สิ้นสุดการรอคอย iPad 2

มันมาแล้วในที่สุด หลังมีข่าวลือกันมากมาย ในที่สุดก็เปิดตัวไปแล้ว

iPad 2 พร้อมจำหน่ายในสหรัฐวันที่ 11 มีนาคม และในวันที่ 25 มีนาคม iPad 2 จะวางจำหน่ายในอีกหลายประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, แคนาดา, สาธารณรัฐ เชค, เดนมาร์ก, ฟินด์แลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมันนี, กรีซ, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ไอร์แลนด์, ฮังการี, ญี่ปุ่น, ลักเซมส์เบิร์ก, แม็กซิโก, เนเธอร์แลนด์, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดน, สวิซเซอร์แลนด์ และอังกฤษ

อ้าว แล้วประเทศไทย หายไปไหน?

แต่ทีเด็ดอีกก็คืิอ iPad 1 ทุกรุ่นตอนนี้ลดราคาลงอีก 3,000 บาท เลยเป็นเหตุให้ iPad WiFi 16GB ราคาหล่นมาอยู่ที่ 12,900 บาท นี่เป็นราคาเครื่องศูนย์ มือหนึ่งนะจ๊ะ ใครอยากได้ก็ไปสอยซะ

คราวนี้มาดูว่า iPad 2 มีอะไรใหม่บ้าง
- มีสองสีให้เลือก ดำกับขาว มีสองสีให้เลือกตั้งแต่วันแรกที่วางขายเลย
- ขายราคาเท่าเดิม คือราคา iPad 1 ก่อนลดราคาครั้งนี้
- บางลงกว่าเดิม 33% และบางกว่า iPhone 4 อีกด้วย
- เบาลงกว่า iPad 1 ได้อีกประมาณ 1 ขีด
- CPU ตัวใหม่ (A5 dual-core 1GHz) ที่ทำงานเร็วกว่า iPad ตัวเดิม ถึง 2 เท่า
- ประมวลผลภาพได้เร็วกว่าเดิมถึง 9 เท่า
- มีเซ็นเซอร์จับแรงโน้มถ่วงแบบ Gyro มาเพิ่ม
- แต่อายุแบตเตอรี่ยังคงใช้ได้ที่ 10 ชั่วโมงเท่าเดิม
- รองรับทั้ง GSM และ CDMA
- เพิ่มกล้องทั้งด้านหน้า (VGA ที่ 30 เฟรมต่อวินาที) และด้านหลัง (ความละเอียดสูงกว่า VDO-HD 720p ได้ที่ 30 เฟรมต่อวินาที)
- เพราะมีกล้องด้านหน้าทำให้สามารถใช้งาน FaceTime (Internet Video Call) ได้ทันที
- กล้องยังสามารถบันทึกเสียงได้ และซูมได้สูงสุด 5 เท่า
- สามารถเพิ่มข้อมูลตำแหน่งรูปถ่ายได้ด้วย ตำแหน่งของ Wi-Fi
- ล็อคการหมุนหน้าจอด้วยสวิตซ์ด้านข้าง
- ลง iOS ตัวใหม่คือ 4.3 จะทำให้มี Personal Hotspot ใช้ได้สำหรับคนที่ใช้ iPhone 4
- มีอุปกรณ์เสริมที่เท่มากคือ iPad Smart Cover ทำเลียนแบบปกหนังสือ ใช้แม่เหล็กช่วยยึดแนบแน่น แต่บางสุดๆ

อะไรจะขนาดนั้น !@#$% คนที่ถอย iPad 1 มาไม่นานอย่างเรา ก็ทำใจต่อไป…

โตขึ้นฉันอยากเป็นคนกวาดถนน

หนังสือลดราคาวางกองเต็มโต๊ะที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ‘สีหล่นบนใบไม้’ ชื่อของหนังสือเล่มนี้ดึงฉันให้ผละจากทุกสิ่งที่กำลังสนใจ ฉันหยิบมันขึ้นมา พินิจปกครู่หนึ่งแล้วยิ้มเล็กๆคนเดียว จากนั้นเปิดดูภายในคร่าวๆ เป็นหนังสือภาพเสียด้วย จากที่ดูคร่าวๆหนังสือบอกเล่าเรื่องราวบางมุมของเด็กผู้หญิงตัวเล็กอายุ 8 ขวบคนหนึ่ง แล้วฉันก็ต้องหยุดอยู่นานที่หน้าหนึ่งของหนังสือ เป็นรูปเด็กหญิงเงยหน้ามองแม่ตาแป๋วแล้วพูดกับแม่ว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นคนกวาดถนนค่ะ”

ฉันรักและหวงแหนหนังสือเล่มนี้ เป็นความงดงามของตัวละคร เป็นความงดงามของคนแต่ง เป็นความบริสุทธิ์ของหัวใจ อ่านทีไรก็รู้สึกมีความสุขทุกครั้ง ฉันไม่รู้ว่าถ้าคนอื่นได้อ่านจะรู้สึกมากเหมือนฉันมั้ย อาจจะรู้สึกว่าโง่ บ้า ปัญญาอ่อน ไร้สาระสิ้นดี ก็เป็นได้

เด็กหญิงคนหนึ่งที่หลงใหลการวาดรูปแต่ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่จะบั่นทอนการเรียนรู้ทางวิชาการหลัก เธอจึงถูกจำกัดขัดขวางจนไม่อาจทำในสิ่งที่รักได้ เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียนเธอได้เห็นคุณลุงภารโรงกำลังกวาดใบไม้ เหล่าใบไม้หลากหลายสีสัน ลีลาการตวัดไม้กวาดอันสวยงาม แล้วเธอก็พบคำตอบ “คุณครูบอกว่าคนที่ทำให้โลกนี้สวยขึ้นก็คือศิลปิน ลุงเป็นศิลปินนี่เอง!”

บางทีคนที่รักเราก็มักจะผลักเราให้ไปยืนในจุดที่เขาและสังคมเห็นว่ามันคือความสำเร็จ ไม่แน่ใจว่าได้สนใจหรือเปล่าว่ามันจะทำให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเรามีความสุขมั้ย

สิ่งที่เด็กหญิงรักที่สุดคือการวาดรูป การเป็นศิลปิน คนกวาดถนนในสายตาของเด็กหญิงคือศิลปิน หากการได้ทำในสิ่งที่รักแทนด้วยการได้เป็นคนกวาดถนน ฉันเองก็อยากเป็นคนกวาดถนน

รักนะคะ คนดีของฉัน

14.02.2011

05.15 น.

เสียงโทรศัพท์ตั้งปลุกให้ลุกขึ้นไปกดปิด แล้วก็นอนต่อ ซะงั้น (- -”)

งัวเงียเพราะเพลียเป็นพิเศษ (วันจันทร์อีกแล้ว TOT)

คุณสามีก็กลิ้งๆมานอนใกล้ๆ กอดด้านหลังแล้วก็จุ๊บให้ตื่น ไล่ให้ไปอาบน้ำ

เราก็หันมากอดตอบ บอกคุณสามีว่า “มะคืนฝันร้าย”  แต่ก็ลุกไปอาบน้ำแต่โดยดี (อยู่ในโอวาทสามีค่ะ อิอิ)

วันนี้ไม่มีอารมณ์จะเสริมสวยรับวาเลนไทน์

เพราะดูเหมือนว่าจะหมดความหมายตั้งแต่หลายปีก่อน

แต่…ชีวิตมันก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว

ขณะที่กำลังเลือกชุดที่จะใส่มาทำงานวันนี้

ก็เห็นกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆคุ้นๆตา แต่ไม่ใช่ของเรา

พอดีคุณสามีเดินออกมาจากห้องน้ำเลยถามไถ่ แต่ไม่ได้ความซะงั้น

ก็ไม่ยักกะสนใจ นึกว่าของคนอื่นเลยโยนไปไกลๆตา

แต่ก็ไม่วายตาดี เหลือบไปเห็นโปสการ์ด ภาพคุ้นๆที่แปะอยู่หน้ากล่อง

ก็นึก นึก นึก แล้วก็นึก อ่อ Palio เขาใหญ่ เอ…ชักยังไง ยังไง

ของอยู่ในห้องเรา จะเป็นของคนอื่นไปได้อย่างไร ในใจก็คิด

เอาน่า…หยิบมาแง้มดูซะหน่อยเจ้าของเค้าคงไม่ว่าอะไรล่ะมั้ง

และแล้วก็ ผ่างงงงงงงง !!!!!  0_0 (กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด)

Postcard ถึง…

Dear เบียร์สุดที่รัก

นี่มันลายมือคุณสามีนี่นา เขียนว่า บลา บลา บลา 7-8 บรรทัด

แล้วทิ้งท้ายว่า 

“สัญญาว่าจะทำให้ทุก 365 วัน เป็นวันแห่งความรักของเราทั้งสองคน”

“มีความสุขมากๆนะครับ”

“รักเบียร์ครับ”

 

(วี๊ดดดด วิ้วววววววว)

 

อ่านเสร็จยิ้มแก้มแทบปริเลยคร๊า…

ของในกล่องเดาว่าเป็นนาฬิกาแขวน Handmade

และก็ ใช่จริงๆด้วย 55555

หน้าปัดเป็นรูปเบียร์กับคุณสามีตามสถานที่ต่างๆ

ที่เราไปไหนมาไหนด้วยกัน รวมถึงรูปแต่งงงานด้วย 

คุณสามีทำเองอีกตะหาก

หน้าปัดนาฬิกา บอกตัวเลขแค่ 3 ตัวเท่านั้น คือ 

1  (Month)

9  (Day)

11 (Year)

ทีแรกก็งง ว่าทำไมมีแค่ 3 ตัว แล้วก็มาถึงบางอ้อ

เป็นวันที่ ที่เราแต่งงานกันนั่นเอง

อย่างนี้เลยให้รางวัลไป 1 กอด และ 1 ฟอด ใหญ่ๆ  (๑^_ ^๑)

คุณสามีน่ารักที่สุดในโลกเล้ยยยยยย   ^O^

…………………………………..

ถึงแม้ว่า ตอนเย็นเราจะไม่ได้ดินเนอร์ด้วยกันอย่างคู่รักบางคู่

แต่ก้ไม่นึกเสียดายอะไร เพราะ กินที่ไหน เมื่อไหร่

ก็คิดถึงคุณสามีตลอดเวลาอยู่แล้ว อิอิ

 

ดอกกุหลาบคุณสามีก็ให้มาตั้งแต่มะวานแล้ว

ราคาสูงลิบ รูดบัตรไป ปาดเหงื่อไป น่าสงสารคุณสามีจัง

ดีที่ยังลด 10% (ยังแพงอยู่ดี) แลกสติกเกอร์ได้ 2 ดวง

55555 เอาไว้ไปช๊อปต่อได้ส่วนลดอีก โฮะๆๆๆๆๆๆ

เป็นวาเลนไทนส์ที่น่ารักที่สุดในชีวิตเบียร์เลยค่ะ *_*

3×8=23?

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า

“3×8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”

เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า

“พี่ชาย 3×8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”

คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”

เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”

ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3×8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”

เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป

ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้ ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว

พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกาย ใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น
จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว
มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า
อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก

หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน (นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”

เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต

เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม

ทะเลาะ กับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

ผู้หญิงเราแต่งงานเพื่อ ?

5 ก.พ.2554

เนื่องจากเจ้านายใหญ่ของคุณสามี

รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไปร่วมงานแต่งงานของเราในวันจริง

แต่พอถึงวันงาน เกิดติดธุระด่วน ไปร่วมงานไม่ได้

ท่านก็เลยจัดเลี้ยงย้อนหลังให้

ที่ร้านอาหารแถวๆ นนทบุรี เมื่อวันเสาร์ ที่ 5 ก.พ.2554 ที่ผ่านมา

ฟองเบียร์ก็ได้มีโอกาสไปแนะนำตัวและทำความรู้จัก

กับผู้หลักผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน

ในองค์กรของคุณสามีอย่างเป็นทางการ

ฟองเบียร์ก็รู้สึกเกรงใจและประหม่าเยอะเหมือนกัน

ก็ยังไม่รู้จักใครซักคน เหอะๆๆ

ท่านเจ้านายใหญ่นอกจากจะให้ซอง(ชอบของในซอง โฮะๆๆๆๆ )

ท่านก็ยังให้โอวาทและยกตัวอย่างในการดำเนินชีวิตคู่ของตัวท่านเอง ว่า

” ผมและภรรยาแต่งงานกันมาร่วม 30 ปี

ไม่เคยทะเลาะกันรุนแรง ด้วยอาศัยคำ 2 คำ

UNDERSTANDING  AND  FORGIVING

ความเข้าใจ และ การให้อภัย 

ถ้าพี่เขตทำอะไรผิด

น้องเบียร์ก็ต้องพร้อมที่จะเข้าใจและให้อภัยพี่เขต

พี่เขตก็ต้องรู้จักขอโทษน้องเบียร์

น้องเบียร์พร้อมที่จะให้อภัยพี่เขตอยู่แล้ว”

ก็ประมาณว่าอวยพรแทงกั๊ก

ให้ลูกน้องอย่างออกหน้าออกตาไปหน่อย

เหมือนรู้ล่วงหน้าว่า

ต้องมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง

ที่อาจทำให้ฟองเบียร์อาจจะโกรธคุณสามีก็เป็นได้

เรื่องบางเรื่องอภัยได้ไม่เสียหาย

จะแกล้งทำเป็นลืม หรือไม่รู้ไม่ชี้ไปก็ได้ค่ะ

แต่บางเรื่องฟองเบียร์เอาจริงค่ะ

คนที่ทำผิด ก็ควรจะได้รับโทษ

กลัวอารมณ์ตัวเองอยู่เหมือนกัน แหะๆๆ

ส่วนภรรยาของเจ้านาย ก็พูดกับฟองเบียร์ว่า

“เป็นสะใภ้ที่ Pesco ต้องรู้จักอดทน

ต้องอดทนให้มากๆ เพราะ Pesco งานเยอะ

และมี Site งานอยู่ทั่วประเทศ

อาจจะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน” 

 T_T อดทน อดทน อดทน

ตั้งแต่แต่งงานมาได้ เดือนนึง ได้ยินแต่คนอวยพรว่า ให้อดทน

สรุปแล้ว ผู้หญิงแต่งงาน เพื่อ ความอดทน นั่นเอง

แต่อดทนแล้วผลลัพท์จะเป็นยังไง ต้องทนมากทนน้อย

มีอะไรซ่อนเร้นภายใต้ความอดทน

จะดีหรือแค่ยอมรับได้ หรือรับไม่ได้

อันนี้ก็วิถีใครวิถีคุณ

หรือมีคนจะแย้ง หึหึ

เมื่อเช้าตื่นนอน อาบน้ำเสร็จ ยื่นซองที่เจ้านายคุณสามีให้วันก่อน

หน้าซองมีข้อความสั้นๆ เขียนว่า UNDERSTANDING  AND  FORGIVING

แล้วบอกคุณสามีว่า

Understanding น่ะ เบียร์ทำได้นะ เบียร์พอจะเข้าใจ

แต่ Forgiving น่ะ คนผิดก็ต้องโดนลงโทษอย่างสาสม

จะไม่มีคำว่าอภัยง่ายๆ หรอก

หึหึ