It is difficult to get a man to understand something, when his salary depends upon his not understanding it!
– Upton Sinclair (Sept 20, 1878 – Nov 25, 1968)
Author Archives: เพลย์บอย
กูเกิล พลัส (Google+)
กูเกิล เปิดให้บริการ “กูเกิล พลัส” เว็บไซต์สังคมออนไลน์แล้ว หวังแข่งกับ เฟซบุ๊ก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการมากกว่า 500 ล้านราย โดยบริการ “กูเกิล พลัส” (Google+) จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถแบ่งปันภาพถ่าย ข้อความ แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งรวมถึงบริการแผนที่ หรือ กูเกิล แม็ป (Google Map) และภาพเข้าไว้ด้วยกัน แต่ก็ยังใช้บริการอื่น ๆ ของ กูเกิล ได้เช่นเดิม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ภายในกลุ่มได้อย่างง่ายดาย
สำหรับ กูเกิล พลัส จะมีบริการหลัก ๆ ทั้งสิ้น 5 ประเภท ประกอบด้วย
- Circles (หรือการแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับบุคคลใกล้ชิด)
- Hangouts (บริการพูดคุยผ่านระบบวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์)
- Huddle (การแชทเป็นกลุ่มในครั้งเดียว)
- Instant Upload (บริการอัพโหลดภาพและวิดีโอส่วนตัว)
- Sparks (บริการแบ่งปันวิดีโอและบทความ)
ทั้งนี้ ทาง กูเกิล ครองส่วนแบ่งตลาดเซิร์ช เอ็นจิ้น มากกว่าสองในสามของสหรัฐฯ และพยายามหาทางแข่งขันกับ เฟซบุ๊ก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความพยายามก็ประสบความล้มเหลว หลังบริการ กูเกิล เวฟ (Google Wave) และ กูเกิล บัซ (Google Buzz) ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการมากนัก
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางราย ระบุว่า กูเกิล ได้นำเนื้อหาบางส่วนของ เฟซบุ๊ก มาออกแบบเสียใหม่ โดยเพิ่มบริการวิดีโอแชท หรือการพูดคุยผ่านวิดีโอเพิ่มเติมเท่านั้น และ กูเกิล อาจไม่สามารถทำให้สาวกของเฟซบุ๊กเปลี่ยนใจมาใช้บริการใหม่นี้ได้ เนื่องจากผู้ใช้ เฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่ก็จะมีสังคมของตนเองอยู่แล้ว อีกทั้ง บริการ กูเกิล พลัส ยังเปิดให้ใช้ในวงจำกัดเท่านั้น แม้ว่าในอนาคตจะมีแผนที่จะเปิดให้ผู้ใช้ในวงกว้างเร็ว ๆ นี้ ดังนั้น การที่ กูเกิล จะชักจูงให้ผู้ใช้เหล่านั้นหันมาสนใจบริการกูเกิล พลัส จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
รู้่จักประเทศไทย: ครั้งแรก
จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นทั้งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งถึงเกือบ 15 ปี และนายกฯ คนแรกที่รัฐประหารตนเอง
พรรคประชาธิปัตย์ มีอายุยาวนานถึง 62 ปี
พรรคไทยรักไทย มี ส.ส.ถึง 377 คน จากการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548
นายสมัคร สุนทรเวช เป็นทั้งนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งเมื่ออายุ 72 ปี และผู้ว่าฯ กทม.ที่ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนนเกิน 1 ล้านเสียง
การเลือกตั้งครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476
จังหวัดที่มีจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มากที่สุด (ไม่นับกรุงเทพมหานคร) คือ จังหวัดนครราชสีมา มีได้ 16 คน (ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550)
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543
การเลือกตั้งครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้เป็นโมฆะ คือ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 เนื่องจากผู้พิพากษาเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การลงประชามติครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2550 เป็นการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
การแถลงนโยบายรัฐบาล นอกอาคารรัฐสภาครั้งแรก และที่ใช้เวลาสั้นที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ การแถลงนโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อสมาชิกรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ณ วิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างเวลา 11.20-13.15 น. รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 50 นาที
การชุมนุมทางการเมืองของประชาชนครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2500 เพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ชนะการเลือกตั้งโดยทุจริต
รัฐประหารครั้งแรก เกิดขึ้นในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2476 โดย พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา
รัฐประหารตนเอง เกิดขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 โดย จอมพลแปลก พิบูลสงคราม และครั้งที่สอง ในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดย จอมพลถนอม กิตติขจร
กบฏครั้งแรก คือ กบฏ ร.ศ. 130 เมื่อปี พ.ศ. 2455 นำโดย ร้อยเอก ขุนทวยหาญพิทักษ์ (หมอเหล็ง ศรีจันทร์) พร้อมผู้ริเริ่มก่อการอีก 6 คน แต่ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานอภัยโทษ
พรรคการเมืองที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภามากที่สุด คือ พรรคไทยรักไทย ได้ทั้งหมด 377 คน จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548
พรรคการเมืองที่มีอายุยาวนานที่สุดที่ยังดำเนินการอยู่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ (ก่อตั้ง: 5 เมษายน พ.ศ. 2489)
ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของไทย คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อปี พ.ศ. 2475
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรก คือ นายชำนาญ ยุวบูรณ์
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง คือ นายธรรมนูญ เทียนเงิน สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
บุคคลที่ได้รับเลือกตั้ง ขณะที่มีอายุสูงที่สุด คือ พันเอกสมคิด ศรีสังคม ส.ว.จังหวัดอุดรธานี จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2543 ขณะมีอายุ 82 ปี 2 เดือน 4 วัน
บุคคลที่ได้รับคะแนนจากการเลือกตั้งสูงสุดของประเทศไทย (นับรวมการเลือกตั้งทุกรูปแบบ) คือ นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากการเลือกตั้งในวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 โดยได้รับคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน
บุคคลที่ได้รับเลือกตั้ง ขณะที่มีอายุน้อยที่สุด คือ นางประไพพรรณ เส็งประเสริฐ จากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2544 ขณะมีอายุ 25 ปี 9 วัน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสุภาพสตรีคนแรกของประเทศไทย คือ นางอรพิน ไชยกาล ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานี จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2492
นายกรัฐมนตรีคนแรก คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์)
นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด คือ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) รวมเวลา 14 ปี 11 เดือน 18 วัน
นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุด คือ นายทวี บุณยเกตุ รวมเวลา 18 วัน
บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่มีอายุน้อยที่สุด คือ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ขณะที่มีอายุได้ 40 ปี 4 เดือน 17 วัน รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2488
บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่มีอายุมากที่สุด คือ นายสมัคร สุนทรเวช ขณะที่มีอายุได้ 72 ปี 7 เดือน 16 วัน รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551
คณะรัฐมนตรีชุดแรก มีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร (ตำแหน่งเทียบเท่านายกรัฐมนตรี) และมีคณะกรรมการราษฎร (ตำแหน่งเทียบเท่าคณะรัฐมนตรี) ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 และสิ้นสุดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2475
รู้่จักประเทศไทย: การศึักษา
โรงเรียนรัฐบาลอายุยาวนานที่สุด ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ คือ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2425 (อายุ 129 ปี)
โรงเรียนเอกชนอายุยาวนานที่สุด ที่ยังเปิดดำเนินการอยู่ คือ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2395 (อายุ 159 ปี)
สถานศึกษาทางแพทยศาสตร์ที่มีอายุยาวนานที่สุด คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสืบทอดจากโรงเรียนแพทยากร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2432 (อายุ 122 ปี)
สถานศึกษาทางนิติศาสตร์ที่มีอายุยาวนานที่สุด คือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสืบทอดจากโรงเรียนกฎหมาย ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2440 (อายุ 114 ปี)
มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งแรก คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2459 (อายุ 95 ปี) เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งแรก คือ มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2517 (อายุ 36 ปี)
มหาวิทยาลัยของรัฐในปัจจุบันที่เริ่มก่อตั้งมายาวนานที่สุด คือ มหาวิทยาลัยมหิดล เขตบางกอกน้อย เขตพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอเมืองฯ จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเริ่มตั้งแต่การเป็นโรงเรียนแพทยากร เมื่อ พ.ศ. 2432 ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2486 และเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อ พ.ศ. 2512
มหาวิทยาลัยเอกชนในปัจจุบันที่เริ่มก่อตั้งมายาวนานที่สุด คือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร และ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ก่อตั้งเป็นโรงเรียนไทยเทคนิคเมื่อ พ.ศ. 2505 (อายุ 48 ปี) ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2527
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลแห่งแรก คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2533 (อายุ 20 ปี)
มหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุด และมีผู้สำเร็จการศึกษามากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ) มีวิทยาเขต 10 แห่ง 1.วิทยาเขตหนองคายจังหวัดหนองคาย 2.วิทยาเขตนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 3.วิทยาเขตเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 4.วิทยาเขตขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 5.วิทยาเขตนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 6.วิทยาเขตอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 7.วิทยาเขตแพร่ จังหวัดแพร่ 8.วิทยาเขตสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 9.วิทยาเขตพะเยาจังหวัดพะเยา 10.วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จังหวัดนครปฐม
สถาบันอุดมศึกษาที่มีวิทยาเขตมากที่สุด คือ สถาบันการพลศึกษา มีจำนวน 16 วิทยาเขต
มหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ใช้ชื่อจังหวัด และแห่งแรกที่ตั้งขึ้นในส่วนภูมิภาค คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยที่มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุด คือ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมพื้นที่มากกว่า 10,000 ไร่
มหาวิทยาลัยแห่งแรกที่มีวิทยาเขตอยู่นอกกรุงเทพมหานคร คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน หรือ วิทยาลัยการศึกษาบางแสน (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยบูรพา)
มหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ทะเลมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง (หาดราชมงคล)
มหาวิทยาลัยที่มีต้นไม้ภายในบริเวณสถาบันมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตในจังหวัดเดียวกันมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เมือง จังหวัดนราธิวาส
Computer Vision Syndrome
Computer vision syndrome (CVS) เป็นกลุ่มอาการของตาและสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์ อาการจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้เวลากับคอมพิวเตอร์นานมากขึ้น อาการของ Computer vision syndrome จะมีอาการเมื่อยล้าตา ปวดตา เคืองตา ตาแห้ง น้ำตาไหล ตามัว เห็นภาพซ้อน ปวดคอ หลังและไหล่
แนวทางการแก้ไข
จอคอมพิวเตอร์จะให้ภาพที่ดีขึ้นกับ
1. Refresh rate หมายถึงอัตราการกระพริบของจอภาพ จอที่มีค่า refresh rate ต่ำทำให้ตาต้องทำงานมากเพราะภาพที่ได้จะมีการสั่นและกระพริบ. ความถี่ที่เหมาะสมคือ 70 Hz (hertz) หรือมากกว่า. ค่า refresh rate ของจอคอมพิวเตอร์ชนิด CRT สามารถปรับได้ที่ start/settings/control panel/display/ settings/advanced
2. Resolution หมายถึงความหนาแน่นของ pixel ถ้ามีความหนาแน่นของ pixel สูงจะมีรายละเอียดมากกว่า เช่น 800 x 600 resolution จะมีรายละเอียดมากกว่า 640 x 480. โดยทั่วไปความหนาแน่นของ pixel สูงจะดีกว่าแต่ต้องดูที่ refresh rate ด้วยเพราะถ้ามี resolutions สูงแต่ refresh rate ไม่สูงพอภาพก็อาจไม่ดีได้. ข้อเสียของ resolution สูงคือภาพและข้อความจะมีขนาดเล็กลงและข้อดีของ การใช้จอคอมพิวเตอร์ที่มี resolutions สูงจะทำให้สบายตากว่า
3. Dot pitch คือระยะห่างระหว่างรูของช่องโลหะ มีผลต่อความคมชัด. จอคอมพิวเตอร์ปกติมีค่า 0.25-0.28 มม. ค่าต่ำแสดงว่ามีความคมชัดมาก ฉะนั้นค่าที่ดีคือ 0.28 มม. หรือต่ำกว่า ค่า Dot pitch นี้ไม่สามารถปรับได้
4. ควรปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้มีความสว่างเท่ากับภาวะแวดล้อม ส่วน contrast ควรปรับให้สูงเพื่อให้การโฟกัสและการมี binocularity ง่ายขึ้น. แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ทำให้ contrast ลดลงได้ทำให้การมองเห็นไม่สบายตาโดยเฉพาะถ้าเป็นตัวอักษรสีอ่อนบนพี้นสีเข้ม จึงแนะนำให้ใช้ตัวอักษรสีดำบนพื้นขาว ขนาดตัวอักษรควรเป็น 3 เท่าของตัวอักษรตัวเล็กที่สุดที่เราเห็นได้ เราสามารถ ทดสอบโดยเดินห่างออกไป 3 เท่าของระยะทางที่เราใช้งานอยู่ ถ้ายังคงเห็นตัวอักษรบนจอได้อยู่แสดงว่าเป็นขนาดที่เหมาะสมแล้ว
5. จอแบน มีการบิดเบือนของภาพน้อยกว่าจอโค้ง นอกจากนี้ยังสามารถลดแสงสะท้อนจากหน้าจอได้ดีกว่า เมื่อบวกกับสารพิเศษที่เคลือบทับหน้าจออีกชั้นหนึ่งทำให้สามารถลดแสงสะท้อนได้อย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องใช้กระจกกรองแสง
สำหรับจอ LCD ข้อดีคือ ประหยัดไฟฟ้า, ประหยัดพื้นที่ทำงาน, ให้การแสดงผลที่ดี และไม่มีปัญหาเรื่องของสนามแม่เหล็กและการแผ่รังสี
ปัญหาสายตาและแว่นตา
สายตายาว คนที่มีสายตายาวมีกำลังของสายตาน้อยกว่าปกติ การมองเห็นจอให้เห็นชัดจึงต้องใช้ accommodation มากกว่าคนสายตาปกติ ในคนที่ไม่มี accommodation ที่เพียงพอจะมีอาการปวด เมื่อยล้าตา ปวดศีรษะได้เมื่อต้องเพ่งมองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คนที่มีสายตายาวแต่ไม่ได้ใส่แว่น จะมีอาการมัวเวลามองคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ อาการตามัวอาจมัวเป็นพักๆ เพราะตาไม่สามารถมี accommodation ได้ตลอดเวลา เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการ accommodation จะน้อยลงจนทำให้คนอายุมากกว่า 40 ปีมักจะต้องใส่แว่นสายตายาวเพื่อให้มองคอมพิวเตอร์ชัด
สายตาสั้น คนสายตาสั้นมองไกลไม่ชัดแต่มองใกล้ได้ดีกว่า คนที่มีสายตาสั้นเล็กน้อยที่เท่ากันทั้ง 2 ข้างอาจไม่ต้องใส่แว่นเวลาใช้คอมพิวเตอร์ มีความเชื่อกันว่าการใช้สายตามองของใกล้ๆ เป็นเวลานานๆ กล้ามเนื้อ ciliary muscle ต้องหดตัวติดต่อกันนานจนอาจเกิดเป็นภาวะ accommodative spasm ซึ่งสามารถทำให้เกิดสายตาสั้นได้ พบว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทำให้เกิดภาวะสายตาสั้นชั่วคราวได้ร้อยละ 20 ของคนทำงานคอมพิวเตอร์โดยทุกคน ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นสายตาสั้นนี้จะมีอาการ asthenopia แต่มีเพียงร้อยละ 32.5 ของคนที่มี asthenopia จะมีสายตาสั้นชั่วคราวนี้ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานที่แน่ชัดว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทำให้เกิดสายตาสั้นที่ถาวรได้
ลักษณะของแว่นตาที่เหมาะกับการใช้คอมพิวเตอร์
- แว่นสำหรับคอมพิวเตอร์ ควรมีระยะที่เห็นชัดที่ 18-28 นิ้วฟุตซึ่งเราเรียกว่า intermediate viewing distance และมี intermediate viewing angle 10๐-15๐ ต่ำจากระดับตา ในขณะที่แว่นอ่านหนังสือ โดยปกติ เช่น bi-focals หรือ progressive lens จะมีระยะที่เห็นชัดอยู่ที่ระยะ 16-18 นิ้วฟุตจากตาและทำมุม 20๐-30๐ ต่ำจากระดับตา
- Anti-reflective coating (AR) บนเลนส์จะลดจำนวนแสงจ้าและแสงสะท้อนจากเลนส์ที่จะเข้าสู่ตา
- Lens tints จะลดความสว่างและสีบางสีที่จะเข้าสู่ตา การย้อมสีนี้อาจให้ความสบายกับบางคน
- ในรายที่มีกล้ามเนื้อตาผิดปกติ การใส่ปริซึมในแว่นตาจะทำให้ใช้ตาได้สบายขึ้น
- Ultraviolet coating ถ้าในห้องทำงานมี fluorescent light ซึ่งให้แสงสีฟ้าจำนวนมาก แสงสีฟ้ามีความกระจัดกระจายสูง การใช้ ultraviolet coating จะตัดแสงสีฟ้าที่เข้าตาได้
- ในผู้ที่เป็น presbyopia แว่นสำหรับคอมพิวเตอร์ควรมี intermediate zone ที่กว้างไว้สำหรับมองคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจเป็น
- Single-vision lens ใช้เลนส์ที่มีระยะที่เห็นชัดที่ 18-28 นิ้วฟุตเพื่อไว้ใช้ดูคอมพิวเตอร์อย่างเดียว มีราคาถูกที่สุด. ข้อเสียคือ มองใกล้มากๆ และมองไกลไม่ชัด
- Clip-on เป็นเลนส์ที่นำมาหนีบบนแว่นเพื่อให้เห็นชัดในระยะที่ต้องการ
- แว่น Multifoca
- Trifocal โดยจัดให้เลนส์ส่วนบนของแว่นสำหรับดูไกล ส่วนกลางให้ชัดสำหรับดูคอมพิวเตอร์ และส่วนล่างสำหรับดูหนังสือ. ข้อเสียคือ เลนส์ส่วนกลางจะมีบริเวณแคบและเวลามองคอมพิวเตอร์อาจต้องเงยหน้าขึ้นมอง
- Bifocal จัดให้เลนส์ส่วนบนของแว่นเห็นชัดสำหรับดูคอมพิวเตอร์และส่วนล่างสำหรับดูหนังสือ. ข้อเสียคือ มองไกลไม่ชัด. แต่ถ้าทำให้เลนส์ส่วนบนเห็นชัดสำหรับดูไกลและส่วนล่างสำหรับดูคอมพิวเตอร์. ข้อเสียคือ เวลาดูคอมพิวเตอร์ต้องเงยหน้าขึ้น
- Progressive lens ข้อดีคือไม่มีเส้นรอยต่อระหว่างเลนส์. ข้อเสียคือ การบิดเบี้ยวของภาพที่อยู่ข้างๆ. โดยทั่วไป progressive lens มี intermediate area แคบจึงไม่เหมาะกับการทำงานคอมพิวเตอร์. การพยายามเงยหน้าหรือก้มมาข้างหน้าเพื่อให้เห็นชัดจะทำให้มีอาการปวดคอ ไหล่ และหลัง ฉะนั้นสำหรับการทำงานคอมพิวเตอร์ควรเลือก progressive lens ชนิดมี intermediate zone กว้างและอยู่ตรงกลาง เมื่อมองลงล่างจะดูหนังสือได้ ถ้าก้มหน้าแล้วเหลือบตาขึ้นบนเล็กน้อยก็จะสามารถเห็นไกลได้ประมาณ 10 ฟุตพอให้เห็นของภายในห้องได้ แม้ไม่ชัดพอที่จะขับรถ เราเรียกเลนส์กลุ่มนี้ว่า occupational progressive lenses การใช้เลนส์กลุ่มนี้ทำให้ลดอาการปวดเมื่อยล้าตา ไหล่และหลังได้
การจัดตำแหน่งการนั่งให้เหมาะสมในการใช้คอมพิวเตอร์
ตำแหน่งการนั่งที่ไม่เหมาะสมขณะใช้คอมพิวเตอร์ทำให้มีอาการปวดคอ หลังและไหล่ได้ ตำแหน่งที่แนะนำได้แก่
- จอคอมพิวเตอร์อยู่ตรงกับเรา ห่างประมาณ 20-26 นิ้วฟุต
- จอคอมพิวเตอร์อาจหงายขึ้นบนได้เล็กน้อยเหมือนหนังสือที่เราถืออ่าน
- ในท่ามองตรง จัดให้จุดกลางของจอคอมพิวเตอร์อยู่ต่ำกว่าตาลงมา 5-6 นิ้วฟุต
- ขณะพิมพ์ควรให้แขนขนานกับพื้น เท้าวางราบบนพื้นหรือที่รองเท้า เข่าให้อยู่ระดับเดียวกับเก้าอี้หรือสูงกว่า
- หลังตรงและไม่ให้งอไหล่มาข้างหน้า
- Keyboard และ mouse ควรให้อยู่ต่ำกว่าศอก เพราะถ้าสูงกว่าหรืออยู่ไกลเกินไปจะทำให้ไหล่ต้องรับน้ำหนักของแขน เกิดอาการเมื่อยล้าที่ไหล่ คอและหลังได้
- จัดที่นั่ง ไม่ให้มีลมเป่าเข้าตา
- การมองไปมาระหว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์กับหนังสือทำให้มีอาการเมื่อยล้าได้ จึงควรวางหนังสือให้ใกล้กับจอคอมพิวเตอร์
- ไฟที่ใช้กับหนังสือไม่ควรให้ส่องเข้าตา หรือจอคอมพิวเตอร์
- ขณะใช้คอมพิวเตอร์ควรหยุดพักสายตาเปลี่ยนเป็นมองไกล 2 ครั้งทุกชั่วโมง และควรลุกขึ้นมายืน ขยับแขนขา หลัง คอ ไหล่และข้อบ่อยๆ
แสงสว่างที่เหมาะสม
แสงจากสิ่งแวดล้อมที่สว่างมากเกินไปทำให้ความสามารถในการ accommodation ลดลงได้ เพื่อลดเกิดอาการเมื่อยล้าตาควรให้ความสว่างจากนอกห้องและในห้องเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของสำนักงานทั่วๆไป ควรให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ตั้งฉากกับหน้าต่าง ไม่ควรให้หน้าต่างอยู่หน้าหรือหลังต่อหน้าจอคอมพิวเตอร์เพราะจะเกิดแสงสะท้อนได้.
แสงจ้าบนกำแพงและพื้นผิวที่สะท้อนบนจอคอมพิวเตอร์ทำให้เกิด CVS ได้ ควรแก้ไขด้วยการทากำแพงด้วยสีเข้ม ปิดหน้าต่างไม่ให้แสงจากข้างนอกเข้ามา. สำหรับการใช้ anti-glare screen บนจอคอมพิวเตอร์ช่วยลดแสงจ้าและแสงสะท้อนทำให้ contrast ดีขึ้น ทำให้การใช้ตาสบายขึ้น. แม้บางรายงานไม่พบว่าสามารถลดการปวดเมื่อยล้าตาได้ แนะนำให้ใช้แว่นที่เคลือบ anti-reflective coating เพื่อป้องกันไม่ให้แสงจ้าและแสงสะท้อนจากเลนส์เข้าสู่ตาของเรา.
ตาแห้ง
เมื่อใช้คอมพิวเตอร์คนเราจะกระพริบตาน้อยลง 5 เท่าของปกติ คุณภาพของน้ำตาจึงลดลง ทำให้น้ำตาระเหยจากตามากผิดปกติ ตาจึงแห้งและมีอาการระคายเคืองตา. การดูคอมพิวเตอร์ ตาจะต้องเบิ่งกว้างกว่าการอ่านหนังสือ ทำให้ตามีบริเวณที่สัมผัสอากาศมากกว่าจึงทำให้ตาแห้งมากกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่ใส่เลนส์สัมผัส ฉะนั้นทุก 30 นาที ควรกระพริบตา 10 ครั้งอย่างช้าๆ จะช่วยทำให้อาการ ตาแห้งดีขึ้น. การใช้น้ำตาเทียมจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้.
เมื่อเรามีความรู้เกี่ยวกับ CVS อย่างถูกต้อง การปรับจอคอมพิวเตอร์ การใช้แว่นที่เหมาะสม การจัดตำแหน่งการนั่งให้ถูกต้อง การจัดแสงสว่างที่เหมาะสม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยให้เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างปราศจากอาการ CVS