ปูดด้วยแดงด้วย

ไม่ได้เขียนไดนานมากๆ
ย้ำค่ะว่านานมากๆ
ได้แรงบันดาลใจจากหลิงเรื่อง “ผู้หญิงบ้านๆ”
ก็ตอนนี้อยู่บ้านเต็มตัว ดูแลลูกลิง

วันนี้เจแปนจอมซนไปนั่งบน sofabed ตามเคย
ให้ลงมาก็ส่ายหน้า…ม่ายอาววววว
พูดยังไม่ได้ แต่หนูบอกได้นะแม่
เล่นไป ปีนไป กระโดดๆๆๆ
สุดท้ายก็ … ตุ๊บ
อ้าวกรำ คว้าไม่ทัน แม่มันหยุดหายใจเลย

ลูกลิงน้อยหัวทิ่มเข้าหลืบโซฟา
ร้องไห้ .. น่าสงสาร
มาแม่กอดนะ ..โอเคหยุด

เราก็รีบวิ่งไปเอาเจลเย็นมาประคบ
ปรากฏว่าร้องหนักว่าตอนหัวทิ่มอีก
ผ่านไป 10 นาที..หัวลูกชายก็ปูดด้วยแดงด้วย
กลายเป็นนกกะปูดไปเลย
พรุ่งนี้เจแปนก็ลืม
แล้วก็ซนเหมือนเดิมแน่ๆ

car seat ของหนู

เมื่อ3วันที่แล้วเพิ่งไปถอย Viosตัวใหม่ล่าสุด สี Greyish Blue Metallic ก็พาน้องเจแปนไปด้วย เสร็จสรรพ เอาคาร์ซีทที่เพิ่งสั่งซื้อมาใส่เข้าไป เท่ห์ใช่ย่อย
ตอนแรกก็กลัวๆอยู่ว่าลูกเราจะยอมนั่งมั้ยหว่า….
เพราะพี่สาวเคยเล่าให้ฟังว่าลูกสาวเค้าไม่ยอมนั่งคาร์ซีท อุตสาห์ซื้อมาเหยียบหมื่น คิดแล้วก็เสียวหลังวูบๆ เพราะอันนี้ราคาก็พอๆกัน
ถ้าไม่นั่งแม่ก็ต้องอุ้มกระเตงกันตลอดเวลาเป็น 7 elevenเลยล่ะ และที่สำคัญแม่จะเอาคาร์ซีทไปนั่งเองก็ม่ะได้
ของเด็กสมัยนี้นี่ราคาใช่ย่อยจริงๆ ….
ก็ขับรถไปให้หลวงพ่อรองเจ้าคณะจังหวัดเจิมให้.. ไกลจากบ้านประมาณ 30 กิโลได้ .. เปิดเพลง Mozart ไปในรถ กันน้องเจแปนงอแง แต่พ่อมันกลับบอกว่า คนขับจะหลับในอยู่แล้วววว… เออ เปิดให้ลูกฟัง ถ้าพ่อไม่คิดจะพัฒนาทางสมองก็ไม่ต้องฟังก็ได้นะพ่อนะ
ผ่านไปได้ครึ่งทาง หันมาอีกที หลับคาคาร์ซีทไปเรียบร้อย แถมยังทำน้ำจิ้มย้อยใส่อีกต่างหาก เอ๊า เอากะเค้าหน่อย..
สรุปพอถึงวัดก็ตื่นมมาดูพิธีเจิมรถ ให้หลวงตาเป่ากระหม่อมให้.. นี่ตั้งแต่เกิดมาเจอพระเป่าไป 3 รูปแล้วนะเนี่ยลูก..เพิ่งจะได้ 3 เดือนกว่า เซี้ยวจริงๆ
ขากลับก็หลับตามฟอร์ม..แม่มันดีใจอย่างบรรยายไม่ถูก…โอ…ววว..
ลูกรัก คุ้มค่ากับการเสียตังค์จริงๆ ไว้ปลายเดือนแม่จะพาไปช้อปกระจายที่ Central นะลูก

ที่มาและบรรพบุรุษของพุดดิ้ง (プリン)

:: ต้นกำเนิด
ต้องขอย้อนไปเมื่อสมัย ศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งเป็นสมัยที่คนเชื่อว่าโลกกลม ทำให้มีการออกสำรวจดินแดนใหม่สำหรับนักเดินทางยุคต้น ๆ ของศตวรรษ ในสมัยนั้นประเทศสเปนและอังกฤษซึ่งเป็นประเทศผู้นำในการเดินทางสำรวจและยึดครองดินแดนใหม่กันอย่างคับคั่ง ในช่วงนั้นประเทศอังกฤษสามารถเอาชนะและยึดครองดินแดนและชายฝั่งทะเลได้ถึง 7 แห่ง แต่ความราบรื่นนั้นย่อมแฝงไปด้วยความขมขื่นเสมอ
เรือรบของอังกฤษที่เข้าร่วมสงครามครอบครองดินแดนนั้นประสบปัญหาเกี่ยวกับปากท้องของลูกเรือขึ้น เพราะการออกเดินทางแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาอยู่กับท้องทะเลนานหลายเดือน อาหารที่มีอยู่ก็ร่อยหรอ มิหนำซ้ำ บางครั้งอาหารที่ทำจะเหลือทิ้งไปเปล่าประโยชน์เพราะใช้ทานในวันต่อไปไม่ได้ก็ตาม จำเป็นต้องทิ้ง เหตุนั้นเอง พ่อครัวหัวใสจึงคิดเมนูที่สามารถทำแล้วถนอมอาหารไว้ทานได้เป็นเวลานาน โดยเค้าใช้ส่วนผสมง่าย ๆ คือ เศษขนมปัง แป้งสาลี และไข่ไก่ ผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าสะอาด นำไปอบ เป็นอันเสร็จ ตรงกับ concept (ง่าย ๆ กินได้หลายวัน) และนั่นเองเป็นเหตุที่มาของตำนาน พุดดิ้ง จากข้อมูลนั้นไม่ได้บอกอย่างละเอียดว่าทำไมพุดดิ้งถึงสามารถแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปได้ เพราะเจ้าของสูตรต้นตำรับเป็นพ่อครัวบนเรือ แต่จากการสันนิษฐานแล้ว คงจะเป็นเพราะรสชาติที่ถูกปาก และทานได้ง่าย ทำให้ลูกเรือติดอกติดใจ และจำสูตรนั้นไปบอกต่อให้กับคุณแม่บ้าน ปากต่อปาก อีกทั้งรสชาติยังเป็นที่นิยม ทำให้พุดดิ้ง แพร่หลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากเกียรติศัพท์ของความอร่อยและวิธีทำที่ไม่ซับซ้อนนี้เอง พุดดิ้งจึงขยายความนิยมไปทางแถบเอเชียของเราและที่ประเทศญี่ปุ่น พุดดิ้ง ได้รับความสนใจในช่วงยุคสมัยเมจิ (พ.ศ.2411-2455) ถ้าหากเทียบกับสมัยของประเทศไทยแล้วก็คือ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั่นเอง

::ทำไมถึงมีชื่อเรียกว่า พุดดิ้ง(Pudding)
ตามรากศัพท์ของภาษาอังกฤษในยุคโบราณ จะเรียกว่า puduc ซึ่งแปลว่า ของที่มีรูปร่าง ลักษณะบวมเป่ง เต่งตึง ซึ่งตรงกับรูปลักษณ์ของเจ้าพุดดิ้ง ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียก ซึ่งแปลจากภาษาอังกฤษในยุคกลาง คือ podding คำนี้มาจากลักษณะของพุดดิ้ง ที่ไปตรงกับลักษณะของไส้กรอกชนิดหนึ่ง จึงเรียกเป็นคำเดียวกัน และคำปัจจุบันที่ใช้เรียกคือ pudding คำนี้จะใช้เรียกประเภทอาหารที่ทำโดยการอบทุกชนิด ถัดจากนั้นมาจึงมีการคิดเมนูใหม่ ๆ ของอาหารที่ทำด้วยการอบหลายชนิด แต่ยังคงใช้คำว่า pudding ต่อท้ายในเมนูหลาย ๆ ชนิด ตัวอย่างเช่น rice-pudding , bread and butter-pudding, black-pudding , chocolate-pudding ฯลฯ และพุดดิ้งก็ยังใช้เป็นเมนูหลักไปจนถึง ของหวาน อีกด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ผู้คนเค้าก็เรียกว่า pudding กันล่ะคับ แต่ว่าด้วยความผิดแผกของสำเนียง และการส่งต่อทางภาษาเอง ทำให้คำว่า pudding นั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็น podding บ้าง และอีกหลาย ๆ คำ แต่ท้ายที่สุดผู้คนเค้าก็ใช้คำว่า พูริง (puring) ซึ่งเป็นคำที่เรียกง่าย และตรงความหมายกับหน้าตาของพุดดิ้งที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพุดดิ้งชนิดหนึ่งที่เรียกว่า custard-pudding

:: ส่วนประกอบของพุดดิ้ง
ถ้าหากเราจะทำพุดดิ้งให้ตามสูตรของประเทศต้นตำรับคือประเทศอังกฤษแล้วล่ะก็ จะต้องเตรียมส่วนผสมดังนี้คือ แป้งสาลี ข้าว น้ำมันหมู เนื้อ ไข่ไก่ นม เนย ผลไม้ และของที่เราชอบ ใส่ลงไปผสมกัน จากนั้นเติมน้ำตาล เกลือ ตามด้วยเครื่องปรุงรส และแต่งกลิ่นตามชอบใจ เสร็จแล้วนำไปนึ่ง และอบให้พอดีเป็นอันเสร็จพร้อมเสริฟ
สำหรับรูปร่างหน้าตาและรสชาติที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้น ผมไม่สามารถรับประกันได้(ไม่เคยลองทำเหมือนกัน) แต่สูตรที่ได้มารับรองว่าเป็นต้นตำรับจากเมืองผู้ดีแน่นอนครับ ถ้าหากใครมีความสนใจ และมีเวลาว่าง สามารถนำสูตรนี้ไปลองทำทานได้ ยิ่งถ้าหากเป็นคุณแม่บ้านด้วยแล้ว เมนูพุดดิ้งของเราอาจจะทำให้คุณพ่อบ้านถูกอกถูกใจ จนทำให้ไม่ออกไปทานอาหารนอกบ้านเลยก็เป็นได้

เที่ยวเกียวโต

หลายๆคนที่เคยดูการ์ตูนเรื่องอิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญาก็คงจะคุ้นกับประสาทกลางน้ำสีทองของท่านโชกุนเป็นอย่างดี…
ปราสาทสีทองที่เห็นนั้นมีชื่อว่า คิงคาคุจิ คิงที่แปลว่าทองนั่นเองนะค่ะ
ตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่น มีโอกาสได้นั่งรถไฟชินกังเซน..ที่เร็วมากๆ จากเมืองโตเกียวไปเมืองเกียวโต–เมืองหลวงเก่าแก่
ระยะทางประมาณ 800 กม. แต่ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 ช.ม.เองค่ะ
ไปเที่ยววัดคิโยมิซึเดระ(วัดน้ำใส).. กิงคะคุจิ ..คิงคะคุจิ..

วัดน้ำใส ( Kiyomizu Dera) วัดซึ่งมีวิหารใหญ่ ( Hondo ) ตั้งอยู่บนไหล่เขา รองรับด้วยเสาไม้มหึมาโดยมีระเบียง (บุไต)
อันเป็นเวทีร่ายรำชะโงกเงื้อมเหนือหุบเหว คนญี่ปุ่นจะเปรียบเทียบผู้ที่ต้องเสี่ยงครั้งสำคัญในชีวิตว่าเหมือนกับการกระโดดลงจากระเบียงแห่งนี้
เบื้องหลังวิหารใหญ่คือ ศาลเจ้าจิชู ( Jishu) เป็นที่ประทับของเทพแห่งความรักและราบรื่นในชีวิตสมรส ที่นี่มี หินตาบอด ( Mekura-ishi)
ซึ่งห้ามเดินข้ามแต่หากสาวๆจะเดินผ่านต้องหลับตา เชื่อกันว่าถ้าหากสามารถเดินท่องชื่อคนรักในใจได้ไกลถึง 20 เมตรแล้วความรักและชีวิตคู่

ที่ประทับใจและดูคุ้นตาสุดๆก็คือวัดศาลาทอง (Kinkaku Ji) เป็นวัดที่รู้จักกันดีที่สุดในเกียวโต ตัวศาลาทองนั้นหุ้มด้วยทองคำเปลวทั้งหลังมี 3 ชั้น
โดยชั้นแรกมีลักษณะเป็นพระราชวัง ชั้นที่สองเป็นแบบบ้านซามุไร ชั้นที่สามเป็นแบบวัดเซน และเป็นที่มาของการ์ตูนคลาสสิกตลอดการ อิคคิวซัง …..
โดยตั้งอยู่ที่คิตะคุ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกียวโต วัดนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Rokuon-jiซึ่งตั้งโดยโชกุนองค์ที่3 ชื่อ Ashikaga Yoshimitsu
และค้นพบโดย Musô Soseki

การเดินทางไปมาที่นี่ก็ใช้รถเมล์ อยากบอกว่าค่าครองชีพที่เกียวโตถูกกว่าที่โตเกียวเยอะทีเดียว อาหารการกินก็เป็นแบบพื้นบ้านมากๆ อร่อยและสวยงาม
ใครที่มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นก็อย่าลืมแวะไปเกียวโตนะค่ะ แล้วจะประทับใจสุดๆรูปที่ญี่ปุ่น

ขจัดพวกจับผู้ชาย

ขจัดพวกจับผู้ชายให้พ้นชีวิตรักได้อย่างไร

ถ้าคุณสังเกตเห็นว่า ผู้หญิงอันตราย คนนั้นมีทีท่าว่าจะเข้ามายุ่งกับผู้ชายของคุณ นี่คือวิธีที่คุณควรทำเพื่อขัดขวางการบุกรุก

เมื่อมีผู้หญิงคนอื่นหมายตาผู้ชายของคุณ คุณอาจจะรู้สึกได้ทันทีถึงแม้ว่ามันจะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันก็ชัดเจนว่าเธอปลื้มเขาเอามากๆ และเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

“ผู้ชายมักจะถูกดึงดูดโดยนักล่าผู้ชาย นั่นก็เพราะว่าเธอทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น และเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังตกหลุมพลางของเธอ” ดอน เดวิด ลัสเทอแมน ผู้เขียนเรื่อง Infidelity A Survival Guide บอก แต่คุณต้องไม่เพิกเฉยเรื่องนี้ และนี่คือวิธีที่จะสู้

++ เข้าใจว่าเธอเป็นใคร ++
“ผู้หญิงที่จะจับหนุ่มของคุณส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะเป็นเพื่อนซี้ของเขา หรืออาจเป็นแฟนเก่าที่ต้องการจะกลับมาจุดไฟเก่า” อลิซาเบ็ธ แลนเดอร์ ผู้เขียนเรื่อง The Script: The 100 Percenht Absolutely Predictable Things Men Do When They Cheat บอก เธออาจจะแค่อยากมีอะไรกับเขาเพื่อเซ็กซ์ แล้วก็ไปหาเหยื่อคนอื่นๆ แต่ในบางราย เธออยากจะหมายมั่น แต่งงานหรือมีความสัมพันธ์ที่ยืนยาว

++ ให้ความสนใจทันที ++
คุณรู้ว่าเขากับ “เพื่อน” เฟลิตกันสนั่นเมือง หรือรู้ว่าเขาไปดินเนอร์กับเพื่อนร่วมงานอาทิตย์ละหลายครั้ง บอกเขาว่า “ฉันรู้สึกไม่สบายใจเลยกับความสนิทสนท/เธอชวนคุณออกไปดื่มหลังเลิกงาน บ่อยไปหน่อยนะ คุณอาจจะไม่รู้ แต่ฉันรู้นะว่า เธอต้องการ และฉัน อยากให้คุณใส่ใจกับความรู้สึกฉันบ้าง” ซูซาน ซาปผิโร บาราช ผู้เขียน เรื่อง A Passion for More: Wiver Reveal the Affairs That Make or Break Their Marriages แนะนำไว้ “คุยกันเรื่องนี้สร้างความเครียดได้” ลัสเทอแมนบอก “แต่ความไม่ซื่อสัตย์จะดำเนินต่อไปถ้าไม่ถูกเปิดเผย”

++ เข้าใกล้ด้วยความระวัง ++
ในหนัง คุณมักจะเห็นผู้หญิงต่อสู้กันเพื่อแย่งผู้ชาย แต่เก็บเขี้ยวเล็บของคุณไว้ “เธออาจจะเอามันขึ้นมาแก้เผ็ดคุณโดยการบอกเขาว่า “แฟนคุณระแวงมากไปรึเปล่า ทุกอย่างโอเคมั้ย? และเธอก็จะทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นผู้หญิงใจกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชายชอบ” แลน เดอร์บอก แต่ในขณะเดียวกันคุณก็อย่างไปใจดีมากไป “พวกจับผู้ชายจะไม่สนคุณหรอก” บาราชบอก “การพยายามทำตัวดีกับเธอมีแต่จะทำให้คุณดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงต่อสู้”

แล้วคุณควรทำตัวอย่างไรดีล่ะ “จ้องตาเธอเมื่อมีการเผชิญหน้า” ลัสเทอแมนบอก “จับมือผู้ชายของคุณไว้ แต่อย่าลูบคลำไปทั้งตัวนะ เดี๋ยวเธอจะยิ่งรู้สึกอยากจะมายืนแทนที่คุณ” หากเธอยังมารบกวนคุณถึงที่บ้านหรือโทร มาก่อกวน คุณก็บอกกับเธอไปเลยว่า “พวกเรารู้สึกไม่ดีกับการที่คุณมาแวะเวียนบ่อยๆ อย่างนี้” ลัสเทอแมนบอก

++ อย่ายื่นคำขาด ++
ถึงคุณจะได้พูดไปแล้วว่า เขาก็ยังไม่โทรหา คุณบ่อยเหมือนแต่ก่อน หรือเขายังมีข้อแก้ตัวตลอด อย่าได้โกรธและท้าเขาทำนองว่า “เลือกเอาระหว่างเธอและฉัน” ลัสเทอแมนบอก “ถ้าเขาอารมณ์ไม่ดีเขาอาจจะเลือกเธอ” พูดอย่างนี้ดีกว่า “ถ้าคุณยังอยากให้ความสัมพันธ์เราดีอยู่ ช่วยจัดการเรื่องนี้ที อย่าทำเป็นปิดบังฉัน เราสองคนก็ยุ่งไม่ค่อยมีเวลา อย่าให้ต้องมีเรื่องอื่นมากวนใจ และเรายังมีความสุขกัน อยู่รึเปล่า” ลัสเทอแมนแนะ “เรื่องเหล่านี้มักจะเกิดเมื่อคุณละเลยขาดความใส่ใจ และเขารู้สึกเหงาๆ”

พวกจับผู้ชายจะเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อเธอรู้สึกว่าผู้ชายของคุณไม่สนใจเธอ และนั้นเป็นสิ่งที่คุณทั้งสองจะต้องทำให้เธอเห็น