ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ด้วยการเลือกกินอาหาร

หลายๆ คนทราบกันดีว่า อาหารที่มีไขมันสูง เป็นสาเหตุการเกิดโรค เส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ แต่ก็ยังนิยัมบริโภคอาหาร เหล่านี้ ตามกระแสนิยม ของชาติตะวันตก ถ้าลองสังเกตุให้ดี คนต่างชาติ 100 คน มีซักกี่คนที่ไม่อ้วน? น้อยมากๆ ครับที่จะไม่อ้วน เหล่านั้นล้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินทั้งสิ้น โรคอ้วน หรือ ไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดในคนสูงอายุเท่านั้น โรคเส้นเลือดอุดตัน ในปัจจุบันนี้ ในคนหนุ่มสาว และ เด็กๆ ได้เช่นเดียวกัน ในระยะหลังๆ คนไทยเรามี อัตราเสียชีวิตจาก โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ เริ่มกลัวกันแล้วใช่มั้ย งั้นเรามาทำความรู้จักกับไขมันในเลือด เพื่อจะได้รู้เท่าทันโรคไขมันอุดตันในเส้นเืลือดกันดีกว่า ไขมันนั้นแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ

1. ไขมันเลว คือ ไขมันที่ถ้าหากมีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL (ต่อไปถ้าแพทย์ บอกว่า LDL ให้ฟัง คงเข้าใจได้ดีขึ้น) ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) นอกจากนั้นก็มีไขมัน TFA (ไม่ต้องจำชื่อก็ได้ แต่ให้ทราบว่า, ถ้าไขมันที่ดี ของเราผ่านขบวนการ ทางอุตสาหกรรม หรือทางเคมี ก็จะทำให้เปลี่ยนเป็นไขมันเลว หรือ TFA ได้ เช่น ผ่านความร้อนสูงมาก เช่น การกลั่นน้ำมันพืช หรือเติมไฮโดรเจน ให้อาหารกรอบ เช่น คุ๊กกี้ขนมกรอบทั้งหลาย เป็นต้น)

2. ไขมันดี คือ ไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น HDL ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (ซึ่งรวมถึงไขมัน โอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกัน โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ และทำให้มีสุขภาพดี

เราควรรู้ค่าปกติของไขมันในเลือดบางตัว ที่เราสามารถตรวจวัดได้ ดังนี้

1. โคเลสเตอรอลรวม ของร่างกาย ไม่ควรเกิน 200 mg ถ้าสูง ต้องงด อาหารพวก ที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง, ไขมันสัตว์, เครื่องในสัตว์ (ถ้าอยากทราบว่าอาหารอะไรมี โคเลสเตอรอลประมาณเท่าไร ให้หาอ่านในหนังสือ เกี่ยวกับโภชนาการทั่วๆ ไปได้)

2. โคเลสเตอรอล HDL. ซึ่งเป็นไขมันดี ค่ายิ่งสูงยิ่งดี, ถ้าต่ำกว่า 35 mg ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ การสูบ บุหรี่, ภาวะอ้วน, ภาวะขาดอาหาร จะทำให้ HDL ต่ำลงได้ ส่วนการออกกำลังกายจะทำให้ HDL เพิ่มขึ้น การดื่มไวน์แดงจำนวนเล็กน้อย เป็นประจำพบว่าเพิ่มไขมัน HDL ได้ถึง 5-10%

3. โคเลสเตอรอล LDL เป็นไขมันเลว ปกติไม่เกิน 130 mg ถ้าเกิน 160 mg จะมีความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจเพิ่มขึ้น การควบคุมว่า จะเข้มงวดมากน้อยเพียงไร, ต้องกินยารักษาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามีโรคอย่างอื่น ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ร่วมอยู่ด้วยหรือไม่

4. ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันเลวอีกชนิดหนึ่ง ถ้าสูงมากจะเกิดตับอ่อนอักเสบได้ หรือเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg พบมากในอาหารพวกแป้ง, ของหวาน

กรณีของ ไขมันอิ่มตัว และ ไขมันไม่อิ่มตัว เราวัดออกเป็นตัวเลขไม่ได้ ต้องควบคุมปริมาณที่กินเข้าไป ไม่ควรกินมากกว่า 10% ของอาหารในแต่ละวัน ไขมันอิ่มตัวพบมากในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก, เบคอน, นม, เนย, นอกนั้นก็จะพบในมาการีน, กะทิ, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์ม ไขมันอิ่มตัวนี้ จะไปแย่งที่ไขมันที่จำเป็นของร่างกาย ทำให้เราเจ็บป่วยได้

ไขมันไม่อิ่มตัว ที่เรารู้จักกันดี คือ ไขมันโอเมก้า 3 และ DHA พบได้มากใน น้ำมันปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันรูปอื่น ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน ที่ทำให้เราเกิดความสบาย ป้องกันการบวมน้ำ บรรเทาอาการอักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน เสริมภูมิต้านทาน, ลดความดัน ปลาที่มีน้ำมันปลาสูงนั้น จะเป็น ปลาที่คาว, ส่วนที่มีน้ำมันปลามาก คือ ส่วนหัวปลา, พุงปลา, หนังปลา

การทอดปลา จะทำให้เราเสียน้ำมันปลาไปกับน้ำมัน การนึ่ง ต้ม จะดีที่สุด ควรกินปลาอย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น อาหารพวกเส้นใย ละลายง่าย เช่น ข้าวโอ๊ต, ถั่วเหลือง, โปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ข้าวกล้อง, มะนาว, ส้ม, แครอท พวกนี้จะช่วยลดไขมันเลวได้ ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มีโทษ ก็จะทำให้สุขภาพดี, ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ แค่รู้จักคิดก่อนรับประทานอาหาร และเลือกกิน อาหารเพื่อสุขภาพ คุณก็สามรถมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายๆ แล้ว

เคล็ดลับง่ายๆ ในการจัดการกลิ่นไม่พึงประสงค์

ประสาทสัมผัสทำให้เรารู้กลิ่นได้ เมื่อจมูกของเราได้กลิ่นอะไรจึงมักเชื่อมโยงกับที่มาของกลิ่น โดยทั่วไปเราต้องการสิ่งที่มีกลิ่นสะอาด ยิ่งทุกสิ่งยิ่งดี วิธีง่ายๆ ที่จะกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ติดอยู่กับเฟอร์นิเจอร์และข้าวของในบ้านด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่หาได้จากทุกครัวเรือน

กลิ่นอาหารไหม้ ต้มน้ำกับมะนาวฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในกระทะเพื่อให้กลิ่นหอม ๆ ของมันมาดับกลิ่นไหม้ที่อบอวลอยู่ในบ้านให้หมดไป

กลิ่นน้ำมันทอดอาหาร วางถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำส้มสายชูวางไว้ข้าง ๆ เตาขณะทอดอาหาร ทำให้เรารู้สึกว่าอากาศ ณ ที่นั้นไม่มีกลิ่นน้ำมัน

กลิ่นในฟองน้ำหรือผ้าเช็ดจาน หากฟองน้ำหรือผ้าเช็ดจานที่เราใช้อยู่ประจำมีกลิ่นให้นำไปแช่ในอ่างที่มีน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่ง ทิ้งไว้ข้ามคืน หลังจากนั้นนำฟองน้ำหรือผ้าไปซักให้สะอาดแล้วผึ่งจนแห้งก่อนนำกลับมาใช้

กลิ่นเหม็นจากถังขยะ หากคนขยะมาเก็บช้าก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากถังขยะขึ้นมา เราสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการฝานมะนาวทิ้งลงในถังแค่นี้กลิ่นขยะก็จะบรรเทาลงได้

กลิ่นตู้เย็น ลองเอาถ่านหุงข้าววางไว้บนชั้นในตู้เย็น ถ่านจะช่วยดูดซับกลิ่นออกไป วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งกับตู้เย็นที่ต้องดึงปลั๊กออกเป็นเวลานาน ๆ เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ควรแย้มประตูตู้เย็นไว้ด้วยให้อากาศถ่ายเท สำหรับกลิ่นที่รุนแรงมาก ไม่มีสารใดที่จะดีไปกว่าผงกาแฟสดที่แห้งดี เพียงเทผงกาแฟลงในถ้วยแล้ววางทิ้งไว้ในตู้เย็นจนกว่ากลิ่นที่ไม่ต้องการจะหมดไป เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดให้ใช้คู่กับก้อนถ่าน

กลิ่นในไมโครเวฟ เครื่องอุ่นอาหารสุดวิเศษของเรา หากเครื่องเริ่มมีกลิ่นไม่ดี ให้หั่นมะนาวเป็นชิ้นบางๆ ใส่ลงในน้ำเดือดและตั้งทิ้งไว้ใน ไมโครเวฟ ปิดฝา รอจนไอน้ำระเหย ออกมา แล้วค่อยใช้ผ้าสะอาดเช็ด แค่นี้กลิ่นก็จะดีขึ้น

กลิ่นในตู้เสื้อผ้า หลายครั้งที่เราพบว่าในตู้เสื้อผ้ามีกลิ่นราหรือกลิ่นเก่า ๆ ที่อับรุนแรง วิธีขจัดกลิ่นเหล่านี้ทำได้โดยการวางแผ่นขนมปังขาวลงในชามเทน้ำส้มสายชูลงไปแล้วนำไปวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากยังมีกลิ่นอยู่ ควรทำซ้ำอีกครั้ง นอกจากกลิ่นราอับ ๆ แล้ววิธียังช่วยเรากำจัดกลิ่นน้ำมันวานิชหรือ แชลแล็กได้อีกด้วย เราอาจเลือกใช้การบูรมาใส่ในถุงผ้าเล็ก ๆ และใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า หรือจะนำสบู่แกะห่อออกมาใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าก็ได้ เสื้อผ้าก็จะไม่มีกลิ่นอับ และยังช่วยไล่แมลงได้ด้วย

กลิ่นกระเป๋าใบใหม่ หลายคนมักมองข้าม เพราะไม่รู้จะดมไปทำไม แต่ถ้าไม่อยากให้กระเป๋า มีกลิ่นเหม็นอับของหนังให้เอาผ้าเช็ดหน้าห่อใบชาที่ยังไม่ได้ชง ซุกไว้ในกระเป๋า ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน กลิ่นหนัง หรือ กลิ่นอับก็จะหายไป

กลิ่นรองเท้า ปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเพราะรองเท้าถูกใช้งานทั้งวัน เก็บหมักหมมเหงื่อไคล ความอับชื้นง่ายมาก วิธีก็คือ โรยเบคกิ้งโซดาในรองเท้า แล้วนำรองเท้าคู่นั้นใส่ถุงพลาสติกรัดให้แน่น นำไปแช่ช่องแช่แข็งของตู้เย็นไว้ 1 หรือ 2 คืน นำรองเท้าออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง แล้วเอาไปสลัดผงเบคกิ้งโซดาออกให้หมดแล้วสวมได้เลย แต่หากเรายังไม่สวมทันทีให้ปล่อยผงเบคกิ้งโซดาไว้อย่างนั้นก่อนจนกว่าจะนำมาสวม หรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเป็นก้อนมาใส่ด้านในรองเท้า หมึกของกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่น และยังทำให้รองเท้าอยู่ทรงด้วย ทุกครั้งที่กลับบ้านให้ใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ทุกครั้ง และเปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกอาทิตย์

กลิ่นในรถ หากมีกลิ่นบุหรี่ในรถ ให้โรยเบคกิ้งโซดาลงที่ก้นที่เขี่ยบุหรี่ในรถเพราะเบคกิ้งโซดาจะช่วยดับกลิ่น แต่ต้องไม่ลืมนำมันออกมาทำความสะอาดด้วยการเทเถ้าทิ้งแล้วโรยผงเบคกิ้งโซดาไว้ที่ถาดเสมอ ๆ

เทคนิคในการขอเบอร์โทรศัพท์

โอ้วว้าว เจอคนถูกใจเข้าให้แล้ว แต่ไม่ว่าจะมีคนแนะนำ หรือบังเอิญเจอตามท้องถนน หรือพบในงานปาร์ตี้ ถ้าเราต้องการติดต่อคนๆ นี้ต่อไปในอนาคต แล้วจะทำอะไรได้นอกจากขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เราต้องการติดต่อกับคนๆ นั้นเอาไว้ เมื่อรู้ตัวว่าอยากโทรหาคนนี้ การขอเบอร์จึงเป็นความคิดที่เข้าท่า หนึ่งในวิธีดีที่สุดคือการเข้าหาเพื่อขอเบอร์โดยแสดงความจริงใจ และแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง

ยิ้ม พูดด้วยเสียงนุ่มนวล และสบตา นี่คือวีการเข้าหาคนโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายขวัญกระเจิงไปเสียก่อน เอ่ยปากขอเบอร์อย่างเป็นมิตร ไม่คุกคาม ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า ขอเบอร์ได้ไหม ก็เป็น ฉันอยากติดต่อกับคุณจริงๆ พอจะมีเบอร์ที่ฉันสามารถติดต่อคุณได้ไหม

การให้เบอร์โทรศัพท์คนอื่นถ้าเต็มใจก็โอเค แต่เราก็จะตกที่นั่งหงอยคอยให้เขาโทรมาหา วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ประสบชะตากรรมเช่นนั้นคือขอเบอร์อีกฝ่ายเป็นการแลกกันซะเลย หรือไม่ก็เอาเบอร์เขามาแต่ไม่ให้ของเราไป (แน่นอนว่าถ้าเราไม่คิดจะโทรหาเขาก็ไม่ต้องขอเบอร์เขามา มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักถ้าเราขอเบอร์แล้วไม่โทรไปหาพอๆ กับที่เขาขอเบอร์เราแล้วไม่โทรมานั่นแหละ)

เสนอเบอร์โทรศัพท์ของเราให้ การเสนอเบอร์ของตัวเองให้ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมวิธีหนึ่งในการหันเหความคลางแคลงใจ การเสนอให้ย่อมดีกว่าการร้อง แบบว่าเราเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน… ทำนองนั้น

เราไม่แน่ใจว่าจะติดต่อไปหรือไม่แต่ก็อยากเผื่อเอาไว้

คงไม่มีใครพูดออกไปโต้งๆ ว่า ฉันไม่แน่ใจว่าจะโทรหาคุณหรือเปล่า แต่คงไม่เสียหายอะไรถ้าคุณจะให้เบอร์ฉันเผื่อเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นความจริงที่ไม่น่าฟังนัก ทางที่ดีเราควรรักษามารยาทด้วยการแสดงความใส่ใจสักนิด แต่ก็พูดออกตัวด้วย ตัวอย่างเช่น จริงๆ แล้วก็อยากโทรหาคุณ แต่ช่วงนี้งานยุ่งมาก, ต้องเดินทางบ่อย, เพิ่งเลิกกับแฟน, เป็นเริม, เครียดกับชีวิตเส็งเคร็ง, กำลังจะผ่าตัด, ถูกเกณฑ์ทหาร…ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอเบอร์คุณไว้แล้วจะโทรหาอีกสักเดือนนึง (รับรองว่าประโยคที่บอกว่าเป็นเริมจะทำให้ไม่มีใครหวังให้เราโทรไปหาอย่างแน่นอน)

ด้วยวิธีนี้ เราก็จะไม่ทำให้ใครต้องมานั่งคอยโทรศัพท์จากเราอย่างเหงาหงอย แถมยังยังเก็บไว้เป็นทางเลือกโดยไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอะไร

เราไม่สนใจคนๆ นี้เลยแต่รู้สึกว่าเขาหวังให้เราขอเบอร์โทรศัพท์

อย่าทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าเราไม่สนใจก็อย่าขอเบอร์ ถ้าเราขอเบอร์ปั๊บ ย่อมถูกสันนิษฐานว่าเราจะโทรแน่นอน อย่าสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ใคร ถ้าไม่คิดจะโทรก็อย่าขอ

โดยเฉพาะผู้ชายจะรู้สึกว่าถ้าไม่ขอเบอร์โทรศัพท์จะเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าสร้างขอบเขตด้วยการเอ่ยว่า แล้วเจอกัน หรือ ดีใจที่ได้เจอกันอีก นั่นก็เท่ากับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ให้อีกฝ่ายเข้าใจชัดแจ้งแดงแจ๋แล้วค่ะ

ทำไมเขาคิดนอกใจ

เรื่องนอกใจน่ะ ไม่ใช่โรคสมัยใหม่แต่อย่างใด ก็เป็นปัญหารักที่มีมาตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณแล้วล่ะ เพียงแต่สมัยก่อนผู้หญิงเราเป็นฝ่ายต้องยอมทน เพราะแม้ต้องกินระกำแทนข้าวอยู่ทุกเช้าเย็นก็ดีกว่าไม่รู้จะเอาอะไรใส่ท้องเข้าไปล่ะแถมสังคมสมัยนั้นก็ไม่รับรองสถานะแม่ม่ายผัวร้างแต่อย่างใด เพราะยุคก่อนผู้ชายท่านเป็นใหญ่ ก็เนื่องจากเป็นฝ่ายหาสตางค์เข้าบ้าน ส่วนผู้หญิงเราก็ได้แต่อยู่กับเหย้าเฝ้าแต่เรือน

ไม่ประสีประสากับการทำมาหากินหรอก แต่ยุคนี้ หญิงมั่นที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของสตรีให้เท่าเทียมบุรุษเพศ มักจะยอมไม่ได้ ถ้าคนรักเกิดนอกใจ ยิ่งหากดีกรีความหยิ่งสูงจัด คุณเเธอก็อาจจะถึงกับลุกขึ้นมายื่นคำขาดให้เขาต้องเลือกเอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าเลือก เจ้าหล่อน ก็ต้องไม่มีฉัน ถ้าเกิดโชคร้ายเขาเลือกเจ้าหล่อนจริงๆ แม้จะต้องยอมหน้าชื่นอกตรม เพราะคน(เคย) ดีของคุณ ได้เปลี่ยนใจไปเสียแล้ว แต่เรื่องจะให้ทนกันอยู่แบบสามคนผัวเมีย ก็คงจะมีแต่ในนิยายอ่านเล่นหรอก จริงไหม เห็นไหมว่า เรื่องนอกใจ ไม่ว่าเกิดกับใคร ก็มักจบด้วยความเศร้าได้เสมอ ก็รักสามเส้าน่ะ จะแฮปปี้แอนดิ้งได้อย่างไรกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งสมหวังก็ต้องมีอีกฝ่ายเจ็บปวด จริงบ่ ในเมื่อมันไม่ได้สนุกอย่างที่คิด แต่ทำไมหนอผู้ชายจึงมักนอกใจกันอยู่เสียจริง แต่ใช่จะบอกว่า ผู้หญิงจะนอกใจไม่เป็น ก็เรื่องอย่างนี้น่ะ บางทีมันก็สุดจะห้ามใจได้เสียเมื่อไหร่ เพียงแต่ผู้หญิงที่มีพันธะแล้วนั้น เจ้าหล่อนมักจะประกาศให้ใคร ๆ รู้กันทั้งบาง ก็ไอ้เรื่องความภักดีน่ะ ผู้หญิงเรามีมากกว่าจริง ๆ แต่เรื่องที่ใจจะคิดเฉไฉ ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ก็คงเกิดขึ้นได้เหมือนกันแหล่ะ แต่หากรายไหน คิดทั้งนอกใจและนอกกาย สังคมรอบข้างก็ยังประนามเจ้าหล่อนอยู่ดี ก็คงอย่างนี้แหล่ะที่ทำให้ผู้หญิงนอกใจมีน้อยกว่าผู้ชายหลายเท่าสิบเท่าตัว

อ่านกันมาตั้งนาน ก็คงจะสงสัยกันเต็มทีว่า แล้วทำไมคนเราจึงต้องนอกใจกันด้วย ในเมื่อมันเป็นเหตุให้ต้องหวานอมขมกลืนกันไปตาม ๆ กันก็ดูอย่างคู่รักระดับอดีตผู้นำประเทศคนดัง บิล คลินตัน นั่นไง ก็ยังนอกใจภรรยาคนเก่ง(และสวย) อย่างฮิลลารี่ จนเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกได้ล่ะ มาดูกันว่านักจิตวิทยาเขาได้อธิบายพฤติกรรมของคนที่คิดนอกใจไว้อย่างไรกันบ้าง

1. เป็นพวกชอบแสวงหาความตื่นเต้นทางเพศ

ใครว่าเรื่องเซ็กส์ กับชีวิตคู่ไม่สำคัญล่ะก้อ บอกได้เลยว่าโกหกแหง๋ ๆ เพราะถ้าจะอยู่กันเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีเซ็กส์มาเจือปนน่ะ คบกันแบบเพื่อนจะดีกว่านะตัวเอง เพราะผู้ชายเขาคงไม่ยินดีด้วยหรอก ก็สำหรับผู้ชายแล้ว หากจะคบเป็นคนรัก คุณเธอก็ต้องหมั่นบริหารเสน่ห์บนเตียงกันเสียบ้าง เพราะเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกว่า น้ำพริกถ้วยเดิม รสชาติเริ่มคล้าย ๆ แกงจืดเข้าไปทุกที ไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนเมื่อวันวาน เมื่อไปเจอรสชาติใหม่นอกบ้าน ที่กลมกล่อม แถมครบเครื่องกว่า ก็อาจเผลอใจ เผลอกาย ไปชั่วครั้งชั่วคราวได้บ้างเหมือนกันแหล่ะน่า แต่บางรายก็อาจติดใจจนกู่ไม่กลับ(บ้าน) กันไปเลย เข้าทำนองพี่เบื่อน้ำพริกถ้วยเดิมแล้วล่ะเมียจ๋า

2. เกิดไปพบคนที่ถูกใจกว่า

ความรักน่ะ อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งหรือหลายครั้งก็เป็นได้ เพราะบางคนน่ะชอบแสวงหารักใหม่อยู่เรื่อย ๆ ทั้งๆทีคนรักก็แสนดีและน่ารักออกอย่างนั้น แต่ก็ยังไม่ถูกใจจริง ๆ เสียที คนประเภทนี้มักลังเลกับความรักอยู่เสมอ อย่าแปลกใจเลยถ้าเขาจะนอกใจคุณ และอย่าไปถามหานิยามรักแท้จากคนหลายใจพรรค์นี้ เพราะเมื่อยปากไปเปล่า ๆ ล่ะเธอจ๋า

3. ชอบบริหารเสน่ห์ของตัวเอง

มักเกิดกับคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง คนประเภทนี้จะมีความสุขที่ได้แอบทำผิดเล็ก ๆ กับคนรักของตัวเอง โดยเฉพาะถ้าทำให้คนอื่นที่ไม่ใช่แฟนตัวเอง ตกหลุมรักได้แล้วล่ะก็ จะเป็นปลื้มเอามาก ๆ ก็เป็นสิ่งการันตีว่าฉันยังมีเสน่ห์อยู่ล้นเหลือนั่นเอง แต่พวกนี้ดีหน่อย มักไม่ถลำลึกจนกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่หากไปเจอแฟนขึ้หึง มีสิทธิ์คอขาดเอาง่าย ๆ เหมือนกันแหล่ะน่า

4. มีเรื่องให้งัดข้อกันอยู่เรื่อย ๆ

แม้ชีวิตคู่ จะเหมือนกับลิ้นกับฟัน ที่มักกระทบกระทั่งกันได้ง่าย แต่หากการทะเลาะกันคือการพยายามทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย โดยไม่สนว่า จะใช้คำพูดต่อว่า ถากถางเยาะย้ย ชนิดดุเดือดเลือดพล่าน โดยไม่แคร์ที่จะรักษาครอบครัวให้มีความสุขต่อไป ก็อาจเป็นเหตุให้เขาหันไปแสวงหาความสุขใจ และการยอมรับจากคนอื่นแทน ซึ่งทำให้เรื่องนอกใจเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งหากไปเจอเด็กสาว ๆ ที่ทำให้หัวใจหนุ่มของเขากระชุ่มกระชวยด้วยความรักขึ้นมาอีกครั้ง แถมเจ้าหล่อนยังพูดหวาน ฟังเพราะ และช่างเอาอกเอาใจกันสุดขีด หัวใจอันแห้งแล้งของเขา ก็ย่อมเบิกบานสดใสเป็นธรรมดา กรณีอย่างนี้จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกหรอก แม้เด็กมันจะยั่วด้วยก็เหอะ ไม่อยากให้เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ลุกลามกลายเป็นปัญหารักหมองต้องไม่ลืมว่า คุณมีสิทธิ์โกรธกันได้ ต่พยายามอย่าถากถางกันหรือมุ่งเอาชนะกันเพราะถ้าคิดจะอยู่ด้วยกัน ก็ต้องถนอมน้ำใจกันหน่อย แม้ในยามที่คุณขุ่นเคืองเขาก็เถอะ และที่สำคัญห้ามทะเลาะกันข้ามคืน ง้อกันบนเตียงนั่นแหละง่ายจะ ตายไป

และหากคนที่เคยแสนดี มีอันต้องปันใจให้คนอื่นกันไปแล้วล่ะก็ คงมีอยู่ไม่กี่ช้อยส์ให้เลือกทำ เอาแบบสาหัสสุด ๆ ก็แนะให้ตัดสวาทกันไปเลย วิธีนี้เหมาะกับคนที่คิดว่า แม้จะต้องอยู่อย่างเดียวดาย ชาตินี้ก็ไม่ขอเป็นสองรองใครเป็นอันขาด แต่หากนอนคิดหลาบตลบแล้ว ยังไง ๆ ชีวิตนี้ขาดเธอฉันคงขาดใจเป็นแน่ ก็ต้องทำใจ ให้อภัย และเริ่มต้นกันใหม่ดู ถ้าเขากลับมารักคุณสุดสวาทเหมือนเดิม เรื่องที่ผ่านมา ก็คิดเสียว่าเป็นแค่ฝันร้าย ลืมไปได้เลย แต่หากเขายังนอกใจซ้ำซาก ต่อให้รักมากแค่ไหนก็เถอะ ถามตัวเองแบบกล้า ๆ กันหน่อย ว่าคุณมีความสุขดีหรือกับการทนอยู่กับผู้ชายหลายใจแบบนั้น

เรื่องลับๆ ของถุงน่อง และ ข้อห้ามของถุงน่อง

สาวๆ ทั้งหลาย คงไม่มีคนไหนที่ไม่เคยรู้จักหรือใส่ถุงน่องสักครั้งเลย…ในชีวิต ทุกวันในการทำงาน อาจไม่ใส่ แต่ก็เชื่อว่าต้องมีบ้างล่ะ ในบางวาระโอกาสที่สำคัญอย่างเวลาไปงานเฉลิมฉลอง หรือเสื้อผ้าบางชุดที่เหมาะกับถุงน่องและรองเท้าดีๆ สักคู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าสามารถใส่ถุงน่องกับรองเท้าอะไรก็ได้อีกล่ะนะคะ

ที่แน่ๆ รองเท้าแตะเปิดส้น หรือรองเท้ารัดข้อเปลือยข้าง ที่ดูยังไงก็ไม่เข้ากับถุงน่องเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวมถุงน่องเนื้อบางกับรองเท้าแตะ ไม่น่าให้อภัยพอๆ กับการใส่สร้อยข้อเท้าไว้ภายใต้ถุงน่อง หรือสวมถุงเท้าทรงสูงกับรองเท้าแตะนั่นแหละ อย่าอ้างว่าคนอื่นๆ เขาทำกันนะคะ…บางคนอาจทำ แต่อย่าดีกว่าค่ะ ไม่ค่อยถูกต้องตามหลักแฟชั่นเท่าใดนัก

รองเท้าเปิดส้นก็คือรองเท้าแตะที่ประณีตและแสนเซ็กซี่ขึ้นนั่นเอง เสน่ห์จึงอยู่ที่การเปิดเปลือยเรียวเท้าเมื่อยามที่สวมใส่รองเท้าแตะนี้ ดังนั้นเมื่อคุณใส่ถุงน่องเข้าไปอีก จะดูหลอกตา ในทางปฏิบัติแล้ว คุณอาจรู้สึกรำคาญเสียด้วยซ้ำ ทุกย่างก้าวที่เดินจะมีอาการลื่นไถลเล็กน้อย เนื่องจากเนื้อถุงน่องมีผิวลื่น จึงไม่เกาะพื้นรองเท้าแตะ

ในต่างประเทศ นิยมใส่รองเท้าเปิดส้นแบบนี้ในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลง ช่วงนั้นการเปิดเปลือยเท้าเป็นสิ่งที่นิยมมาก ดังนั้นการสวมถุงน่องจึงเป็นเสมือนความผิดพลาดชนิดที่เรียกว่าทำห้าแต้มเชียวล่ะ อาจจะดูแปลกอยู่บ้างที่ต้องออกไปข้างนอกในอากาศที่เริ่มเย็นโดยไม่มีถุงน่องปกป้องผิว แต่จะบอกให้ว่าคุณจะได้รับความเก๋ไก๋ในสไตล์การแต่งตัวเป็นของแลกเปลี่ยน แต่เราคนไทยไม่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว การเปลือยเท้ากับรองเท้าแตะ จึงใส่ได้ทั้งปี อย่างไม่มีข้อยกเว้น

ถึงแม้ว่าบางช่วงของแฟชั่น ถุงน่องอาจเป็นที่นิยมมาก ไม่มีไม่ได้ แต่ยังคงไม่ได้หมายความว่าคุณยังสามารถใส่ถุงน่องกับรองเท้าแตะได้อยู๋อีกนะคะ เมื่อถึงตอนนั้น สาวๆ ทั้งหลายคงเริ่มคิดกันใหญ่ว่าแบบไหนที่เราจะเลือกใส่ดี แบบตาข่ายเนื้อหนา ถุงน่องสี หรือลายกราฟฟิก เนื้อลูกไม้ และเนื้อมันเรียบ

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เรามีข้อห้ามในการสวมใส่ถุงน่องมาฝากอีกต่างหาก

1. ถุงน่องขาว…คุณสามารถเลือกสวมกับอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เครื่องแบบขาวของนางพยาบาล นึกภาพดูสิคะ ดูเป็นสาวใส่ซื่อบริสุทธิ์จากศีรษะจรดปลายเท้าเลย

2. ถุงน่องเนื้อหนาสีครีม…เป็นการเรียกแบบผิดของกลุ่มยับปี้สำหรับถุงน่องเนื้อมันแบบคลาสสิก จึงควรพิมพ์ข้อมูลใส่ในพื้นที่เก็บความจำของคุณเสียใหม่

3. ถุงน่องควรใส่กับสูท ขณะที่ถุงเท้าควรใส่กับรองเท้าผ้าใบ

4. การใส่ถุงน่องเนื้อหนากับเดรสเข้ารูป เป็นสิ่งไม่ควรทำ เพราะ จะให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรแลบออกมาจากเดรส

5. ไม่ควรใส่ถุงน่องเต็มตัวแบบที่มีขอบเอวเล็ก เพราะจะรัดสรีระส่วนกลางจนปลิ้นเป็นปล้อง

6. พึงระวังให้ดี ถ้าคุณคิดจะใส่กางเกงเอวต่ำ โดยใส่ถุงน่องไว้ข้างใน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ขอบเอวจะโผล่พ้นขอบกางเกงออกมา

7. ต้องยอมสละถุงน่องเนื้อบางจนถึงเอวแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณจะใส่กับกระโปรงสั้น แล้วเลือกใส่ถุงน่องเนื้อหนาเต็มตัวที่หนาตั้งแต่ช่วงเอวถึงต้นขา เป็นกลเม็ดให้ดูเหมือนใส่กางเกงขาสั้นปั่นจักรยานไว้

8. ถ้าอยากอวดนิ้วเท้าหรือส้นเท้า ก็อย่าใส่ถุงน่องเป็นเด็ดขาด

9. ถุงน่องที่เนื้อรัน ถูกสะกิด หรือเป็นตะปุ่มตะป่ำ ให้เคลือบเบริเวณที่เป็นรอยนั้น โดยการแต้มยาทาเล็บลงไปเล็กน้อย

10. การใส่ถุงน่องเนื้อบางที่เฉดสีออกอมส้มนั้น จะทำให้ขาของคุณดูน่าขนลุกแก่ผู้พบเห็น ดังนั้น ได้โปรด …อย่าใส่เลย

11. การใส่ถุงน่องที่ดึงรั้งขึ้นสูง จะเหมือนผิวไส้กรอกที่ห่อต้นขาอ้วนกลมไว้

12. ถุงเท้าสูงถึงเข่าไม่ควรใส่กับผู้ใดก็ตามที่มีอยู่เกิน 15 ปี ยกเว้นว่าคุณสวมกับชุดนักเรียน

13. ไม่ควรใส่ถุงน่องที่โป่งพองช่วงข้อเท้า เข่า หรือที่ใดๆ ก็ตาม ด้วยเหตุผลง่าย เพราะไม่น่าดูเลย

14. ถ้าผู้ใดมีขนขาเพียบ หรือขนหน้าแข้งที่ตั้งแข็ง สามารถทำให้ดูเรียบขึ้นได้โดยเลือกใส่ถุงน่องเนื้อบาง

15. ห้ามเด็ดขาด…ไม่ว่าจะเป็นถุงน่องเนื้อบางขนาดไหน ก็ยังไม่ควรนำมาสวมกับรองเท้าแตะหรือรองเท้าเปิดส้นอยู่ดี

คราวนี้เมื่อคุณรู้วิธีที่แต่งถุงน่องรองเท้าได้อย่างพอเหมาะพอควรแล้ว ก็ลุยแต่งตัวกันให้สนุกเลย