สิ่งเลวร้ายที่ผมทำกับเพื่อนพี่สาว

ผมอาศัยอยู่กับพี่สาวสองคนในบ้านสองชั้นหลังเล็กๆ ที่ทำงานของผมอยู่ห่างจากบ้านไม่มากนัก ทุกวันหลังเลิกงาน ผมจะเดินกลับบ้านด้วยความหวังว่า เมื่อไหร่จะมีแฟนเสียที

ขณะที่ผมกำลังดูหนังอยู่ในห้อง ก็ได้ยินเสียงพี่สาวเรียกให้ลงมาข้างล่าง พี่สาวผมบอกว่าเพื่อนของพี่สาว ย้ายเข้ามาเช่าบ้านติดกับบ้านผม พี่สาวแนะนำให้ผมรู้จัก ‘พี่มด’ และขอแรงผมช่วยขนย้ายสัมภาระเข้าบ้าน แต่สายตา และรอยยิ้มของพี่มด ที่มองมายังผมซิครับ ทำเอาหัวใจของผม เหมือนจะหยุดเต้น ผิวของพี่ มดขาวละเอียดมาก เข้าใจว่าคงผ่านการดูแลมาอย่างดี พี่มดสูงประมาณ 170 ซม. เอวเล็กรับกับก้นที่ ได้รูปอย่างแปลกประหลาด ในระหว่างที่ช่วยกันขนย้ายสิ่งของ ผมมองผ่านหน้าอกของพี่มดอย่างไม่ตั้งใจ แต่ก้ออดจะนึกถึงแตงโมลูกย่อมๆ ที่แม่ค้าวางขายอยู่ในตลาดไม่ได้ เธอเอามันมาจากไหนนะ เห็นแล้วน่าหนักอกหนักใจแทนจริงๆ

ยามที่เราขนย้ายสิ่งของผ่านช่องทางเล็กๆ ที่ต้องค่อยๆ เบียดผ่านกัน ผมรู้สึกได้ถึงความนิ่มจากร่างกายพี่มด ที่บดเบียดลงมาบนร่างกายผม ที่เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อของผม มันเป็นความรู้สึกที่คนอย่างผมยากจะบรรยายจริงๆ พี่มดคงมองผมเป็นน้องเลยไม่ได้ระวังตัว ผมได้แต่ข่มความรู้สึกแปลกๆ ที่กำลังปะทุขึ้นมา ในใจอย่างสุดความสามารถ อย่างน้อยก้อเพื่อเห็นแก่พี่สาวผม

วันเวลาผ่านไป พี่มดมาเป็นแขกประจำของพี่สาวผมแทบทุกวัน บางวันก้อชวนกันออกไปดูหนังพักผ่อน บางวันก้อชวนกัน ไปหาหมอความงาม ไม่รู้พี่สาวผมจะบ้าความงามตามพี่มดไปถึงไหน ไม่เข้าใจจริงๆ แต่สายตาที่พี่มดมองมายังผม มันแฝงแววตาแปลกๆ มากขึ้นทุกวัน บางคืนผมหลับตานอนยังมองเห็นรอยยิ้ม และแววตาคู่นั้น จนนอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นมาออกกำลังกายหนักๆ เพื่อข่มความรู้สึกตัวเองให้บรรเทาลง

คืนนี้ตีสองกว่าแล้ว ผมตื่นขึ้นมา เพราะเสียงเรียกของพี่สาว ผมเดินลงบันไดมาเจอพี่สาวกำลังประคองพี่ มดที่อยู่ในอาการเมาไม่ได้สติ พี่สาวบอกว่า คืนนี้เพื่อนร่วมรุ่นเลี้ยงฉลองกัน พี่มดเมามาก กุญแจบ้านพี่มดก้อหาย จึงต้องพามานอนบ้านเรา แล้วพี่สาวก้อบอกให้ผม ประคองพี่มดขึ้นไปนอนบนห้องของพี่สาว ส่วนตัวพี่สาวขับรถออกจากบ้านไปส่งเพื่อนๆ อีกสองสามคน

ผมประคองพี่มดขึ้นบันไดไปห้องพี่สาว ด้วยแขนขาที่สั่นจนแทบควบคุมไม่ได้ กลิ่นไวน์อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่อาบอยู่บนตัวพี่มด ลอยมาแตะจมูก ลูกแตงโมย่อมๆ มันเบียดกับร่างกายผมจนหลุดออกจาก เกาะอกมาโชว์แก่สายตา ผมได้แต่ข่มความรู้สึกตัวเอง ประคองพี่มดขึ้นมาจนสุดขั้นบันไดอย่างยากเย็น

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ผมไม่คาดคิด ก้อเกิดขึ้นคงด้วยความเมา พี่มดผลักผมเข้าไปติดผนัง หน้าอกทั้งสองของพี่มด บดเบียดกับหน้าอกเปลือยเปล่าของผม อย่างแนบแน่น ก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว ริมฝีปากของพี่มดก้อกด ลงมาบดเบียดกับริมฝีปากผม จากนั้นสติของผมก้อขาดลง ลืมผิดชอบชั่วดี ลืมทุกสิ่งรอบกาย ผมทำสิ่งเลว ร้ายที่สุดในชีวิตกับพี่มด อย่างไม่น่าให้อภัย

สติผมกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ภายใต้เสียงร้องครวญครางเจียนจะขาดใจของพี่มด แต่ทุกอย่างมันก้อสาย เกินที่จะแก้ไขซะแล้ว อารมณ์ที่อัดอั้น มันไหลออกจากตัวผมอย่างสุดจะควบคุม ผมไม่น่าทำมันลงไปเลย…..

ผมขอโทษ…. เสียงขอโทษของผม หลุดออกมาจากปากอย่างแผ่วเบา ภายใต้เสียงสะอื้น และน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ผมกอดกระชับพี่มดอย่างสำนึกผิดในการกระทำของตัวเอง แต่เลือดที่ไหลออก มาเต็มขาของพี่มด ทำให้ผมตกใจแทบสิ้นสติ หลังจากคุณหมอรับตัวพี่มดเข้าห้องฉุกเฉินแล้ว ผมทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง คงเป็นครั้งแรกของพี่มด ที่เจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ พี่มดจะให้อภัยผมหรือเปล่า นะ หากพี่มดแจ้งความกับตำรวจ ผมจะทำอย่างไรดี ผมไม่น่าทำกับพี่มดอย่างนี้เลย แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ร่างกายมันทำไปตามความต้องการของมันเอง แล้วผมจะบอกเรื่องนี้กับพี่สาวอย่างไร?

พี่สาวยืนจ้องหน้าผมด้วยแววตาที่ยากเกินจะบรรยาย ผมนั่งก้มหน้าปล่อยเสียงเบาๆ เล็ดลอดออกจากปากอย่างยากเย็น
……..’ผมขอโทษครับพี่’ ………
พี่ก้อรู้ว่าผมเกลียดกะเทยมาก ‘ผมลืมตัวถีบพี่มดตกบันได’ ผมทำไปอย่างไม่รู้ตัวจริงๆ ครับ (ชั้นไม่น่าปล่อยแกไว้กับนังมด…..คิดไม่ถึงจริงๆ…พี่สาวรำพึงเบาๆ)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…..กะเทยควรระวังชายกล้ามใหญ่….เหอ…เหอ…

อ่านถึงตอนนี้แล้ว ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ใช่ม่า รู้นะคิดอะไรอยู่ บ้าลามก กามจริงๆๆๆ

ใส่แว่นกันแดดตอนฝนตก มองเห็นชัด 90%

บนถนนสายเอเชีย ประมาณตี 1 – ตี 3 คืนวันที่ 15 เข้าเช้ามืด 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นรถคันที่ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย เป็นประสบการณ์ตรงล่าสุด ที่อยากจะมาถ่ายทอด เป็นเชิงวิชาการแบบง่ายๆ ครับ

ขากลับจากพะเยา (ผมไปงานศพคุณแม่ของวิศวกรที่บริษัทครับ ) ผมโชคดีได้พี่คนหนึ่งที่สนิทกัน ช่วยขับรถกลับให้ เพราะต้องกลับกรุงเทพเหมือนกัน ผมนั่งคุยกับแกมาตลอดทาง จนฝนตกหนัก แกถามว่าในรถมีแว่นกันแดดไหม จึงหยิบให้เขา เขาให้ผมลองใส่ดู ปรากฏว่าเห็นทางชัดเจนมาก ทัศนะวิสัยดีมาก ถึงจะไม่เทียบเท่ากับตอนฝนไม่ตก แต่ก็เกือบ 90% แล้วผมก็รีบเอาแว่นให้พี่เขา ความรู้โดยบังเอิญตรงนี้ พี่เขาก็เล่าสถานการณ์ให้ฟัง ผมก็ฟังไปด้วย คิดถึงเหตุผลไปด้วย จนค่อนข้างแน่ใจ ว่าโดยคุณสมบัติของแว่นกันแดดแล้ว จะทำหน้าที่กรอง ที่เกินความจำเป็นในการมองเห็น และทำอันตรายของดวงตาออกไป ยิ่งมีคุณสมบัติดี ยิ่งมีการเคลือบ หรือเทคนิคในการผลิตดีตาม และราคาสูง

ดังนั้นถ้าเป็นเรื่องนี้ไม่ควรประหยัด

เมื่อเม็ดฝนที่ตกหนัก ตามแรงโน้มถ่วงของโลก จากที่สูง ขนาดของเม็ดฝน ซึ่งมีขนาดต่างๆ ตกกระทบฝากระโปรงหน้ าด้วยแรงกระแทกมหาศาล ทำให้เม็ดฝนแตกกระจายอย่างละเอียด รวมทั้งบนหน้ากระจกรถของเราด้วย ในตอนกลางคืน หรือกลางวันก็ตาม จะมีแสงจากธรรมชาติอยู่แล้ว หรืออาจจะมาจากที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นแสงสว่างต่างๆ เม็ดฝนมีการสะท้อนแสง หรือบางขณะก็รวมตัวกันมากๆ แบบไม่เป็นระเบียบ จึงทำให้ภาพที่เรามองไปข้างหน้าบนถนน มี “ตัวกลาง” มากั้น ซึ่งก็คือ ม่านน้ำฝน และละอองฝน ซึ่งตัวมันเอง ก็มีค่าดัชนีหักเหอยู่แล้ว เมื่อบวกกับการสะท้อนแสง ของละอองฝน ทำให้ทัศนวิสัยจึงแย่มาก แว่นกันแดดจึงกรองแสงจ้า ที่เกิดการสะท้อนจากละอองฝน และสายฝนที่อาบอยู่บนกระจกหน้ารถ ชนิดที่เรียกว่า ที่ปัดน้ำฝน speed แรงสุด ก็เอาไม่อยู่ ออกไป จึงทำให้ทัศนวิสัยในขณะขับรถตอนกลางคืน ฝนตกหนัก เยี่ยมมาก ดังนั้นจึงสามารถใช้ความเร็วได้ ในระดับหนึ่ง และปลอดภัยมาก ผมยังเชื่อว่า ถ้าเป็นตอนกลางวัน และฝนตกหนัก ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน ถึงจะยังไม่ได้ทดลอง แต่คิดว่า น่าจะไม่มีปัญหาอะไร

ผมหวังว่าความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ตรงครั้งนี้ คงเป็นประโยชน์กับหนอนทุกคน ถ้าใครได้ทดลองใช้ก็นำมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ขอบคุณครับ ปรีดา ลิ้มนนทกุล โดย ต้องลองดู

วิกฤติคือโอกาสทอง โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่งเลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว ด้วยความโง่ของมันดันเดินซุ่มซ่ามไปตกบ่อแห่งหนึ่ง มันร้องครวญครางอยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเองก็พยายามใคร่ครวญหาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา

ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้วอีกอย่างบ่อนี้ก็ต้องกลบไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้าน เพื่อมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่วตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรกเมื่อดินถูกหลังลา มันตกใจและรู้ชะตากรรมของตนเองทันที มันร้องโหยหวนสักพักหนึ่ง ทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป

หลังจากชาวนาตักดินใส่บ่อได้สักสองสามพลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับความประหลาดใจ ที่ลามันจะสะบัดดินออกจากหลังทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไป แล้วก้าวขึ้นไปเหยียบบนดินเหล่านั้น ยิ่งทุกคนพยายามเร่งระดมสาดดินลงไปมากเท่าไร มันก็ก้าวขึ้นมาเร็วได้มากยิ่งขึ้น ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจเพราะในที่สุด เจ้าลาก็สามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาหาเรา ก็เปรียบเหมือนดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่าท้อถอยและยอมแพ้ จงแก้ไขมันเพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ เปรียบเหมือนลาแก่ที่หลุดพ้นจากบ่อได้ ฉันใดฉันนั้น

อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป ชีวิตคนเราก็เช่นกัน เราก็ต้องประสบกับโลกธรรมแปดเป็นธรรมดา คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ แต่เมื่อเรามีทุกข์ มีปัญหา หรือต้องประสบกับวิกฤติหนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็ให้อาศัยขันติ มีความอดทน

เมื่อ มีความทุกข์ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ตั้งสติใช้ปัญญา อาศัยอดทน อดกลั้น หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน ไม่ต้องคิดที่จะแก้ปัญหาภายนอก กำหนดรู้ลมหายใจออกยาวๆ ลมหายใจเข้าลึกๆ ให้มีสติ มีความรู้สึกตัวกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออกติดต่อกัน ต่อเนื่องกัน มีสมาธิตั้งมั่นกับลมหายใจ ปล่อยวาง

ความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยวางจิตใจให้ว่างๆ ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ว่างจากความไม่สบายใจ เหลือแต่จิตที่มีแต่ความรู้สึกตัว เบิกบานใจ โอปนยิโก น้อมเข้าไปหาธรรมชาติของจิตที่เป็น ประภัสสร บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อจิตสงบสบายแล้ว จึงค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดี สบายใจทุกอย่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ให้มีความหวัง กำลังใจที่จะต่อสู้

… ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน ขุมทรัพย์ก็มีอยู่ที่นั่น …

… ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน สุขที่สุดมันก็อยู่ที่นั่น นี่เป็นความจริง …

… ไม่ว่าจะมีวิกฤติหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือรักษาใจของเราให้ดี ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นคุณธรรมประจำใจของเรา …

สารพันคุณค่าจากเนื้อปลา

เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำจะทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม

โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย พักหลังๆ นักโภชนาการจึงแนะนำให้คนรับประทานปลากันมากๆ เพราะปลาเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า โอเมก้า-3 ค่อนข้างสูง ถ้าเป็นปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานทั้งกระดูกก็จะได้แคลเซียมปริมาณสูงแถมไปด้วย

แล้วเราจะทราบอย่างไรว่าควรรับประทานปลาปริมาณเท่าไรถึงจะพอเพียง

จริงๆ แล้วปริมาณอาหารที่พอเพียงเป็นทฤษฎีที่มีแต่นักโภชนาการเท่านั้นที่ทราบดี ว่าอาหารใดมีประโยชน์มากน้อยต่างกันอย่างไร การที่จะทราบปริมาณของสารอาหารได้ต้องผ่านการวิเคราะห์ทางเคมี แล้วยังต้องนำไปเทียบกับปริมาณที่รับประทานจริงในแต่ละครั้งอีกต่างหาก คนทั่วไปอย่างเราๆ ต้องอาศัยการกะปริมาณเอา อย่างง่ายๆ ในการรับประทานปลา คุณมักจะได้ยินการพูดถึงปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค อยู่เสมอๆ แล้วมันเท่าไรกันละนี่ ก็ลองกะคร่าวๆ ได้เท่าๆ กับ 1/3 ถ้วยตวง ประมาณนั้น เหตุที่ใช้เป็นถ้วยตวง คงทำให้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเครื่องครัวพื้นฐานที่มีเกือบทุกครัวเรือน และตำรับอาหารต่างๆ ก็กำหนดกันเป็นถ้วยตวงอยู่แล้ว
ในแต่ละวันคนเราในวัยทำงานจะต้องการโปรตีนวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนวันละ 50 กรัม เป็นต้น ปริมาณโปรตีนในเนื้อปลาสุกมีค่าอยู่ระหว่าง 16-30 กรัมต่อ 100 กรัม (หรือ 9 -17 กรัมต่อ 1/3 ถ้วยตวง) ดังนั้นคนที่หนัก 50 กิโลกรัม แล้วต้องการโปรตีนจากปลาเพียงอย่างเดียวก็คงต้องรับประทานจำนวนเพิ่มขึ้น เกือบ 2 เท่าตัว ปกติปลามีส่วนที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 55-80 ในบรรดาปลาชนิดต่างๆ แนะนำว่าปลาสลิดตากแห้ง มีโปรตีนมากกว่าชนิดอื่น เมื่อเทียบกับแหล่งโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ปลาดิบ ปลาต้ม และปลานึ่งทุกชนิดมีไขมันและพลังงานต่ำ ซึ่งปลาย่างและปลาทอดจะมีไขมันและพลังงานสูงกว่าอีกหน่อย
เมื่อคุณคิดจะรับประทานปลาให้มากขึ้นแล้วลองมาดูกันว่ามีปลาชนิดไหนน่า เลือกรับประทานบ้าง โดยแบ่งประเภทปลาสดได้จากปริมาณไขมันในปลา คือ

* ปลาที่มีไขมันต่ำมาก (น้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ประกะพงแดง และปลาเก๋า

* ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2-4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจะละเม็ดดำ และปลาอินทรี

* ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4-5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจะละเม็ดขาว

* ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8-20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี

คงจะพอเลือกกันได้แล้วว่าปลาชนิดไหนเข้าตากรรมการบ้าง ไม่ว่าคุณจะเลือกรับประทานชนิดไหน คุณก็ยังจะได้สารอาหารที่มีคุณค่าอื่นๆ อีกมากมาย เพราะนอกจากจะมีโปรตีน และไขมันต่ำแล้วยังมีกรดไขมันอิ่มตัว และโคเลสเตอรอลไม่สูงมากนัก อาหารบางชนิดอุดมด้วยสารสองชนิดนี้ จึงก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันโดยเฉพาะหัวใจได้ แต่ในปลามีกรดไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 25 % ของปริมาณที่สำนักงานอาหารและยาแนะนำให้บริโภคต่อวัน (น้อยกว่า 20 กรัม, Thai Recommended Daily Intake, Thai RDI) จึงน่าจะปลอดภัยใช้ได้ที่จะเลือกเป็นอาหารจานหลักประจำบ้าน

ในขณะเดียวกันในเนื้อปลาก็ยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สำคัญอีกหลายชนิด ด้วยกัน ทั้งโอเมก้า 3 เช่น กรดไอโคซาเพนตะอีโนอิก (EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด จะพบได้มากในปลาทะเล และปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงเพื่อจำหน่าย เช่น ปลาจะละเม็ดดำ ปลาจาระเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาสวาย ปลาสลิด ปลาดุก และปลาช่อน เมื่อนำมาต้มหรือนึ่งจะให้กรดไขมันโอเมก้า 3 สูง คือ รับประทาน1/3 ถ้วยตวง (หนึ่งหน่วยบริโภค) จะให้กรดไขมันโอเมก้า-3 ร้อยละ 54-120 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา (600 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อได้รับพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่) โดยเฉพาะปลาทอดด้วยน้ำมันพืช หรือปลาย่างจะมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อยู่ ในระดับสูงมาก (คิดเป็นร้อยละ 67-287 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
เมื่อรับประทานปลาเป็นประจำแล้วจะยังทำให้ห่างไกลจากโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกและฟันที่เกิดจากการขาดธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงที่มีส่วนเสริมสร้างเลือด และที่สำคัญในปลากลับมีโซเดียม โปตัสเซียม และคลอไรด์ ที่มีผลก่อให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีอยู่ในปลาปริมาณต่ำ ยกเว้นปลาบางชนิด เช่น ปลาสลิด ปลาทูนึ่ง หรือปลาที่ผ่านการหมักเกลือ หรือน้ำปลา เป็นต้น และถ้าเป็นปลาทะเล ก็ยังมีธาตุไอโอดีนแถมให้ไปช่วยป้องกันโรคคอพอก และบำรุงสมองในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการของร่างกายอีกด้วย

จากเรื่องราวของสารอาหารในเนื้อปลาชนิดต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ ปลา ได้รับยกย่องว่า เป็นแหล่งรวมของสารอาหารชั้นดีอันทรงคุณค่าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว จากนี้ไปคงถึงเวลาแล้วที่คุณจะลดเนื้อสัตว์ใหญ่ชนิดอื่นๆ ลงหันมารับประทานปลา ผักสด ผลไม่ให้มากขึ้นกันดีกว่า สิ่งที่จะได้กลับมาเห็นจะเป็น ความเสี่ยงต่อโรคภัยลดลง สุขภาพสดใสแข็งแรง กระฉับกระเฉงขึ้นแน่นอน แต่อย่าลืมนะครับว่า รับประทานปลาที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น จะปลอดภัยจากพยาธิต่างๆ อย่างนี้ถึงจะเรียกว่ารับประทานอย่างชาญฉลาด

เรื่อง ครรชิต จุดประสงค์
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

คำถามเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์

มีพ่อลูกคู่ นึงยืนสนทนากันอยู่ลูกกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นจึงมีคำถามเกี่ยวกันเรื่องเพศ สัมพันธ์มาถามพ่อ
ลูก : พ่อครับทำไม การมีเพศสัมพันธ์ทำให้ มีความรู้สึกยังไงครับ
พ่อ : ก็มันเหมือนกับการที่เอ็งเอานิ้ว เอ็งไปแคะขี้มูกในจมูกของเอ็งแห ละ
ลูก : แล้วทำไมเวลามีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิง ถึงร้องครวญครางเหมือนมีความรู้สึกดีกว่าผู้ชายครับ
พ่อ : อ้าว.. แล้วเวลาเอ็งแคะขี้มูก เอ็ง รู้สึกว่า นิ้วของเอ็งดีขึ้นหรือว่ารูจมูกของ เอ็งดีขึ้น
ลูก : ในเมื่อผู้หญิงรู้สึกดีขึ้นแล้วทำไมผู้หญิงถึงเกลียดการข่มขืน ล่ะ
พ่อ : มันไม่เหมือนกันแล้วถ้าเอ็งเดินอยู่บนถนนแล้วมีคนวิ่งมาเอานิ้วมาทิ่มจมูกเอ็งนะ เอ็งจะชกเขามั้ย
ลูก : แล้วทำไมผู้หญิงถึงไม่ชอบมีเพศ สัมพันธ์กันในระหว่างมีประจำเดือน
พ่อ : แล้วถ้าจมูกของเอ็งเลือดไหลอยู่ เอ็งจะแคะขี้มูกมั้ย..
ลูก : ทำไมผู้ชายถึงไม่ชอบใส่ถุงยางอนามัย ขณะมีเพศสัมพันธ์
พ่อ : แล้วถ้าพ่อบังคับเอ็งใส่ถุงมือแคะ ขี้มูกเอ็ง จะรู้สึกยังไง
ลูก : มีอีกคำถามครับพ่อ ผู้หญิงทำไมชอบ บรรยากาศเงียบ ๆ สลัวๆขณะที่เธอมีความต้อง การ
พ่อ : อ้าว..แล้ว พ่อใช้ให้เอ็งแคะขี้มูกหน้าชั้นเรียนเอ็งจะทำได้มั้ย..โธ่ลูกพ่อ เอ๊ย…..
ลูก : ‘ พ่อครับ พ่อเก่งจังเลย ‘