โรงพยาบาลบ้า

ใน รพ.บ้า แห่งหนึ่ง มีคนไข้ 3 คน คือ นายสมศักดิ์, สมพล, และสมชาย.
วันหนึ่ง ผอ. นำกระต่ายสามตัวมาให้คนไข้ทั้งสาม บอกว่าให้ดูแลดีๆ
เพื่อที่ทั้งสามออกจาก รพ. แล้วจะได้เข้ากับ คนทั่วๆ ไปได้ดีหน่อย
นอกจากนั้นยังบอกไว้อีกว่าพรุ่งนี้จะมาดูกระต่าย จากนั้นก็ให้คนไข้ทั้งสามแยกย้ายกันกลับ ห้องของตน

วันต่อมา ผอ. ได้มาดูที่ห้องของนายสมศักดิ์
พอเปิดประตูมาก็ได้เห็นสมศักดิ์สวมหมวกกันน๊อคและขี่กระต่ายอยู่ ทำท่าเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์อยู่
ผอ. ถอนหายใจอย่างผิดหวังและบอกว่าหมดทางช่วยแล้ว

ต่อมา ผอ. ก็ได้ได้มาดูที่ห้องของนายสมพล
มาถึงก็เห็นสมพลสวมหมวกกันน๊อคและขี่กระต่ายอยู่เหมือนกัน ทำท่าเหมือนขี่มอเตอร์ไซค์อยู่
ผอ. ก็ถอนหายใจพร้อมบอกว่าหมดทางแล้วเหมือนกัน

พอมาถึงห้องนายสมชาย กลับเห็นสมชายนั่งลูบหัวกระต่ายอย่างเงียบๆ
ผอ.ดีใจมาก เดินไปจับมือสมชายพร้อมบอกว่า “คุณยังมีหวัง”
สมชายถามอย่างตื่นเต้นว่า “ทำไมหรือครับ?”
ผอ. จึงเล่าเรื่องที่ นายสมศักดิ์ และนายสมพลขี่กระต่ายให้สมชายฟัง ว่าสองรายนั้นหมดหวังแล้ว

สมชายตกใจมาก “อะไรนะ ! ! ! ………………………………………… พวกมันไปกันแล้วเหรอ?”
ว่าแล้วก็รีบสวมหมวกกันน็อคพร้อมกับตะโกนเสียงลั่น “บัดซบจริงๆ เลย………รอด้วยสิ”

ซอฟต์แวร์จับผิดลูกจ้าง

9 พฤศจิกายน 2544 เกิดเป็นลูกจ้างนับวันมีแต่จะถูกเจ้าของกิจการไม่ไว้วางใจ
ยิ่งบริษัทใหญ่โตขึ้นกฎระเบียบต่าง ๆ ก็ยิ่งมีความเข้มงวดมากขึ้น และ
ในโลกทุกวันนี้การสื่อสารจากทุกมุมโลกถึงกันได้หมด
แม้แต่การทำสงครามเรายังนั่งดูผ่านจอโทรทัศน์ได้
ดังนั้นไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แม้แต่ความเคลื่อนไหวด้านแรงงาน
คนทั้งโลกก็ได้รับรู้ไปด้วย หากกรณีนั้นเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก
หากนายจ้างจะกังวลกับประสิทธิภาพหรือความคิดแบบหัวก้าวหน้าของลูกจ้าง
โดยเฉพาะในระบบโรงงาน จะมีหัวหน้าคนงาน มีกลุ่มสหภาพคอยต่อรองให้
ทั้งเรื่อง ค่าจ้างและสวัสดิการต่าง ๆ ก็มีทั้งสมหวังและ ผิดหวัง

ในต่างประเทศก็มีความพยายามของนายจ้างที่ต้องการให้ลูกจ้างทำงานให้เต็มชั่วโมง
และค่าแรงที่จ่ายตอนนี้มีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฟลอริดา
สหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาซอฟต์แวร์เอาใจนายจ้างโดยเฉพาะ
ซอฟต์แวร์นี้มันสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของพนักงานระหว่างทำงานได้
และยังเก่ง ถึงขั้นวิเคราะห์จากมือและร่างกายในชั่วโมงทำงาน
จากนั้นก็จะส่งรายงานเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของนายจ้างทันที
เพียงแค่นายจ้างติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดเอาไว้
แล้วใช้ซอฟต์แวร์ตัวนี้เสริมก็เห็นลูกจ้างอยู่ในสายตาตลอดชั่วโมงการทำงาน

ข่าวยังแจ้งด้วยว่า เจ้าซอฟต์แวร์ตัวนี้ทำงานได้ผลมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดแนมแทนนายจ้างได้อย่างดี ไม่มีอู้งานหรือเข้าข้าง
ใคร และถ้าบริษัทในเมืองไทยจะซื้อมาใช้ก็คงต้องรอนานหน่อย
เพราะตอนนี้บริษัทที่เป็นเจ้าของซอฟต์แวร์ตัวนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการทางการตลาด

ขำกลิ้งทั้งจักรวาล…เรื่องจริงขององค์กรนาซ่า

องค์การนาซ่ามีภารกิจในการส่งยานอวกาศและ
มนุษย์อวกาศออกไปในท้องฟ้าอันมืดมิดอยู่ทั้งปีทั้งชาติ
ก็เลยต้องพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้มนุษย์อวกาศได้มีคุณภาพที่ดีบนยานอวกาศด้วย
ดังนั้นเครื่องมือทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือออกกำลังกาย
จาน ช้อน แก้วน้ำ โถส้วมจึงต้องถูกออกแบบให้สามารถใช้ในอวกาศได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นั่นไร้แรงดึงดูด

… ทีนี้ก็มาถึงปากกา
คนเราลองให้ไปอยู่ที่ไหนมันก็ต้องเขียนต้องจดกันบ้าง
ทั้งปากกาหมึกแห้งปากกาหมึกซึมที่เคยเอาขึ้นไปใช้ในสภาพไร้แรงดึงดูด
เวลาเขียนทีหมึกกระจายลอยละล่องไปทั่วยาน ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

ก็เลยมีการคิดค้นปากกาหรือเครื่องมือชิ้นนี้ขึ้น
ลงหนังสือพิมพ์ป่าวประกาศให้นักประดิษฐ์ทั้งหลายช่วยกันคิดด้วย

ก็มีการเสนอสิ่งประดิษฐ์นี้ขึ้นมากันใหญ่
บางคนเสนอให้ใช้หมึกที่สารผสมของเหล็กเพื่อเขียนบนกระดาษผสมสารแม่เหล็ก

บางคนเสนอการใช้ปากกาที่ต้องมีแบตเตอรี่
และเขียนด้วยเลเซอร์ลงบนกระดาษที่คล้ายๆ แผ่นฟิล์มรับแสง

เสนอกันไปต่างๆ นานา องค์การนาซ่าเองก็ต้องคอยพิจารณาหลายๆ ทางเลือก
เพราะบางชิ้นแก้ปัญหาสภาวะไร้แรงดึงดูดได้
แต่น้ำหนักมากเกินไปที่จะเป็นเครื่องมือเขียน
บางชิ้นแก้ปัญหาทุกอย่างได้หมด และน้ำหนักก็เบาพอแล้ว แต่ราคาหนักเกินไปเสียอีก

แก้กันอยู่หลายเดือน วันดีคืนดีก็มีโทรศัพท์จากแม่บ้านคนหนึ่งโทรเข้ามาที่นาซ่า
ปัญหาทั้งหมดก็คลี่คลายลงด้วยคำแนะนำง่ายๆ สั้นๆ จากแม่บ้านท่านนั้น

เธอโทรศัพท์มาบอกว่า
“ทำไมไม่ลองดินสอดูบ้างละคะ”
แล้วเสียงหัวเราะก็ดังลั่นไปทั่วจักรวาล…..

กฎหมายไอทีใช้แน่ 4 เมษายน

จาก เดลินิวส์ พ. ที่ 26 ธ.ค. 44
กฎหมายไอทีมีผลบังคับใช้ 4 เมษายนปีหน้า เนคเทคเตรียมกำหนดวิธีสรรหาคณะกรรมการ
ที่จะต้องจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ส่วนธุรกิจออกใบรับรองลายมือชื่อฯ
ชี้ซีเอที่ทำธุรกิจอยู่แล้วควรปรับตัวรับกฎหมาย

นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
(เนคเทค) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากฎหมายไอทีฉบับแรกของไทยว่า
กฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 เมษายน 2545
ซึ่งในระหว่างนี้จะออก พระราชกฤษฎีการองรับรายละเอียดของกฎหมาย
รวมทั้งกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่และวิธีการสรรหาคณะกรรมการ
ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะต้องจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้
โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าว จะต้องมาจากภาครัฐ 6 คนและภาคเอกชน 6 คน
ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจการรับรอง ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือซีเอ
ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
ควรจะปรับให้เข้ากับกฎหมายเพื่อให้ประชาชนผู้ใช้บริการเกิดความเชื่อมั่น

ฉบับต่อไปคือกฎหมายเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศให้ทั่วถึง
และเท่าเทียม ขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
อยู่ระหว่างนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คงจะนำเข้าสภาผู้แทนราษฎรได้ในสมัยประชุมหน้า
และกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ (เอ็นไอทีซี) แล้ว
อยู่ระหว่างเสนอ ครม. เห็นชอบในหลักการ ส่วนร่างกฎหมายเกี่ยวกับ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์
จะเสนอต่อที่ประชุมเอ็นไอทีซีในเดือนมกราคม และกฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
ขณะนี้อยู่ระหว่างร่างเนื้อหา คาดว่าจะเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากนี้.

ผัก

อาจารย์ เพื่อน ๆ พี่ ๆ และน้อง ๆ ที่รัก,อ่านเมล์นี้แล้ว หากเห็นด้วย
โปรดส่งต่อไปถึงคนที่ท่านรู้จักให้ได้รับรู้กันมาก ๆ
ก็จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ขอบคุณค่ะเมื่อวันที่ 3 กุมภา มีเพื่อนมาทานอาหารที่บ้าน
เพื่อนซื้อกับข้าวที่มีผักกาดหอมและถั่วฝักยาวเป็นเครื่องเคียงมาด้วย
เมื่อทานกันไม่หมด จึงเอาผักนั้นไปวางเป็นปุ๋ยไว้ที่โคนต้นไม้ สิบวันต่อมา
เมื่อกลับมาบ้านอีกครั้ง ผักที่วางไว้ที่โคนต้นไม้
ท่ามกลางอากาศค่อนข้างร้อนของต้นเดือนกุมภา ยังเขียวสด ใบยังแข็งตึง
แทบจะหยิบมากินอีกได้ หยิบขึ้นมาพิจารณาดูก็เห็นว่าไม่มีทีท่าจะเหี่ยวเน่าเลย
แม้กระทั่งวันนี้ (ที่ 15 กุมภา – ซึ่งก็คือผ่านไปนานถึง 12 วันแล้ว ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่)

ผักนั้นน่าจะถูกแช่มาอย่างแรงด้วยสารอะไร?อยากให้ทุกท่านลองนึกภาพเมื่อผักหรือ
ผลไม้ในสภาพเช่นนี้เข้าไปอยู่ในกระเพาะของคนทำงานเร่งรีบ
และปกติก็ย่อยยาก อย่างคนเมืองเช่นพวกเรา
ลองนึกต่อไปถึงสารสะสมที่ร่างกายจะเก็บไว้ จากที่ผัก ผลไม้
และเนื้อสัตว์แช่สารพิษเหล่านั้น ทิ้งไว้ในร่างกายของเราในระยะยาว
แล้วลองถามตัวเองว่า คนทำงานเสียภาษีจำนวนไม่น้อยเช่นพวกเรา
ควรทนต่อไปหรือไม่?หากจะพูดกันว่าคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ
กำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่กว่าของชาวต่างจังหวัดเป็นอย่างยิ่งนั้น
ต้องบอกว่าไม่ผิดเลย แต่ทำไมพวกเราต้องทนกับสภาพเช่นนี้
อาหารที่พวกเราซื้อกินกันอยู่ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้นั้น มันแย่พอ ๆ กับขยะ
ไม่ให้ประโยชน์กับร่างกายน่ะยังไม่เท่าไหร่
แต่ยังแถมโทษให้อีกด้วยนี่เป็นเรื่องไม่น่าทนอีกต่อไปแล้ว
แม้ผักที่ชื่อว่าปลอดสารพิษก็น่าจะลองซื้อมาวางตากแดดกันดูบ้าง

ดูซิว่าจะอยู่ได้คงทนถึงสิบวันอย่างผักธรรมดานี่ไหมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคทำอะไรอยู่?
พวกเราเสียภาษีให้เขาทำงานเพื่อดูแลพวกเราหรือเปล่า?หากท่านเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกทนไม่ได้
กรุณาส่งต่อเมล์นี้ไปยังคนรู้จักให้มาก ๆ แล้วเรามารวมตัวกันเพื่อทำอะไรบางอย่างให้กับ
สุขภาพของเราเองเสียที
ขอบคุณ

ฉัตรนคร องคสิงห์