ทะเบียนรถยนต์

ตด 888 ———-> ท้องเสีย

ขอ 69 ———–> XXX

อด 69 ———–> อด XXX

กด 191 ———> แสดงว่าฉุกเฉิน

กด 13 ———–> หาเบอร์โทรศัพท์

ขอ 2 ———–> อันนี้ ทะเบียนน้องพลับ

สม 10 ———-> อันนี้ ชอบเล่นไพ่

คน 101 ———> แสดงว่าเป็นคนอีสาน

อก 36 ———-> ใหญ่

อก 38 ———-> ใหญ่ กว่า 36

อก 40 ———-> ใหญ่ มาก

นม 36 ———-> ใหญ่

นม 38 ———-> ใหญ่ กว่า 36

นม 40 ———-> ใหญ่ มาก

วน 360———-> น่าจะชอบ Drift

หก 9 ————> อันนี้ ส่อ เลย

บน 100———-> ชอบเล่นหวย

อม 2 ———–> อาจจะเสียหลาย K

อม 500 ———> ขยันจะได้ตังส์

ยศ 1002 ——–> ยศร้อยโท

สส 101 ———> สสจังหวัดร้อยเอ็ด

อร 1000 ——–> สำหรับคนชื่อ อรพรรณ

กร 1000 ——–> สำหรับ ดัง พันกร

นศ 1500 ——–> อันนี้ ราคามาตรฐาน

นร 5000 ——–> ชอบเด็ก ก็แพงหน่อย

มค 2551 ——–> เดือนที่ออกรถ

กพ 2551———> เดือนที่ออกรถ

ธค 2551 ——–> เดือนที่ออกรถ

ธค 2008 ——–> ปี คศ ก็ได้จะได้อินเตอร์

พศ 2551 ——–> ปีที่ออกรถ

คศ 2008 ——–> ปีฝรั่งก็มา

จบ 2551 ——–> ปีที่เรียนจบ

จบ 2008 ——–> ปีฝรั่งก็มา

ชง 1415 ——–> ชง (สิบสี่สิบห้า) อ่อน

ชง 60 ———> ชงแก่

ปอ 4 ———–> จบป 4 ก็รวยได้

มอ 1 ———–> เด็กมัธยม

มอ 6 ———–> Ent ปีหน้า

มศ 5 ———–> อันนี้เช็คอายุได้

ปก 500 ———> หนังสือผู้ใหญ่

คอ 28 ———-> ชอบเหล้าขาว

คอ 40 ———-> 40 หายากหน่อย

ฝน 18 ———-> พี่เสือ ธนพล

ดม 85 ———-> กรองทิพย์ ไม่ชอบจ๊า

มท 1 ———–> มหาดไทย

พล 1 ———–> พลเอก

เรื่องง่ายๆ ที่ผู้หญิงเราอยากให้ผู้ชายรู้

1. การที่เธอโทรหาคุณบ่อยๆ
และชอบถามคุณว่า อ ยู่ ไ ห น อ ยู่ ก ะ ใ ค ร นั้นแหละ รู้มั้ยว่าเค้าเป็นห่วงคุณ ผู้ชายหลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อ รำคาญ แต่คุณรู้มั้ย จริงๆแล้วเธอไม่ได้อยากโทรไปกวนคุณหรอกนะ เธอแค่เป็นห่วงคุณ อยากรู้ความเป็นไปของคุณเท่านั้นเอง หัดเข้าใจผู้หญิงซะบ้างซิ

2. การที่เธอขี้หึงจนออกนอกหน้า
คุณอย่าคิดรำคาญเชียวนะ รู้ไว้นะว่านี้แหละ คือการกระทำที่จะบอกว่า เธอรักคุณมากที่สุด ฉันรู้ว่านิสัยเจ้าชู้มันคือนิสัยของผู้ชายหลายๆคนอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยถ้าคุณมีแฟนอยู่แล้วก้อน่าจะลดๆลงหน่อย ห้ามเอานิสัยหรือคำพูดที่ทำกับแฟนคุณไปทำกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด รู้มั้ยว่า ถ้าเธอรู้เธอจะเสียใจมากแค่ไหน

3. หากวันไหนที่ทะเลาะกัน ไม่ว่าเธอจะผิดหรือคุณจะผิด
แต่ถ้าเธอร้องไห้ ให้รู้ไว้นะว่านั้นมันคือน้ำตาที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแต่ประการใด รู้มั้ย ถ้าเธอไม่รักคุณ เธอจะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็นหรอกนะ

4. เวลาเธอมีปัญหาหัดรับฟังเธอบ้างรู้มั้ย
อย่าเห็นว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วไม่อยากรับฟังซะละ การที่เธอเอาปัญหาของเธอมาบอกกับคุณ นั้นแสดงถึงความไว้ใจที่เธอมีต่อคุณนะรู้มั้ย ถึงแม้ปัญหาของเธอนั้น คุณจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่อย่างน้อยแค่คุณพูดปลอบใจเธอ มันก้อทำให้เธอรู้สึกดีแล้วละ อย่างน้อยคุณก็ทำให้เธอรู้สึกว่า เธอยังมีคุณอยู่ข้างๆ เสมอ

5. หากวันไหนเธอป่วย หรือไม่สบาย ก้อหัดไปดูแลเธอบ้าง
แต่หากไปไม่ได้ก็ควรโทรไปหา ถามอาการบ้าง และก็หัดพูดคำว่า เ ป็ น ห่ ว ง น ะ ให้เธอฟังซะบ้าง รู้รึป่าวว่ามันจะทำให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าทานยาที่หมอให้มาซะอีก

6. อย่าปล่อยให้เธอต้องรู้สึกว่าคุณเริ่มเปลี่ยนไป
เพียงเพราะคุณไม่มีเวลาว่างให้กับเธอเท่านั้น อย่างน้อยถ้าหากคุณไม่ว่างก็น่าจะบอกเธอก่อน เธอจะได้ไม่ต้องห่วงคุณมากเกินไป ว่า ตอนนี้คุณจะเป็นอะไรรึป่าว หรือว่าคุณอยู่กะผู้หญิงคนไหน รู้ไว้นะ โรคประจำตัวของผู้หญิงคือ โ ร ค คิ ด ม า ก เนี่ยแหละ ถ้าคุณไม่รีบเคลียร์นะ เธอจะคิดไปได้ไกลแสนไกลเลยแหละ

7. อย่าเห็นว่าการเอาแต่ใจตัวเองของเธอเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ
เพราะนี่มันคือนิสัยของผู้หญิงทุกคนอยู่แล้ว สาเหตุของการชอบเอาแต่ใจตัวเองของเธอ มันไม่ได้มีอะไรมากหรอก เธอแค่อยากเป็นคนที่สำคัญที่สุดของคนที่เธอรักมากที่สุดเท่านั้น ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือคุณ

8. อย่ามองว่าผู้หญิงเป็นคนไร้เหตุผล
เพราะอันที่จริงแล้วเหตุผลของเธอมีมากมายกว่าเหตุผลที่คุณคิดได้ซะอีก เพียงแต่เธอไม่อยากพูดเท่านั้นเอง

ทีนี่คุณพอที่จะเข้าใจรึยังละว่า ความรู้สึกของผู้หญิงที่เวลาเธอรักคุณมากมันเป็นยังไง มันคงไม่ยากหรอกนะ ถ้าคุณจะพยายามหัดเข้าใจเธอซะใหม่

อย่าปล่อยให้คนที่เค้ารักคุณมากที่สุด ต้องเจ็บปวดมากที่สุดเพราะคุณเลย

รักแท้แพ้ระยะทาง…

หลายคนเคยกล่าวว่า รักแท้..แพ้ระยะทาง

นักต่อนักแล้วคนที่รักกัน ต้องมีอันเลิกรากันไปเพราะความห่างกันเนื่องจากระยะทาง เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอันจะต้องจากอีกฝ่ายหนึ่งไปยังที่ที่ห่างไกล (ในที่นี้ขอยกตัวอย่างการอยู่คนละประเทศ)

ความห่างเป็นปัจจัยที่อันตรายที่สุด ทำไมถึงกล่าวเช่นนี้?

การที่คนสองคนคบกัน มันก็ย่อมเหมือนลิ้นกับฟันที่จะต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อคุณอยู่ไกลกันแล้ว มันง่ายมากที่จะทำให้ทำให้ความสัมพันธ์กับคนรักต้องระหองระแหงหากคุณทั้งสองคนไม่มั่นคงเพียงพอ

ถ้าถามว่าอยู่ด้วยกันแล้วจะไม่กระทบกระทั่งกันเลยหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่

หากแต่ว่าถ้าคุณอยู่ด้วยกัน คุณคงทำอะไรได้มากกว่าอยู่ไกลกันเป็นแน่ เพราะถ้าคุณต้องอยู่ห่างกันคนละประเทศ สิ่งที่คุณจะทำได้คือ โทรศัพท์.. คุณจะทำได้แค่พูดและรับฟัง โต้ตอบการสนทนา แต่คุณไม่สารมารถรับรู้ถืงอารมณ์ หรืออวัจนะภาษากริยา สีหน้า ของฝ่ายตรงข้ามเลย และแน่นอน คุณก็ไม่สามารถใช้มันได้เช่นกัน (คุณสามารถรับรู้ถึงอารมณ์ของฝ่ายตรงข้ามได้จากน้ำเสียง แต่มันเทียบกับการคุยกันซึ่งๆหน้าไม่ได้เลย) ซึ่งในบางครั้งการมีปากเสียงกันด้วยเรื่องเล็กๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เมื่อคุณอยู่ไกลกัน

นอกจากเรื่องของการกระทบกระทั่งกัน คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า ความรู้สึกของอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะความไกลกัน “ระแวง”

คำนี้คงผุดขึ้นในใจของคุณเมื่อคุณอ่านมาถึงตรงนี้ ใช่แล้ว..ต่อให้รักกันขนาดไหน ไว้ใจกันแค่ไหนแต่เมื่ออยู่ไกลกัน สิ่งนี้มันต้องเกิดขึ้นในใจของคุณไม่มากก็น้อย หรือไม่จริง?? หากแต่ว่าคุณทั้งสองคนจะสามารถให้ความมั่นใจต่อกันได้มากแค่ไหน ถ้าคุณเป็นคนที่มั่นคงในความรักของคุณ บางครั้งคุณต้องบอกให้คนรักของคุณทราบ เพราะถ้าไม่บอก ไม่ให้ความมั่นใจกับอีกฝ่ายแล้ว

คนรักของคุณจะทราบได้อย่างไร นี่เป็นอีกกรณีหนึ่งคือ การไม่พูด

ต่างคนต่างคิดกันเอง เข้าใจกันไปคนละอย่างจากการที่คิดว่า “เค้าน่าจะรู้น่า” แต่จะบอกให้ว่าสำหรับบางเรื่องนั่น “ไม่ใช่!!” ฉะนั้นการพูดกันคือสิ่งที่ดีที่สุด ความรู้สึกที่เคยมีให้ การให้อภัย การมองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ความคิดถึง ที่เคยมีให้ครั้งเมื่ออยู่เคียงข้างกัน อาจจะถูกบั่นทอนลงได้ เนื่องจากระยะทาง และความห่างกัน ความรักความทุ่มเทที่เคยมีให้ ก็จะลดน้อยลงก็เป็นได้

การรักษาระยะห่างให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าอยู่ใกล้กันตลอดอาจเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะป้องกันสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

แต่มันจะทำได้มากแค่ไหน มันก็ต้องขึ้นอยู่กับคนทั้งสองคน บางครั้งการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญกับอีกฝ่าย ก็เป็นสิ่งสำคัญ มันก็เป็นเหมือนกับการให้ความมั่นใจกับคนรักของคุณ การบอกรัก การกล่าวคำว่าคิดถึง บางคนมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ในเมื่อคบกันแล้ว ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่เรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องบอกหรอก ..
คุณเคยรู้สึกพองโต ยามเมื่อคนที่คุณรักบอกรักหรือคิดถึงคุณบ้างหรือเปล่า..
คุณมีความสุขเมื่อได้ยินเช่นนั้น แน่นอนผมเชื่อว่าอีกฝ่ายคงจะรู้สึกไม่ต่างจากคุณหากคุณได้บอกกับเค้า

หมั่นรดน้ำต้นรักของคุณ มากกว่าปล่อยให้มันแห้งตายเถอะนะ คุณจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง

ช้ำๆ

เหงามั้ย? กับการไม่มีใคร
คำถามเดิมๆที่ใครหลายๆคนถามฉัน
ฉันก้อคงตอบแบบเดิมๆ ว่าเหงานะ
แต่ถ้ามีใครแล้วต้องปวดใจ ฉันยอมเหงาซะดีกว่า
หลายคนอาจคิดว่าฉันหวาดกลัวต่อความรัก
แต่สำหรับคนบางคนที่รู้จักฉันดี เค้าเหล่านั้นคงเข้าใจว่าทำไม?
ฉันเคยมีความรักที่ดีพร้อมทุกอย่าง ดีจนคิดไม่ถึงว่าวันนึงเราต้องเลิกกัน
ฉันทุ่มเทหมดทั้งหัวใจเพื่อใครอีกคน
แต่สุดท้ายผลที่ได้รับกลับมา ฉันกลายเป็นคนที่เจ็บปวดที่สุดกับความรักครั้งนี้
ฉันยอมจากไปเหมือนคนหมดเยื่อใย ทั้งๆที่ในใจฉันมันทรมานเหลือเกิน
ฉันใช้เวลาเยียวยาอาการอกหัก ลบคนๆนึงให้หมดไปจากใจ
แต่มันเหมือนยิ่งตอกย้ำตัวเองให้จดจำมากยิ่งขึ้น
สถานที่เดิมๆ คำพูดเดิมๆ มันยังคงก้องอยู่ในหู
ฉันกลายเป็นคนมีกำแพงรอบด้าน ที่สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปีแล้วที่ฉันไม่เคยคิดจะเปิดใจรับใครสักคนเข้ามา
ไม่ใช่ฉันไม่มีหัวใจ แต่เพราะหัวใจฉันยังไม่แข็งแรงพอ…ก้อเท่านั้นเอง

วิธีเสียบปลั๊ก Notebook ที่ถูกต้อง

เรื่องนี้เป็นทิปสั้นๆ แต่..ทิปสั้นๆ นี้ ผมเชื่อว่ามีใครหลายยคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน ประมาณว่า จริงเหรอ? ใช่เหรอ?

ในช่วงแรกๆ ที่ผมใช้โน้ตบุ๊กก็อาการเดียวกับหลายๆ ท่าน เวลาจะเสียบปลั๊กก็เสียบตัวอะแดปเตอร์เข้ากับตัวเครื่องก่อน (จริงๆ มันน่าจะถูกนะ) แล้วก็เอาปลั๊กอีกด้านไปเสียบกับเต้ารับของที่บ้าน หรือที่ทำงาน โดยหลักความเป็นจริงแล้ว มันจะควรจะทำแบบนี้ใช่มั้ย?

คิดว่าหลายคนคิดเหมือนผม ปัญหาที่ผมเจอเมื่อทำแบบนี้กับโน้ตบุ๊กแทบทุกรุ่นที่ผ่านมา ก็คือมันมีไฟแลปออกมาจากตัวปลั๊ก เหมือนเกิดการสปาร์คขึ้น เสียบกี่ครั้งก็เกิดอาการแบบนี้ จนพาลคิดไปว่าพวกอะแดปเตอร์โน้ตบุ๊กมันไม่ค่อยดีมั้ง ผมก็หาวิธีแก้ไขบ้าง

เพื่อนหลายคนใช้วิธีเด็ดกว่านี้ครับ คือซื้อปลั๊กที่มีสวิทซ์เปิดปิดมาเลย วิธีการที่เขาทำก็คือ เสียบปลั๊กทุกๆ อย่างให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยเปิดสวิทซ์ที่ปลั๊ก เอ้ออ.. ไอเดียดีเนาะว่ามั้ย แต่จนแล้วจนรอด ผมเอ๊ะใจขึ้นมา เลยเปิดคู่มือโน้ตบุ๊กที่ผมเพิ่งได้มาใหม่ดู นั่งอ่านสักพัก ก็ถึง บ้างอ้อ จนได้ว่า สิ่งที่เราทำมานั้น ไม่ถูกต้องเลยครับ

มิน่า เสียบยี่ห้อไหน ก็ไฟแลบตะแลบแป๊บหมด.. พาลเอาใจหายว่าไฟจะช็อตได้

ต่อไปนี้ตั้งใจอ่านให้ดีดีนะครับ
ในคู่มือเขาบอกไว้ชัดเจนเลยครับว่า วิธีการเสียบปลั๊กอะแดปเตอร์ของโน้ตบุ๊ก ที่ถูกต้องก็คือ ให้เราเสียบปลั๊กเข้ากับเต้ารับที่บ้านหรือที่ทำงานก่อนครับ จากนั้นค่อยเอาปลายอีกด้านที่เหลือมาเสียบเข้ากับโน้ตบุ๊ก อันนี้คือวิธีที่ถูกต้อง

ผมเลยลองดูซะเลยครับ ปรากฏว่าอาการไฟแลบหรืออาการสปาร์คนั้นไม่มีเกิดขึ้นเลย โอ้! นี่แหละหนาาา..นิสัยไม่ชอบอ่านคู่มือ หลังจากนั้นมาผมก็พยายามแนะนำเพื่อนๆ ทุกคนที่เกิดอาการนี้ทั้งหมด ทุกรายแฮปปี้ดีแทคมากๆ ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบครับ ใครที่ทราบแล้วก็ฝากบอกต่อเพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้เสียบปลั๊กอะแดปเตอร์ได้ถูกต้องเสียที ใครใช้โน้ตบุ๊กอยู่ตอนนี้จะลองทำดูก็ได้นะครับ

ขอเพิ่มเติมด้วยว่า ใช้วิธีเดียวกันนี้กับ ทั้งมือถือ และ PDA ด้วย