ของขวัญ… ที่มอบให้กันได้ทุกวัน..

” ข อ ง ข วั ญ ”

ของขวัญอันล้ำค่าเหล่านี้
ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาล
เราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี
และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ให้แล้ว
ผลที่ได้รับ มีคุณค่ามากมายมหาศาล

ของขวัญจาก ” ก า ร ฟั ง ”
จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มาก
อย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอคนอื่น
พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจาก ” ภ า ษ า ก า ย ”
อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ
การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้
จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจาก ” ค ว า ม เ บิ ก บ า น ”
แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้าง
มีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจาก ” ก า ร เ ขี ย น ”
กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง
เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจาก ” คำ ช ม ”
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม
เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ

ของขวัญจาก ” ค ว า ม มี น้ำ ใ จ ”
ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจ
สภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอด
ทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับใน
การแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น

ของขวัญจาก ” เ ว ล า ส่ ว น ตั ว ”
บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพัง
อย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วยปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว
เมื่อเขาต้องการ

ของขวัญจากการ ” ใ ห้ กำ ลั ง ใ จ ”
คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมด
ช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส
ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้ ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลย
สักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจาก ” ม ธุ ร ส ว า จ า ”
คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดี
อย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษ
คุณอยากฟังคำพูดดี ๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน

และที่สำคัญ
มั น เ ป็ น ข อ ง ข วั ญ ที่ ม า จ า ก ใ จ โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง ล ง ทุ น สั ก แ ด ง เ ดีย ว

10 นิสัย ที่ไม่ควรเอามาใช้ กับคนรัก..

คนเราตอนรักกันใหม่ๆ อะไรๆ ก็ดีไปเสียหมด อย่างคำที่ว่า ยามรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน แต่เมื่ออยู่กันไปนานๆ ความเป็นตัวของตัวเอง กับความเคยชิน ก็เลยทำอะไรบางอย่าง ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งอาจจะรับไม่ได้ จนถึงขั้นต้องบอกเลิกรากันไป

1. เอาแต่ใจตัวเอง
เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าใครจะเอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเองค่ะ บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองน้อย แต่ความจริงแล้วเอาแต่ใจตัวเองมากๆ ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย

2. ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป
การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่า คุณกับเขาเป็นแฟนกันเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพียงแต่บางครั้งคุณอาจแสดงความเป็นเจ้าของเขาในลักษณะที่เป็นเงาตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลาส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

3. หึงแบบไร้ขีดจำกัด
คงจะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างนะคะ ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอดเวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมากค่ะ

4. บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะ
ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝ่ายหญิงซะมากกว่า จริงๆ แล้วก็พูดแค่อยากให้เขามาง้อเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้นค่ะ แต่หลังๆ ล่ะก็ เอ้า.. อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่าค่ะ

5. ไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่น
ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำเพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่า คุณเองก็มีค่าสำหรับพวกเขา แต่ต้องระวังนะคะ เพราะมองอีกมุม คือคุณไม่แคร์ ความรู้สึกของเขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม

6. เชื่อเพื่อนมากเกินไป
บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ซึ่งก็โทษไม่ได้อีกนั่นแหล่ะค่ะ เพราะจากที่เคยเจอกัน ทานข้าวด้วยกันทุกวัน ก็กลับกลายเป็นว่า คุณไปตัวติดกับแฟนแทน

7. โกรธแล้วไม่พูดด้วย
เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูดกัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้

8. นัดแล้วไม่เป็นนัด
การเลื่อนนัด ประเภทเลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาเลทแบบ นัดเช้ามาบ่าย นัดบ่ายมาเย็น อาการแบบนี้เนี่ย บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะคะ

9. พูดจาข่มกันต่อหน้าคนอื่น
อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป อาจจะเกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้ค่ะ

10. โกหก
บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจค่ะ

ความคิดที่แตกต่าง… ระยะห่างของรักเรา…

จริงอยู่ที่ความรักไม่มีตัวตน มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และใช้ความรู้สึกของหัวใจเป็นตัวตั้ง แต่ในความเป็นจริง ความรักต้องการตัวแปรมากกว่านั้น สิ่งสำคัญที่เป็นเหมือนกรรมการตัดสินว่า “รัก ไม่รัก” หรือรักแล้วจะ “อยู่ทนอยู่นาน” แค่ไหน ต้องใช้ความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละคนมาเป็นส่วนแบ่งในการให้คะแนนด้วย

แต่บางเรื่องอาจยังไม่ถึงเวลาหรือสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้กรรมการออกมาทำหน้าที่ แต่เมื่อไหร่ที่กรรมการถูกปลุกขึ้นมา เมื่อนั้นอาจมีใครบางคนถึงกับหลั่งน้ำตา และถูกภาวะเศร้าเสียใจเกาะกุม เพราะเพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วคนที่คิดว่ารู้จักมานานอาจเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่สนิทกันเท่านั้น

*-* การเมือง: เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม *-*

เรื่องจริงไม่อิงนิยายของคู่รักที่แต่งงานมานับ 10 ปี ที่เพิ่งมาค้นพบว่าเขาและเธอมีทัศนะคติเรื่องการเมืองที่แตกต่างกัน “แต่งงานกันมานานไม่เคยรู้เลยว่าผมกับเธอมีความคิดเห็นในเรื่องการเมืองที่ต่างกันแบบคนละขั้ว สอดคล้องกับข้อมูลที่ พ.ญ. พรรณพิมล หล่อตระกูล จิตแพทย์ ผอ.สถาบันราชานุกูล อธิบายว่า “ทุกคนย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่สามี ภรรยา พ่อ แม่หรือลูก ซึ่งความแตกต่างด้านความคิดนั้นเกิดได้ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุดอย่างเรื่องการเลือกสีทาบ้าน และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้ประเด็นขัดแย้งเรื่องการเมืองกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ครอบครัว”

การขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นได้ แต่ในประเด็นการเมืองนี้คุณหมอวิเคราะห์ว่า “น่าจะมาจากสัญชาตญาณความเป็นผู้นำของผู้ชายที่มักคิดว่าตัวเองรู้มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง และอยากให้ผู้หญิงคล้อยตาม แต่เรื่องความชอบพรรคการเมืองเป็นเรื่องของสิทธิส่วนบุคคลที่ไม่ได้เสียไปหลังการแต่งงาน สามีภรรยาจึงมีความคิดแตกต่างกันได้ แต่ในความแตกต่างนั้นต้องมีทางออกของการแก้ปัญหาด้วย”

เอแบคโพลล์ถึงหัวข้อทางออกเพื่อการลดความขัดแย้งเรื่องการเมืองภายในบ้านว่าร้อยละ 45.0 ใช้วิธีพูดคุยเรื่องอื่นแทน รองลงมา ร้อยละ 42.1 ระบุใช้วิธีหยุดคุยเรื่องการเมือง ร้อยละ 35.8 ไปดูหนัง ฟังเพลง ร้อยละ 14.0 ใช้วิธีไม่พูดคุยกันระยะหนึ่ง และร้อยละ 9.7 ไปชอปปิ้ง หรือเดินห้างสรรพสินค้า ตามลำดับ

…………………………………………………………………..

*-* การใช้เงิน : เงินเราของเรา เงินเขาก็ของเรา *-*

มีสามีภรรยาจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องความแตกต่างด้านการใช้จ่าย จนทำให้เกิดปัญหาสะสมกลายเป็นข้อบาดหมางขึ้นอย่างไม่รู้ตัว คุณบ๊อบกับคุณเอ๋เป็นหนุ่มสาววัยทำงานทั้งคู่ เรื่องเงินทองจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทั้งคู่ไม่เคยกังวลเรื่องเงินขาดมือ แต่จะมีปากเสียงกันเรื่องการจับจ่ายใช้สอยที่ต่างกันอยู่เสมอ

“ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยคิดว่า รายได้ส่วนที่ตัวเองหามาได้ เป็นเหมือนการแบ่งเบาเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัวจากผู้ชาย และมีความคิดว่าดีแค่ไหนแล้วที่ผู้ชายไม่ต้องยื่นมารับผิดชอบเรื่องนี้ แต่เมื่อใดที่ผู้ชายอยากใช้จ่าย ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้หญิงก่อน เพราะผู้หญิงต้องการความมั่นคงทางการเงินสูง โดยเฉพาะความมั่นคงทางการเงินของคู่ชีวิต ถ้าผู้ชายมีเงินเก็บเพียงพอและเป็นที่พอใจของผู้หญิงแล้ว เมื่อนั้นผู้ชายจะจับจ่ายใช้สอยอะไรคงไม่มีปัญหา ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องคุยและวางแผนกัน โดยเฉพาะเงินของผู้ชายต้องบอกให้แน่นอนว่าได้เท่าไหร่ เหลือเก็บไหร่ และปล่อยให้ผู้หญิงมีอำนาจในการใช้จ่ายทั้งเงินส่วนตัวและเงินส่วนรวมแล้วเรื่องยุ่งๆ ในบ้านจะหมดไป”

ข้อวิเคราะห์ของอาจารย์เรื่องเงินๆ ทองๆ ตรงกับข้อมูลที่มีการวิจัยไว้อย่างน่าสนใจคือ ผลการวิจัย 1 ใน 4 ของผู้หญิงไทยมีรายได้อยู่ในระดับเดียวกับสามี ในขณะที่ 21% มีรายได้สูงกว่า เป็นผลให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการที่จะมีอิสระทางการเงิน เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นหลักประกันความมั่นคงทางสถานะการเงินของตัวเอง แต่ยังเป็นสิ่งที่ช่วยรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการแต่งงานที่ล้มเหลวได้ และมีผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างถึง 60% เปิดเผยว่าพวกเธอมีเงินเก็บส่วนตัวโดยที่สามีไม่ทราบ

เมื่อถามเรื่องเงินกับผู้หญิงที่มีคู่รักทั้งที่แต่งงานแล้วและกำลังคบหาอยู่ พบว่ามีการแอบเก็บเงินส่วนตัวไว้แทบทุกคน บางคนมีทั้งไม่บอกแถมยังปิดบังค่าใช้จ่ายที่แท้จริงไว้ด้วย อย่างเช่นซื้อของชิ้นหนึ่ง 5,000 บาท จะบอกราคาเพียงครึ่งเดียว เพื่อเลี่ยงการซักถามที่ทำให้รำคาญใจและกันผิดพลาดหากถูกถามมากกว่าหนึ่งครั้ง

…………………………………………………………………………….

*-* ไลฟ์สไตล์ : อย่าคิดว่าเราเหมือนกัน *-*

เมื่อเร็วๆ นี้ข่าวเตียงหักของดาราสาวคนดังมีสายสะพาย ขึ้นหน้าหนึ่งข่าวบันเทิงอยู่หลายวัน โดยโยนบาปให้ “ไลฟ์สไตล์” ที่แตกต่าง เป็นผู้ร้ายที่ย่องเข้ามาตัดสายใยแห่งรัก ขนาดว่าทั้งคู่มีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจด้วยกันแล้วยังต้านไว้ไม่อยู่

คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ แล้วก่อนแต่งงานไม่รู้หรือว่า “มัน” ต่างกัน เมื่อถาม พ.ญ. พรรณพิมล คุณหมอคนเดิมอธิบายว่า “ความเป็นจริงไม่มีใครไม่รู้หรอกว่าคู่ของเรามีไลฟ์สไตล์ต่างจากเราหรือเปล่า อยู่ที่ว่าแต่ละคนคาดหวังไว้แค่ไหนมากกว่า อย่างเช่นบางคนคิดว่าหลังแต่งงานเขาอาจจะเปลี่ยน ถ้าเขาไม่เปลี่ยน ก็คิดไปว่าเพราะไม่รัก เริ่มงอน โกรธ และรุนแรงไปเรื่อยๆ จนถึงแยกทางกัน”

จากไลฟ์สไตล์ของเรากลายเป็นแค่ความชอบของเธอเพียงคนเดียว คุณหญิงเสียใจมากและเริ่มตีโพยตีพายว่าเป็นเพราะเขาไม่รักเธอ แต่คำตอบของเขาทำให้เธอโล่งใจ เขาว่า เพราะรักจึงบอก เพราะอยากแต่งงานด้วยจึงอยากให้เธอรู้ เพื่อหาทางที่จะอยู่ด้วยกันอย่างไม่บาดหมางหรือเป็นเหตุให้ต้องเลิกกันในอนาคต

เป็นเรื่องดีที่คุณหญิงยอมรับฟัง เพราะเธอเองก็รักเขา ทั้งคู่ยอมปรับแต่ไม่ถึงกับยอมเปลี่ยนความชอบของตัวเอง หลังแต่งงานเธอลดวันและลดเวลาการเดินห้างลง และหันหน้าเข้าครัวทำอาหารให้เขาทาน ถึงแม้รสมือจะไม่อร่อยเท่าของที่สั่งเดลิเวอร์รี่มาทานเป็นประจำ แต่อย่างน้อยก็ได้ใจคุณเอกไปอย่างเต็มๆ ส่วนคุณเอกก็อดทนเดินห้างเป็นเพื่อนคุณหญิงได้แบบไม่บ่น เพราะใช้เวลาเดินที่น้อยลงทำให้เขาไม่บ่นหรืออิดออดแบบเมื่อก่อน กลับบ้านยังมีเวลาให้ล้างรถ พรวนดิน อีกเหลือเฟือ

คู่นี้ตรงกับข้อเสนอแนะของ พ.ญ. พรรณพิมล ที่ว่าชีวิตคู่ต้องรู้จักปรับความต่างให้ลงตัว ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยการลดความเป็นตัวเองลงบ้าง แต่คงไม่ทั้งหมด เพราะถ้าเป็นแบบนั้นสู้หาคนใหม่ที่เหมือนกันหรือเป็นคนที่รับเราได้คงดีกว่า

……………………………………………………………………………………

*-* ขนาดของครอบครัว : ความแตกต่างขั้นพื้นฐาน *-*

ความแตกต่างเรื่องของขนาดครอบครัวที่ดูเหมือนไม่มีพิษสงอะไรกับชีวิตคู่ เพราะคิดไปว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ครอบครัวไม่เกี่ยว คู่ที่คิดแบบนี้ตกม้าตายไปแล้วไม่น้อย เพราะพื้นฐานของครอบครัวเป็นความเคยชิน และเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด จะเปลี่ยนตอนโตคงไม่ง่ายนัก

ขนาดของครอบครัวที่ต่างกันเป็นประเด็นปัญหาที่ถกกันไม่จบสิ้น ด้วยที่ว่าครอบครัวของสามีเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องเยอะ และแต่ละคนมีปัญหาเรื่องเงินไม่จบสิ้น เคลียร์เรื่องของคนนี้จบไปเรื่องของคนใหม่ก็โผล่ขึ้นมา เรียกว่ามีเรื่องให้ตามเช็ดตามล้างแทบทุกเดือนซึ่งส่วนใหญ่จะจบด้วยการที่เขาต้องเข้าไปจุนเจืออยู่เสมอ ทำให้ฝ่ายภรรยาไม่พอใจและเกิดปากเสียงกันในที่สุด

พ.ญ. พรรณพิมล ให้ทางออกในเรื่องนี้ว่า “ขนาดของครอบครัวไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหา แต่ปัญหาเกิดจากความเข้าใจของคนในครอบครัวมากกว่า อย่างเช่นปัญหาที่เกิดน่าจะเกิดจากครอบครัวเก่าขาดความยอมรับวัฎจักรของครอบครัวที่ว่า เมื่อถึงวัยอันควรผู้ที่เป็นลูกหลานต้องแยกตัวออกไปเป็นครอบครัวใหม่ ไม่เป็นเขยแต่งออกก็เป็นสะใภ้แต่งเข้า แต่บางครอบครัวจะติดกับความรู้สึกเก่าๆ ที่ว่าเคยอยู่ด้วยกันมีเรื่องอะไรก็ช่วยกันแก้ไขโดยลืมไปว่าคนนั้นเขาออกไปมีสถานะภาพใหม่แล้ว

ปัญหาเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องบอบบาง ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป คนอยู่ด้วยก็ต้องช่วยด้วย ไม่ใช่ว่ามีเรื่องอะไรก็ต่อความยาวสาวความยืด ขุดเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อยู่นั่น อย่างนี้ต่อให้เขาอยากแก้ไขให้ตายก็ไม่มีวันสำเร็จ สู้อยู่สวยๆ เตรียมน้ำเย็นไว้ลูบเขา ดีกว่าเป็นน้ำร้อนรอสาด แล้วเขาจะเลือกได้เองว่าน้ำ (ร้อน-เย็น) แบบไหนสบายกว่ากัน

………………………………………………………………

Do&Don’t เมื่อพบว่าเราต่างกัน

ห้ามเด็ดขาด

1. อย่าตีโพยตีพาย แล้วโยนความผิดว่าเขาไม่บอก หรือคุณถูกหลอก ถ้าเขาโกรธ แล้วย้อนกลับมาว่าเพราะคุณฉลาดน้อยเอง จะทำให้เสียเซล์ฟเสียเปล่าๆ

2. อย่าหลอกตัวเองว่ารับได้ เพราะมันจะกัดกร่อนจิตใจเราลงไปเรื่อยๆ

3. ถ้าตกลงกันว่าจะพบกันครึ่งทาง เวลาทะเลาะกันก็ไม่ควรฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพราะมันจะไม่จบ และเพิ่มความเซ็งในชีวิตให้มากขึ้น

………………………………………………………………..

รีบทำด่วน

1. เปิดใจและยอมรับความจริง ผู้ชายกับผู้หญิงมีความแตกต่างกัน ไม่แปลกที่เขาจะคิดต่างจากเรา

2. ใช้เหตุผลในการตัดสินใจให้มากกว่าอารมณ์ ถือคติที่ว่า ยามรักใช้ความรู้สึกมากกว่าสมอง ยามโกรธใช้สมองมากกว่าอารมณ์

เมื่อหัวใจต้องเลือก. . .

เราทุกคนต้องผ่านการเลือกมาบ้างในชีวิต
และคงไม่ใช่แค่ครั้งเดียว

* * *

สิ่งที่เราตัดสินใจนั้น
อาจทำให้เราพึงพอใจมากน้อย แตกต่างกันไป

* * *

ในเรื่องที่สำคัญของชีวิต
เราย่อมต้องเลือก “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับตัวเองเสมอ

* * *

การเลือกดังกล่าวนี้ คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นมากนัก
ถ้าได้ข้อมูลอ้างอิงหรือที่ปรึกษาที่ดีพอ
แต่ทั้งหมดที่พูดมานั้นอาจไม่เพียงพอ
หรือไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

* * *

ในเรื่องเกี่ยวกับหัวใจ
บางที…ความรักก็ไม่ได้ต้องการ “สิ่งที่ดีที่สุด”
เท่ากับ “สิ่งที่ถูกใจที่สุด”

* * *

คนที่ดีที่สุด หล่อ สวย รวย เก่ง
อาจไม่ใช่คนที่ทำให้เราถูกใจที่สุดก็ได้
love – ok

* * *

บางคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ให้เราได้พบ ได้รู้จัก หรือถึงขั้นคบหา
ก็อาจไม่ใช่คนๆ เดียวกับที่เราเคยกำหนดมาตรฐาน
หรือตั้ง “สเปก” เอาไว้

* * *

เพียงแค่ขอให้เขาเป็น “คนที่ใช่”
เราก็พร้อมจะมองข้ามเรื่องของรสนิยม ให้เป็นสิ่งที่รองลงมา

* * *

สักครั้งหนึ่งในชีวิต…
ฉันคิดว่าเราควรได้ทำบางสิ่งให้กับหัวใจ
นั่นคือการได้เลือกคนที่ถูกใจที่สุดให้ตัวเอง

* * *

และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เราต้องพร้อมยอมรับผลของการตัดสินใจนั้น
หรือพูดง่ายๆ ว่าควรเผื่อใจไว้ด้วยเสมอ

* * * * * * * * * * *

ถ้าเป็นคุณ …จะเลือกใคร ??

คน ๆ นี้มีถ้อยคำเป็นสายฝน
ที่จะหยดมาแต้มความเย็นชื้นให้หัวใจคุณ
ชั่วประเดี๋ยวก็หยุด ให้คุณค้นหา
ชั่วประด๋าวมาใหม่ ให้คุณอิ่มเอม
เล่นอยู่กับสายฝนที่จริงก็สนุกดี
แต่อย่าลืมว่า เล่นกับมันมากไปก็จับไข้ได้เหมือนกัน

ถ้าคน ๆ หนึ่งเปรียบเหมือนอากาศ
เราหายใจกี่ครั้งต่อวัน ไม่มีใครนับ
และเราก็มักลืมเลือนไปว่า…
เรากำลังหายใจ เอาอากาศเข้าไปอยู่
เพราะการมีอยู่ของอากาศ เรามองไม่เห็น
และมันก็บางเบาจนคิดไม่ถึง

คิดไม่ถึงว่าที่จริง…
อากาศแวดล้อมเราอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลเลย
คน ๆ นี้ … ไม่มีถ้อยคำเป็นเม็ดเป็นหน่วย
ให้คุณจับต้องได้และมองเห็น
แต่เขาจะหยิบยื่น ในสิ่งที่คุณฝันได้เสมอ
และเติมเต็มในสิ่งที่คุณขาดหายไป
แม้ว่าคุณจะไม่มีใครเลยก็ตาม

ถ้าเป็นคุณจะเลือกใคร???
ระหว่าง … คนที่บอกว่ารักคุณมาก..
แต่เขาไม่ค่อยใส่ใจความเป็นอยู่คุณเลย
กับอีกคน … ที่ไม่เคยบอกแม้กระทั่งคิดถึง..
แต่เขารู้หมดว่า … คุณต้องการอะไร