เรียนรู้เทคนิคอ่านไว

เทคนิคการอ่านอย่างรวดเร็วจะช่วยให้คุณไม่เครียดเกินไป และช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

หากเป็นหนังสือโรมานซ์ คุณก็คงนั่งอ่านนอนอ่านอย่างเพลิดเพลิน และเผลอๆ อาจฝันว่าตัวเองเป็นนางเอกของเรื่องก็เป็นได้ แต่เมื่อเจอกองเอกสารพะเนินเทินทึกหรือหนังสือวิชาการต่างๆ ก็อาจทำให้คุณหัวหมุนได้ คุณจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิค “Speed Reading” เพราะมันจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการอ่านได้ถึงครึ่งหนึ่งโดยไม่ทำความเข้าใจผิดพลาด มีเทคนิค 5 ข้อให้คุณฝึกเป็นนักอ่านสมองไวค่ะ

1. วัดระดับความเร็วของตัวเอง คุณอ่านหนังสือได้เร็วมั้ย ลองทดสอบตัวเองดูสิคะ โดยการอ่านบทความหนึ่ง 1 นาทีโดยใช้ความเร็วธรรมดา แล้วนับคำที่คุณอ่านได้จำนวนคำที่คุณอ่าน บอกได้ถึงความเร็วในการอ่านของคุณ และเพื่อการทำความเข้าใจกับบทความ ก็ให้คุณเขียนสิ่งที่คุณเข้าใจในการอ่านออกมา ถ้าคุณเขียนได้มากขึ้นก็จะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ลองฝึกฝนบ่อยๆ แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

2. ผู้ช่วยตัวสำคัญ บางครั้งตาของคุณก็ไม่ได้จดจ่อกับตัวหนังสือใช่มั้ยจึงต้องอ่านไปมาหลายรอบ และเพื่อป้องกันอาการที่ว่านี้ก็ต้องมีผู้ช่วยตัวสำคัญ นั่นก็คือ การใช้ดินสอลากตัวหนังสือที่กำลังอ่านไปเรื่อยๆ ไล่ไปทีละคำด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอจากซ้ายไปขวา และเมื่อจบบรรทัดก็ให้รีบเร่งบรรทัดใหม่ต่อไป

3. ฝึกความเร็วในการอ่าน หากฝึกอ่านหนังสือด้วยความเร็วสูงจะช่วยฝึกความสามารถในการอ่านได้ดี แม้ว่าจะเข้าใจเพียงเล็กน้อยก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมองจะชินกับความเร็วที่อ่าน ผลที่ได้ก็คือ การอ่านในระดับความเร็วธรรมดาที่อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจเร็วขึ้น ให้คุณลองฝึกอ่านบทความภายในเวลา 3 นาที และต่อมาก็ใช้เวลาให้น้อยลงเป็น 2 นาที กับบทความเดิม และลดลงเหลือ 1 นาที และให้คุณฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งคุณใช้เวลาสั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจบทความอย่างเพอร์เฟ็กต์

4. ฝึกอ่านทำความเข้าใจ การอ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่คุณจำเป็นต้องฝึกฝนด้วยการมองหนังสือปราดเดียวก็เข้าใจ ให้คุณอ่านบทความในหนังสือพิมพ์และปิดหนังสือหนึ่งบรรทัดแล้วเปิดมือขึ้นเพื่อมองปราดเดียวแล้วพยายามเขียนถึงสิ่งที่คุณอ่านออกมา ให้ฝึกจนกระทั่งสายตาของคุณเข้าใจกับข้อความนั้นๆจากนั้นก็เริ่มบรรทัดต่อไป

5. ทำความเข้าใจกับบทความด้วยการมองผ่าน คุณได้ฝึกการอ่านแบบมองปราดเดียวมาแล้ว ดังนั้น คุณก็พร้อมที่จะฝึกขั้นต่อไป ให้คุณอ่านบทความโดยไม่มีผู้ช่วยด้วยการมองอ่านปราดเดียว ในการฝึกก็ให้คุณใช้ดินสอสีขีดบรรทัดในแนวดิ่ง ให้อ่านทั้งกลุ่มคำโดยไม่ต้องอ่านคำต่อคำ ด้วยสายตา ที่ตวัดบรรทัดต่อบรรทัด และให้ฝึกต่อโดยไม่ต้องใช้ดินสอสีขีดเส้นบรรทัดที่อ่านอีก แต่ให้ใช้ความจำ

Tip อ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

การอ่านหนังสือหน้าจอคอมพิวเตอร์มักทำให้สายตาเมื่อยล้า ดังนั้น หากเป็นบทความยาวๆก็ขยายตัวหนังสือให้ใหญ่ขึ้นและใช้เมาส์ช่วยในการอ่าน เปิดจออินเตอร์เน็ตให้แคบลงเพื่อเลี่ยงแสงกะพริบจากโฆษณา ปิดเพลงและนั่งตัวตรงอ่านทำความเข้าใจ

ความรัก ในปรัชญาชีวิตของ คาลิล ยิบราน

“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง และก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”

*** คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) นักเขียนและกวีชาวเลบานอน ผู้มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก กล่าวถึงความรักด้วยภาษางดงามสุดซึ้งไว้ในหนังสือ The Prophet หรือ “ปรัชญาชีวิต” ที่แปลโดย อ.ระวี ภาวิไล ขอนำมาฝากไว้ให้กับผู้ที่กำลังดื่มด่ำกับความรัก

เมื่อความรัก … ร้องเรียกเธอจงตามมันไป
แม้ว่า … ทางของมันนั้นจะขรุขระและชันเพียงไร
และเมื่อปีกของมันโอบรอบกายเธอ จงยอมทน
แม้ว่า … หนามแหลมอันซ่อนอยู่ในปีกนั้นจะเสียดแทงเธอ
และเมื่อมันพูดกับเธอ จงเชื่อตาม
แม้ว่า … เสียงของมันจะทำลายความฝันของเธอ
ดังลมเหนือพัดกระหน่ำสวนดอกไม้ให้แหลกราญไปฉะนั้น

เพราะแม้ขณะที่ความรัก สวมมงกุฎให้เธอ มันก็จะตรึงกางเขนเธอ
และขณะที่มันให้ความเติบโตแก่เธอนั้น มันก็จะตัดรอนเธอด้วย
แม้ขณะเมื่อมันไต่ขึ้นไปสู่ยอดสูง
และลูบไล้กิ่งก้านอันแกว่งไกวในแสงอรุณ
แต่มันก็จะหยั่งลงสู่รากลึก
และเขย่าถอนตรงที่ยึดมั่นอยู่กับดินด้วย

ความรัก … จะรวบรวมเธอเข้าดังฝักข้าวโพด
มันจะแกะเธอออกจนเปลือยเปล่า
แล้วมันจะร่อนเพื่อให้เธอหลุดจากเปลือก
มันจะบดเธอจนเป็นผงขาว
แล้วก็จะขยำจนเธออ่อนเปียก
แล้วมันก็จะนำเธอเข้าสู่ไฟอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน
เพื่อว่าเธอจะได้กลายเป็นอาหารทิพย์ของพระเป็นเจ้า

ความรัก … จะกระทำสิ่งทั้งหมดนี้แก่เธอ
เพื่อว่าเธอจะได้หยั่งรู้ความลับ ของดวงใจเธอเอง
และด้วยความรู้นั้นเธอก็จะได้เป็นส่วนหนึ่ง ของดวงใจแห่งชีวิตอมตะ
แต่ถ้าหากด้วยความกลัว เธอมุ่งแต่แสวงหาความสงบสุข
และความสำราญจากความรัก
ก็จะเป็นการดีกว่าที่เธอควรจะปกคลุมความเปลือยเปล่าของตน
และหลีกหนีออกไปเสียจากลานบด
ไปสู่โลกอันไร้ฤดูกาล …
ที่ซึ่งเธอจะหัวเราะก็ไม่เต็มที่และจะร้องไห้ก็ไม่เต็มที่

ความรัก … ไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง
และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้น พอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก

เมื่อเธอรัก อย่าได้พูดว่า …
พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในดวงใจเรา
แต่ควรพูดว่าเราอยู่ในดวงใจพระผู้เป็นเจ้า
และอย่าได้คิดว่า … เธอสามารถนำแนวทางของความรักได้
เพราะถ้าความรักพบว่า เธอมีคุณค่าพอแล้ว ก็จะเป็นผู้นำแนวทางของเธอเอง
ความรักไม่มีปรารถนาสิ่งอื่นใด นอกจากที่จะทำตนเองให้สมบูรณ์
แต่ถ้าหากเธอรัก และจำต้องมีความปรารถนา
… ก็ขอให้ความปรารถนาของเธอจงเป็นดังนี้

เพื่อจะละลายและไหลดังธารน้ำ ซึ่งส่งเสียงเพลงกล่อมราตรี
เพื่อจะเรียนรู้ความปวดร้าว อันเกิดแต่ความอ่อนโยน ละมุนละไมเกินไป
เพื่อจะต้องบาดเจ็บ ด้วยความเข้าใจ ในความรักของตนเอง
และเพื่อจะยอมให้เลือดหลั่งไหล ด้วยความเต็มใจและปราโมทย์
เพื่อจะตื่นขึ้น ณ รุ่งอรุณด้วยดวงใจอันปิติ และขอบคุณความรักอีกวันหนึ่ง
เพื่อจะหยุดพัก ณ ยามเที่ยง และเพ่งพินิจความสุข ซาบซึ้งของความรัก
เพื่อจะกลับบ้าน ณ ยามพลบค่ำ ด้วยความรู้สึกสำนึกคุณ

และเพื่อจะหลับไปพร้อมกับคำสวดมนต์ภาวนา สำหรับคนรักในดวงใจ
และเพลงสรรเสริญบนริมฝีปากของเธอ

ทำอย่างไรให้ผู้ชาย เผยความรู้สึก

ความขัดแย้งส่วนใหญ่ระหว่างชายกับหญิงเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงอยากพูด เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาจากหลายแง่มุม ขณะที่ผู้ชายแค่อยากจะแก้ไขมันอย่างรวดเร็วถ้าคุณเข้าใจตรงนี้แล้ว ทางออกก็แสนจะง่ายดาย

ความคิดที่ว่าจะต้องพูดคุยและถกเถียงถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ในสัมพันธภาพ เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวสำหรับผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะไม่สามารถพูดถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เลย มันเป็นเพียงแค่ความแตกต่างของสไตล์ในการพูดคุยระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ที่คุณสามารถเอาชนะมันได้ ถ้ารู้จักผสมผสานสไตล์ของคุณทั้งสองคนเข้าด้วยกัน

@ อย่าพูดกับเขาตรงๆ

การพูดกับผู้ชายอย่างตรงๆ มักทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนเข้ามุม ลองเปลี่ยนมาพูดกับเขาในขณะที่ทำกิจกรรมบางอย่างอยู่ด้วยกัน และอย่าสบตากับเขามันจะให้ความรู้สึกแก่เขาว่า การเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองจะนำไปสู่ทางออกที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่นคุณทั้งสองอาจล้างรถอยู่ด้วยกัน หรือทาสีบ้าน และสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจตัวเองไปพร้อมๆกันด้วยวิธีนี้ คุณทั้งสองได้ข้ามผ่านไปสู่อีกด้านหนึ่งของประสบการณ์เรื่องความแตกต่างทางเพศนั้นก็คือ คุณกำลังทำงานและเขากำลังพูด

คราวนี้คุณก็ได้รับความสนใจจากเขาแล้ว อย่าเสียมันไปกับการวิพากษ์วิจารณ์เขา มันสำคัญมากที่จะต้องให้ความมั่นใจแก่ผู้ชาย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วปรารถนาที่จะได้การยอมรับจากผู้หญิง โดยเฉพาะในเรื่องที่เขาเป็นผู้ให้และผู้ปกป้อง ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ถ้าคุณอยากได้ความเปิดเผยในชีวิตคู่ คุณต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์เขาเวลาเขาพูดสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วย

@ ตรงไปตรงมาแต่อย่าปากโป้ง

ในอีกทางหนึ่ง พยายามพูดให้ตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ (ผู้ชายไม่ค่อยเข้าใจคำเปรียบเปรยของผู้หญิงหรอก) และอย่าพูดอะไรที่คุณไม่ได้หมายความตามนั้น ตัวอย่างเช่น เขากลับบ้านมาพร้อมดอกไม่ช่อสวย แล้วคุณก็บอกว่า “คุณไม่ควรเอามาเลย” ครั้งต่อไปคุณห็แน่ใจได้เลยว่าเขาจะไม่เอาดอกไม้มาให้อีกแล้ว และคุณก็จะโกรธที่เขาไม่ทำ

และอีกอย่างหนึ่งที่คุณเองก็มีส่วนทำให้ผู้ชายเก็บกดคำพูดเอาไว้ นั้นก็คือการบอกเล่ารายละเอียดอันแสนลึกซึ้งในสัมพันธภาพของคุณให้เพื่อนสาวฟังมันเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของเขา

ในขณะที่คุณสามารถแน่ใจได้เลยว่าเขาจะไม่พูดถึงความรู้สึกเหล่านี้กับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน ให้ความนับถือเขาหน่อยนะ อีกอย่าง…เพื่อนหญิงที่คุณบอกทุกอย่างในวันนี้อาจกลายมาเป็นพิษต่อคุณในวันใดวันหนึ่งก็ได้นะ

@ เคล็ดลับเติมความกล้าให้เขา

— ให้เขาได้กินอาหารอร่อยๆ ไวน์สักเล็กน้อย แล้วเขาจะเปิดใจเอง

— หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดประมาณว่า “คุณไม่รักฉันอีกแล้ว” ถ้าสิ่งที่คุณคอดจริงๆก็ คือ “ฉันไม่เข้าใจความรักของคุณเลย เพราะมันแตกต่างไปจากฉัน”

— ใช้อารมณ์ขัน เขาจะรู้สึกผ่อนคลายและไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม แต่อย่าเอาเขามาเป็นเรื่องตลก แต่คุณสามารถล้อเลียนตัวเองหรือผู้หญิงโดยทั่วไป

— ถ้าเขาใช้เรื่องตลกเพื่อทำลายความเย็นชา ให้แน่ใจว่าคุณหัวเราะออกมาดังๆ นั่นจะทำให้เขารู้สึกประทับใจและรู้สึกดีกับตัวเอง ในขณะที่เสียงหัวเราะก็คลายตึงเครียด และทำให้คุณเปิดใจรับอะไรได้มากขึ้น

ความเชื่อ 10 อย่างเกี่ยวกับการแต่งงาน

ก่อนที่จะเริ่มความสัมพันธ์ถึงขั้นแต่งงานกันนั้น ลองมองความเชื่อเก่าๆและวิเคราะห์ดูสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร ทำไมคนที่แต่งงานแล้วถึงได้หย่าร้างกันมากนัก

1. ความเชื่อ : ผู้ชายได้ประโยชน์มากกว่าผู้หญิงเมื่อแต่งงานกันแล้ว

ความจริง : จากที่มีการวิจัยศึกษามาแล้วพบว่า ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ แม้ว่าแต่ละคู่จะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่เมื่อแต่งงานพวกเขาก็จะมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น มีความสุขขึ้น สุขภาพดีขึ้นแถมยังอาจจะรวยขึ้นอีกต่างหาก ฝ่ายสามีโดยมากจะได้ประโยชน์เรื่องสุขภาพที่ดีขึ้นส่วนฝ่ายภรรยานั้นแน่นอนทางด้านการเงิน

2. ความเชื่อ : การมีบุตรทำให้ชีวิตแต่งงานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นและเพิ่มความสุขให้ชีวิตแต่งงานด้วย

ความจริง : และจากหลายๆการวิจัยพบว่า บุตรคนแรกจะทำให้ช่องว่างระหว่างแม่และพ่อห่างกันขึ้นและเพิ่มความกดดันให้แก่กัน ด้วยความที่เป็นมือใหม่ในการเลี้ยงลูก แต่อย่างไรก็ตาม การที่มีบุตรทำให้อัตราการหย่าร้างนั้นลดน้อยลง

3. ความเชื่อ : ปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่คือโชคและความรักที่แสนโรแมนติก

ความจริง : นอกเสียจากโชคและความรักแล้ว สิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตคู่ที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ยาวนานร่วมกันคือความเป็นมิตร ความเป็นเพื่อน เพราะหลังจากการแต่งงาน ต่างฝ่ายต่างต้องทำงานหนัก ต้องเสียสละและข้อสัญญาต่างๆ คู่ที่มีความสุขที่สุดก็คือคู่ที่รักกันเป็นดั่งเพื่อน สามารถแชร์ในทุกๆเรื่องและมีความสนใจในสิ่งเดียวกัน ทำให้มีความเข้าใจกันได้ดี

4. ความเชื่อ : ผู้หญิงที่มีการศึกษายิ่งสูง ยิ่งทำให้ได้แต่งงานช้าลง

ความจริง : จากการศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ ผู้หญิงที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้แต่งงานไปมากกว่าคนที่ไม่จบการศึกษา ความจริงๆแล้วผู้หญิงยิ่งมีการศึกษาจะยับยั้งเรื่องการใช้ชีวิตคู่มากขึ้น และเลือกที่จะอยู่เป็นโสดกันมากขึ้นนั่นเอง

5. ความเชื่อ : คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานและดูใจศึกษากันก่อนจะมาอยู่กันจริง มีความพึงพอใจในคู่รักและทำให้รักกันได้ยาวนานยิ่งกว่าคู่ที่แยกกันอยู่

ความจริง : หลายๆการวิจัยที่พบว่าคู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานจะมีความพึงพอใจกันน้อยลงและโอกาสที่จะหย่าร้างหรือเลิกรากันไปมีสูงขึ้น เหตุผลหนึ่งก็คือ เมื่อมีปัญหามักจะเพิ่มปัญหากันเข้าไปอีก และทัศนคติในการจะใช้ชีวิตแต่งงานด้วยกันก็จะเป็นเรื่องที่ยากอยู่สักหน่อย หากการอยู่กินด้วยนั้นไม่สามารถจะแก้ปัญหาต่างๆเมื่อพบได้ และไปใช้ชีวิตหลังแต่งงานด้วยกันปัญหาก็มักจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

6. ความเชื่อ : ผู้คนไม่สามารถที่จะคาดหวังได้ว่าจะอยู่ด้วยกันหลังแต่งงานไปได้ตลอดชีวิตเหมือนที่เคยคิดเอาไว้ เพราะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมามากพอ

ความจริง : คนในยุคปัจจุบันแต่งงานกันช้าที่อายุมากขึ้นกว่าสมัยก่อน และการใช้ชีวิตอิสระเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการกันมากขึ้น เมื่อได้เห็นได้รู้จักกันมากขึ้นก็เกิดความเบื่อ ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มักจะมองหาสิ่งใหม่ๆให้เรียนรู้อยู่เสมอ ครึ่งหนึ่งของการหย่าร้างใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาได้ 7 ปี

7. ความเชื่อ : การแต่งงานทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกับความรุนแรงในครอบครัวมากกว่าเมื่อตอนที่เป็นโสด

ความจริง : เป็นดั่งเช่นว่า การจดทะเบียนสมรสนั้นเป็น “ใบอนุญาตในการทำร้ายร่างกาย” จากการสำรวจพบว่าคู่ที่แต่งงานกันแล้วมักมีปัญหาที่รุนแรงมากกว่าก่อนที่จะแต่งงานกันเสียอีก และโดยมากแล้วหากสามีทำร้ายภรรยาก็จะไม่พบการรายงานหรือแจ้งความใดๆ เหตุผลหนึ่งที่เกิดความรุนแรงขึ้นเพราะฝ่ายชายมักจะต้องดูแลให้ฝ่ายหญิงกินดีอยู่ดีอยู่เสมอ ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน และเมื่อเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้น ผู้หญิงมักจะคิดเรื่องการหย่าร้างมากขึ้น

8. ความเชื่อ : คู่ที่แต่งงานแล้วจะมีเซ็กซ์กันน้อยลงกว่าตอนที่ยังเป็นโสดกันอยู่

ความจริง : คู่ที่แต่งงานกันแล้วจะมีทั้งเซ็กซ์ที่มากขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย ไม่เพียงแต่มีเซ็กซ์ได้บ่อยขึ้นแต่พวกเค้ายังสนุกไปกับมัน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

9. ความเชื่อ : คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานก็เหมือนแต่งงานนั่นแหละ เพียงแค่ไม่มี”ใบสมรส”

ความจริง : คู่ที่อยู่กินกันก่อนแต่งงานมักไม่ได้รับสิ่งที่คู่แต่งงานได้รับ ทั้งทางสุขภาพ ฐานะ และความรู้สึก และด้วยความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในความรักจึงไม่มีการแต่งงานเกิดขึ้น เพราะถึงอย่างไรผู้หญิงก็ยังเป็นนางสาวเมื่อเลิกร้างกับฝ่ายชายนั่นเอง

10. ความเชื่อ : เพราะว่ามีอัตราการหย่าร้างที่สูงขึ้น คู่ที่รักกันอย่างมีความสุขหลังแต่งงานทำให้พวกเขาไม่คิดหย่าร้างไม่ว่าการแต่งงานนั้นจะเป็นอย่างไร

ความจริง : เมื่อสมัย 20 – 30 ก่อนนั้น จะมีความเครียดในการงาน และข้อขัดแย้งมากมายในการแต่งงาน ทำให้คู่รักมักจะคิดหย่าร้างกัน แต่ในปัจจุบันคู่รักโดยมากมักจะคบหาดูใจกันนานหลายปีจนมีความมั่นใจในคู่ของตน และมีหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือสำหรับผู้หญิงที่มีปัญหา ในการตอบคำถามและช่วยในด้านจิตใจ

อย่างไรก็ตาม การแต่งงานคือการตัดสินใจของคนสองคน การจะมีความสุขหรือไม่นั้นก็ขึ้นกับคนเพียงสองคนที่จะมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกันมากน้อยเพียงใด

เดือนแห่งความรัก… ของคนไร้รัก..

เดือนกุมภาพันธ์…

เดือนนี้เป็นเดือนของคนที่มีความรัก
เป็นเดือนแห่งคู่รัก…
แล้วคนที่ไม่มีความรักละ… จะทำอะไรดีในเดือนนี้

ฉันคนนึงละ ที่ไม่มีความรัก
ความรักเป็นอย่างไร ไม่รู้จักมันมานานมากแล้ว
ความรักเปรียบเสมือนเป็นคนแปลกหน้า
ที่ไม่เคยเจอกันมานานมาก จนแทบจะจำกันไม่ได้แล้ว

นานเหลือเกิน… ที่ความรักเดินจากไป
เดินไปไกล แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับมาหาฉันเลย
ฉันเหงา… แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร

ความรัก… มีขายไหม
มีขายที่ไหน… ใครช่วยบอกที

ตอนนี้เหมือนฉันกำลังตามหาความรัก
แล้วก็เหมือนว่าความรัก… กำลังเล่นซ่อนหากับฉันอยู่

ถ้าเหนื่อยกับการตามหา… ก็หยุดเถอะนะหัวใจ
หยุดวิ่งตาม… หยุดไขว่คว้า อยู่นิ่งๆ อยู่กับตัวเอง

เดือนแห่งความรัก…
ไม่ได้มีความหมายอะไรสักเท่าไหร่
เพราะยังไง… คนอย่างฉันก็… เป็นคนที่ไร้ซึ่งความรักอยู่ดี