::::+::Phony::+::::

งมงาย ไร้สาระจริงๆ

เรื่องของเธอกับชั้นมันจบกันตั้งนานแล้วย่ะ

จะมาพูดอะไรกันป่านนี้

หัดคิดซะมั่ง มีมันสมองไว้คิดแต่เรื่องชั่วๆหรือไง

สามัญสำนึกอ่ะ มีป่ะๆ คิดว่าตัวเองดีเลิศหรือไง

มันก็จอมปลอมๆกันทั้งนั้น

เธอมันก็แค่ผู้ชายธรรมดา กระจอก งี่เง่า ไม่ได้เรื่อง

ไปเถอะ ไปสู่สุขติ ขออโหสิให้

ชีวิตนี้ชั้นกับเธอ ขออย่าได้เจอกันอีกเลยนะ

วีธีจีบหนุ่ม

1. เมื่อปิ้งผู้ชายสักคน อันดับแรกต้องรวบรวมข้อมูล หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจ ว่าไม่เข้าข่าย 6 หัวข้อข้างบนแล้วละก็ หาข้อมูล ว่าเป็นใคร ทำงาน หรือเรียนอยู่ที่ไหน ชอบทานอะไร มีเพื่อนเป็นใคร บ้าง ผู้ชายที่เราสนใจ ปิ้งใครอยู่หรือเปล่า รับรองว่าเค้าไม่ปิ้งคุณแน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ต้องจีบเขาให้เสียเวลา

2. เริ่มกระบวน การเห็นหน้า บ่อยๆ คล้ายๆ กับวิธี ผู้ชายจีบผู้หญิง ต้องกะเกณฑ์เวลาที่เหมาะสม ทำให้เค้าเห็นหน้า แต่มีข้อแม้นิดนึงว่า จะให้ผู้ชายรู้ตัว ไม่ได้เป็นอันขาด ว่าเราสนใจเขา เพราะนี่คือตัวปัญหา มันเกี่ยวเนื่องกับ สังคมและวัฒนธรรม ที่ผู้หญิงจีบผู้ชายไม่ได้ ต้องใช้วิธีจีบแบบ ลับๆ เท่านั้น พึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้ชายรู้ตัวเมื่อไหร่ เค้าจะหนีสุดขั้วโลกเมื่อนั้น วันที่เขารู้ตัว คือวันที่คุณอกหัก หลายๆ คนที่พลาด เพราะลืมนึกถึงข้อนี้ ใช้วิชาจีบเกินพอดี จนเขารู้ตัว ปรากฏว่าหายหน้าไปเลย หลายคนอาจถามว่าทำไม ลองถามเพื่อนผู้ชายคุณดูซิ ถ้าขี้เกียจถาม ก็ฟังต่อ ผู้ชายที่โดนผู้หญิงจีบ ก็เหมือนกับ คนไร้ความสามารถ จีบผู้หญิงไม่เป็นหรือไง รู้ถึงไหน อายถึงนั่น เกิดผู้หญิงหลุดปากไป ว่าตอกเสาเข็มสะพานให้ก่อน นี่สุดแสนจะอับอายเลยเชียว ในหมู่เพื่อนฝูง เดินผ่านใครๆ ก็จะซุบซิบ ว่าทุเรศ หล่อนคนนั้นจัง แถม ว่าอีกว่า ตาทึ่มนั้นมันไม่รู้ตัวหรือไง ฯลฯ จะนั้นสำคัญที่สุดอย่า ให้เขารู้ตัว วิธีการก็คือ การแสดงให้เขาเห็นว่าเราไม่สนใจเขาเลย เราจะโทรหา หรือไปหา เพราะจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่าซื้อของฝาก ส่งการ์ดที่เป็นนัย ว่าฉันชอบเธอ คุณจะเริ่มแสดงว่าสนใจเขาก็ต่อเมื่อคุณมั่นใจว่าเขาสนใจคุณแล้วเท่านั้น มันยากก็ตรงนี้แหละ เพราะคุณกลัวถูกแย่ง เลยรีบแสดงตัวเร็วเกินไป ผมแนะนำว่า การตอบสนองไมตรี กลับคืน หลังจากได้ติดต่อสัมพันธ์ ในฐานะเพื่อนร่วมห้อง ร่วมงานนี่ ควรใช้เวลา ราวๆ 1 ปี นานกว่า ผู้ชายที่ 2 -3 เดือนก็ปฏิการขั้นต่อไปได้แล้ว

2.1 หลังจาก ปฏิการณ์ เห็นหน้า ได้ราวๆ 2 เดือน (ช่วงนี้ ห้ามสบตาหรือหันไปมองเขาเด็ดขาด มองได้แค่หางตา ) เมื่อเค้ารู้สึกคุ้นๆ หน้าเรา สังเกตุ ว่าเวลาเดินสวนทางกัน เขามองคุณหรือเปล่า ก็ให้เริ่มปฏิการณ์ สบตา หน้าเรียบ ห้ามส่งยิ้มให้เค้าก่อนเด็ดขาด หลังจากได้รับการส่งยิ้ม จากเขาก่อน โน่นแหละ (ผ่านไป 2-3 ครั้ง) ก็ให้คุณ ยิ้มในดวงตา (เท่านั้น) บอกแล้วว่าต้องแนบเนียนมาก ต้องให้เค้ารู้สึกว่าเค้าจีบเรา (ส่วนยิ้มในตาทำไง ถามผมได้) คุณจะพบ ผู้ชาย มีทั้งจีบเล่นจีบ จริง ขอแค่เขาคิดจะจีบคุณเล่นๆ ก็นับว่าประสพ ผลไปขั้นหนึ่ง โดยการที่เขาส่งยิ้มให้คุณ ครบ 4 ครั้ง ก็ให้เริ่มยิ้มตอบ ถ้า 4 เดือนแล้วเค้ายังไม่ยิ้มให้คุณ แสดงว่า ความหวังเหลือน้อย หารายต่อไป ให้รายนี้เป็นตัวสำรองแล้วกัน นี่คือสาเหตุ ที่ว่าทำไม การเริ่มที่เพื่อนนั้นง่ายกว่าเยอะ เพราะพอเป็นเ พื่อนกับปั้บ คุณข้ามข้อ 2 ได้เลย ยิ้มกันได้ สบายใจอยู่แล้ว

2.2 ทำความรู้จัก สร้างความสนิทสนม วิธีที่แนบเนียนที่สุด คือการขอความ ช่วยเหลือ ก็แล้วแต่คุณว่าจะให้ช่วยอะไร แต่ต้องแนบเนียน ว่าต้องการความช ่วยเหลือจริงๆ จะช่วยแปล ช่วยหาข้อมูล ช่วยออกแบบ ได้ทั้งนั้น ช่วยสืบ ช่ วยๆๆๆ ประโยชน์คือ คุณจะรู้เลยว่าเค้าสนใจคุณหรือเปล่า ถ้าเค้าไม่สนคุณ เค้ าจะหาวิธีเลี่ยงไปเอง หรืองานยากๆ เค้าจะไม่อยากช่วย ถ้าเค้ายินดีช่วย คุณก็ถือโอกาส โทรตามงาน ถามไถ่ หรือบอกว่าเกรงใจ งาน นี้จะพาไปเลี้ยงตอบ แทน โอ้ย ตามมาอีกสารพัด ที่จะประสานไมตรีคุณ จนกว่า คุณจะพาเขาไปเลี้ยง ได้สัก 2 มื้อโน่นแหละ จึงจะเริ่มข้อ 3

3. แสดงตัวเอง หลังจาก คุณเริ่มสัมพันธไมตรี ถึงขั้นว่า ติดต่อกันบ่อยครั้งมากขึ้น (เค้าโทรมาชวน นะ ไม่ใช่คุณโทรไปชวน ยกเว้นขอความช่วยเหลือ) อย่าลืมว่าผู้ชาย ต้องการแสดงความสามารถอยู่แล้ว ขอความช่วยเหลือให้เหมาะกับที่เค้าถนัด นะครับ คุณจะพบว่า ผู้ชายเค้าจะมองหาบางสิ่งบางอย่างในตัวคุณ ถ้าคุณสวย น่ารัก ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง แต่คนสวยขึ้นคานก็มีเยอะเพราะเลือกมาก เอาแต่ใจตัวเอง หากคุณไม่สวย คุณก็ต้องมีอะไรที่เด่นอยู่ในตัว เช่น ร่ำรวย นามสกุล ดัง เรียนเก่ง คุณต้องมาคิดว่า คุณมีอะไรเด่น หน้าไม่สวย แต่หุ่นดี ก็อาจจะได้ แต่ถ้าที่กล่าวมาไม่มีสักอย่าง สิ่งที่คุณพอจะมีได้ คือ นิสัยดี รับผิดชอบ เข้มแข็งแบบผู้หญิง อย่าลืมว่าผู้ชายไม่ชอบ ผู้หญิงที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. พูดมาก
2. พูดเสียงดัง
3. พูดแต่เรื่องของตัวเอง
4. อวดรวย อวดโน่น อวดนี่
5. เจ้ากี้เจ้าการ
6. ขี้งอน
7. ขี้โมโห
สิ่งที่ต้องแสดงให้เขาเห็นคือ คุณเป็นคนที่พูดจามีหลักการณ์ มีความรับผิดชอบ ใจกว้าง คือ ไม่ ทั้งเจ็ดข้อข้างบนนะครับ ตัวอย่างสักอันแล้วกัน คุณเป็นคนไม่ขี้หึง คือใจกว้าง เห็นเขาควงผู้หญิงต่อหน้า ก็ทำเฉยๆ สู้หน้าได้ แต่ในใจอาจจะรู้สึก คุณก็จะทำให้เค้าทึ่ง ว่าคุณให้อิสระเค้ามาก น่านับถือ (แต่พอแต่งงานแล้ว ก็บอกไปเลย ว่า คุณไม่ชอบคนเช้าชู้ เวลาอ่านข่าว เจอคนโดนตัดจู๋ ก็บอกว่า ถ้าเป็นคุณ คุณก็ทำ ) แต่อย่าบอกเขาตอนนี้แล้วกัน

4. กำจัด คู่แข่ง ต้องอาศัย วิชามารช่วยด้วยบ้างส่วนนะครับ ถ้าคุณจีบเขาจริงๆ เป็นผู้หญิงก็ย่อมเสียเปรียบเป็นธรรมดา คบผู้ชายมากเกินความจำเป็นก็ถูกประนาม แต่ทีผู้ชาย มีแฟนหลายคนถือเป็นเรื่องเทห์ ผู้ชายที่เค้าสนใจคุณ เค้าก็เล็งไว้หลายๆ คนเหมือนกัน ฉะนั้น คุณต้องกำจัดคู่แข่ง ให้เหลือเพียงคุณคนเดียวให้ได้
1. หลังจากทราบว่าเค้ามีแฟนเป็นใครบ้าง ก็ให้เริ่มปฏิบัติการ ใส่ความระแวงให้กับเขาต่อผู้หญิงคนนั้น โดยการวานพี่ชาย น้องชาย หรือเพื่อนนอกกลุ่ม ไปตามตื้อผู้หญิงคนนั้น แล้ว จัดฉากให้เขาเห็น ว่าผู้หญิงที่เค้าสนใจ หนะมีแฟนแล้ว หรือว่าสนใจคนอื่น เนื่องจากคนที่คุณปิ้งนั้นไม่รู้ว่าคุณชอบเขา คุณก็สามารถจะใส่ไฟได้เต็มที่ เช่นว่า มีเพื่อนฉันอยูคน ตอนนี้หายหัวไปเลย ได้ข่าวว่าไปปิ้งสาว เฝ้าตามจีบอยู่ หล่อนก็มีใจด้วย รู้สึกจะชื่อ ….. เรียนอยู่ที…… (ดูสีหน้าเค้าให้ดี) แล้วแกล้งจัดฉาก เจอเพื่อนคุณแถวๆ หน้าลิฟท์ ระหว่างคุณเดินอยู่กับคู่ปิ้งคุณ ทักทายว่า เฮ้ยหายไปไหนมา ได้ข่าวว่าจีบสาว ติดยัง เพื่อนคุณก็ต้องตอบ ว่า ไปทานข้าว มา 2 ครั้งแล้ว (ความจริง โกหกทั้งเพ) คู่ปิ้งคุณ มีเรื่องได้ทะเลาะกับแฟนคนโน้นแน่นอน หาเรื่องเดือดร้อนหรือเปล่าละเนี่ย
2. ฝากเพื่อน โทรไป ต่อว่า ผู้หญิงคนอื่นของเขา (ต้องฝากเพื่อนผู้หญิงนะงวดนี้)
3. วานเพื่อนสืบ เรื่องราว ว่าเค้านัดกันที่ไหน แล้วจัดฉากเสริม ว่าคุณเดินอยู่คนเดียว แล้วเจอพวกเค้า คุณไม่สะทกสะท้าน ทักทายปกติ ห้าม ควงผู้ชายให้เขาเห็นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเพื่อนซี้ พี่ชาย ผู้ชายจะขี้น้อยใจเหมือนกันนะ

5. ขั้นทดสอบ มาถึงขั้นนี้แล้วก็ต้องทดสอบ ความรักระหว่างคุณทั้ง 2 กันบ้าง ว่าเค้าสนใจคุณมากน้อยแค่ไหน เช่นคบกันมา 2 ปีแล้วเค้ายังไม่มีทีท่าเลยว่าจะเอายังไงกันแน่ หรือว่าจะคบไปเสียเวลาเปล่า ก็ต้องทดสอบกันหน่อยว่าเค้าคิดกับเรามากแค่ไหน เค้าเห็นเราเป็นตัวสำรองหรือตัวจริง อันนี้ต้องใช้ความใจกล้า กล้าได้กล้าเสีย ไม่หักสะบั้นกันเลยก็ต้องได้เขา 100 % โดยการใช้สาเหตุการทะเลาะที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นประจำ จุดประเด็นให้ใหญ่ขึ้น จนคุณต้องหายหน้าไปจากเขาสัก 1 อาทิตย์ ใจแข็งไม่รับโทรศัพท์ ไม่เปิดประตู ไม่ขึ้นรถเขาไป และที่สำคัญต้องไม่พูด เทคนิคนี้คุณก็จะรู้เลยว่าเค้าหนีคุณไปเลยหรือว่ารักคุณจริง ถ้าเค้าบ่นว่าอย่าเป็นคนไม่มีเหตุผล ก็ให้แย้งว่าเหตุผลหนะมี แต่ตอนนี้พูดไม่ได้ รอให้สบายใจกว่านี้แล้วค่อยพูด

6. หากคุณได้มีโอกาส อธิบายให้เขาได้ฟัง (คือเค้ายังอยู่) คุณก็เปิดประเด็นว่าไปบังเอิญเห็นเขาเดินกับผู้หญิงที่สวยกว่าคุณ เลยคิดว่าเขาต้องตัดสัมพันธ์กับคุณแน่ๆ เลยต้องขอเวลาทำใจดูว่าจะอยู่โดยไม่มีเขาได้หรือไม่ เขาก็ต้องบอกว่าเอาอะไรมาพูด ไม่จริ้ง ไม่จริง คุณก็ใช้จังหวะนี้ว่าถ้าไม่จริงมีอะไรมายืนยันไหมหล่ะ รับรองหมอนั่นอึ้งไปเลย คือถ้าไม่จริงเราก็ควรจะลงเอยได้แล้ว เขารออะไรอยู่หละ ผ่านข้อนี้ไปได้ คุณก็รู้แล้วว่าเขาคิดยังไงกับคุณ

7. ไม้สุดท้าย ผ่านข้อ 6 มาได้แสดงว่าคุณมาวินเกือบจะแน่นอนแล้ว เหลือแต่เพียงว่าเมื่อไหร่เค้าจะพร้อมที่จะไปรู้จักญาติๆ คุณ หากคุณทำให้เค้าไปรู้จักกับที่บ้านคุณได้ แสดงว่า 90 % คือเค้าเป็นของคุณแล้ว เพราะผู้ชายจะไม่อยากสู้หน้าพ่อแม่ฝ่ายหญิง หากเป็นการจีบเล่นๆ เทคนิคการชวน เช่น ปิดเทอมนี้จะไปเที่ยวบ้านเรามั้ย ที่บ้านอยากรู้จัก เพราะเราเล่าให้ฟังบ่อยๆ ถ้าเค้าไม่อยากไป เขาก็จะบอกว่าไม่พร้อม ยังงี้แสดงว่าเค้าไม่รักคุณจริง เตรียมถอยห่างไว้ได้เลย

Devoice (ดีวอยซ์)

หากว่าเราไม่เจอหน้ากัน ก็อาจจะดีกว่านี้ . .แต่เหมือนว่ายิ่งจะหนีเธอ
ยังไงก็ดูจะยิ่งเจอ . .. เหมือนเงา
ที่เจ็บก็คือเมื่อไหร่พบเธอ ถ้าเจอะเธอเดินกับเขา
ฉันมันเป็นก็เพียง แค่เพื่อนเก่า วันนี้เขากลายเป็นคนของเธอ

(*) ยิ่งได้เห็นเธอคอยห่วงใย ใส่ใจกับเขา มากมาย
ยิ่งไม่รู้จะซ่อนอย่างไร ไม่ให้เห็นน้ำตา เมื่อต้องทักทาย

(**) ทำยังไงจึงจะเก่งเหมือนเธอ ไม่สะทกสะท้านไม่สะเทือน ใจ
เธอทำยังไง เธอจึงหมดเยื่อใย อยากจะทำได้เหมือนที่เธอทำ
ฉันยังเก่งแค่ทน . . เป็นแค่คนช่างจดช่างจำ ก็ต้องเสียน้ำตา ต่อไป

หากวันใดตัดใจได้ขาด ก็อาจไม่ต้องเจ็บช้ำ ก็พูดก็เตือนว่าต้องทำ
แต่ฉันก็ทำไม่ได้เลย สักที
ถ้าหากว่าเธอจับมือเขาอยู่ ได้โปรดอย่ามองทางนี้
เพื่อนคนหนึ่งจะวานให้ช่วยที ก็หวังว่าเธอจะมีน้ำใจ (*)

จากนาทีที่แรกเจอ จวบจนวันที่เธอนั้นเลิกรา
บอกได้เลยว่าใจฉันไม่เคยไม่รักเธอแต่เธอคงไม่เคยรู้สึก
ไม่เคยจำอะไรที่เจอ ไม่อยากจะคิดว่าเธอ ไม่เคยจะรักฉัน (**)

รองเท้า 4 สไตล์

รองเท้า เป็นสิ่งหนึ่งที่ทําให้ผู้หญิงชอบแต่งตัว หลายคนต้องร้องกรี๊ด! ยามใดที่เธอพบเจอ และเชื่อสิคุณจะไม่ยอมวางมันไว้เฉยๆ โดยไม่หยิบมาลอง ไม่เชื่อก็ลองนับในตู้เก็บรองเท้าของคุณดูสิ ต้องมีเกินสิบคู่แน่นอน ผู้หญิงทุกคนต้องการรองเท้ามากกว่าหนึ่งหรือสองสําหรับกิจกรรมและสถานที่ที่ต้องใส่ไป เพราะรองเท้าเปรียบเสมือนลูกอมสีสันสดใสท้าทายสายตาคนมอง ว่าคุณมีลูกอมแสนอร่อย หรือเปรี้ยวบาดใจ ก็อยู่ที่การเลือกซื้อและรสนิยมของผู้ใส่ และช่วยไม่ได้ที่รองเท้าจะกลายเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกซึ่งความมีสไตล์ และรสนิยมของเจ้าของ

1. High heel
เมื่อผู้หญิงถามถึงรองเท้าส้นสูง ฉันต้องบอกว่ามันเป็น สิ่งคู่กัน ถ้าไม่มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น มันก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดไป Manolo Blahnik

เมื่อพูดถึงเรื่องของรองเท้า ผู้หญิงทุกคนจะต้องคิดถึงรองเท้าส้นสูงเป็นอันดับแรก รองเท้าส้นสูงเป็นรองเท้าที่มีส้นสูงแหลม เรียวเล็กช่วงส้น แต่ด้านตัวรองเท้าจะขึ้นอยู่กับคนดีไซน์ ทั้งคัทชูและแบบ Sandle ที่จะเรียกว่ารองเท้า High heel จะต้องมีความสูงตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไป

Trick : เหมือนเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากในการที่จะใส่รองเท้าส้นสูง แต่ถ้าเลือกขนาดความสูงของส้นและ แบบรองเท้าที่เหมาะกับเท้าตัวเองจะทําให้รู้สึกสบายและช่วยให้คุณดูเป็นผู้หญิง Feminists และยังช่วยให้สวยเซ็กซี่อีกด้วยนะ

2. Barefoot
Barefoot เป็นรองเท้าแนว 60s เป็นรองเท้าที่โชว์เท้าของผู้ใส่อาจจะมีสายคาดเล็กๆ บนเท้าหรือดีไซน์แบบเปิดเท้า อาจจะเป็นพื้นแบนหรือมีส้น ขึ้นอยู่กับดีไซน์ แต่ส่วนใหญ่จะมีความโค้งมน เพราะความโค้งมนนี่แหละที่ทําให้คนใส่ดูเซ็กซี่

Trick : Barefoot ถือว่าเป็นรองเท้าแห่งความสบาย ใส่ไปได้ทุกที่ค่ะ แต่ต้องเลือกโอกาส เพราะหากคุณใส่ Barefoot แบบพื้นแบนไปงานหรูเห็นทีจะไม่เหมาะแน่ ก็ต้องเลือกที่มีส้นนิดหนึ่งเพื่อความเหมาะสมนะคะ

3. Boot
รองเท้าที่ทําให้ความรู้สึกเท่ทะมัดทะแมง เป็นรองเท้าส้นสูงที่มีดีไซน์ปกปิดตั้งแต่ปลายเท้าถึงข้อเท้า ซึ่งความยาวมีตั้งแต่ข้อเท้า จนถึงขา ส่วนใหญ่บู๊ตมักจะผลิตจากหนังประเภทต่าง ๆ

Trick : ถึงคนที่รักการใส่บู๊ตทั้งหลาย คุณต้องรู้ว่ารองเท้าบู๊ตเป็นรองเท้าที่ทําให้ผู้ใส่เท่แบบสุดๆ แต่ต้องเลือกบู๊ตที่พอดีกับไซส์เท้าของตัวเองนะคะ เพราะบู๊ตจะเป็นอะไรที่เดินยากหากเท้าไม่พอดี และก่อนใส่ต้องมีถุงเท้า หรือถุงน่องไว้ด้านในเพื่อกันการเสียดสีของรองเท้ากับผิวหนัง หรือไม่ก็โรยแป้งก่อนก็ดีนะคะ เพราะช่วยได้มากเวลามีเหงื่อหรือกลิ่นค่ะ

ความรักของมนุษย์เรา……..

“ความรัก”ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มนุษย์มีอยู่มากมายราวกับว่าจะไม่มีวันหมด

แต่สิ่งที่มนุษย์มีอยู่จำกัดจนดูเหมือนคับแคบเห็นแก่ตัวก็คือ “ความอดทน”

ยิ่งรักมากก็ยิ่งต้อง “อดทน” กับปัญหาต่างๆ รอบข้าง

เพื่อรักษาความรักนั้นไว้ให้ยั่งยืน

แต่ในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อใดที่สิ้นรัก เมื่อนั้น “ความอดทน” ก็หามีไม่

สิ่งใดที่เคยทนได้ ก็กลับแปรเปลี่ยนไป

สิ่งใดที่เคยเห็นดี เห็นชอบ กลับกลายเป็นขวางหูขวางตา

ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำต่อกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ท้ายที่สุดอีกฝ่ายหนึ่งก็ทอดทิ้งปล่อยให้ความรักนั้นต้องจบลง

บางครั้งความรักนั้นอาจจบลง ทั้งๆ ที่ความรู้สึกรักของเรายังมีอยู่เต็มหัวใจ

เพียงแต่การถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า . .

จนกระทั่ง “ความอดทน” บอกให้เราต้องไป…ไปทั้งที่ยัง “รัก”

เพราะหากรักแล้วต้องเจ็บ ต้องช้ำ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็น่าจะหมายถึง

“การจากไปในวันนี้เพื่อที่จะเข้มแข็งและลุกขึ้นได้ใหม่ ในวันข้างหน้า” อย่างนั้นไม่ใช่หรือ . .

หากรักแล้วต้องทนร้องไห้ไปตลอดชีวิต . .

คุณก็จะเจ็บเพราะความรักไปตลอดชีวิต

แต่หากคุณร้องไห้วันนี้ . . แม้จะเจ็บกว่า

แต่ก็จะเป็นความรู้สึกก็จะเจ็บไม่นาน ไม่กี่วันคุณก็ลืมไปเอง . .

สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้ว ว่าจะร้องไห้ไปตลอดชีวิต