เครียดคลายได้ ถ้าใจคอยเป็น

คงไม่มีอะไรที่สามารถบงการระบบประสาทของเรา ได้ฉับพลันเท่ากับเสียงโทรศัพท์ ไม่ว่ากำลังกินข้าว ดูหนัง กำลังนอน หรือสั่งสอนลูกชายจอมซน ทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นต้องรีบสาวเท้าหรือคว้ามือไปรับโทรศัพท์ อะไรที่กำลังทำอยู่ ต้องเลิกโดยฉับพลัน แม้จะสำคัญเพียงใดก็ตาม

ถ้ามนุษย์ต่างดาวเผอิญหลงมาที่โลกนี้ คงจะงงงวยว่าโทรศัพท์มีอะไรน่ากลัวหรือ คนบนโลกนี้ถึงชอบผลุนผลันไปรับคำบัญชาจากมัน

ที่จริงมนุษย์ต่างดาวเข้าใจผิดทั้งเพ ไม่มีใครกลัวโทรศัพท์หรอก เราทำกันเช่นนั้นอย่างอัตโนมัติ เพียงเพราะไม่อยากคอยให้มันดังหลายครั้ง แต่ก็น่าคิดว่าแทนที่จะปล่อยให้มันกะเกณฑ์เรา ลองให้มันทำตามเกณฑ์ของเราบ้าง เช่น ให้ดังสัก ๓-๔ ครั้ง ถึงค่อยไปรับและไปรับอย่างช้า ๆ สบาย ๆ แทนที่จะเร่งรีบ

ไม่ใช่แต่เพียงเสียงโทรศัพท์เท่านั้น มีอีกหลายอย่างที่เราปล่อยให้มันเข้ามาบงการเรา อย่างเช่นสัญญาณไฟตามสี่แยกจริงอยู่ มันอาจไม่ถึงกับทำให้แขนขาของเรากระตุกทันทีที่มันวาบขึ้น แต่บ่อยครั้งมันก็ไปกระตุกใจเราแทน ทันทีที่เห็นไฟแดงข้างหน้าจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา แล้วก็กรุ่นไปตลอด จนกว่าไฟเขียวจะมาปลุกใจเราให้ยินดี

ไฟเขียวเป็นข่าวดี (ถ้าเราเป็นคนขับรถ ไม่ใช่คนข้ามถนน) แต่มันก็ทำให้เราทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง นั่นก็คือเวลามันยังไม่โผล่มา เราก็กระวนกระวายใจ หรือถึงกับเครียด

แต่ถ้ามองกันจริง ๆ แล้ว จะโทษไฟเขียวว่ามาช้าก็ไม่ถูกมันก็มาตามจังหวะของมัน สาเหตุที่เราทุกข์นั้นเป็นเพราะเราใจร้อน หรือคอยไม่เป็นต่างหาก

เพียงแค่เรารู้จักคอยไฟเขียวเท่านั้น ความเครียดจากการขับรถจะลดลงไปเยอะเลย ในทำนองเดียวกัน สำหรับคุณที่ไม่รวยพอที่จะมีรถยนต์ส่วนตัว หากคอยรถเมล์เป็น โลกนี้จะน่าอยู่ขึ้นไม่น้อย

ลองมาคิดดูสิ ที่จิตร้อนรุ่มราวกับถูกไฟลนนั้น หลายต่อหลายครั้ง เป็นเราตกอยู่ในสถาณการณ์ที่ต้องเป็นฝ่ายคอย อาจคอยแฟน คอยจดหาย คอยงานเสร็จ หรือคอยคนเห็นคุณค่าของเรา ยิ่งคอยก็ยิ่งทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์เพราะสิ่งที่คอยยังมาไม่ถึง แต่ทุกข์เพราะใจเร่งเร้าเผาลนต่างหาก จริง ๆ แล้ว ตัวการไม่ได้อยู่ข้างนอก แต่อยู่ข้างในต่างหาก

ถ้าเราสามารถฝึกใจให้รู้จักคอยได้ ชีวิตจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะ ทุกวันนี้คนกรุงมีความเครียดมาก เพราะคอยไม่เป็น และที่คอยไม่เป็นเพราะเคยชินกับความรวดเร็ว ทุกอย่างล้วนแข่งกันเร็ว ไม่ว่ากาแฟ บะหมี่สำเร็จรูป หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ แม้แต่ความเป็นคนเก่ง เดี๋ยวนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝนตนแล้ว เพียงแค่ซื้อรองเท้ายี่ห้อนี้ หรือน้ำอัดลมยี่ห้อนั้น ก็สำเร็จผลได้โดยพลัน เร็วอะไรปานนั้น

ชีวิตที่อะไรต่ออะไรได้มาโดยไว ทำให้เราคอยกันไม่เป็น หวังแต่จะให้ทุกอย่างเปิดปุ๊ปติดปั๊บท่าเดียว จนลืมไปว่ายังมีอีกหลายอย่างในชีวิตที่ต้องใช้เวลา หลายอย่างที่ว่านี้ ล้วนมีความสำคัญทั้งนั้น เช่น สุขภาพ ความรู้ ความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งความรัก ถ้าเราคอยสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ชีวิตก็มีแต่ความเครียดรุมเร้าหาไม่ก็ได้แค่ของปลอม ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง

ใจที่รู้จักคอยคือกุญแจแห่งความสุขและความสำเร็จเมื่อสิทธารถะไปขอเรียนวิชาจากอาจารย์เฒ่า เขาได้อ้างคุณสมบัติที่เขาเชื่อว่าเหมาะแก่การเป็นศิษย์ ๑ ใน ๓ ของคุณสมบัติดังกล่าว คือ ” I can wait”

ในชีวิตประจำวัน เรามีโอกาสมากมายที่จะฝึกใจให้รู้จักคอย เช่น ล้างมืออย่างช้า ๆ นั่งโต๊ะแล้วค่อยเปิดจดหมาย อ่านหนังสือพิมพ์ ทำงานให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ หรือตามลมหายใจขณะรอรถเมล์

หรือจะเริ่มต้นด้วยการทำใจสงบขณะที่โทรศัพท์ดัง ต่อเมื่อสิ้นเสียงสัญญาณครั้งที่ ๓ จึงค่อยรับก็เข้าทีดี

ที่มา : wfd. mail

ว่าด้วยเรื่องกรดไหลย้อน

เมื่อคืนนี้..นอนไม่ได้ หลับไม่ลงทั้งคืน
เจ็บที่หน้าอกขวา ตลอดเวลา นอนได้หน่อย เดี๋ยวแปล๊บบบ เดี๋ยวแปล๊บบบ..
จริงๆๆ เป็นมาเป็นเดือนแล้ว แต่เมื่อคืน ถี่เกินไป..

วันนี้ทนไม่ไหวไปหาหมอดีกว่า..

ทั้งๆๆ ที่เพิ่งไปหามาได้ไม่นาน ยาเดิมยังไม่ทันหมด..

หมอบอกว่า… กรดไหลย้อน T_T
ไอ้กรดไหลย้อนนี่อีกละ…

จำได้คราวก่อน ทำไว้แสบ…

คราวก่อน มันไหลย้อน จนทำให้กล่องเสียงอักเสบ T_T

นี่มันราวีไปจนหลอดอาหาร เฮ้ออออออออออออออ…

ไอ้โรคจุกจิกพวกนี้มันเคยหายไปนาน…
จนคิดว่า มันคงไม่มาสร้างความรำคาญ
มันมาจนได้… หายไปสองปี..

กลับมาอีกที เอาซะนัทอ่วม…
ล่าสุด เพิ่งนอนแอดมิดไปคืนนึง

เฮ้ออออ เซ็ง!!
เบื่อยา มากมาย…

ชีวิตยังมีทิศตะวันออก

บ่อยครั้งที่ชีวิตผิดพลาด..ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่
เรามักจะเอาสมาธิไปจดจ่ออยู่กับความผิดพลาดนั้น
ซ้ำเติมตัวเองให้ทุกข์…ให้เสียใจ…
และพยายามจะสร้างคำถามเพื่อค้นหาคำตอบให้ตัวเองอยู่เสมอ

ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่าคำตอบที่สร้างขึ้นมานั้น มัน ” ไม่ใช่ความจริง”…
ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากความเสียใจนั้นได้เลย…

เราจึงยอมติดกับดักความเสียใจอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และกลายเป็นทาสของมันอย่างรู้ตัว…

รู้ว่าเสียใจแต่ก็ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นมา
และเราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้
แต่ทำไมเรายังเป็นทุกข์กับการเลือกที่จะเสียใจ
และทำชีวิตให้มันแย่ลงกว่าเดิมทุกวันๆ…

ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่ารสชาติของมันสุดแสนจะขมขื่นมากมายเพียงใด

เพราะ ” เราเริ่มต้นใหม่ไม่เป็น”…
เราเลยยังทุกข์ระทมไปกับความผิดพลาดของชีวิต

สิ้นสุดแล้วแต่ก็เริ่มต้นใหม่ไม่ได้…
ไปไม่เป็น…เหมือนจะมองเห็นทาง…

แต่ก็เลือกที่จะปิดหู ปิดตา และไม่พยายามจะเปิดใจ
เราจึงต้องอยู่กับความเศร้าเสียใจอยู่ทุกคืนทุกวัน
ตอกย้ำความผิดพลาดให้ตัวเองอยู่อย่างนั้น…

ลองมองดูวิถีดอกทานตะวันบ้างสิ..ชีวิตมีแต่ความเบิกบาน
เพราะรู้จักที่จะใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กับแสงตะวัน
แสงสว่างที่ส่องนำทางให้ชีวิตทุกชีวิต…” ยังคงมีชีวิต”…

แม้ยามที่ดอกทานตะวันร่วงโรย…
ก็ยังคงทิ้งเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโต…
งอกงามและรับแสงตะวันได้ใหม่อีกครั้ง

เพราะฉะนั้นเราต้องไม่ปิดตัวเอง…
แล้วจมอยู่กับความคิดที่ว่าชีวิตต้องเริ่มต้นใหม่ไม่ได้

อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการเศร้าเสียใจ…
แล้วปล่อยให้ชีวิตมันไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีคุณค่าและไร้จุดมุ่งหมาย…

จงใช้ชีวิตให้เป็นดั่งเช่นดอกทานตะวัน…
แม้ยามผิดพลาด เสียใจ ก็จะมีทางออกของชีวิตเสมอ

อับจนหนทางอย่างไร แสงสว่างจากดวงตะวัน
ก็จะคอยส่องทางให้เราได้พบเจอทางออก

“ชีวิตเราจึงมีทางออก ตราบใดที่บนโลกใบนี้ยังมีทิศตะวันออก”…

แม้ว่าชีวิตจะยังมืดมน จะยังคงจมอยู่กับความผิดพลาด เศร้าใจ
ก็จงเศร้าให้ถึงที่ สุด เสียใจ ก็จงเสียใจเสียให้พอ

หากยังร้องไห้ ขอให้ระบายน้ำตาออกมา อย่ากักเก็บมันไว้ …
เมื่อเราเสียใจอย่างถึงที่สุดแล้ว เราต้องกล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง
และพร้อมที่จะเป็นคนใหม่ ที่ใช้บทเรียนจากอดีต…
เป็นเหมือนเข็มทิศคอยช่วยบอกทางแก่ชีวิต เพราะ…

” ความเศร้านั้นมีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
ข้อเสียคือทำให้เราโศกาอาดูร
แต่ข้อดีของมันคือ…
สอนให้เรารู้ว่าเราจะไม่ผิดพลาดตรงนี้อีก
เราจะต้องไม่ร้องไห้ให้กับมันอีก…”

ใครบางคนเคยบอกเอาไว้ตอนที่เสียใจกับความผิดพลาดของชีวิต…
เพราะฉะนั้นแล้วเกิดเป็นคน มีความรู้สึกรู้สาเหมือนกันหมด
สามารถเศร้าเสียใจกับอดีตที่ผิดพลาดได้เหมือนกันหมด
และก็เริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมดเช่นเดียวกัน…

ขอเพียงกล้าที่จะเป็นนกปีกหักที่พร้อมจะรักษาตัวเอง
และออกเดินทางได้โดยไม่กลัวว่าหนทางข้างหน้า…
จะผิด พลาดซ้ำสอง อย่าลืมนะว่า …

” เรามีโอกาสผิดพลาดได้บ่อยครั้งเท่าไหร่ เราก็เดินถูกทางมากขึ้นเท่านั้น…”

สิ่งที่เป็นไปของความรัก

ความรักต้องมาจากความรู้สึกของคนสองคน..
อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหยิบยื่น แต่อีกคนหนึ่งไม่ต้องการ

ความรักเป็นเพียงสายใยบางๆ ที่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากความรู้สึกต่างๆ
ทั้งความอาทร ห่วงใย ห่วงหา คิดถึง
ความอดทนจะทำให้อุปสรรคต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ความพยายามจะทำให้เราสองคนยังอยู่
ความไว้ใจจะทำให้ความรักของเรามั่นคง

ความเสมอต้น เสมอปลายจะทำให้ความรักของเราสวยงาม
และสุดท้ายความรัก ก็จะก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน
สิ่งเหล่านี้จะทำให้สายใยบางๆ ของความรัก
กลายเป็นเชือกเส้นหนาที่ผูกคนสองคนไว้ด้วยกัน
มันจะเป็นเชือกที่มัดเราไว้ด้วยกัน เป็นเชือกที่ทำให้เราไม่อึดอัด

เราจะไม่ดิ้นรนที่จะพยายามหลุดออกจากเชือกเส้นนี้
เมื่อได้เจอความรักที่ดีแล้ว จงทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว
อย่าปล่อยให้เขาโดดเดี่ยว อย่าปล่อยให้เขาเดียวดาย
คิดถึงสิ่งดีๆ ที่เราเคยมีกัน อย่าลืมวันแรกๆ ที่เรารู้สึกกับคนๆ นี้
เขาเป็นคนที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรา พยายามรักษาเขาไว้
เพราะเมื่อเขาหลุดลอยไปแล้ว เราจะไม่สามารถเรียกความรู้สึกต่างๆ กลับมาได้อีก

เหมือนเวลาที่ไม่สามารถย้อนเดินกลับ
ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะอดีตแก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว
อย่าทิ้งหัวใจของคุณไว้กับอดีต อย่าคิดว่าอดีตไม่มีวันหวนคืน
อย่าคิดว่าไม่มีพรุ่งนี้ อย่าลืมบทเรียนของเมื่อวาน

ทุกชีวิตยังมีความหวังอยู่เสมอ จงปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อไป…
วันหนึ่งถ้าชีวิตหวนคืนมาสู่ทางสายเก่า..
ที่เคยทำให้คุณมีความสุขระหว่างเดินทางในแต่ละก้าว..จงอย่าเดินเลี่ยงมันไปอีก
เพราะน้อยนักที่ถนนสายเดิมยังคงสภาพเพื่อรอให้คุณเดินย้อนกลับมา…

ลองเดินต่อไปสิ..บางทีคุณอาจจะเจอจุดหมายที่คุณค้นหามาตลอดชีวิต
ในเส้นทางที่คุณเคยเดินเลี่ยงมันไปก็ได้..

ที่มา : fwd. mail

ผูกพัน หรือ ผูกมัด

ความผูกพันเป็นสายใยบางๆ ที่ค่อยๆ เกาะเกี่ยว ถักทอขึ้นโดยเริ่มต้นจากเส้นใยที่บางที่สุด
คือ ความรัก ความรักที่เริ่มต้นขึ้น จะถูกความผูกพันห่อหุ้มเอาไว้ให้ยากต่อการกระทบ และทำให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ความผูกพันจะทำให้เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกันและกัน ทำให้รู้สึกคิดถึงยามที่ต้องอยู่ใกล้จนดูเหมือนว่าจะอยู่ห่างกันไม่ได้

ความผูกพันจะทำให้เกิดความอาทร ที่จะต้องห่วงใยทุกๆ อย่างสารพัด อยากเอาใจใส่ อยากดูแลทุกอย่าง

เส้นแบ่งระหว่างความผูกพันและความผูกมัดจึงถูกลากมาใกล้กันอย่างช่วยไม่ได้ ฉะนั้น การแสดงออกทั้งการกระทำและความรู้สึก ไม่อาจอ้างความผูกพันได้ทุกครั้งไม่แน่..สิ่งที่เรากำลังทำอยู่อาจจะเกิดจากความผูกมัด โดยที่เราไม่เคยรู้ก็ได้

ความผูกพัน..อาจจะทำให้เรายกน้ำส้มแก้วหนึ่งไปวางไว้ให้ขณะที่เขากำลังทำงาน แต่ความผูกมัดจะบังคับให้เขาดื่มตอนนั้น หรือดื่มให้หมด

ความผูกพัน..อาจจะทำให้เราดูแลเครื่องแต่งกายเขาให้สะอาดเรียบร้อย แต่ความผูกมัดจะบังคับให้เขาสวมใส่ชุดนั้นชุดนี้

ความผูกพัน..จะทำให้เราโทรศัพท์ไปหาเพื่อถามว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม แต่ความผูกมัดจะทำให้ถามว่าทำอะไร และอยู่กับใคร

เพราะความผูกพันจะสอนให้รู้จักการไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่การผูกมัดจะทำให้หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เช่นนั้นแล้ว..ความผูกพันอาจจะหมายถึงการได้ทำอะไรให้ การได้ดูแล ได้คอยเฝ้าดูอยู่ห่างๆ คอยหยิบยื่นเมื่อเขาร้องขอ
คอยเติมเต็มเมื่อมีบางอย่างที่พร่องลงไป ก็เพียงพอแล้ว ก็สุขใจแล้ว
ความผูกพัน จะสอนให้เราเปิดประตูหัวใจไว้ให้กว้างๆ เพื่อที่จะให้เขาได้ออกไปสู่โลกภายนอกได้อย่างสบาย และให้เขารู้สึกผ่อนคลายเมื่อกลับเข้ามา

ในขณะที่หัวใจมีความรัก รู้สึกรักใครสักคนนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเฝ้ามองการเดินทางและการก่อตัวของเยื่อใยบางๆ แห่งความรัก ว่าสายใยที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเพื่อที่จะได้เป็นที่ห่อหุ้มและหล่อเลี้ยงความรักนั้น จะถูกถักทอขึ้นให้กลายเป็นเยื่อใยบางเบาที่เกี่ยวพันหัวใจ หรือกลายเป็นเชือกเส้นใหญ่แน่นหนาที่กำลังรัดหัวใจ