กินผักตามฤดูกาล

คนตะวันออกเชื่อว่าการรับประทานอาหารอย่างสอดคล้องกับฤดูกาล เป็น ผลดีต่อสุขภาพทำให้สุขภาพสมดุล และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้ ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย

การรับประทานอาหารอย่างสอดคล้องกับฤดูกาล เป็น ผลดีต่อสุขภาพทำให้สุขภาพสมดุล และปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้ ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วย ธาตุ 4 ธาตุ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุน้ำ และธาตุไฟ ซึ่งธาตุ แต่ละอย่างมีลักษณะและธรรมชาติที่แตกต่างกัน และธาตุทั้ง 4 ยังเป็นแหล่งกำเนิดของโรค โรคจะเกิดกับธาตุใดธาตุหนึ่ง จะต้องมีธรรมชาติภายนอกมากระทบหรือมูลเหตุอื่นๆ (เช่น อาหาร อิริยาบถ อารมณ์ ฯลฯ) ทำให้เสียสมดุล จึงเกิดโรค

ธรรมชาติภายนอกที่สำคัญ คือ ธรรมชาติของความร้อน ความเย็น ความ หนาว เมื่อธรรมชาติจากภายนอก มากระทบธาตุ 4 ภายใน หากร่างกายต้านทานไม่ไหว จนธรรมชาติภายในเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็จะเจ็บป่วย
ได้ ฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหาร หรือผักพื้นบ้าน ควรคำนึงถึงกฎเกณฑ์ดังกล่าวนั่นคือ ควรพิจารณาให้สอดคล้อง กับฤดูกาลใน 3 ฤดูกาล
ดังต่อไปนี้

ฤดูร้อน (เดือน กุมภาพันธ์ – เดือนพฤษภาคม) ในฤดูร้อน ความร้อนในธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น ความร้อนจากธรรมชาติภายนอก จึงมากระทบร่างกายกำเริบขึ้น และหากกำเริบมาก อาจส่งผลต่อธาตุน้ำ และธาตุดิน ได้ จนส่งผลให้ร่างกายมีอาการตัวร้อน ปวดศีรษะ วิงเวียน อ่อนเพลีย ปากแห้ง กระหายน้ำ ร้อนใน ท้องผูก ปัสสาวะน้อย และสี เหลืองจัด หรืออาจเกิดเป็นเม็ดขึ้นตามร่างกาย อาการดังกล่าว สามารถป้องกัน และบรรเทาได้ด้วยอาหารรสขมเย็น รสเปรี้ยว รสจืด อาหารเหล่านี้ จะทำให้ ความร้อนผ่อนคลายลง หรือช่วยลดความร้อนได้ ผักพื้นบ้านที่ควรรับประทานในฤดูร้อน เช่น มะระขี้นก ฮ้วนหมู ผักเฮือด ส้มป่อย ผักกูด ผักปลัง ตำลึง ชะอม มะขาม ผักหวาน ไม่ควรรับประทานอาหารรสร้อน รสเผ็ดจัด รสมัน เพราะจะเป็นธาตุไฟในร่างกาย เป็นผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ลำไย ขนุน ทุเรียน เป็น ต้น สำหรับเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับฤดูร้อน คือ น้ำผลไม้รสเปรี้ยว คั้นและเหยาะเกลือเล็กน้อย จะช่วยคลายร้อนได้ ตัวอย่างเช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น

ฤดูฝน (เดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน) เมื่อฤดูฝนย่างกรายเข้ามา ความเย็นอันเป็นธรรมชาติของฤดูฝนเพิ่มมากขึ้น สำหรับภายในร่างกาย ธาตุลม อัน เป็นธาตุที่มีลักษณะเคลื่อนไหว และมีธรรมชาติเย็น จะถูกกระทำโทษได้ง่าย ร่างกายจึงมักจะมีการเจ็บป่วย โดยมีมูลเหตุจากธาตุลมเป็นสำคัญ ความเย็นที่มีมาก เกินไป จะกระทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ครั่นเนื้อครั่นตัว เป็นไข้หวัดเล็กน้อยได้ อาการดังกล่าว สามารถป้องกันได้ โดยอาหารรสสุขุม รสเผ็ดร้อน ผักพื้นบ้านที่มี รสเผ็ดร้อน คือ ยอดพริก โหระพา ยี่หร่า แมงลัก กระเพรา หูเสือ ผักไผ่ พลูดาว ขิง ข่า ผักคาด กะทือ กระเจียว ผักแพว เอื้อง เป็นต้น

ฤดูหนาว (เดือน ตุลาคม – เดือนมกราคม) ความหนาวอันเป็นธรรมชาติของฤดูหนาว กระทบต่อร่างกาย หากร่างกายไม่อาจต้านทานได้ จะเกิดความเจ็บป่วย ความหนาวจะส่ง อิทธิพลต่อธาตุน้ำในร่างกาย ทำให้เจ็บป่วยได้มากกว่าธาตุอื่น และจะทำให้มีอาการผิวแห้ง มึนศีรษะ น้ำมูกไหล ขัดยอก ขยับเขยื้อนร่างกายไม่สะดวก ท้องอืด อาหารที่เหมาะกับอากาศในฤดูหนาว คือ อาหารรสขมร้อน รสร้อน และรสเปรี้ยว ผักพื้นบ้านที่เหมาะสม ในการรับประทานในหน้าหนาว คล้ายกับผักพื้นบ้าน ที่รับประทานหน้าฝน ตัวอย่างเช่น ข่าอ่อน กระชาย พริกไทย ยอดพริก ขมิ้น ผักไผ่ ผักแพว และผักที่มีรสเผ็ดร้อนทุกชนิด

โรคคิดถึง

โรคนี้จะเกิดกับคนที่อ่อนแอทางจิตใจขั้นรุนแรง

อาการเบื้องต้นของโรคนี้เริ่มจากเชื้อพาหะจะเข้ามาใกล้
สร้างความสนิทสนมกันตามประสาคนรู้จัก

แต่จะส่งผลถึงคลื่นไฟฟ้าในสมอง
ซึ่งจะแปรเปลี่ยนคลื่นความถี่จากความรู้สึกธรรมดาฉันท์เพื่อน พี่ น้อง
ให้เป็นตามที่ใจตนเองต้องการ

ต่อจากนั้น เมื่อเชื้อโรคได้เข้าสู่ร่างกายแล้ว
จะกระจายตัวอย่างรวดเร็วด้วยระยะเวลาอันสั้น

ซึ่งจะแปรตามความสัมพันธ์ที่มีมากหรือน้อยระหว่างผู้รับเชื้อกับผู้แพร่เชื้อ
ยิ่งมีมาก เชื้อก็จะยิ่งแพร่กระจายได้ไกล

โดยที่สภาพอากาศมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ด้วย

ฤดูฝน มีคนโทรมาห่วงว่ากลัวจะเป็นหวัด : เชื้อโรคแพร่ไวขึ้น 30%
ฤดูหนาว มีคนสัมผัสมือแก้หนาว : เชื้อโรคแพร่ไวขึ้น 70%
ฤดูร้อน มีคนชวนไปเที่ยวทะเล : เชื้อโรคแพร่ไวขึ้น 25%

อาการของโรคนี้ โดยมากแล้วจะเริ่มจากการคิดเข้าข้างตัวเอง
จากนั้นก็จะเริ่มมีอาการอ่อนแอทางจิตใจมากขึ้นเรื่อยๆ

จะส่งผลกระทบต่อไปถึงชีวิตประจำวัน เช่น ตื่นสายเพราะมัวคุย

ทางองค์การอนามัยโลก
จัดให้เป็นโรคที่อันตรายอีกโรคหนึ่ง

เพราะได้มีผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ติดเชื้อเอง
ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลการวิจัยของสถาบันการแพทย์ชั้นนำ
ได้ข้อสรุปตรงกันว่า โรคแพ้ความใกล้ชิดนั้น

อาการจะรุนแรงมากหรือน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับตัวผู้รับเชื้อเอง
หากเกิดอาการอ่อนแอทางจิตใจยิ่งมีมากเท่าไหร่

อาการของโรคนี้ก็จะน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากโรคนี้คือ
เมื่อเชื้อโรคได้แพร่เข้าสู่หัวใจโดยทางเส้นเลือดนั้น
จะทำให้เกิดอาการท้อแท้ หมดหวัง สิ้นหวัง โทษตัวเอง น้อยใจชีวิต

ปัจจุบันนี้ ทางการแพทย์ยังไม่สามารถที่จะหาวัคซีนป้องกันได้
เพราะเนื่องจากเชื้อนี้เป็นไวรัส ไม่สามารถฆ่าให้ตายได้

ทำให้โรคนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะเป็นๆ หายๆ
ไม่สามารถระบุได้ว่าจะเป็นอีกเมื่อไหร่ และจะหายเมื่อไหร่

ขึ้นอยู่กับผลกระทบที่เกิดขึ้นว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใด
แพทย์หลายท่านระบุว่า ” เวลา”
จะเป็นยารักษาโรคนี้ได้ดีที่สุด :P

========================================
ไม่มีเอกสารอ้างอิง แต่ ที่กล่าวมา เป็น จิง เกือบทั้งหมดเลย

คำทำนายตามราศี (ราศีมังกร)

ดวงอาทิตย์โคจรอยู่ในราศีมังกร ระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม ถึง วันที่ 20 มกราคม มีดาวเสาร์เป็นเจ้าเรือน ถ้าเปรียบเทียบกับธรรมชาติ เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว อันเป็นจุดหมายปลายทางของธรรมชาติทั้งปวง หมายถึง การบรรลุเป้าหมาย ของชีวิตที่ได้ผ่านมาตั้งแต่ราศีเมษ ถ้าเปรียบกับมนุษย์คือเข้าสู่วัยทอง มีทุกอย่างครบแล้ว พร้อมที่จะเดินทางไปสู่โลกใหม่

อุปนิสัยของชาวราศีมังกร
เป็นบุคคลธาตุไฟ มีอุปนิสัยชอบเอาชนะ ชอบการแข่งขัน มีนิสัยเป็นนักธุรกิจ ทำสิ่งใดจะมองเรื่องกำไรขาดทุนไว้ก่อน ชอบท่องเที่ยวเดินทางในที่แปลกใหม่ บางครั้งอาจมีคนมองท่านหยิ่งหรือถือตัวอยู่บ้าง แต่ท่านก็ชอบทำอะไรที่ง่ายๆ ชอบแต่งตัวตามสบาย ไม่ชอบความโก้หรูมากนัก ชอบแต่งแบบปอนๆ ง่ายๆ และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ รักเกียรติยศและชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง

ความรัก
ความรักของชาวราศีมังกร ท่านจะตัดสินใจในการหาคู่ครองช้าสักนิด เพราะท่านเป็นคนช่างเลือก บางท่านอาจอยู่สันโดษ หรือแต่งงานช้า ส่วนใหญ่ท่านจะไปคิดเรื่องหน้าที่การงานเป็นส่วนมาก ทำให้เรื่องความรักดูจืดไปนิด ส่วนมากท่านก็จะหาคู่ครองที่มีนิสัยเหมือนท่านเป็นหลัก

งานที่เหมาะสม
ชาวราศีมังกรเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง รักงานในหน้าที่ยิ่งชีวิต มีความเชื่อมั่นในการทำงานสูง และชอบแนะนำผู้อื่น งานที่เหมาะสมกับท่านคืองานด้านธนาคาร สถาบันการเงิน รับราชการ หรือทำธุรกิจส่วนตัว และงานด้านบ้านและที่ดิน ก็เหมาะกับท่านดี

สุขภาพ
สุขภาพของชาวราศีมังกร ต้องระมัดระวังโรคเนื้องอกที่ขา โรดปวดบวมตามข้อ โรคที่เกี่ยวกับหัวเข่า หรือมีปัญหาในเรื่องการเดิน โรคที่มาจากการเดิน อาการอักเสบของไขข้อ โรคในกระดูก โรคผิวหนังแห้ง และโรคภูมิแพ้

พืชสวนโลก… กลับมาอีกครั้ง

แม้งานพืชสวนโลกหรือ”มหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549″ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พ.ย.49 -31 ม.ค.50 จะผ่านไปหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังมีหลายๆคนที่พลาดการไปเที่ยวชมงานนี้บ่นเสียดายอยู่ไม่น้อย

นอกจากนี้หลายๆคนยังตั้งคำถามว่า สถานที่ที่ใช้จัดงานครั้งนี้ที่ได้ลงทุนจัดสวนและสร้างอาคาร สถาปัตยกรรม และประติมากรรมต่างๆไปมากมาย จะเอาไปทำอะไร รื้อทิ้ง?เก็บไว้? หรือนำไปทำอะไร?

ในเรื่องนี้ อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เปิดเผยหลังงานพืชสวนโลกว่า ในส่วนพื้นที่การจัดงานจะถูกแปรสภาพให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ในอนาคต ที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วางแผนไว้ว่าจะนำพื้นที่การจัดงานดังกล่าว มาเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพื่อการศึกษางานวิจัย และ เป็นแหล่งพบปะกันในกลุ่มเกษตรกร

โดยจะทำการปิดพื้นที่เพื่อปรับปรุง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างชั่วคราวตามสัญญาออก ระหว่างนั้นจะทำการตกแต่งพื้นที่ส่วนต่างๆ รวมถึงสวนต่างประเทศที่ได้มีการส่งมอบให้ไทย โดยเฉพาะพืชชนิดต่างๆที่นำมาจัดแสดง เช่น ต้นปาล์มขวด มะพร้าวทะเล หรือ มะพร้าวแฝด ต้นสนดึกดำบรรพ์อายุกว่า 250 ล้านปี ฯลฯ จะไม่มีการรื้อถอนออกไปแต่อย่างใด

จากวันสิ้นสุดงานมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ยังคงครุกรุ่นอยู่ในความทรงจำ มาวันนี้ทางกรมวิชาการเกษตร ในฐานะผู้ดูแลรับผิดชอบก็ได้เปิดสวนแห่งนี้ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมอีกครั้ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า “จากการปิดปรับปรุง มาวันนี้เราได้เปิดสวนแห่งนี้อีกครั้งเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เป็นสถานที่เรียนรู้ทางการเกษตร ใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านการเกษตร วัฒนธรรมทางภาคเหนือ และใช้ในการจัดงานต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน”

ทั้งนี้พื้นที่พืชสวนโลกได้ฤกษ์เปิดอีกครั้งเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยได้ใช้ชื่อว่า”สวนเฉลิมพระเกียรติฯราชพฤกษ์2549″ ไปก่อน ส่วนการเปิดแบบถาวรนั้น อธิบดีกรมวิชาการเกษตรบอกว่า จะพยายามเปิดให้ทันวันที่ 5 ธันวาคม 2550 นี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในปีมหามงคลเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงมีพระชนมายุ ครบ 80 พรรษา

ในส่วนของสวนเฉลิมพระเกียรติราชพฤกษ์ 49 ใหม่นี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า “โครงสร้างหลักๆเหมือนเดิมเกือบ 100 % ต้นไม้เดิมได้ตายไปเพียงบางส่วน แต่อาจจะเปลี่ยนไม้ดอกไปเป็นไม้ใบเพื่อการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น จะมีบางจุดเท่านั้นที่จะลงไม้ดอกให้เป็นมุมถ่ายรูปที่สวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สำหรับหอคำหลวงก็ยังคงเหมือนเดิมเกือบทั้งหมด แต่จะนำไม้ใบไปแทนที่ไม้ดอก ด้านลานใบพัด เรือนร่มไม้ ก๊าซเฮาส์ เรือนพืชไร้ดิน โดมไม้เขตร้อนชื้น ไม้ในวรรณคดี ไม้หอม ไม้น้ำ ก็ยังคงมีอยู่”

ทั้งนี้ในส่วนที่ต้องปรับปรุงค่อนข้างเยอะก็คือ “สวนเฉลิมพระเกียรติ” ที่แยกย่อยออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ สวนองค์กรเฉลิมพระเกียรติฯ และสวนนานาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ ด้าน “สวนองค์กรเฉลิมพระเกียรติฯ” ซึ่งเป็นส่วนที่ทางองค์กรต่างๆได้มาจัดแสดงภายใต้แนวคิดการจัดสวนด้วยการนำทฤษฎีการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาจัดทำ ต้องปรับปรุงมากเนื่องจากบางองค์กรได้เอาของที่มาจัดแสดงคืน

ด้าน “สวนนานาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ” ซึ่งเป็นพื้นที่การจัดแสดงสวนจากประเทศต่างๆ 33 ประเทศ จาก 5 ทวีปทั่วโลกคือ เอเชีย ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และทวีปอเมริกา แม้ทางประเทศต่างๆที่มาจัดแสดงจะมอบสวนให้กับทางผู้จัดงานทั้งหมด แต่ก็ยังต้องปรับปรุงในหลายๆส่วน แต่เมื่อเทียบกับสวนองค์กรแล้ว สวนนานาชาติปรับปรุงน้อยกว่า

สำหรับจุดที่เปิดให้ชมในการเปิดสวนฯชั่วคราวนั้น ขณะนี้ได้เปิดในส่วน “พื้นที่ชมงานภายในอาคาร” ได้แก่ เรือนร่มไม้ โดมไม้เขตร้อนชื้น อาคารพืชทะเลทราย อาคารพืชไร้ดิน อาคารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และอาคารแสดงความมหัศจรรย์ชา และใน “พื้นที่ชมงานภายนอกอาคาร” ได้แก่ ไม้ชุ่มน้ำ สวนบัว ไม้ประจำจังหวัด ไม้มงคลและไม้พุทธประวัติ ไม้ตัด และอาคารหอประวัติพืชสวนไทย

นอกจากนี้ “หอคำหลวง”สถานที่ไฮไลท์ ที่ปลูกสร้างด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมล้านนาที่อ่อนช้อนงดงามบนเนินดิน ตัวอาคารเป็นครึ่งไม้ครึ่งตึก ชั้นบนตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังภาพวาดพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ชั้นล่างแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเฉลิมพระเกียรติ แม้จะมีการปรับปรุงบ้างบางส่วน แต่ก็ยังเปิดให้เข้าชมได้เป็นปกติ

และในส่วนของสวนที่ยังปิดเพื่อรอการปรับปรุงก็คือ สวนองค์กรเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารพืชไม้เมืองหนาว ซึ่งคาดว่าจะเปิดในช่วงฤดูหนาว และสวนนานาชาติ เฉลิมพระเกียรติฯ คาดว่าหากสวนนานาชาติฯเปิดแล้วจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวชมได้เป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยังได้เผยถึงความคืบหน้าว่า “ขณะนี้อยู่ในระหว่างรอรัฐบาลอนุมัติงบประมาณสำหรับปรับปรุงประมาณ 30 กว่าล้านบาท โดยระยะแรกกรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปบริหารในรูปของคณะกรรมการบริหารชั่วคราว หลังจากนั้นจะก่อตั้งมูลนิธิเพื่อดำเนินงาน คาดว่าหากเปิดสวนฯ แล้วจะต้องใช้เงินในการดูแลรักษาประมาณวันละ 2 หมื่นบาท ดังนั้นหากปรับปรุงทั้งหมดเรียบร้อยและเปิดอย่างถาวรแล้ว จึงจำเป็นต้องจัดเก็บค่าผ่านประตูเพื่อเป็นเงินทุนในการดูแลรักษาต่อไป”

ไขปริศนา 13 หอคอยพันปี ที่เปรู.. ที่แท้เป็นลานสังเกตพระอาทิตย์

บีบีซีนิวส์/แอลเอไทม์ส – นักโบราณคดีเพิ่งจะถึงบางอ้อกับ 13 หอคอย ที่ค้นพบมากว่าศตวรรษ ตั้งเรียงรายอยู่ในแหล่งโบราณคดีของเปรูที่แท้เป็นหอสังเกตดวงอาทิตย์ เชื่อใช้เก็บข้อมูลบันทึกปฏิทินสุริยคติ นับเป็นอุปกรณ์ทางด้านดาราศาสตร์อายุกว่า 2,400 ปีที่มีขนาดใหญ่มากของชาวอินคา

อาณาจักร อินคา อันเก่าแก่ที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าโรมันโบราณ ครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศในแถบอเมริกาใต้ มักมีเรื่องราวสร้างความประหลาดใจให้ชาวโลกอยู่เสมอ และท้าทายให้เหล่านักโบราณคดีมุ่งหน้าไปขุดค้นหาความจริงในอดีตที่เคยรุ่งเรืองมานานนับพันปี ไม่แพ้อิยิปต์

เธอร์ทีน ทาวเวอร์ส (Thirteen Towers) หรือหอคอย 13 แท่ง ที่บริเวณแหล่งขุดค้นทางโบราณคดี เมืองแชงกิลโล (Chankillo) ประเทศเปรู ปรากฏสู่สายตานักสำรวจมากว่าศตวรรษ นับเป็นอีกหนึ่งปริศนาสำคัญท้าทายนักโบราณคดีให้ช่วยกันค้นหาว่าสถานที่อายุกว่า 2,400 ปีแห่งนี้ ชาวอินคาสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร

ล่าสุดคลิฟ รุกเกิลส์ (Clive Ruggles) ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์โบราณ มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ (Leicester University, UK) ได้รายงานข้อสรุปฟันธงว่าหอคอย 13 แท่งที่ตั้งตระหง่านคาใจมาร้อยกว่าปีนั้นคือเครื่องมือทางดาราศาสตร์โบราณขนาดใหญ่ โดยเขาได้รายงานข้อสรุปร่วมกับทีมงานลงในวารสารไซน์ (Science) เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

รุกเกิลส์ ให้ความเห็นว่า มีผู้พบเห็นหอคอยพวกนี้มานานนับร้อยปีแล้ว หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่กลับไม่มีใครรู้เลยว่าสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ทำอะไร และเขาเองยังรู้สึกประหลาดใจมากตั้งแต่ได้เห็นครั้งแรก เพราะหอคอยถูกสร้างให้เรียงเป็นแนวเดียวกัน และยังครอบคลุมทิศทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

หอสังเกตการณ์นี้มีแท่งหินลักษณะคล้ายหอคอย 13 แท่งเรียงรายจากทิศเหนือไปใต้ตามแนวสันเขาบนเนินเขาเตี้ยๆ แต่ละหอมีบันไดคู่เวียนเป็นทางขึ้นไปสู่ยอด ซึ่งพื้นที่โดยรวมมีโครงสร้างลักษณะเป็นช่องว่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดระหว่าง 75 ตารางเมตรและ 125 ตารางเมตร ยื่นเข้ามาด้านใน มองดูคล้ายฟัน โดยแต่ละอันอยู่ห่างกันเป็นระยะทางเท่าๆ กัน

ทั้งนี้ เชื่อว่าจุดสังเกตดวงอาทิตย์ 2 จุด น่าจะอยู่ห่างออกไปทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกประมาณ 230 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองเห็นตำแหน่งดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในช่วงเวลาตลอดหนึ่งปีอยู่ภายในระยะทางยาว 300 เมตรที่หอคอยเหล่านี้เรียงตัวกันอยู่

ถ้าหากเรายืนอยู่ตรงจุดสังเกตการณ์ทางด้านทิศตะวันตก จะมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกตอนเช้า แต่การปรากฏขึ้นตามแนวระยะทางที่หอคอยเรียงกันอยู่ จะขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาในปีนั้น รุกเกิลส์ยอดนักดาราศาสตร์โบราณอันดับต้นๆ ของโลกกล่าว

ช่วงที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในฤดูร้อน ซึ่งในเปรูจะตรงกับเดือนธันวาคม จะมองเห็นดวงอาทิตย์อยู่ทางด้านขวาของหอคอยทางขวาสุด ส่วนเดือนมิถุนายน ช่วงที่ดวงอาทิตย์ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากสุดในฤดูหนาว จะมองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางด้านซ้ายของหอคอยที่อยู่ซ้ายสุด ส่วนช่วงเวลาระหว่างนั้นก็จะขึ้นและตกตามแนวของหอคอย รุกเกิลส์ระบุไว้ในไซน์

จุดสังเกตการณ์ทางด้านทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นจุดที่มีข้อจำกัดอย่างมาก คุณไม่สามารถไปยืนเฝ้ามองดูดวงอาทิตย์ ณ ตรงจุดนั้น 2 หรือ 3 คนได้เลย และจากหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ ก็บ่งชี้ว่า สถานที่ที่ใกล้เคียงจุดสังเกตการณ์นั้นใช้เป็นบริเวณสำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญต่างๆ รุกเกิลส์กล่าว และชี้นัยว่า จะต้องมีใครสักคนหนึ่งที่มีความสำคัญมากๆ อาจเป็นพระหรือนักบวชก็เป็นได้ ที่เฝ้าสังเกตดวงอาทิตย์และเป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม ในขณะที่ประชาชนจำนวนมากมายร่วมพิธีอยู่บริเวณลานกว้างโดยรอบ

13 หอคอย ที่นักศึกษาอารยธรรมอินคารู้จักกันดีมีพื้นที่ประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำคาสมา-เซชิน (Casma-Sechin) แถบชายฝั่งเปรู เชื่อว่าน่าจะเคยใช้เป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในช่วง 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช เพราะในบริเวณใกล้เคียงยังมีสิ่งปลูกสร้างคล้ายอาคารบ้านเรือนและแหล่งชุมชนรวมอยู่ด้วยมากมาย

ทางด้าน อีวาน เกซซี (Professor Ivan Ghezzi) ศาสตราจารย์จากสถาบันวัฒนธรรมแห่งชาติเปรู (National Institute of Culture, Peru) ผู้ร่วมเขียนรายงาน ระบุว่า ประชาชนในสมัยโบราณนับถือดวงอาทิตย์เป็นเทพเจ้า และมีการสร้างหอสังเกตการณ์ไว้เพื่อสังเกตการโคจรของดวงอาทิตย์ และบันทึกวันสำคัญต่างๆ ลงในปฏิทินตามแบบสุริยคติ

อย่างไรก็ดี หอสังเกตการณ์ปรากฎการณ์บนท้องฟ้าเก่าแก่ที่สุดก็ยังคงเป็นของหอที่อยู่ทางตอนเหนือของกรุงลิมาในเปรู ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 4,200 ปี แต่เธอร์ทีน ทาวเวอร์สนี้ถือเป็นสถานที่สังเกตการณ์บนฟากฟ้าที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในท้องฟ้าทางด้านตะวันตก

หอสังเกตการณ์แห่งนี้เชื่อว่าสร้างขึ้นในยุคสมัยที่อาณาจักรอินคาเจริญรุ่งเรือง ไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมและเป็นศูนย์กลางทางศาสนาของชาวลัทธิบูชาดวงอาทิตย์

อาณาจักรอินคาถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนที่บริเวณเทือกเขาแอนดิส (Andes) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ชาวอินคาจึงเริ่มใช้เทคโนโลยี มีศาสนา การเมือง และการปกครองเป็นของตนเอง โดยมีคุซโค (Cuzco) เป็นเมืองหลวงที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,395 เมตร นับเป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่สูงแห่งหนึ่งของโลก

ชาวอินคานับถือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และนับถือดวงดาวอื่นๆ เป็นเทพเจ้า จึงมักจะสร้างวิหารใหญ่โตอลังการเพื่อเป็นที่บวงสรวงดวงอาทิตย์ และใช้ในพิธีทางศาสนา ซึ่งบางครั้งอาจฆ่าคน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงเพื่อบูชาด้วย

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1532 อาณาจักรอินคาถึงกาลล่มสลาย เมื่อกองทัพล่าอาณานิคมของสเปนภายใต้การนำของนายพลฟรานซิสโก ปิซาร์โร (Francisco Pizarro) บุกยึด ปล้นสะดมภ์ ของมีค่าต่างๆ ไปหมดสิ้น รวมทั้งสังหารกษัตริย์ของอินคาด้วย และปกครองดินแดนนี้นานถึง 300 ปี ทำให้ชาวอินคาหมดสิ้นเผ่าพันธุ์ในที่สุด แต่แหล่งอารายธรรมโบราณของอินคาก็ยังคงค่อยๆ ถูกค้นพบและไขปริศนาต่อไป