คุณเป็นคนแบบไหนในสายตาคนอื่น?

1. เวลาไหนที่คุณรู้สึกดีที่สุด
ก. ตอนเช้า…. (2)
ข. ตอนโพล้เพล้…. (4)
ค. ค. ตอนดึก…. (6)

2. ลักษณะการเดินของคุณ
ก. ค่อนข้างเร็ว โดยก้าวยาว ๆ….(6)
ข. ข. ค่อนข้างเร็ว โดยก้าวสั้นๆ แต่ว่องไว (4)
ค. ไม่เร็วมาก หน้าเชิด มองตรง….(7)
ง. ไม่เร็วมาก >>> >ก้มมองพื้น…. (2)
จ. จ. ช้ามาก (1)

3. ขณะพูดคุยกับคนอื่น คุณมักจะ..
ก. ยืนกอดอก….(4)
ข. ยืนล้วงกระเป๋า….(2)
ค. ท่ายืนเท้าเอว….(5)
ง. สัมผัสหรือเอามือดันคนที่คุณคุยด้วย….(1)
จ. เล่นผม หู จมูก หรือตัวของคุณเอง….(6)

4. ท่านั่งที่ชอบทำเสมอๆ
ก. นั่งงอเข่า-ขาชิด….(4)
ข. นั่งไขว่ห้าง….(6)
ค. นั่งเหยียดขาตรง….(2)
ง. นั่งทับขาไว้ข้างหนึ่ง….(1)

5. ลักษณะการหัวเราะของคุณเป็นแบบ..
ก. หัวเราะเสียงดังอย่างเปิดเผย….(6)
ข. หัวเราะไม่ดังนัก….(4)
ค. หัวเราะในลำคอ….(3)
ง. ง. ยิ้มน้อยๆ….(2)

6. เวลาไปงานปาร์ตี้ คุณมักจะ…..
ก. ปรากฏกายให้เป็นที่สนใจของทุกคนเพื่อคนจะได้รู้ว่า >>>”มาแล้วครับ”…(6)
ข. เข้าไปเฉยๆ แล้วมองหาคนรู้จัก….(4)
ค. เข้าไปเงียบๆ >>> >พยายามไม่ให้คนอื่นมาสนใจ….(2)

7. คุณกำลังใช้สมาธิในการทำงาน บังเอิญมีผู้ร่วมงานมาคุยด้วย คุณจะ…
ก. รีแล็กซ์ พูดคุยเล่นหัวสักพักค่อยกลับไปทำงานต่อ…. (6)
ข. ไม่คุยไม่สน ผมจะทำงาน ไปไกลๆ…. (2)
ง. ทำงานไปด้วยพร้อมกับคุยด้วย…. (4)

8. สีที่คุณโปรดปรานที่สุด
ก. แดงหรือส้ม…. (6)
ข. ดำ…. (7)
ค. เหลืองหรือฟ้าอ่อน…. (5)
ง. เขียว…. (4)
จ. น้ำเงินเข้มหรือม่วง…. (3)
ฉ. ขาว…. (2)
ช. น้ำตาลหรือเทา….(1)

9. ท่าสุดท้ายก่อนเคลิ้มหลับ
ก. นอนหงายกายเหยียดตรง…. (7)
ข. นอนคว่ำ…. (6)
ค. นอนตะแคง งอเข่าเล็กน้อย…. (4)
ฉ. ใช้มือหนุนศีรษะเอาไว้…. (2)
ช. นอนคลุมโปง…. (1)

10. ขณะหลับ คุณมักฝันว่า…
ก. ตกจากที่สูง….(4)
ข. ต้องต่อสู้ดิ้นรน…. (2)
ค. ตามหาของบางอย่าง หรือคนบางคน….(3)
ซ. ขึ้นเครื่องบินหรือนั่งเรือ…. (5)
ฌ. ไม่ฝันอะไรเลย….(6)
ญ. ฝันว่าตนเองมีความสุข…. (1)

*********************************************
(เฉลย)

Continue reading

ประคองความรัก

ยิ่งนานยิ่งรัก เกิดขึ้นได้พอๆกับ ยิ่งนานยิ่งไม่รัก
การดูแลความสัมพันธ์ เหมือนการกำทราย
กำแน่นไป ทรายก็ร่วงออกจากมือหมด
กำเบาไปทรายก็ไม่อยู่ในมืออยู่ดี
เวลาผ่านไป ใช้ชีวิตอย่างธรรมชาติให้มากขึ้น เมื่อไหร่รู้สึกเหนื่อย
ดีใจเถอะที่เหนื่อยเป็น จะได้รู้สึกว่าควรพักซะที เหมือนคนที่ป่วยเป็น
แสดงว่าเราใช้ร่างกายมากเกินไปแล้ว ถ้าไม่ป่วยซะบ้างเลย
เราจะไม่รู้ว่าควรถนอมร่างกายได้หรือยัง
การรักคนอื่นก็คือ การรักตัวเองอีกแบบหนึ่ง
อยู่คนเดียวเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารักตัวเองรึเปล่า พอเริ่มรักใครซักคน
สิ่งที่ไม่เคยทำก็ทำ ไม่เคยหวานขนาดนี้ก็หวาน
ทำทุกอย่างที่จะรักษาคนที่เรารัก ให้อยู่กับเรานาน ๆ
เพราะอะไร…เพราะรักตัวเองและกลัวตัวเองเสียใจ
ความรักเป็นเรื่องของคน 2 คน
มีความสุขทั้ง 2 คน
อย่าให้คนหนึ่งมีความสุข ในขณะที่อีกคนหนึ่งพยายาม
อย่าให้คนหนึ่งเสียใจ ในขณะที่อีกคนไม่รู้ตัว
อย่าให้คนหนึ่งรู้สึกดี ในขณะที่อีกคนเฉยๆ
อย่าให้คนหนึ่งอยากพูด แต่อีกคนไม่อยากฟังะ
อย่าเหนื่อยใจที่จะถามกัน
อย่ากังวลกลัวเสียใจก่อนที่จะคุยกัน
เธอคือเธอ
ฉันก็เป็นฉัน
คน 2 คนที่รักกัน
ต่างคนต่างยังมีหัวใจของตัวเอง

คิดอย่างไรไม่ให้เครียด

“คิดมาก ก็เครียดมาก ยิ่งคิด ก็ยิ่งเครียด อย่างนั้นก็อย่าไปคิดมันเลย”

เรามักจะได้รับคำแนะนำแบบนี้อยู่เสมอ แต่นั้นไม่ถูกต้องเสมอไปหรอกนะ
จริง ๆ แล้วการคิดเป็นสิ่งทีดี ถ้าเรารู้จักคิดให้เป็น แล้วทำอย่างไรล่ะถึงจะเรียกว่าคิดเป็น ไม่ยากครับ

คิดให้ยืดหยุ่น
เราไม่ควรจะนำเอาความคิดเห็นส่วนตัวของเราไปตัดสินความถูกความผิดของคนอื่น
เอาแต่จับผิดคนอื่นหรือตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องรู้จักปล่อยวาง ผ่อนหนักเป็นเบา ให้อภัย
ลดทิฐิมานะลงเสียบ้าง เรื่องร้าย ๆ ก็ลืมมันไปเสียบ้าง แล้วความเครียดของเราก็จะลดน้อยลงไปเอง

คิดอย่างมีเหตุผล
ต้องไม่เป็นคนหูเบา เชื่ออะไรง่าย ๆ และต้องไม่เก็บเอาเรื่องร้าย ๆ มาวิตกกังวล
ได้ยินได้ฟังอะไรมาก็ต้องใช้เหตุผลไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน

คิดหลาย ๆ แง่มุม
การคิดอะไรเพียงด้านเดียว จะทำให้เราขาดทุน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
เราจึงต้องมองและคิดให้รอบด้านจะได้เข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ตามความเป็นจริง จิตใจจะได้ไม่เป็นทุกข์

คิดแต่เรื่องดี ๆ
แน่นอนว่าชีวิตของเรามีทั้งสุขและทุกข์ แต่เราไม่จะเป็นจะต้องจดจำแต่เรื่องทุกข์เสมอ
สิ่งดี ๆ ในชีวิตต่างหาก ที่ควรจะจดจำและระลึกถึงบ่อย ๆ จะได้มีกำลังใจต่อสู้กับอุปสรรคต่อไป

คิดถึงคนอื่นบ้าง
อย่าหมกมุ่นคิดถึงแต่ตัวเองมากนัก เปิดใจรับรู้ความเป็นไปของคนใกล้ชิด
หรือปัญหาของคนอื่น ๆ ในสังคมบ้าง และคุณจะรู้ว่าปัญหาที่ตัวเองกำลังเจออยู่นี้ช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

คิดให้ได้แบบนี้แล้ว คุณจะพบว่า การคิดทำให้สุขภาพจิตของคุณดีขึ้นเยอะเลย

ปล่อยตัวเป็นคนติดเซ็กซ์ นึกถึงวันหน้าสักห้านาที

ในวัยรุ่นที่เลือดลมและความรู้สึกรุนแรง โดยเฉพาะสิ่งที่อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนและอยากลองอย่างเรื่องเพศ แทบจะเป็นส่วนเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตตอนนั้น ของวัยรุ่นจำนวนไม่น้อย

และเมื่อเกิดทดลองมาแล้ว เริ่มมีประสบการณ์เข้าแล้ว ในยุคสมัยปัจจุบันที่แทบไม่ต้องมีสถานะทางเศรษฐกิจ คือต้องมีเงินไปเที่ยว ถึงจะหาคนหรือที่ปลดเปลื้องอารมณ์หรือความรู้สึก

แค่เพื่อนฝูงวัยเดียวกันที่อยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นด้วยความพออกพอใจ ยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย แค่เป็นไปเพราะต้องการแสวงความสำราญ สติที่จะรู้ขอบเขตยับยั้งย่อมจะเกิดขึ้นยาก

การเปลี่ยนคู่เปลี่ยนคน การทุ่มตัวเข้าไปกับเรื่องสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ นี่ว่าเฉพาะที่ยังไม่มีเงินทองแลกเปลี่ยน ยิ่งได้เงินตราเป็นตัวกระตุ้น หลายๆ คนอาจไม่กล้านึกถึงเด็กหญิงที่ผ่านเวลาดังกล่าวในสภาพนี้ ว่าจะไปได้ไกลถึงจุดไหน

คนที่อยู่ในแวดวงสิ่งพิมพ์ใต้ดิน หรือมีประสบการณ์มา อย่างน้อยๆ ผู้ชาย 80-90 เปอร์เซ็นต์ของวัย 40 ปีขึ้นไปเดี๋ยวนี้ ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า สิ่งพิมพ์ลามกใต้ดินแต่ไหนแต่ไรมานั้น หญิงที่มาเป็นแบบจะสูงวัยซ้ำหน้า และเมื่อเป็นแบบพิมพ์ได้ครั้งหนึ่งแล้ว แบบนั้นก็อาจใช้ไปได้นานถึงสิบๆ ปีทีเดียว

เนื่องจากจะหาแบบมาใช้ในงานประเภทที่ว่านี้ ยากเย็นเข็ญใจ

แต่เมื่อบ้านเมืองพัฒนา(ใช่,ต้องเรียกว่าพัฒนา) มาถึงทุกวันนี้ หนังสือใต้ดินซึ่งสามารถเขยิบขึ้นมาบนแผง ด้วยระบบการพิมพ์สมัยใหม่ สีสันแจ่มใสเป็นธรรมชาติ หญิงที่มาเป็นแบบนั้นอายุน้อยลงทุกทีๆ และเปลี่ยนไปแทบไม่ซ้ำหน้าในแต่ละสัปดาห์

ยิ่งหากเจาะจงถึงหน้าตาแล้ว เป็นที่เข้าใจกันได้เอง ไม่ใช่เรื่องเหยียบย่ำหรือลำดับชนชั้นแม้กระทั่งเรื่องเพศ

แบบพิมพ์ที่พูดกันถึงเมื่อกี้ในสมัยก่อนนั้น หาหญิงที่งดงามมาเป็นแบบ เป็นเรื่องที่ได้แค่ฝันเท่านั้น แต่ปัจจุบัน สิ่งพิมพ์ลามกใต้แผงเหล่านี้มีนางแบบชนิดเห็นแล้วแทบไม่มีใครเชื่อ ว่าหน้าตาอย่างนี้จะมานั่งกางแข้งกางขาให้ถ่ายอย่างนั้นได้เด็กวัยน้อยลงทุกที และจำนวนมากขึ้นทุกที ที่เดินมาสู่วังวนของธุรกิจประเภทที่กล่าวนี้ ทำไมบรรดาผู้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบจึงยังไม่ตระหนกตกใจคิด ตระหนักตกใจหาทางแก้ไข

ลำพังจะให้เธอเหล่านั้นคิดเอง จากสังคมที่ไม่เคยสอนให้คิด ให้เรียนรู้เองชนิดวูบขึ้นได้วันหนึ่ง หลังจากเอาตัวเข้าแลกมานานนับเป็นปีๆ แล้วรู้ว่าเป็นสิ่งไม่ควรประพฤตินั้น จะทำได้สักกี่คน

จะมีสักกี่คนที่ถลำไปสักครั้งสองครั้ง แล้วนึกรู้ขึ้นมาได้ว่า จากนี้ไปตัวจะมีอนาคตแบบไหน หากมัวเมาอยู่แต่กับกามารมณ์ ถึงวันข้างหน้าหากอยากมีครอบครัวเหมือนใครอื่นขึ้นมา จะเป็นไปได้แบบไหน ถ้าเลือกทางกร้านกรำตัวเองเสียแล้ว

ชุดนอนสีชมพู

สมชายกับสมศรีเพิ่งจะแต่งงานกันใหม่

และแล้วในคืนวันฮันนีมูนที่หวานชื่น ซึ่งทั้งสองจะไปฮันนีมูนกันที่เกาะภูเก็ด

สมศรีจึงโทรศัพท์ไปหาแม่แล้วบอกว่า

คุณแม่ขาพรุ่งนี้คุณสมชายจะพาหนูไปเกาะภูเก็ดค่ะ

คุณแม่ช่วยซื้อช่วยจัดกระเป๋าให้หนูด้วย

แล้วก็อย่าลืมซื้อชุดนอนใหม่ให้ด้วย 1 ชุดนะคะ

เมื่อวางโทรศัพท์คุณแม่ก็รีบกุลีกุจอไปจัดกระเป๋าให้ลูกสาวสุดที่รัก

และแล้วก็ล้มตัวหลับไปจนเช้า รุ่งเช้าคุณแม่ก็นึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้ซื้อชุดนอนชุดใหม่ให้แก่สมศรี ทำให้รู้สึกกังวลเป็นยิ่งนัก

ทันใดนั้นก็เกิดความคิดเฉียบพลันขึ้นมาในสมอง

คุณแม่จึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าของตนเองหยิบชุดนอนสีชมพูซึ่งเป็นชุดนอนตัว โปรดที่แสนรัก และใช้เมื่อครั้งตนเองส่งตัวเข้าหอ…จัดเตรียมใส่ไปในกระเป๋าสมศรี

เมื่อสมศรีมาถึงบ้านก็คว้ากระเป๋าขึ้นรถไปทันที จากนั้นไม่นานก็มาถึงที่เกาะภูเก็ต

สมชายขอตัวบอกว่า
“ผมขอตัวอาบน้ำอาบท่าก่อน คุณอย่าเปิดประตูดูผมหละ” ว่าแล้วก็เข้าไปอาบน้ำ สมศรีจัดเสี้อผ้าจากกระเป๋าเข้าตู้

ด้วยความอยากรู้ว่าคุณแม่ซื้อชุดนอนอะไรให้

เมื่อเปิดกระเป๋าและหยิบชุดนอนขึ้นมาก็ต้องร้องอุทาน!

ขึ้นมาด้วยความนึกไม่ถึงว่า “อุ้ย! แม่เจ้า สั้นก็สั้น ย่นก็ย่น เหี่ยวก็เหี่ยว แต่…ยังดีนะที่เป็นสีชมพู ”

ว่าแล้วเธอก็หยิบชุดนอนแขวนเข้าตู้

เมื่อสมชายได้ยินที่สมศรีพูดก็ตะโกนออกมาจากห้องน้ำทันทีว่า

..ผมบอกแล้วว่าอย่าพึ่งดู…อย่าพึ่งดู…ก็ไม่เชื่อ