายๆพร้อมกับมีกิริยาทำท่าประกอบควบคู่กันไป จะช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ต้องการผู้ใหญ่ต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น

3. พ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องพูดสอนหรือบอกเฉพาะคำศัพท์เดี่ยวๆคำใดคำหนึ่งเท่านั้น การพูดโดยมีคำขยายเพิ่มเติมก็จะเป็นการสอนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาที่พูดคุยมากขึ้นแม้อาจจะยังพูดไม่ได้ทั้งหมด เช่น พ่อมา หมาเห่า เป็นต้น

4. เมื่อเด็กพูดคุยด้วยภาษาเด็กที่แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ถ้าผู้เลี้ยงดูสามาถคาดเดาได้จากสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยเป็นคำที่มีความหมายกับเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างสอนให้เด็กเข้าใจต่อไป

5. ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เด็กสนใจ พูดบอกหรืออธิบายอย่างสั้นๆและคอยสังเกตการตอบสนองของเด็ก

การใช้หนังสือนิทานหรือรูปภาพ จะช่วยเพิ่มคำศัพท์ให้แก่เด็กได้มากและเพิ่มทักษะความเข้าใจภาษาที่มีในสื่อเหล่านั้น ตลอดจนเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงดูไม่ควรตั้งใจสอนให้เด็กอ่านหรือท่องจำหนังสือ หรือตัวเลขมากเกินไปเพราะการที่เด็กท่องจำได้ตามที่ถูกสอนไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีความสามารถในการอ่านระยะถัดไปได้ดีกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน ความเข้าใจทางภาษาที่แตกฉานและสามารถใช้ภาษาพูดได้เป็นอย่างดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อความรู้ความเข้าใจในการอ่านหรือเขียนมากกว่าเน้นท่องจำอย่างเดียว ขณะอ่านหรือดูหนังสือกับเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กหยิบจับหรือหัดเปิดหนังสือเองบ้าง

อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนมีความหลากหลาย อายุที่กล่าวไว้นั้นเป็นเพียงเกณฑ์ที่เด็กส่วนใหญ่ควรทำได้ซึ่งหากไม่เป็นไปตามนี้ก็อาจไม่ได้หมายถึงพัฒนาการที่ล่าช้าแต่อย่างใด ดังนั้นหากผู้ปกครองมีความสงสัยเรื่องพัฒนาการของบุตรหลานควรปรึกษากุมารแพทย์โดยตรง

แด่… ลูกรักทั้งหลาย…

พ่อทำงาน…อาบแดด…ถูกแผดเผา
ลูกดื่มเหล้า..ฟังเพลง…ครื้นเครงเหลือ

แม่ขายผัก…กินข้าว…เคล้ากับเกลือ
ลูกเอื้อเฟื้อ…พาสาวเที่ยว…เลี้ยวโฮเตล

พ่อหาเงิน…ส่งลูกเรียน…เพียรอุตส่าห์
ลูกติดยา…คบเพื่อนชั่ว…มั่วให้เห็น

แม่กระหาย…ดื่มน้ำคลอง…ตอนกลองเพล
ลูกทะเล้น…จิบวายแดง…แพงจับใจ

พ่ออดอยาก…ไม่เคยบ่น…ทนลำบาก
ลูกมักมาก…เพศสัมพันธ์…มันส์ชิบหาย

แม่ทอผ้า…ปลูกหม่อน…หารายได้
ลูกหญิงชาย…เที่ยวสนุก….โรคติดตัว

พ่อสูบน้ำ…เข้าแปลงนา…ปลูกข้าวกล้า
ลูกมัวเมา…การพนัน…หมั่นหาผัว

แม่หาบน้ำ…เลี้ยงเป็ดไก่…ทำสวนครัว
ลูกใจชั่ว…ใช้เงินเพลิน…เดินหลงทาง

พ่อขายวัว…ส่งควายเรียน…เวียนศรีษะ
ลูกตะกละ…กินฟาสฟู๊ต…พูดกว้างขวาง

แม่ปวดเมื่อย…สู้งานหนัก…ไม่ละวาง
ลูกสำอาง…ใช้ของแพง…แข่งสังคม

พ่อผอมแห้ง…เรื่ยวแรงน้อย…ด้อยอาหาร
ลูกประพฤติ…อันตพาล…ล่าเสพสม

แม่เป็นดอก…ทบต้น…หมดอารมณ์
ลูกเขี้ยวคม…ฆ่าพ่อแม่…ก่อนแก่ตาย

ต้นไม้ประจำราศี

ราศีมังกร (16 ม.ค.-15 ก.พ.)
ชาวราศีมังกรเป็น ธาตุดิน ไม้มงคลที่ชาวราศีมังกรควรปลูกคือ แก้ว วาสนา โป๊ยเซียน และกุหลาบ เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง ทำให้เกิดโชคลาภ วาสนา ให้กับตนเอง และเพื่อเสริมความมั่นคงแก่ลูกหลาน นอกจากนี้แล้วยังมีไม้มงคลเพื่อเสริมดวงชะตาให้กับผู้ที่เกิดราศีมังกร คือ ไผ่ ซึ่งแสดงถึงความอดทนความเป็นนักสู้ ราชพฤกษ์ดอกสีเหลืองของราชพฤกษ์เปรียบได้กับความรุ่งเรืองดั่งทอง และต้นจำปี ไม้เหล่านี้จะให้ความร่มเย็น และต้นไม้เหล่านี้ห้ามปลูกตรงทางเข้าประตูรั้วด้านหน้า เพราะถือว่าเป็นการทำให้ปากมังกรอับจน ควรจะปลูกด้านข้าง หรือ ด้านหลัง หรือบริเวณรอบๆ

ราศีกุมภ์ (16 ก.พ.-15 มี.ค.)
ไม้มงคลของชาว ราศีกุมภ์ เป็นอิทธิพลของธาตุไฟผสมกับธาตุทอง ซึ่งบ่งบอกพลังที่ฟุ้งและสร้างสรรค์ มั่นคงประดุจดั่งทองคำ ซึ่งต้นไม้ที่ควรปลูกได้แก่ ต้นเข็ม เฟื้องฟ้า หรือบอนไซ ไว้บริเวณสวนหน้าบ้าน โรงงาน หรือร้านค้าของตน เพื่อเป็นศิริมงคลให้เกิดความมั่นคั่ง รุ่งเรือง และมีชีวิตที่ยืนยาว เข็ม เพื่อเสริมพลังความฉลาดเฉียบแหลมของผู้เกิดราศีกุมภ์ เฟื่องฟ้า เป็นพรรณไม้ที่สามารถสร้างคุณค่าของชีวิตให้สูงขึ้น และเมื่อดอกเฟื้องฟ้าบาน เชื่อว่าจะแสดงถึงชีวิตที่สดใสเบิกบาน สว่าง รุ่งเรือง และความก้าวไกลแห่งชีวิต บอนไซ แสดงถึงความแข็งแกร่ง อดทน สามารถทนอยู่ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ สมกับเป็นพรรณไม้ของชาวราศีกุมภ์

ราศีมีน (16 มี.ค.-15 เม.ย.)
ชาวราศีมีนเป็นคน ธาตุน้ำ ไม้มงคลที่ช่วยเสริมโฉลก เสริมความร่ำรวย คือ ต้นเฟื่องฟ้า ต้นกล้วยไม้ ต้นวาสนา ไม้ที่ช่วยเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง และให้โชคลาภกับผู้เกิดราศีมีน คือ กล้วยไม้ คนโบราณเชื่อว่า กล้วยไม้ จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม เหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน เฟื่องฟ้าแสดงถึงชีวิตที่รุ่งเรือง สดใสเบิกบาน ต้นวาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าสามารถปลูกได้สวยงามและออกดอก เชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภ ปรารถนาสิ่งใดก็จะได้ดังหวัง ส่วนไม้ที่ให้พลังอำนาจแก่ชาวราศีมีน เช่น โมก กล้วย มะม่วง จะช่วยเสริมบารมีคุ้มครองบริวารและลูกหลานเช่นกัน

ราศีเมษ (16 เม.ษ.-15 พ.ค.)
ชาวราศีเมษเป็นคน ธาตุไฟ ไม้มงคลของชาวราศีเมษ คือ ต้นมะยม เพื่อให้คนนิยมชมชอบ ต้นมะขาม เพื่อให้ผู้คนเกรงขาม และต้นเฟื่องฟ้า เพื่อความร่ำรวย มะยม และ มะขาม ต้นไม้ทั้งสองนี้จะเป็นพลังช่วยหนุนให้ชาวราศีเมษประสบความสำเร็จในชีวิต และในหน้าที่การงาน มะยม ปลูกแล้วจะทำให้มีคนนิยมชมชอบ มีเมตตามหานิยม สำหรับมะขามจะทำให้มีแต่ผู้คนเกรงขาม ให้ความนับถือ นอกจากนี้ยังมีต้นเฟื้องฟ้าที่จะทำให้ชาวราศีเมษมีชีวิตที่รุ่งเรือง สว่างไสว และสดใสเบิกบาน

ราศีพฤษภ (16 พ.ค.-15 มิ.ย.)
ชาวราศีพฤษภเป็น คนธาตุดิน ไม้มงคลที่ปลูกเพื่อความอุดมสมบูรณ์ ต้องเป็นไม้จำพวกธาตุทอง คือ ต้นโมก ต้นแก้ว และต้นส้มโอ ดอกสีขาวของโมกจะทำให้เกิดความสุขความบริสุทธิ์สดใส และโบราณยังเชื่อว่าต้นโมกสามารถคุ้มกันรักษาความปลอดภัยทั้งปวงจากภายนอก และควรปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้านและควรปลูกในวันเสาร์ แก้ว จะทำให้มีโชคมีลาภ คนในบ้านจะมีความดี มีคุณค่าสูง ควรปลูกทางทิศ ตะวันออกและควรปลูกในวันพุธ ส้มโอ เป็นต้นไม้ที่บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์

ราศีเมถุน (16 มิ.ย.-15 ก.ค.)
ชาวราศีเมถุน เป็นคนธาตุดิน ไม้มงคลจะต้องเป็นไม้มงคลของธาตุไฟ ซึ่งได้แก่ ต้นกุหลาบ ต้นโป๊ยเซียน ต้นโมก ต้นทับทิม และต้นเข็ม โมกจะทำให้เกิดความสุข ความบริสุทธิ์ และความสดใส เข็ม ควรปลูกเป็นร่องตรงประตูบ้าน หรือสองฝากทางเข้าบ้านจะทำให้ชะตารุ่งเรือง อุปสรรคและปัญหาไม่กล้ำกลาย ทับทิม เพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นของชีวิต โป๊ยเซียน ถือเป็นไม้เสี่ยงทาย ถ้าปลูกออกดอกได้มากกว่า 8 ดอก ผู้ปลูกและคนในบ้านจะมีโชคลาภ และยังเชื่อว่าโป๊ยเซียนช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข กุหลาบ หากปลูกไว้ประจำบ้าน จะเกิดความสง่าภาคภูมิ จะทำให้คนในบ้านมีคุณค่าแห่งชีวิตที่สูง

ราศีกรกฎ (16 ก.ค.-15 ส.ค.)
ชาวราศีกรกฎเป็นธาตุน้ำ ไม้มงคล คือ ต้นชมพู่ ต้นวาสนา ให้วาสนาสูงส่ง ต้นพลูด่าง เฟื่องฟ้า และกล้วยไม้
กล้วย ไม้ เป็นไม้ดอกที่ให้โชคลาภและเหมาะกับผู้ปลูกที่มีอุปนิสัยเยือกเย็นอ่อนโยน เช่นชาวราศีกรกฎ กล้วยไม้จะออกดอกต้องได้รับการดูแลด้วยความหมั่นเพียร ดอกที่สวยงาม จะทำให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และเชื่อว่าจะ ทำให้คนในบ้านมีจริยธรรม ชมพู่ ช่วยให้อุดมทรัพย์ มั่งมีเงินทอง วาสนา ทำให้ผู้ปลูกมีบุญ มีโชควาสนาที่ประเสริฐ เกิดความสุข สมหวัง พลูด่าง นำพามาซึ่งความร่มเย็น เป็นสุข เฟื่องฟ้าจะช่วยเสริมให้ชีวิตสดใสเบิกบาน

ราศีสิงห์ (16 ส.ค.-15 ก.ย.)
ชาวราศีสิงห์เป็น คนธาตุไฟ ไม้มงคลควรเป็นต้นไม้ที่เกิดความร่มรื่น คือ กล้วยไม้ ต้นกล้วย ต้นปาล์ม ต้นหมากแดง ต้นไทร ต้นโมก และ ขนุน ซึ่งนับได้ว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย ตามโบราณเชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง มีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ จำปี ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใสการงานก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร มีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหาใดๆ โป๊ยเซียน เพื่อเสริมความร่ำรวย รุ่งเรือง เป็นไม้เสี่ยงทาย เชื่อว่าถ้าออกดอก 8 ดอกแล้วจะทำให้มีโชคลาภ กล้วยไม้ ดอกสวยของกล้วยไม้ย่อมเป็นที่ประทับใจแก่ผู้พบเห็น จึงถือเคล็ดที่ว่าการปลูกกล้วยไม้จะทำให้เกิดความประทับใจแก่บุคคลทั่วไป

ราศีกันย์ (16 ก.ย.-15 ต.ค.)
ชาวราศีกันย์เป็น คนธาตุดิน ไม้มงคลคือ สนฉัตร ต้นคูน หรือต้นราชพฤกษ์ เฟื่องฟ้า โป๊ยเซียน ขนุน มะยม สนฉัตร ทำให้มีเกียรติและความสง่า ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป ควรปลูกทางทิศเหนือและปลูกในวันเสาร์เพื่อเป็นศิริมงคล ราชพฤกษ์ ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและบารมี เฟื่องฟ้าทำให้เกิดความสดใส เบิกบาน มีชีวิตที่เฟื่องฟู โป๊ยเซียนจะนำมาซึ่งโชคลาภ ขนุน เป็นไม้มงคลชนิดหนึ่งของคนไทย การปลูกต้นขนุนบริเวณบ้านจะหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือช่วยเหลือ ขนุนจึงเหมาะกับผู้ที่เกิดราศีกันย์ มะยม ปลูกแล้วผู้คนจะได้นิยมชมชอบนับหน้าถือตา

ราศีตุลย์ (16 ต.ค.-15 พ.ย.)
ชาวราศีตุลย์เป็น ธาตุลม ไม้มงคล คือ ต้นโกสน หมากแดง ปาล์ม จำปี จำปา พลูด่างและเฟิร์นข้าหลวง หมากแดง ปาล์ม พลูด่าง โกสน ปลูกไว้จะช่วยเสริมให้มีบุญบารมี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข จำปี ดอกสีขาวบริสุทธิ์มีกลิ่นหอม จะทำให้ชีวิตสดใสการงานก้าวหน้าไปในทางที่ถูกที่ควร มีแต่ความรุ่งเรือง ปราศจากปัญหาใดๆ จำปา ดอกไม้ที่ใช้แสดงถึงความรักมาแต่โบราณ การปลูกจำปาก็เพื่อแสดงถึงความรักต่อผู้อื่นและเพื่อให้มีแต่คนรัก เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก

ราศีพิจิก (16 พ.ย.-15 ธ.ค.)
ชาวราศีพิจิกเป็น คนธาตุน้ำ ไม้มงคลต้องเป็นไม้ประเภทธาตุทอง ได้แก่ พวงแสด เฟื่องฟ้า ว่านสี่ทิศ ปาล์ม เบญจมาศ ขนุน และว่านสี่ทิศ พวงแสด ปาล์ม เฟื่องฟ้า แสดงถึงชีวิตที่สว่างไสวรุ่งเรือง สดใสเบิกบาน เบญจมาศ ช่วยให้รุ่งเรืองมั่นคง ขนุน ช่วยให้เกิดความรุ่งเรืองมั่นคง เป็นไม้มงคลแต่โบราณ เชื่อกันว่า การปลูกต้นขนุนในบริเวณบ้านจะช่วยหนุนเนื่อง บุญบารมี เงินทอง จะมีคนเกื้อหนุน และอุดหนุนจุนเจือ ว่านสี่ทิศ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ต่างถิ่น ในทิศใดก็จะแคล้วคลาด ปลอดภัย และมีแต่ผู้ให้ความช่วยเหลือ

ราศีธนู (16 ธ.ค.-15 ม.ค.)
ชาวราศีธนูเป็นคน ธาตุไฟ ไม้มงคล คือ อ่างบัว บ้านใดปลูกบัว จะทำให้เกิดความบริสุทธิ์ เบิกบาน ทำให้คนในครอบครัวมีความห่วงใยผูกพันกัน เฟิร์นข้าหลวง จะนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศแก่ผู้ปลูก แก้ว ช่วยกระจายอุปสรรคปัญหาออกไปจากชีวิต นอกจากนี้ยังมี พลูด่าง และ โป๊ยเซียน จะช่วยเสริมโชคลาภแก่ชาวราศีธนูอีกด้วยจะช่วยให้ชีวิตช่วงที่ตกต่ำกลับดี ขึ้นมาก พลูด่าง โป๊ยเซียน ต้นลั่นทม ต้นแก้ว และเฟิร์นข้าหลวง

ของขวัญสื่อความหมาย บอกถึงนิสัยใจคอของผู้ให้

ตุ๊กตา
ตุ๊กตาเป็นสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาดี และมิตรภาพ ผู้ที่ชอบให้ตุ๊กตาเป็นของขวัญฝากผู้อื่นอยู่เสมอ แสดงว่าเป็นคนที่มีความอ่อนเยาว์อยู่ในจิตใจ ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี มักมีอารมณ์เบิกบานแจ่มใส แต่ก็ดื้อเงียบ ชอบเอาแต่ใจตนเองพอสมควร

หัวใจ
หัวใจเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ผู้ที่ชอบให้ของขวัญผู้อื่นเป็นรูปหัวใจไม่ว่าจะเป็นจี้ ต่างหู หมอน กล่องดนตรี หรือข้าวของใดๆก็ตามที่มีรูปทรงเป็นรูปหัวใจแสดงว่าเป็นคนที่โรแมนติกไม่ น้อย ให้ความสำคัญกับเรื่องความรักความผูกพัน มักแคร์คนอื่นและช่างคิดช่างฝัน

น้ำหอม
น้ำหอมเป็นสัญลักษณ์ของเสน่ห์และความปรารถนาดี ผู้ที่ชอบซื้อน้ำหอมเป็นของขวัญของฝากแก่คนรอบข้าง เป็นคนที่มีรสนิยมดี มีเสน่ห์ มักชอบสร้างความประทับใจให้ผู้อื่น เข้ากับผู้คนง่าย รักสวยรักงาม ค่อนข้างสำอาง มีความหยิ่งทะนงในตนเอง ไม่ใช่คนเรียบง่ายนัก และมักเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตนเองเสมอ

สุนัข
สุนัขเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความซื่อสัตย์ภักดี คนที่ชอบให้สุนัขเป็นของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนและค่อนข้าง จะอ่อนไหวไม่น้อย คนที่อยากได้สุนัขเป็นของขวัญก็เช่นกัน เรียกได้ว่า ยังมีความเป็นเด็กๆ อยู่ในตัวเอง ชอบที่จะเล่นสนุก ชอบให้ใครๆมาคอยเอาใจ แต่ก็เป็นคนที่รู้จักแคร์ผู้อื่นและไม่เห็นแก่ตัว

แมว
แมวเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความอิสระ คนที่ชอบให้แมวเป็นของขวัญหรือคนที่อยากได้แมวเป็นของขวัญให้ตนเอง เป็นคนที่ตามใจตัวเองสูง ไม่ค่อยมีความพยายามที่จะปรับตัวหรือปรับใจแม้ในสถานการณ์ที่สำคัญๆ เป็นคนที่รักอิสระ ไม่ค่อยเปิดเผย ประมาณว่าชอบเก็บความรู้สึก แต่ก็มีน้ำใจ ติดเพื่อน และค่อนข้างเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่ชอบความเร่งร้อน

ปลา
ปลาเป็นสัญลักษณ์ของความเยือกเย็น ความมีชีวิตชีวาและความอุดมสมบูรณ์ คนที่ให้ปลาเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เป็นคนที่รักบ้านรักครอบครัว อารมณ์ดี ชอบเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง แต่ก็สามารถที่จะอยู่เงียบๆตามลำพังได้ดี เพราะเป็นคนช่างคิดช่างฝัน แม้บางครั้งจะหัวดื้อไปสักนิด เอาแต่ใจตัวเองไปสักหน่อย แต่ก็รักเพื่อนรักพ้องและมีน้ำใจไมตรีเสมอ

ช็อคโกแลต
ช็อคโกแลตเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และมิตรภาพ ผู้ที่ชอบมอบช็อคโกแลตเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมพิษภัยกับใคร แม้ว่าจะดูเป็นคนเรียบๆง่ายๆ ชอบสนุกสนาน แต่ก็มีความรับผิดชอบสูง มีน้ำใจ เจ้าชู้ แต่ไม่หลายใจ

เครื่องประดับ
เครื่องประดับเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา และความสำเร็จ ผู้ที่ชอบมอบเครื่องประดับเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นต่างหู แหวน กำไล สร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า หรือจี้ แสดงว่าเป็นคนที่ช่างสังเกต ช่างเลือก ช่างคิด มักให้ความสนใจในการวางตัวและการสร้างภาพพจน์ เป็นคนที่มีรสนิยมดี รักสวยรักงาม ชอบความโดดเด่น

เทียนหอม
เทียนหอมเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและแรงบันดาลใจ เทียนหอมเป็นสัญลักษณ์ของความผ่อนคลาย และความรัก ผู้ที่ชอบให้เทียนหอมเป็นของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นคนที่โรแมนติกไม่เบา ชอบเที่ยว ชอบดูหนัง-ฟังเพลง ช่างคิดช่างฝัน ดูเหมือนจะอ่อนโยน แต่จริงๆแล้วก็ดื้อดึงและเอาแต่ใจตัวเองสุดฤทธิ์เหมือนกัน

คุกกี้
คุกกี้เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความปรารถนาดี ผู้ที่ชอบให้คุกกี้เป็นของขวัญแก่ผู้อื่นไม่ว่าจะทำเองหรือซื้อมาแจกก็ตาม เป็นคนที่ชอบพบปะพูดคุยกับผู้คน ค่อนข้างอารมณ์ดี เข้ากับคนง่าย ไม่ชอบความขัดแย้ง ไม่ก้าวร้าวใคร แต่ก็ขี้น้อยใจเก่ง และไม่ค่อยละเอียดรอบคอบนัก

พระเครื่อง-พระพุทธรูป
พระเครื่อง-พระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็นเป็นสุข ผู้ที่ชอบให้ของขวัญผู้อื่นเป็นพระเครื่องห้อยกับสร้อยคอ หรือพระพุทธรูปบูชา เป็นคนที่มีความรักบ้านรักครอบครัว รักเกียรติรักศักดิ์ศรีสูง ชอบให้ผู้คนยกย่องนับถือ เป็นคนมีความเป็นผู้นำ สุขุมรอบคอบ จิตใจดีมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ค่อยชอบความอึกทึกวุ่นวายใดๆ รักธรรมชาติและรักสงบ

อัลบั้มภาพ
อัลบั้มภาพเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ ผู้ที่ชอบให้อัลบั้มรูปภาพเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เป็นคนที่ใส่ใจในความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้อื่นเสมอ มีความละเอียดอ่อนพอสมควร ไม่ใช่คนเจ้าระเบียบนักแต่ก็ไม่สะเพร่า เป็นคนที่รู้จักแคร์คนอื่น มีความคิดสร้างสรรค์ มักคำนึงถึงสิ่งดีเป็นประโยชน์มากกว่าเรื่องไร้สาระ

ช่อดอกไม้
ช่อดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของความรัก และความปรารถนาดี ผู้ที่ชอบให้ช่อดอกไม้เป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง โรแมนติกไม่น้อยและเจ้าชู้ไม่เบาเหมือนกัน นอกจากจะเป็นคนละเอียดอ่อนและอารมณ์ละเมียดละไมไม่ธรรมดาแล้ว ยังซ่อนความดื้อเงียบ และหยิ่งทะนงไว้ในตนอีกด้วย

เค้ก
เค้กเป็นสัญลักษณ์ของความสุขและความยินดี ผู้ที่ชอบมอบเค้กเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน และมีน้ำใจประมาณว่าหน้าใหญ่หน้าโต ไม่ใช่คนละเอียดอ่อนนัก ไม่ชอบคิดมาก ค่อนข้างจะชอบให้ใครๆชื่นชมตนเอง และเป็นคนที่นับถือตัวเองม้าก…มาก

เสื้อผ้า
เสื้อผ้าเป็นสัญลักษณ์ของภาพลักษณ์ คนที่ชอบมอบของขวัญให้แก่ผู้อื่นเป็นเสื้อผ้า แสดงว่าเป็นคนที่ค่อนข้างนับถือตนเอง ชอบคิดชอบวางแผน ช่างสังเกต เป็นคนมีน้ำใจไมตรี ดูเหมือนคนเรียบๆ ง่ายๆ แต่มักห่วงในเรื่องเกียรติศักดิ์ศรีเกินเหตุ

ถ้วยกาแฟ-ถ้วยชา
ถ้วยกาแฟ-ถ้วยชาเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพ คนที่ชอบมอบถ้วยกาแฟ-ถ้วยชาเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น แสดงว่าเป็นคนที่เข้ากับคนง่าย ชอบความอบอุ่มผูกพัน แม้ไม่ใช่คนละเอียดลึกซึ้งนัก แต่ก็ชอบคิดชอบฝัน รักอิสระ รักเพื่อน ชอบความเรียบง่ายมากกว่าพิธีรีตอง

เทป-ซีดีเพลง
เพลงเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความหวังและแรงบันดาลใจ คนที่ชอบให้ของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นเทปหรือซีดีเพลงต่างๆ แสดงว่าเป็นคนที่มีหัวใจโรแมนติก อารมณ์ละเมียดละไมช่างคิดช่างฝัน ช่างจินตนาการ ค่อนข้างเอาแต่ใจตนเป็นใหญ่ ขี้น้อยใจ ชอบเอาชนะแบบเงียบๆ ไม่ก้าวร้าว

เกมต่างๆ
เกมต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของสติปัญญา และชัยชนะ ผู้ที่ชอบให้ของขวัญผู้อื่นเป็นเกมต่างๆ ซึ่งเป็นเกมที่ต้องใช้ความคิด หรือทักษะในการเล่น แสดงว่าเป็นคนที่ชอบใช้สมอง มีความอ่อนเยาว์อยู่ในจิตใจ ไม่ชอบเรื่องไร้สาระ แต่ก็ไม่ใช่คนซีเรียส เป็นคนละเอียดลึกซึ้ง และชอบเอาชนะ

อุปกรณ์กีฬา
อุปกรณ์กีฬาเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต และความมั่นคงทางอารมณ์ ผู้ที่ชอบมอบอุปกรณ์กีฬาเป็นของขวัญให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นลูกบาสเก็ตบอล รองเท้ากีฬา ไม้เทนนิส หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเรื่องกีฬา แสดงว่าเป็นคนที่ค่อนข้างรักตัวเอง ไม่หวั่นไหวง่าย มีเป้าหมายชีวิต จริงใจ แต่ไม่ค่อยเปิดเผยความในใจให้ใครๆรู้

หมวก
หมวกเป็นสัญลักษณ์ของความโดดเด่น และความระแวดระวัง ค ที่ชอบให้หมวกเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เป็นคนที่อาจจะดูเรียบๆง่ายๆ แสนมั่นใจในตนเอง แต่ที่แท้เป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตนเองนัก ค่อนข้างรักอิสระ ดื้อเงียบ และไม่ชอบทำอะไรเหมือนใคร

ปากกา
ปากกาเป็นสัญลักณ์ของความสำเร็จ คนที่ชอบมอบปากกาเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เป็นคนที่ค่อนข้างจะรักษาภาพลักษณ์ของตนเองสุดฤทธิ์ เป็นคนช่างคิดช่างสังเกตและช่างเลือก ยากที่จะมองข้ามในรายละเอียดต่างๆ เป็นคนทะเยอทะยาน หยิ่งทะนง หลงตนเองเล็กน้อย แต่ซื่อตรงมาก

ดินสอ
ดินสอเป็นสัญลักษณ์แห่งการใฝ่รู้และจินตนาการ คนที่ชอบให้ของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นดินสอ แสดงว่าเป็นคนที่มีความดื้อดึงสุดฤทธิ์ จิตใจดี ชอบเทคแคร์คนรอบข้าง มีความสนใจอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกเรื่อง ช่างคิดช่างฝัน ชอบอ่านหนังสือ ชอบงานศิลปะ หัวเก่าเล็กน้อย

ปฏิทิน
ปฏิทินเป็นสัญลักษณ์ของการวางแผน คนที่ชอบมอบปฏิทินเป็นของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นคนที่ค่อนข้างจัดการดูแลชีวิต ตัวเองได้ดี รู้ว่าเมื่อใดควรเฮฮาปาร์ตี้ ไม่ใช่คนช่างฝันช่างคิดนัก แต่ก็สุขุมรอบคอบ

รถ
รถเป็นสัญลักษณ์แห่งการเดินทาง และการผจญภัย คนที่ชอบมอบรถเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นรถจำลองหรือรูปภาพต่างๆ แสดงว่าเป็นคนที่ชอบเสี่ยงชอบเรื่องท้าทายมาก มักจะมีไอเดียสร้างสรรค์เสมอ รักอิสระ ขี้เบื่อง่าย ค่อนข้างนับถือตัวเองสูง ไม่ค่อยแคร์กฎระเบียบของสังคมนักหรอก

ของเล่น
ของเล่นเป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนเยาว์ คนที่ชอบหาของเล่นต่างๆมอบเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น แสดงว่าเป็นคนที่ยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตนเอง เป็นคนรักอิสระสูง มีอารมณ์ศิลป์ สนใจหาความสุขใส่ตนมากกว่าจะมีความทะเยอทะยานสูง รักเพื่อน เจ้าชู้ แต่ขี้อาย

กรอบรูป
กรอบรูปเป็นสัญลักษณ์ของความคิดและความทรงจำ คนที่ชอบมอบของขวัญแก่ผู้อื่นเป็นกรอบรูป แสดงว่าเป็นคนที่ชอบจดจำเรื่องราวต่างๆที่ผ่านไป ค่อนข้างจะมีไอเดียแปลกๆใหม่ๆ ชอบงานศิลปะ ชอบตกแต่ง แม้จะดื้อดึงบ้าง แต่ก็รู้จักแคร์คนอื่น เป็นคนอ่อนไหว แต่ไม่อ่อนแอ

โคมไฟ-ตะเกียง
โคมไฟ-ตะเกียงเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและแรงบันดาลใจ ผู้ที่ชอบมอบโคมไฟหรือตะเกียงเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น แสดงว่าเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อน ชอบสวีทโรแมนติก ชอบอยู่เงียบๆกับเสียงเพลงมากกว่าจะชอบออกไปเต้นระบำตามผับทุกคืน เป็นคนอ่อนโยน ช่างคิดช่างฝัน จริงใจ และเจ้าชู้แบบเงียบ

8 ข้อควรระวัง… โรคสมองป่วยในครอบครัว

ด้วยชั่วโมงที่เร่งรีบของพ่อแม่ที่หนีรถติด ทำให้ต้องรีบไปทำงานตั้งแต่เช้า ซึ่งทำให้ลูกๆที่ต้องไปโรงเรียน ต้องพลอยตื่นเช้าไปกับพ่อแม่ด้วย

และเหตุนี้เองที่เป็นส่วนหนึ่ง ทำให้หลายๆครอบครัวที่มีชีวิตเร่งรีบในทุกๆวันอาจมีทำให้หัวสมองไม่แล่น คิดอะไรไม่ออก เพราะไม่ค่อยมีเวลารับประทานอาหารเช้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม หรือนอนไม่พอที่จะทำให้เซลล์สมองตายได้

แต่นอกจากการไม่รับประทานอาหารเช้าและอดนอนแล้ว ลองมาดูสาเหตุอื่นๆกันบ้าง ว่าอะไรที่ทำให้สมาชิกในบ้านมีอาการ สมองป่วย

1. ทานอาหารไม่มียั้ง

การรับประทานอาหารที่มากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว ซึ่งพฤติกรรมนี้จะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคความจำสั้น

2. ทานขนมไม่มีหยุด

การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง

3. สูบบุหรี่ไม่มีละ

นอกจากจะทำให้เป็นโรคมะเร็งและโรคถุงลมโป่งพองแล้ว การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

4. มลภาวะก็เป็นพิษ

เนื่องจากสมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย ดังนั้นการที่คนเราสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลงด้วยเช่นกัน

5.ทั้งชีวิตชอบนอนคลุมโปง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านอนแต่ละท่านั้นมีผลต่อสุขภาพร่างกายของคนเราอยู่แล้ว แต่ทว่าการนอนคลุมโปงนั้นจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

6. สมองยังไม่โล่งก็ใช้งาน

การหักโหมงาน หรือฝืนอ่านหนังสือ รวมไปถึงการทำการบ้าน ทำรายงานของเด็ก ในขณะที่กำลังป่วยนั้นจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว ดังนั้นหากคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเกิดป่วยขึ้นมา ก็ควรหยุดพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วค่อยมาทำงานต่อ เพราะการทำงานในช่วงที่สมองและร่างกายไม่พร้อมนั้น ประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง ย่อมส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ดีตามที่คาดไปด้วย

7. ขาดจินตนาการ-ใช้ความคิด

การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง และการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อเร็วกว่าปกติ ซึ่งการคิดในที่นี้ คือการคิด ฝึกสมอง ไม่ใช่คิดหมกมุ่นเรื่องเดิม

8. ติดตรงที่ไม่ค่อยพูด

แม้คนพูดมากอาจทำให้หลายคนรู้สึกรำคาญ แต่คนพูดน้อยผิดปกติก็ใช่ว่าจะดี เพราะทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมองนั่นเอง