โตขึ้นฉันอยากเป็นคนกวาดถนน

หนังสือลดราคาวางกองเต็มโต๊ะที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ‘สีหล่นบนใบไม้’ ชื่อของหนังสือเล่มนี้ดึงฉันให้ผละจากทุกสิ่งที่กำลังสนใจ ฉันหยิบมันขึ้นมา พินิจปกครู่หนึ่งแล้วยิ้มเล็กๆคนเดียว จากนั้นเปิดดูภายในคร่าวๆ เป็นหนังสือภาพเสียด้วย จากที่ดูคร่าวๆหนังสือบอกเล่าเรื่องราวบางมุมของเด็กผู้หญิงตัวเล็กอายุ 8 ขวบคนหนึ่ง แล้วฉันก็ต้องหยุดอยู่นานที่หน้าหนึ่งของหนังสือ เป็นรูปเด็กหญิงเงยหน้ามองแม่ตาแป๋วแล้วพูดกับแม่ว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นคนกวาดถนนค่ะ”

ฉันรักและหวงแหนหนังสือเล่มนี้ เป็นความงดงามของตัวละคร เป็นความงดงามของคนแต่ง เป็นความบริสุทธิ์ของหัวใจ อ่านทีไรก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าถ้าคนอื่นได้อ่านจะรู้สึกมากเหมือนฉันมั้ย อาจจะรู้สึกว่าโง่ บ้า ปัญญาอ่อน ไร้สาระสิ้นดี ก็เป็นได้

เด็กหญิงคนหนึ่งที่หลงใหลการวาดรูปแต่ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่จะบั่นทอนการเรียนรู้ทางวิชาการหลัก เธอจึงถูกจำกัดขัดขวางจนไม่อาจทำในสิ่งที่รักได้ เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียนเธอได้เห็นคุณลุงภารโรงกำลังกวาดใบไม้ เหล่าใบไม้หลากหลายสีสัน ลีลาการตวัดไม้กวาดอันสวยงาม แล้วเธอก็พบคำตอบ “คุณครูบอกว่าคนที่ทำให้โลกนี้สวยขึ้นก็คือศิลปิน ลุงเป็นศิลปินนี่เอง!”

บางทีคนที่รักเราก็มักจะผลักเราให้ไปยืนในจุดที่เขาและสังคมเห็นว่ามันคือความสำเร็จ ไม่แน่ใจว่าได้สนใจหรือเปล่าว่ามันจะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเรามีความสุขมั้ย

สิ่งที่เด็กหญิงรักที่สุดคือการวาดรูป การเป็นศิลปิน คนกวาดถนนในสายตาของเด็กหญิงคือศิลปิน หากการได้ทำในสิ่งที่รักแทนด้วยการได้เป็นคนกวาดถนน ฉันเองก็อยากเป็นคนกวาดถนน

มานีกับชูใจเป็นยังไงบ้างแล้วน้า…

แบบเรียนภาษาไทยระดับประถมศึกษาสมัยฉันเรียนมีตัวละครหลักชื่อ มานี  มานะ  ชูใจ  ปิติ  และอีกหลายๆ คน  แต่ละคนอายุเท่ากันบ้าง  ต่างกันบ้าง  รู้สึกคนที่อายุเท่ากันกับฉันจะเป็นมานีกับชูใจ เวลาที่ฉันเรียนชั้นไหนทั้งสองคนก็จะเรียนชั้นนั้น  เวลาฉันได้เลื่อนชั้นทั้งสองคนก็จะเลื่อนชั้นตามฉันด้วย  โอ้ว…มหัศจรรย์

เพื่อนของฉันคนหนึ่งเราเคยเรียนด้วยกันสมัยประถม  เราจากกันยังไงฉันจำไม่ได้เหมือนกัน  รู้สึกว่าเธอจะไม่ได้อยู่เรียนที่โรงเรียนของเราจนจบป.6  คล้ายๆเธอจะย้ายไปที่อื่นซะก่อน

ไม่นานมานี้เพิ่งได้มาติดต่อกันอีกครั้งในเฟสบุค  ภาพที่อยู่ในหัวฉันเวลาคุยกับเธอคือภาพเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ  ตัวผอมๆ  หน้าซีดๆ  วันนี้ฉันออนเอ็มเจอเธอ  เห็นรูปเธอ  โอ้ว…โตแล้วเหรอเนี่ย!  เป็นสาวแล้วเหรอเนี่ย!  เป็นผู้ใหญ่แล้วเหรอเนี่ย!  เออนะ…ถึงเราจะไม่ได้เจอกันเวลาของเราก็ไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้นนี่  ฉันโตขึ้นทุกวัน  เธอก็โตขึ้นทุกวัน

มานีกับชูใจเองก็คงโตแล้ว  ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วน้า  คิดถึงจัง…

แม้ไม่ใช่คนรักสัตว์แต่ฉันก็รักสัตว์

คนอย่างฉันดูเผินๆอาจไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มคนรักสัตว์เหมือนใครๆ และเอาจริงๆก็ไม่น่าจะอยู่ในกลุ่มนั้นจริงๆนั่นแหละ แต่ถามว่ารักมั้ย ตอบได้เต็มปากว่ารัก

ฉันไม่ชอบเลี้ยงสัตว์มาแต่ไหนแต่ไร เวลาเห็นสัตว์ก็รู้สึกเอ็นดูนะ รู้สึกว่าอยากเลี้ยงเหมือนกัน แต่พอคิดว่าจะไปไหนก็คงเป็นห่วงไม่เป็นอันทำอะไร ก็เลยตัดใจไม่อยากรับเขามาแล้วดูแลไม่ดีไม่อยากให้เขาต้องมาลำบากเพราะเรา

ฉันชอบอิสระ เคยคิดไว้ว่าถ้าจะเลี้ยงสัตว์สักตัวก็จะต้องเป็นสัตว์ที่สามารถปล่อยให้เขาไปไหนมาได้ได้ตามใจ ไม่ชอบเลยสัตว์ที่ต้องขังอยู่ในกรงหรืออะไรพวกนี้

ไม่หมาก็แมวคือสัตว์ที่เคยคิดว่าอยากจะเลี้ยง น้ำหนักจะไปทางหมามากกว่าเพราะแมวมีอย่างหนึ่งที่ไม่ชอบคือ ‘ขี้เหม็น’ แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ยังไม่พร้อมที่จะเลี้ยงสัตว์ได้สักที ‘ถ้ายังไม่พร้อมก็จะไม่เลี้ยง’ คิดไว้อย่างนี้ แต่อย่างไม่ตั้งใจฉันกลับได้ปลามาเลี้ยง ฮ่าๆๆ

เพื่อนบ้านชวนไปดูปลา ฉันเองเป็นคนที่ถ้าไม่คอขาดบาดตายถ้าใครชวนไปไหนฉันมักจะไปด้วยเสมอ ตั้งใจไว้ว่าไปดูเป็นเพื่อนเขาเฉยๆ แต่แล้วก็ได้มาหกตัว ได้มาได้ไงยังงงๆ

แต่พอได้มาเลี้ยงจริงๆรู้สึกดีกว่าที่คิด ตอนแรกกลัวว่าเขาจะทรมานที่ต้องอยู่ในอ่างบัว แต่พอเห็นเขาว่ายน้ำเล่นสนุกสนานสุขภาพแข็งแรงดีฉันก็ดีใจมาก ฉันดูแลเขาเป็นอย่างดี เจ้าสอดดำที่ซื้อมาคู่นึงออกลูกมาหลายครอกตอนนี้มีเป็นร้อยๆตัวแล้ว เจ้ากุหลาบแดงก็ซื้อมาคู่นึงแต่ถูกเจ้าไทเกอร์หมาข้างบ้างสังหารไปซะแล้ว ตอนนี้เหลือตัวแม่หนึ่งตัวกับลูกอีกตัวหรือสองตัวนี่แหละต้นไม้เยอะมองไม่ค่อยเห็น อีกคู่นึงที่ซื้อมาคือเจ้าม้าลาย คู่นี้ไม่ยอมมีลูกสงสัยจับโดนเพศเดียวกันก็ไม่รู้ และที่เศร้ากว่าคือเมื่อสองสามวันก่อนจู่ๆก็ลอยน้ำตายไปตัวนึง นี่เป็นครั้งแรกที่สัตว์ที่เลี้ยงไว้ตายจากไป เศร้าประมาณนึงแต่ก็โอเคกว่าที่คิดมาก

ด้วยธรรมชาติของปลาที่ต้องอยู่ในน้ำ ฉันไม่อาจให้เขามาเดินเล่นข้างนอกได้ แต่ก็พยายามจัดอ่างบัวให้มีต้นไม้อื่นๆเพิ่มเติมให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น พอเห็นเขาดำผุดดำว่ายหยอกกันสนุกสนานแล้วฉันก็เบาใจเชื่อว่าเขาคงมีความสุข

กล้องถ่ายหนังอยู่ในกระเป๋า

วันนี้พาอากิไปซื้อของแถวบึงแก่นนคร  พอดีในบึงมีงานงิ้วเลยแวะเข้าไปดูก่อน  ตอนจะกลับค่อยมาเลือกของเพื่อระหว่างเดินเล่นในงานจะได้ไม่เกะกะ

ในงานก็อารมณ์งานวัด  ไม่ได้มีอะไรที่ถึงกับตื่นตาตื่นใจ  แต่มีจัดทีไรถ้ามีโอกาสไม่ติดอะไรฉันก็ชอบไปเดิน

เดินไปได้ประมาณกลางๆงานก็เจอร้านเกมร้านนึง  เป็นเกมที่ให้โยนลูกตะกร้อกระทบไม้กระดาน  หากโยนกระทบกระดานแล้วลูกตกลงในกล่องด้านล่างก็จะได้รางวัลเป็นตุ๊กตาตัวใหญ่หนึ่งตัว  ที่ทำให้ต้องหยุดดูคือคนขายเขาพูดเก่งมาก  เขาพูดได้ต่อเนื่องเหมือนไม่ต้องคิด  พูดตลกทำให้เราฟังแล้วมีความสุข  ประกอบกับสาธิตการเล่นให้ดูว่าเป็นเกมที่ทำได้จริง  คนมุงดูและร่วมเล่นเกมที่ร้านเขาเยอะกว่าร้านอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด  ฉันเองก็อยากเล่นเหมือนกัน  แต่ติดที่พาอากิไปด้วยทำให้ไม่สะดวก

ภาพความสุขของคนขาย  คนเล่น  คนมุง  ที่อยู่เบื้องหน้าทำให้นึกถึงคำของคุณแฉะ  ผู้กำกับหนังผีนองสยองขวัญที่เพิ่งได้ชมการให้สัมภาษณ์ของเขาทางเคเบิลเมื่อบ่ายนี้  ”เราทุกคนมีกล้องถ่ายหนังอยู่ในกระเป๋า”

เออใช่  นักแสดงของฉันกำลังแสดงกันอย่างสมบทบาท  มีเพียงฉันกับกล้องที่ยังไม่พร้อม  ฉันพยายามควานหากล้องถ่ายหนังในกระเป๋าเพื่อถ่ายทำหนังเรื่องแรกในชีวิต  แต่…กล้องถ่ายหนังไม่อยู่ในกระเป๋า

กลับมาอีกครั้ง

หลังจากที่สาระแนพังไปในรอบล่าสุดก็แวะเวียนมาดูอยู่เรื่อยๆ แต่แวะมาจนเหนื่อยสาระแนก็ยังไม่กลับมาสักที ล้างลาไปพักใหญ่หลังจากที่เหนื่อยล้ากับการรอคอย แล้ววันหนึ่งก็ได้รับข่าวจากพี่เบียร์ว่า”สาระแนกลับมาแล้ว”

หลังจากที่ได้รับข่าวฉันก็กลับมาบ้านเก่าแสนรักหลังนี้อีกครั้ง นั่งเขียนไดอารี่จนเสร็จไปเรื่องหนึ่งแต่สุดท้ายเปลี่ยนใจไม่โพส หลายวันต่อมาน้องนัทมาวานให้ช่วยมาส่งข่าวถึงพี่เว็บมาสเตอร์ว่าล็อกอินมีปัญหา พอเข้ามาก็เห็นไดอารี่ของฉันโชว์หราอยู่หน้าเว็บ ต๊กกะใจ! “ฉันไม่ได้โพสสักหน่อยมาได้ไงอ่า” จึงได้ทำการลบทิ้งไป แล้วออกมาซุ่มตั้งหลักอีกครั้ง

กระทั่งตอนนี้เพื่อนๆหลายคนอาทิเช่นพี่จุ๋มยังบ่นอยู่ว่าไม่สามารถเข้ามาใช้งานได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่อยากให้เพื่อนๆกลับมากันไวๆนะคะ คิดถึงความอบอุ่นเดิมๆจังเลย