บ่นรับหัวปี

เปิดเน็ทไปเจอบทความนี้เข้า
คาดว่าคงขียนมาจากสาวกทอมหรือดี้ หรือเจ้าตัวซะเอง
เห็นแล้วก็คันปากอยากอยากบอกชาวโลกถึงสิ่งที่ตัวองคิดไว้ว่า….

บทความ
1.ทอม มักคบกับเพื่อนผู้หญิงแท้
เกย์ มักคบกับเกย์ด้วยกัน
กู
ทอมข้างบ้านกู ว่างๆ มันก็นอนกับผู้ชายตอนกลางคืน ตอนเช้าก็ออกไปควงหญิงต่อเป็นปกติ
เกย์ที่มหาลัย เป็นเพื่อนกับคนทั่วโลกทุกเพศทุกวัยยกเว้นคนที่แสดงออกว่าเกลียดเกย์มากๆ
พวกหล่อนหรือเขาก็จะไม่เข้าไปยุ่งด้วย

บทความ
2.ทอม ถ้าโดนจับได้ว่าเป็นทอมมักมีคนชม
เกย์ ถ้าโดนจับได้ว่าเป็นเกย์มักมีแต่คนด่า
กู
ไม่เห็นต้องจับได้หรือจับไม่ได้ แค่มองตาก็เข้าใจ
ส่วนจะด่าหรือจะชม ก็ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ไม่ใช่เพศปฏิบัติ (การทำตัว)

บทความ
3.ทอม ถ้าหน้าตาดีผู้หญิงมักกรี๊ด
เกย์ ถึงหน้าตาดีผู้ชายก็ไม่กรี๊ด
กู
ก็ผู้ชายไม่ได้แร่ดแหลเหมือนพวกดี้นี่ฮะ
แล้วผู้หญิงก็ไม่ได้กรี๊ดทอมซะหน่อย แค่พวกดี้เท่านั้นเอง
กูคนนึงล่ะค่ะ ผู้หญิงปกติ มีลูกมีผัวเหมือนคนอื่นเขามีกัน ไม่เคยนึกอยากจะกรี๊ดให้ทอมหน้าไหน
และที่เกย์ไม่กรี๊ดกันเอง ก็ถือว่าเป็นมารยาทอันดีอย่างหนึ่งที่พวกทอมทั้งหลายน่าเอาเยี่ยงอย่างเป็นที่สุด

บทความ
4.ทอม มักได้รับความสนใจจากชาวเน็ต (แง่บวก)
เกย์ ได้รับความสนใจจากสาวก Y (แง่บวก) ประชาชนทั่วไป (แง่ลบ)
กู
ในฐานะชาวเน็ตคนหนึ่ง… ขอบอกว่าเอียนอิพวกนี้มาก
รู้สึกขยะแขยงเป็นล้นพ้น ถึงความหลงรูปแห่งตน วันๆ ไม่ทำอะไร แต่งตัว ถ่ายรูป โพสลงเน็ต
เหมือนพวกไม่มีสังคมที่วันๆได้แค่หมกมุ่นอยู่กับตัวเองและโปรแกรม social
รูปพวกเกย์นั้นอาจจะน่าขยะแขยงอยู่บ้าง แต่เขาก็โพสอยู่ในบล็อกเขา เราเข้าไปเสือกเห็นเอง
ยังมีสิทธิ์วิจารณ์อะไรอีกงั้นเหรอคะ
ไม่ชอบก็อย่าเข้าไปสิวะ ง่ายๆแค่นี้ คิดไม่ออก

บทความ
5.ทอม มักเรียนในโรงเรียนสหศึกษา
เกย์ เกือบ 80% มาจากชายล้วน
กู
ไม่ใช่มั้ง เห็นทอมส่วนใหญ่ก็กร่างมาจากหญิงล้วนน่ะแหละ
ผู้หญิงจริงๆ เรียนสหศึกษา เค้าปรับฮอร์โมนได้ ไม่มีใครอยากเป็นทอมเอาเท่ส์หรอก
พวกมาจากหญิงล้านต่างหาก เมื่อเป็นหญิงแล้วมันสวยสู้เขาไม่ได้ ก็เป็นทอมซะเลย จะได้แตกต่าง
แค่พวก อยากมีตัวตนน่ะ

บทความ
6.ทอม มักชอบถ่ายรูป โพสรูปตัวเองลงเน็ต
เกย์ ถ้าถ่ายก็ชอบถ่ายรูปกับคู่ของตน ในสภาพ…
กู
ถือว่าเป็นอันเดียวกับข้อ 4 นะเนี่ย

บทความ
7.ทอม ไม่ปกปิดความเป็นทอม
เกย์ มักปิดปังความเป็นเกย์
กู
แหม อิดอก …. สู้อุตส่าห์ปรับแต่งซะขนาดนั้น มันคงอยากปกปิดหรอก…
ส่วนใหญ่ก็คิดซะว่า เป็นแล้วปกปิดแล้วจะเป็นไปทำไมไม่ได้อวดชาวบ้าน อุตส่าห์กระเสือกกระสนเอาผ้ารัดนมเอย โปะเจลทำทรงเห็นผีเอย ฯลฯ เสียเวลาไปตั้งเยอะกว่าจะออกสู่สายตาชาวบ้านได้
ก็เลยชอบโชว์ไง เหมือนพวกแต่งตัวแล้วไม่มีที่เดินน่ะ
ทอม กะ ตุ๊ด มันก็ไม่ต่างกันหรอก โวยวาย โชว์ออฟสุดฤทธิ์
เป็นไปได้ไม่อยากอยู่ใกล้ รำคาญลูกกะตา

บทความ
8.ทอม พ่อ-แม่ ประมาณ 30%สนับสนุนให้ลูกเป็นทอม
เกย์ ไร้ซึ่งพ่อแม่สนับสนุนให้ลูกเป็นเกย์
กู
เอาจากไหนมาว่า สนับสนุนให้ลูกเป็นทอมเนี่ยนะ
ไอ้คนพูดมันเอาความคิดตัวเองมาว่าฝ่ายเดียวน่ะสิ เหอๆๆ
จริงๆเค้าห้ามไม่ได้มากกว่า (พ่อกะแม่) เลยต้องทำใจ ว่า เป็นอะไรก็เป็นไปเหอะ
เอาเป็นว่าเป็นคนดีก็แล้วกัน

บทความ
9.ทอม ไม่เคยขาดซึ่่งแฟน ไม่ว่าหน้าตาจะดีหรือไม่
เกย์ หน้าตาดีก็มีแฟน ไม่ดีก็ซวยไป
กู
ทั้งคู่น่ะแหละ ถ้าหน้าตาไม่ดีก็ต้องใช้เงินช่วย

บทความ
10.ทอม ความภาคภูมิใจของพี่น้อง
เกย์ แกเป็นใคร ออกไปจากตระกูลชั้นซะ
กู
ถ้ามันเป็นทอมไร้ค่า เกาะพ่อแม่กินไปวัน ใครที่ไหนก็ไม่อยากร่วมสายเลือดกะมัน โดยเฉพาะทอมหน้าตาเห่ยๆ
ร่วมสายเลือดกะมัน ก็กลัวโดนมันสูบเอาเงินไปล่อดี้มาควงชั่วคราว (เงินหมด ดี้จาก)
ส่วนเกย์นั้น… อย่างน้อยมันก็เป็นผู้ชาย เอาตัวรอดได้ ไม่ว่ามันจะไประเหเร่ร่อนอยู่ไหนก็ตาม
พวกทอมนั้น เคยรู้เรื่องนักปราบทอมบ้างไหม ?
พวกที่จับทอมมาข่มขืนซะให้หายหมั่นไส้น่ะ โวยวายข้าไปสิ แอ๊คแมนข้าไปสิ กวนตีนเข้าไปสิ
อยากจะรอดูนักเชียว จะทอมไปได้ซักกี่น้ำ

สรุป จะทอม จะเกย์ ให้มันสงบเสงี่ยมเข้าไว้
ของแบบนี้มันเป็นเรื่องของรสนิยม ไม่ใช่ทุกคนค้าจะชอบ หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มของตัวเองก็เจียมตัวไว้ เป็นดีที่สุด
ใครว่า เพศที่สามตายไม่เป็น เจ็บไม่ได้ ? ระวังไว้ให้จงหนัก

จาก คนหมั่นไส้ทอม และพวกกระเทยโวยวาย นึกว่าเท่ส์/เก๋ มากรึไงวะ ถุย!!

ลูกเราไม่เอาไหน

มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆคนที่มักจะมาบ่นให้ผู้เขียนฟังเป็นประจำว่ารู้สึกหนักอกหนักใจไม่น้อย ที่มองดูแล้วรู้สึกว่าลูกถูกจัดอยู่ในจำพวกที่เรียกว่า เด็กไม่เอาไหน จริง ๆ แล้วความไม่เอาไหนหรือความไม่ได้เรื่องมีอยู่ในตัวของคนทุกคน แล้วแต่ว่าคน ๆ นั้นจะไม่เอาไหนในเรื่องใดบ้าง เพราะความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แต่มิใช่ว่าเมื่อความเป็นจริงเป็นเช่นนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่จะปล่อยปละละเลยลูก ๆ ไป แต่ควรจะมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยปรับปรุง แก้ไขสิ่งบกพร่องเหล่านี้ให้กับลูกๆของเราเพื่ออนาคตที่ดีของเขาได้

ความไม่เอาไหนของเด็ก ๆ อาจแสดงออกมาในลักษณะต่างๆ ดังนี้

1. ขี้เกียจเรียน/อ่านหนังสือ

สำหรับเด็กบางคนการเรียนเปรียบเหมือนยาขม ยิ่งต้องอ่านหนังสือสอบยิ่งอยากจะเป็นลม สมัยเด็กๆผู้เขียนก็เป็นแบบนี้เช่นกันที่มักจะชอบเล่นสนุกกับเพื่อนๆมากกว่าจะมานั่งท่องตำรา คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคต่างๆมาช่วยมากมายทั้งเรียนพิเศษนอกเวลา ทั้งให้มีครูมาสอนการบ้าน แต่เทคนิคที่ได้ผลที่สุดสำหรับผู้เขียนสมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมปลายก็คือคุณพ่อคุณแม่หาแบบฝึกหัดหรือหาแนวข้อสอบมาให้ทำ

เป็นธรรมดาที่เด็กเห็นตำราเรียนหนา ๆ ตัวหนังสือเยอะ ๆ แล้วมักจะรู้สึกง่วงหรือไม่ก็ขยาด แต่ในแบบฝึกหัดหรือแนวข้อสอบมักจะมีสรุปเนื้อหาที่ไม่มากเกินไปนักให้อ่านก่อนทำแบบทดสอบ คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้ลูกลองทำแบบทดสอบด้วยดินสอดูก่อนให้เขาอ่านเนื้อหาเพื่อดูว่าลูกได้คะแนนเท่าไร ซึ่งหากมีข้อผิดยังไม่ต้องเฉลยข้อที่ถูก เสร็จแล้วค่อยให้ลูกอ่านเนื้อหาแล้วกลับมาทำข้อสอบเดิมที่ลูกลบคำตอบไปแล้ว แล้วดูอีกทีว่าเขาทำถูกมากขึ้นหรือไม่ เทคนิคนี้เด็กจะรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม เขาจะสนุกที่ต้องทำคะแนนให้ได้มากขึ้น ๆ และจะเกิดความรู้สึกภูมิใจที่สามารถพิชิตโจทย์ได้ เทคนิคนี้จะช่วยให้ลูกค่อย ๆ คุ้นเคยกับการอ่านหนังสือและทำให้เขารู้สึกว่าการเรียนไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อในที่สุด

2. ขี้เกียจทำงาน

เคยหรือไม่ที่บางทีคุณพ่อคุณแม่เรียกให้ลูกช่วยเก็บกวาดบ้าน ให้ช่วยรดน้ำต้นไม้แล้วมักจะมีเสียงเล็กๆของลูกเราโอดครวญกลับมาเสมอ สำหรับเด็กๆแล้วมักคิดว่าการทำงานเป็นเรื่องที่สุดแสนจะเหน็ดเหนื่อยและรบกวนเวลาอันมีค่าในการดูการ์ตูนหรือเล่นเกมเสมอ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องหาเทคนิคให้เด็กรู้จักที่จะทำงานเล็กๆน้อยๆด้วยตัวของเขาเองได้ เพราะเราคงไม่อยากให้ใครมาว่าลูกเราว่าเป็นพวกหยิบจับอะไรไม่เป็น

เทคนิคง่าย ๆ คือให้เขาได้ลองฝึกทำในสิ่งที่เหมาะสมกับวัยเขา แม้เขาทำได้ไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่เป็นไร เช่นถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ให้เขาลองสวมใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง หากเขาติดกระดุมผิดบ้างก็ไม่เป็นไร ให้เขาตักทานอาหารด้วยตัวเองถึงข้าวหกเลอะเทอะบ้างก็ไม่เป็นไร หรือวานให้เขาช่วยหยิบของสิ่งนั้นสิ่งนี้ส่งมาให้เรา แม้เขาจะหยิบของผิดอย่างมาให้บ้างก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเขาทำได้ดีต้องชมเชยแต่อย่าถึงขนาดยกยอปอปั้นให้มาก และที่สำคัญที่สุดคืออย่าติเตียนหากเขาทำผิดพลาด หากต้องให้กำลังใจติชมด้วยความอ่อนโยน หากลูกโตขึ้นมาหน่อยอาจฝึกให้เขาลองช่วยงานที่ซับซ้อนขึ้น เช่นเวลาคุณแม่ทำกับข้าวให้ลูกช่วยจัดเตรียมเครื่องประกอบอาหาร ช่วยล้างผัก ช่วยชิมรสชาติ ช่วยเตรียมจาน หรือช่วยทำอาหารง่าย ๆ เช่นเจียวไข่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ละเลยความปลอดภัยของลูกด้วย หรือให้เขาช่วยรดน้ำต้นไม้หรือช่วยปลูกต้นไม้ต้นเล็ก ๆ กิจกรรมนี้นอกจากสนุกๆแล้วคุณพ่อคุณแม่ยังสามารถแทรกความรู้เรื่องต้นไม้และสร้างจิตสำนึกในความรักธรรมชาติให้ลูกได้ด้วย การฝึกให้เขาได้ทำงานเป็น นอกจากจะสร้างความภูมิใจให้ลูกรู้สึกว่าเขาเก่งที่ทำได้แล้ว ยังเป็นการสอนให้ลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้วยังสอนให้เขาได้รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย

3. ไม่กล้าแสดงออก

เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกมักถูกมองว่าเป็นเด็กไม่เก่ง ไม่ได้เรื่อง ไม่น่ารักน่าเอ็นดู เช่นครูให้ออกไปพูดหน้าห้องก็ไม่กล้าออกไป ผู้เขียนรู้จักเด็กบางคนที่ไม่กล้าแม้แต่ไหว้ผู้ใหญ่เพราะไม่รู้จะต้องทำตัวหรือทำหน้าอย่างไร แต่ผู้ใหญ่มักจะรู้สึกว่าเด็กนี่ไม่มีมารยาทไม่น่ารักเลยจึงไม่สนใจไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย ในความเป็นจริงแล้วเด็กประเภทนี้เป็นเด็กที่ผู้ใหญ่อย่างเราควรให้ความเห็นใจเขามากๆ และคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยลูกมากๆด้วย

เทคนิคที่ดีคือ พาลูกไปพบปะผู้คนบ่อย ๆ เช่นเวลาคุณพ่อคุณแม่เจอเพื่อนหรือคนรู้จักให้พาลูกไปสวัสดีแนะนำตัว อาจให้ลูกอยู่กับเราในวงสนทนาได้เพราะเป็นปกติที่เวลาผู้ใหญ่คุยไปสักพักก็มักจะหยุดทักทายถามไถ่เรื่องราวเกี่ยวกับเด็ก ๆ เสมอ สิ่งนี้จะทำให้ลูกคุ้นชินกับการโต้ตอบกับผู้อื่น ยิ่งเป็นการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ด้วยแล้วจะช่วยฝึกให้เขารู้จักการวางตัวที่เหมาะสมได้ด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามให้เขาได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันโดยอาจพาเขาไปเข้าค่ายตอนปิดเทอมหรือไปเข้าร่วมกิจกรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ในวันหยุด ก็จะทำให้ลูกได้รู้จักปรับตัวกับผู้อื่นซึ่งจะช่วยทำให้เขากล้าแสดงออกมากขึ้น

4. ไม่มีความสามารถพิเศษ

ผู้คนมักคิดว่าคนที่ร้องเพลงเพราะ คนที่เต้นเก่ง คนที่วาดรูปสวย คนที่แข่งกีฬาชนะ คนที่เก่งในเรื่องตัวเลข คนที่พูดได้หลายภาษา คนที่ทำอาหารอร่อย เป็นคนที่มีความสามารถเหนือคนอื่น ในความเป็นจริงคือคนเหล่านี้เป็นคนเก่งจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ จะไม่เก่งหรือใครที่ทำแบบนี้ไม่ได้จะเป็นคนไม่เอาไหน เพราะจริง ๆ แล้วคนทุกคนมีความสามารถพิเศษหรือมีความถนัดในเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่แตกต่างกันไป อยู่ที่ว่าจะค้นพบความสามารถหรือความถนัดนั้นแล้วหรือยังต่างหาก ยิ่งในเด็กแล้วการค้นพบความสามารถอาจยังไม่ได้ปรากฏเป็นที่เด่นชัด เพราะบางคนอาจมาปรากฏเมื่อตอนโตก็ได้ หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ก็คือช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถที่เขามีอยู่และส่งเสริมเขา

เทคนิคที่ควรทำคือการที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นคนช่างสังเกต เช่นหากเห็นว่าลูกเราชอบเล่านิทาน อาจลองให้เขาแต่งนิทานให้ยาวขึ้นๆ เพราะเขาอาจมีความสามารถพิเศษในการเขียนหนังสือหรือแต่งนิยายก็ได้ หรือหากเห็นว่าลูกชอบเอาสิ่งของเหลือใช้มาปะติดปะต่อกัน ลองหาวัสดุที่หลากหลายมาให้เขาได้ใช้ เพราะเขาอาจมีความสามารถพิเศษในการประดิษฐ์สิ่งของก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่อย่าทึกทักเอาเองว่าลูกมีความสามารถด้านนั้นด้านนี้ บางทีอาจไม่ใช่ก็ต้องใจเย็นที่จะช่วยลูกได้ค้นพบตัวเขาเองต่อไป อย่าคิดเอาเองและบังคับเขาให้ทำตามความเข้าใจของเรา เพราะนั่นอาจเป็นการบังคับให้เขาต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบก็เป็นได้ แล้วจะกลายเป็นการทำให้ลูกเป็นคนที่ไม่กล้าที่จะคิดจะทำอะไรตามความต้องการของตัวเอง

ผู้เขียนไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่กลุ้มใจมากนักจนถึงขั้นเป็นวาระแห่งชาติว่าทำไมลูกเราถึงไม่เอาไหนแบบนั้นแบบนี้ สิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือให้ความเชื่อมั่นในลูกของเราว่าเขาทำอะไรได้หลายอย่าง แม้สิ่งที่เขาทำมันอาจแปลกประหลาดบ้าง เช่น เขาอาจพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เขาฝึกใช้ภาษามือสำหรับคนหูหนวกได้คล่องแคล่ว เขาเขียนหนังสือให้สวยไม่ได้ แต่เขียนหนังสือกลับหัวได้ ซึ่งถ้าไม่ใช่สิ่งที่เสียหายแล้วก็ควรให้ลูกได้ทำในสิ่งที่เขาทำได้ต่อไป

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้เขาจะทำอะไรไม่ได้เลย เช่นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ ก็ไม่ต้องบังคับเขา ขอแค่สอนให้เขาเป็นคนดีไม่ก่อความเดือดร้อนให้สังคมแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

แฉตอนดึก! (ด้วยฮัก…จริงๆนะ)

Entry นี้ขอเม้าส์เพื่อนเลิฟด้วยความฮักที่มีอยู่เต็มเปี่ยม….
เพื่อนฉันคนนี้เป็นคนสวยติดอันดับ (เมื่อในอดีตกาล) เดี๋ยวนี้นะหรือ?
อันดับมาตกอยู่ที่ฉัน ในเมื่อหล่อนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
รองอันดับ 1 อย่างฉันก็ต้องขึ้นมาแทนที่โดยปริยาย…หุหุ กล้าพูดนิ
เราสองคนคู่หูดูโอ้ผัวเมียมักไปไหนด้วยกันเสมอ จนได้รับฉายาว่า
แฝดนรก หมวยยกล้อ
เราสองคนมีอะไรที่แตกต่างกันก็เยอะ แต่เราก็เป็นเพื่อนฮักกัน
ตัวอย่างเช่น รสนิยมในการกินต่างกัน รสนิยมในการแต่งตัวต่างกัน
แต่ไปด้วยกันได้ดี ชอบกัดแกะแทะโลมกัน แต่ไม่เคยทะเลาะกัน
นังเพื่อนฉันคนนี้ หน้าตาสวยจัด แต่กลับมีพฤติกรรมตรงข้ามกับใบหน้า
เป็นคนที่โลเทคมั่กๆ ใช้มือถือเครื่องหมื่นอัพ แต่กดปุ่มเป็นแค่โทร
เข้าออก เวลาชีถอยมาใหม่จะโยนมาให้กรูเป็นคนจัดการให้ทุกครั้ง
ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้ว ทำไมต้องซื้อแพงขนาดนี้ว่ะ ใช้ก็ไม่เป็น
เปลี่ยนแมร่งก็บ่อย เอาแบบหกเจ็ดพันก็พอแล้วมั๊ง?
มันเคยเชื่อซะที่ไหน แถมลอยหน้าลอยตาบอกว่า
หูยยย …อายเค้าว่ะ หน้าตาดีจะให้ใช้มือถือขี้เหร่ได้ไง?….
โห!! นังนี่รสนิยมสูงปรี๊ด แต่โลเทคเนี่ยนะหล่อน…นังต๊องเอ๊ย

ไหนๆ ก็ไหนๆ แระ อีกเรื่องขำขำ…ชีมักจะอ่านภาษาอังกฤษแบบป่วยๆ
เล่นเอาคนรอบข้างมึนตึ๊บ ศัพท์ง่ายๆ แต่คนฟังขำกระจาย
จะเอาอะไรกับหล่อนแค่ภาษาไทยยังเอาตัวไม่รอดพูดผิดพูดถูกประจำ
พูดสลับกลับไปกลับมา นี่ถ้าไม่สนิทกันจริงแปลไม่ออกนะเนี่ย??
กรูต้องเป็นผู้จัดการส่วนตัวไปโดยหน้าที่ เวลาพูดอะไรออกมาแต่ละที
ต้องคอยกำกับการแปลให้คนอื่นฟัง !! เป็น Subtitle ว่างั้น
คนสวย (เอ๋อ) ทำอะไรไม่น่าเกลียด! พอให้อภัย

อันนี้ล่าสุด…ไปสปา ลันล้า กันมา….(555 ขอขำล่วงหน้า)
หลังจากเสพสมอารมณ์หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชีนวดตัวเสร็จ
ก็เข้าไปในห้องน้ำซึ่งมีอ่าง Jacuzzi ตั้งอยู่โดดเด่นเป็นสง่า
ขากลับชีบ่นว่า…ฉันไม่เห็นมีอ่าง Jacuzzi เลยว่ะ เห็นมีแต่อ่าง Cotto
………………………………มึนไหมคับพี่น้อง……………………………………………
อ่าง Cotto………อ่าง Cotto……………..อ่าง Cotto…………………..Ammm
อ่าง Cotto!!! Oh My God!!! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!! กว่ากรูจะเกท
สรุปว่า ชีมองหาอ่างชื่อ Jacuzzi ไม่เจอ มองไปที่อ่างเห็นแต่เค้าติดชื่อว่า Cotto

ไหนบอกว่าที่นี่มี Jacuzzi บริการไงย่ะ…หลอกกันด๊ายนิ??? จำไว้เลย
กร๊ากๆๆๆๆ กรูอยากจะขำให้น้ำตาเล็ด
ไม่ไหวจะเคลีย อ่อนเพลียจะคุยจริงๆ เพื่อนกรู…ปวดหัวอย่างแรง!!

………………………………………จบข่าว……………………………………………

ป.ล. สปา…ไม่ช่วยอะไร เฮ้อ??

ฤดู..ที่ไม่แตกต่าง

ฤดูร้อน..
ใจดวงอ่อน..เริ่มวุ่นว้า
คนเคยรัก..กลับหลังหัน..เอ่ยคำลา
ทิ้ง – น้ำตา – เป็นเพื่อนแท้..แก่หัวใจ

ฤดูฝน..
พาใจหมองหม่น..ปวดปร่าสั่นไหว
สายลมพัด..เม็ดฝน ห ล่ น มาคราว..ใด
ห น า ว เหน็บเจ็บปวดใจ..ไปทุกครา

ฤดูหนาว..
เงียบเหงา..เฝ้าคอยใจลอยหา
เศษแผลรัก..ปักใจ..ไม่เลิกลา
เมื่อไหร่หนา..ฤดูรัก…จักกลับมา
ให้เชยชม……///

/////////////////////////////////////

ฤดูไหน…??
สำคัญยังไง..??
ในเมื่อ – - หัวใจ – - รู้สึกไม่ต่างกัน

ยังคง..
เก็บกวาดเศษซาก..ของวันเวลาเก่าๆ …
ที่ผุพังทับซ้อน..ลงบนวันเวลาใหม่ๆ ..
ล่วงหล่น..มาได้ทุกวี่วัน
เมื่อไหร่…และเมื่อไหร่กัน
จะหมดไป…..///

ทำไมหญิงชาวจีนจึงไม่ค่อยเป็นมะเร็งเต้านม

บทความแปล โดย
หมอแดง ดิ อโรคยา
the-arokaya.com

โดย Prof. Jane Plant, PhD, CBE

———————————————————————– ..

ทำไมฉันจึงมั่นใจว่าการเลิกดื่มนมนั้น จะเป็นหนทางที่จะต่อสู้กับมะเร็งเต้านม
จากข้อความที่ตัดตอนมาจากชะตาชีวิตของคุณอยู่ในกำมือของคุณเอง

ฉันไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจะเลือกเอาความตายหรือว่าจะหาหนทางที่จะรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากความ ตาย ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์ แน่ละ ที่ฉันต้องหาเหตุผลที่จะมาอธิบายให้กับตัวเองได้ว่าทำไม ความเจ็บป่วยที่ทารุณโหดร้ายนี้ จึงเกิดขึ้นกับสตรีชาวอังกฤษ 1 ใน 12 คน

ฉัน เสียใจกับการต้องสูญเสียเต้านมไปหนึ่งข้าง และได้รับการฉายรังสี และต้องทนทุกข์ทรมานการคีโมบำบัด ซึ่งก็เป็นวิธีการรักษามะเร็งกันทั่วไปของหลายประเทศที่ถือว่าเป็นประเทศที่ เจริญทำกันอยู่ แต่ในใจลึกๆ ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังเผชิญหน้ากับความตาย ฉันยังมีสามีอันเป็นที่รัก และลูกๆ ที่ต้องการได้รับการดูแลอยู่อีก ฉันเข้าตาจน หลังชนกำแพง ต้องสู้ และจะตายไม่ได้ ฉันต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป

เคราะห์ ดี ที่ความปรารถนานี้ทำให้ฉันลุกขึ้นมาเผชิญหน้า มุ่งหาวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่จะเป็นแนวทางในการรักษา ที่เป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผลที่พิสูจน์ได้ หาสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ก่อเกิดมะเร็ง ว่าเพราะอะไรกันแน่ อายุที่มากขึ้นหรือ เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน การมีประจำเดือนมากน้อยแค่ไหน ประวัติการเป็นมะเร็งของคนในครอบครัว ฉันรวบรวมข้อมูลต่างๆ นั้นมาวิเคราะห์ ศึกษาด้วยความอยากรู้ มีมูลเหตุที่เราเองควบคุมไม่ได้ และมีหลายอย่างที่เราเองสามารถควบคุมได้

ปัจจัย อะไรที่ตัวฉันเองควบคุมได้ สามารถทำได้ทันที ทำได้ทุกวันเป็นประจำนั้น เพื่อที่จะต่อต้านมะเร็งเต้านมของฉันนั้น พยายามค้นคว้าจากข่าวสารข้อมูลต่างๆ และนำมาถือปฏิบัติโดยไม่รีรอ และ ก็เป็นข้อมูลหนึ่งที่มาจาก Peter สามีของฉันนั่นเอง เขาเป็นนักวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่ได้ไปทำงานอยู่ที่ประเทศจีน และพึ่งกลับมาบ้านในช่วงที่ฉันได้รับคีโมอยู่ เขานำการ์ดและจดหมายจากเพื่อนที่ได้เขียนมาให้กำลังใจฉัน และที่ทำให้ฉันประหลาดใจอย่างมากก็คือสมุนไพรที่ใช้เหน็บทวาร ซึ่งเพื่อนร่วมงานที่อยู่เมืองจีนได้ส่งมาให้

ยาเหน็บทวารนี่นะ ที่เขาส่งมาให้ฉันใช้รักษามะเร็งเต้านม โอ้!มันช่างนำขำเสียจริง รู้สึกน่าเกลียดน่ากลัวจัง
แล้วเราก็หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ฉันก็คิดว่านี่น่ะหรือที่คนจีนเขาใช้รักษามะเร็ง หรือเพื่อให้สาวชาวจีนหลีกหนีจากมะเร็งเต้านม ใช้ยาเหน็บทวารเพื่อเอาอุจจาระออกเนี่ยนะ คิดแล้วขำ
แต่ คำพูดก็ยังก้องอยู่ในจิตใจของฉันตลอดทำไมผู้หญิงจีนจึงไม่เป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งฉันเองก็ทำงานกับคนจีนในการวิจัยถึงดินหรือปุ๋ยเคมีมีผลอย่างไรกับความ เจ็บป่วย ฉันพอจะจดจำสถิติบางอย่างได้บ้าง

จริงๆ แล้ว ความเจ็บป่วยต่างๆ หรือมะเร็งเต้านมนั้น มันมิได้เกิดขึ้นโดยทั่วๆ ไป หรือกระจายกันออกไปอย่างเสมอภาค หรือทุกๆประเทศต้องเป็นเหมือนๆกัน มีสตรีชาวจีนเพียง 1 ใน 10,000 คน เท่านั้น ที่ตายด้วยโรคมะเร็งเต้านม แต่ในประเทศอังกฤษ 1 ใน 12 คนที่ตายด้วยโรคนี้ และประเทศในกลุ่มตะวันตกนี้เฉลี่ยแล้ง 1ใน 10 คนด้วยซ้ำ และในชนบทของประเทศจีนยิ่งไม่ค่อยพบโรคนี้ใหญ่เลย เพราะชนบทไม่ตค่อยมีมลภาวะที่เสีย แต่คนจีนที่ฮ่องกง จะมีอัตรา 34 ใน10,000 คน ที่ต้องตายด้วยมะเร็งเต้านม ก็ยังเป็นตัวเลขที่ห่างไกลจากอังกฤษอยู่มาก

ประเทศ ญี่ปุ่น เมืองฮิโรชิมา และเมืองนางาซากิ ก็มีสถิติใกล้เคียงกับฮ่องกง แต่ก็ต้องเข้าใจนะว่า เมืองทั้งสอง เคยถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณู ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดผู้ป่วยสูงขึ้น จากมลพิษและกัมมันตภาพรังสีแผ่กระจายตกค้างอยู่

เป็น ที่เชื่อได้ว่า สตรีชาวตะวันตกที่อยู่ในเมืองอุตสาหรรม หรือสตรีที่อยู่ในเมืองที่มีกัมมันตภาพรังสีตกค้างอยู่ มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมขึ้นไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว

แต่ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ช??ด น่าขัน และเราพากันมองข้ามกันไป ก็คือพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับมลภาวะ หรือกัมมันตภาพรังสีเลย กลับเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น

ฉันก็ได้พบอีกว่าคนที่เป็นมะเร็งนั้น ไม่ได้เกี่ยวพันกันเลยกับการเป็นชาวตะวันตก หรือเป็นชาวตะวันออกไม่ได้เกี่ยวพันกับเชื้อชาติ

จาก ผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าเมื่อชาวจีน และชาวญี่ปุ่นอพยพไปอยู่ในดินแดนตะวันตก เมื่อผ่านไปสัก 1-2 ชั่วอายุคน คือคนรุ่นใหม่ที่เกิดและโตขึ้นในดินแดนตะวันตก อัตราการเป็นมะเร็งก็จะพุ่งสูงขึ้นตามเจ้าบ้าน เรียกว่ากลมกลืนกับเจ้าบ้าน ถือเป็นสังคมอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยกแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยทั่วไป แม้กับชาวตะวันออกที่เปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตไปตามกระแสตะวันตก
ยกตัวอย่าง ในฮ่องกง อัตราการเป็นมะเร็งก็เพิ่มขึ้น จนมีคำเปรียบเปรยผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ว่า Rich Womans Disease หรือเป็นโรคของสตรีมีเงิน คือคนมีเงินก็พยายามสรรหาอาหารที่คิดว่าดีๆ กินตามประสาของคนรวย เขาจึงมีคำเรียก Hong Kongfood

คนจีนได้พูดถึงอาหารตะวันตกว่า อาหารส่วนใหญ่จะประกอบด้วย ไอศครีม ช็อคโกแลต สปาเก็ตตี้ เนยแข็งขาวที่ทำจากนมแพะ หรือนมแกะ เนยแข็ง เหมือนกับ อาหารฮ่องกง ก็เป็นเพราะฮ่องกงปกครองโดยอังกฤษ ประกอบกับความที่เคยอดอยาก ตอนที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ในอดีต ทำให้เขากินชดเชย

ดังนั้น จึงทำให้ฉันพอจะเข้าใจได้ว่า อะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นมะเร็งเต้านม และมีอัตราที่เพิ่มขึ้น วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ชนชั้นกลางที่ร่ำรวยขึ้น สไตล์ชีวิตแบบชาวตะวันตก

และก็มีข้อมูลที่สำคัญสำหรับผู้ชายด้วยเหมือนกัน จากผลการวิจัยสำรวจ มะเร็งต่อมลูกหมาก ก็ด้วยสาเหตุเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับตัวเลขขององค์การอนามัยโลก จำนวนของผู้ชายชาวจีนที่อยู่ในชนบทที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น มีจำนวนน้อยนิดมากๆ มีเพียง 0.5 ใน 100,000 คน แตกต่างจากผู้ชายในอังกฤษ สก็อตแลนด์ และเวลส์ เท่าไหร่เดาออกไหม ประมาณ 70 เท่าของเมืองจีน สาเหตุก็เหมือนมะเร็งเต้านม ถือว่าเป็นโรคของชนชั้นกลางที่มีอันจะกิน หรือโรคนี้จะเข้าโจมตีกลุ่มคนที่ร่ำรวย มีเศรฐกิจที่ดี มีเงินมากก็เลยสรรหาอาหารที่คิดว่าดี และอร่อยมากิน

ฉันจำได้ว่าได้เคยพูดคุยกันกับสามี ถาม เขาพอจะรู้เรื่องราวและหลักการดำเนินชีวิตของคนจีนได้มากน้อยสักแค่ไหน มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ในฐานะที่เขาไปทำงานอยู่เมืองจีน และเพิ่งจะกลับมาบ้าน

อยากจะรู้จริงๆ ว่า ทำไม ผู้หญิง ที่เมืองจีนถึงไม่เป็นมะเร็งเต้านมกัน?

เรา ทั้งสองตั้งใจว่าจะใช้ความรู้พื้นฐานของเราทางด้วนวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล ตามหลักของตรรกวิทยา ที่จะค้นหาสาเหตุ และต่อต้านมะเร็งเต้านมนี้ให้ได้

เราตรวจสอบข้อมูลในด้านอาหาร พบว่าในปี 2523 ในประเทศจีน บริโภคอาหารที่มีไขมันเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในประเทศแถบตะวันตก อาหารมีไขมันสูงถึง 36 เปอร์เซ็นต์

แต่ว่าอาหารที่ฉันกินก่อนที่จะเป็นมะเร็งนั้น ก็เป็นพวกไขมันต่ำ แต่มีไฟเบอร์สูง แต่ ฉันก็เข้าใจ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ว่าแม้เมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็อาจมีไขมันสูงได้ เราะไขมันนั้นค่อยๆ สะสมทีละน้อยๆ มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น
และ ในวันหนึ่งก็เกิดเรื่องที่พิเศษขึ้นกับฉัน มันเป็นผลงานที่ฉันและสามีได้พยายามทำงานค้นคว้า หาข้อมูลมาตลอด และได้ผลสรุปว่า คนจีนไม่กินนมและผลิตภัณฑ์ของนม

ยอมรับว่า มันเป็นการยาก ที่จะหาเหตุผลมาอธิบายตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ มันเกิดขึ้นกระทันหันในจิตใจ เกิดอารมณ์ที่ตื่นเต้นดีใจ พร้อมทั้งอุทานออกมา ว้าว เหมือนกับท่านทั้งหลายที่เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นโดยไม่ได้คาดหวัง และจิตใต้สำนึกที่แสดงออกมาเป็นจิกซอว์ต่อกันออกมาให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง ได้ชัดเจน

ในทันทีทันใดนั้น ฉันก็ได้หวนคิดถึงว่าทำไมคนจีนส่วนใหญ่จึงไม่นิยมดื่มนนม
คนจีนที่ฉันทำงานอยู่ด้วยกันมักจะบอกกับฉันว่า นมเป็นอาหารสำหรับเด็กทารก
เพื่อนชาวจีนที่ฉันทำงานอยู่ด้วยพยายามบอกกับฉันเช่นนั้น เธอเป็นชาวจีนโดยกำเนิด ที่ยึดถือบรรพบุรุษ
และปฏิเสธอาหารที่มีนม เ?ย ในงานเลี้ยงมื้อค่ำ

ฉันทราบดี ว่า คนจีนที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม ก็ไม่ได้ใช้นมและผลิตภัณฑ์นมมาป้อนให้เด็กกิน เขาใช้อาหารเหลวๆ เปียกๆ ป้อนให้เด็กกินแทน

เกี่ยวกับวัฒนธรรมชาวจีนบอกว่าเขาไม่คุ้นเคยกับการดื่มนม และผลิตภัณฑ์นมของชาวตะวันตก
ฉันจำได้ว่ากลุ่มเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ได้บอกกับฉันว่า ได้เกิดปฏิวัติทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2523 ที่ชาวตะวันตกหันมาดื่มนมกันเป็นหลักใหญ่

เคยไปงานเลี้ยงของกิจการของชาวต่างชาติ เราได้รับการต้อนรับด้วยพุดดิ้งที่เต็มไปด้วยครีม จากการที่ได้สอบถามผู้ที่ยกมาให้ก็ได้ความว่าเป็นพุดดิ้งที่คนทำเป็นคนจีน แต่ใส่ครีมเต็มเลย เราปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่เขาก็คะยั้นคะยอขอให้ลองทานสักหน่อย พยายามให้เราเปลี่ยนใจชิมให้ได้ ในช่วงเวลานั้น คงยากที่จะปฏิเสธได้ เราก็ชิมของเขาโดยแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ชิม ด้วยความเกรงใจ

นม….ฉันได้ค้นพบแล้วว่ามันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เป็นภูมิแพ้
มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั่วโลกไม่สามารถย่อยน้ำตาล แลคโตส ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการมีความเชื่อว่า นั่นเป็นปัญหาอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ทั่วๆไป และไม่ใช่ปัญหาของความไม่สมบูรณ์
ของสารอาหารในนม

บางทีธรรมชาติคงพยายามบอกเราว่าเรากำลังกินอาหารที่ไม่ถูกต้องอยู่ ในตอนแรกก่อนที่ฉันจะเป็นมะเร็งเต้านม ฉันกินอาหารผลิตภัณฑ์นมมาก อย่างเช่นSkimmed milk (นมที่สกัดเอาไขมันออกแล้ว) Low-fat cheese and Yoghurt (ชีสส์ และโยเกิร์ตไขมันต่ำ กินเนิ้อวัวไม่ติดมันสับละเอียด ฉันเข้าใจว่ามันดี ซึ่งเป็นพื้นฐานของผลิตภัณฑ์นม
ฉันได้รับคีโมเป็นครั้งที่ 5 ในการบำบัดมะเร็งเต้านม และได้กินโยเกิร์ตจากธรรมชาติเพื่อจะได้เสริมในการย่อย และเพิ่มจำนวนแบคทีเรียที่ดีในกระเพาะอาหารและลำไส้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้พบข้อมูลว่า ในปี พ.ศ.2532 Dr.Daniel Cramer แห่งมหาวิทยาลัย ฮาร์วาด ได้ศึกษาวิจัยสุภาพสตรี 100 คน ที่เป็นมะเร็งรังไข่

และได้พบว่าเธอเหล่านั้นกินโยเกิร์ตเป็นเรื่องปกติ
เป็นไปตามที่Peter สามีฉันเคยบอกไว้ จึงได้ตัดสินใจที่จะไม่กินโยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์นมอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ชีส เนย นม โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของนม เก็บมันทิ้งลงถังขยะหมดเลย

มันช่างน่าประหลาดใจเสียจริงว่า มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมมากมายเสียจริงๆ น้ำซุปสำเร็จรูปข้นๆ ก็มีส่วนผสมของนม ขนมปังกรอบ เค็ก เนยเทียมที่ทำจากน้ำมันพืชยี่ห้อดังๆ ล้วนมีส่วนประกอบของนม ฉันจะกระตือลือล้นและพยายามที่จะอ่านเจ้าฉลากแผ่นเล็กๆ ที่แสดงส่วนประกอบของสินค้าติดไว้

ถึงจุดนี้ฉันได้พยายามหมั่นสำรวจตรวจสอบดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเจ้ามะเร็งเต้านมของฉัน
ด้วยปากกาขาโค้ง(เหมือนวงเวียน) เพื่อวัดดูเส้นผ่าศูนย์กลางและความกว้างของก้อนมะเร็ง เพื่อขจัดข้อสงสัยและหรือเป็นการสนับสนุนคำวินิจฉัย หรือข้อวิจารย์ของหมอและพยาบาลเมื่อฉันไปพบ เพื่อจะได้ความจริงที่ถูกต้องแน่นอนมากที่สุด

เมื่อฉันได้กำจัดผลิตภัณฑ์นมออกไป ภายในกี่วัน ที่จะทำให้เจ้าก้อนเนื้อนั้นหดตัวลง?
ประมาณ 2 สัปดาห์ ภายหลังจากที่ฉันเข้ารับคีโมบำบัดครั้งที่ 2 และเป็นเวลา 1 สัปดาห์ที่ฉันละทิ้งผลิตภัณฑ์นมทั้งหมด เจ้าก้อนเนื้อที่คอของฉันเริ่มมีอาการคัน และมันเริ่มนิ่มลง และเล็กลง เส้นกราฟแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงในทางลาดลง เล็กลงของก้อนเนื้อ เล็กลงๆ เรื่อย

มัน ช่างน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นกราฟสถิติที่ลดลงเรื่อยๆ มันเป็นความดีใจ มันคุ้มกับสิ่งที่ฉันพยายามทำ และเฝ้าคอยสังเกตดูอาการ ที่ค่อยๆ ดีขึ้นของเจ้าโรคร้าย ไม่อยากเห็นเจ้าก้อนมะเร็งโตขึ้น หรืออาการที่แย่ลง

ใน บ่ายของวันเสาร์วันหนึ่ง หลังจาการที่ได้ละเลิกกินผลิตภัณฑ์นมทุกชนิดแล้ว 6 สัปดาห์ ฉันได้สังเกตดูเจ้าก้อนเนื้องอกที่คอด้านซ้ายเป็นเวลาอยู่นานทีเดียว ซึ่งฉันก็ทำอยู่ทุกวัน แต่วันนี้แปลกใจ มันหายไป คลำหามันไม่พบ ใช่ มันทำให้ฉันประหลาดใจ ตื่นเต้น มันเป็นประสบการณ์ที่ยากที่จะลืม ฉันหาก้อนมะเร็งไม่เจอ ฉันรีบวิ่งลงบันไดไปบอกสามีฉันให้ช่วยดูให้ที Peter สามีฉันก็หาไม่พบเจ้าก้อนมะเร็งเช่นกัน

วันพฤหัสต่อมาฉันก็ได้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมะเร็งที่โรงพยาบาลCharing Crossในลอนดอน ให้ช่วยดูให้ เขาได้ตรวจพิจารณาสักพักหนึ่ง แน่นอนที่คอที่เคยมีก้อนมะเร็งอยู่ หมอพยายามคลำหา แต่ก็หาไม่เจอ แล้วหมอพูดกับฉันว่า หมอหามันไม่เจอแล้ว
และก็เช่นเดียวกัน เมื่อฉันไปพบหมอคนอื่นๆ ทุกคนบอกว่ามันหายไป (แม้แต่ระบบน้ำเหลืองก็ดีขึ้น ไม่มีอาการบวม) ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไร ฉันอยากจะหวังให้ใครๆ ที่มีก้อนมะเร็งอยู่และหาไปอย่างฉันบ้าง

ฉันมั่นใจว่าคงไม่ตายแล้ว คงมีชีวิตต่อไป เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างมาก มันช่างมีความสุข เมื่อฉันได้บอกกับสามีถึงผลการตรวจของหมอ เขาเข้าใจ โดยไม่มีข้อสงสัย พร้อมทั้งโชว์บทความที่เขาได้บันทึกไว้ให้ฉันดู

ที่เมืองจีนเขาไม่ให้คนที่เป็นมะเร็งดื่มกินนมและผลิตภัณฑ์นม
ณ วันนี้ทำให้ฉันเข้าใจความเกี่ยวพันกันระหว่างผลิตภัณฑ์นม กับ มะเร็งเต้านม อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับความเกี่ยวพันของบุหรี่ กับ มะเร็งปอด

ฉัน มีความมั่นใจ ชัดแจ้ง ถึงความเกี่ยวพันนี้ และได้พยายามปรับปรุงอาหารที่จะบำรุงสุขภาพ เพื่อบำรุงหน้าอก มั่นช่างเป็นเรื่องยากสำหรับฉัน และก็คงเป็นเรื่องที่ยากสำหรับทุกคนเช่นกัน ที่จะยอมรับว่านมที่มาจากธรรมชาตินั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีไปได้ แต่ฉันก็ได้พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วล่ะ