ชวนพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการด้าน สังคมและภาษา ของลูกน้อย

กว่าจะเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ก่อนจะถึงวัยสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เด็ก ๆ และพ่อแม่ก็อาจต้องก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการพัฒนาการรับรู้ และสังคม การสนใจสิ่งรอบข้าง ส่งเสียงตอบโต้ ให้ได้เสียก่อน ซึ่งวันนี้ เรามีบทความดี ๆ จาก Kid Center โรงพยาบาลเวชธานีมาเล่าสู่กันฟังค่ะว่า พัฒนาการของเด็กทารก – 1 ขวบในด้านสังคมและภาษานั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง

พัฒนาการด้านการรับรู้และสังคม

วัยแรกเกิด
-มองจ้องหน้าที่อยู่ในระยะใกล้ (8-10 นิ้ว)
- มองตามการเคลื่อนไหวของหน้าที่เอียงไปมาช้าๆ
- หยุดการเคลื่อนไหวแขนขา เมื่อได้ยินเสียง หรือสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียง

อายุ 2 เดือน
- มองจ้องหน้าและมองตามได้บ่อยและนานขึ้น รู้จักเลียนแบบหน้าตา และทำปากตาม
- สนใจฟังเสียงพูดคุย อาจขยับตัวตามจังหวะ

อายุ 4 เดือน
- สนใจมองคนหรือสิ่งของที่อยู่ไกลจากตัวไป สนใจมองตามคนที่คุ้นเคย
- สนใจฟังเสียงพูดคุยด้วย และเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบสลับกับผู้เลี้ยงดู
- หันมองหาข้างที่มีเสียง และแหล่งของเสียงได้ถูกต้อง

อายุ 6 เดือน
- มองสิ่งของและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พยายามไขว่คว้า หยิบจับ เพื่อสำรวจพลิกดู เอาเข้าปาก
- เริ่มสังเกตสิ่งที่มองเห็นเมื่อถูกบังไว้ และแยกแยะคนแปลกหน้า
- เริ่มรับรู้มิติที่ 3 คือ ความลึก เริ่มมองตามของที่ตกลงจากมือสู่พื้น
- ฟังเสียงพูดคุย และเริ่มเข้าใจท่าทางและสำเนียง เช่น หยุดเมื่อถูกห้าม
- กินอาหารกึ่งเหลวที่ป้อนด้วยช้อนได้

อายุ 9 เดือน
- เล่นจ๊ะเอ๋ได้ ตามไปเก็บของที่ตก หรือร้องตามแม่เมื่อแม่จะออกไปจากห้อง
- หยิบอาหารกินเองได้

อายุ 12 เดือน
- ตบมือ เลียนท่าทางโบกมือ สาธุ ร่วมมือเวลาแต่งตัว และชอบสำรวจ

การส่งเสริมพัฒนาการด้านการรับรู้

1. ให้พ่อแม่สังเกตพฤติกรรมของทารกแรกเกิด และความสามารถในการรับรู้จากการมอง การฟัง การสัมผัสและการตอบสนอง

2. ให้พาลูกมารับบริการสุขภาพ และใช้ประโยชน์จากสมุดบันทึกสุขภาพ ตามกำหนด

3. คอยเอาใจใส่เด็กและดูแลใกล้ชิด อุ้มทารกให้หันหน้ามาสบตากันเป็นระยะ 8-10 นิ้ว ยิ้มแย้ม พูดคุยกับทารกอย่างอ่อนโยน และติดตามเฝ้าระวัง สังเกต ความก้าวหน้าของพฤติกรรมพัฒนาการของลูกอย่างต่อเนื่อง

4. จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมการเลี้ยงดูทารกให้มีความปลอดภัย และน่าสนใจ มีคนที่อยู่ใกล้ชิด ดูแลด้วยความรัก เอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีคนที่สนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก พูดคุยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ร้องเพลง ทำท่าทางให้เด็กเลียนแบบ และเรียนรู้ และเล่นกับเด็กและมีสิ่งของที่สีสดใสรูปทรงต่างๆที่น่าสนใจ ให้เด็กมอง สัมผัส จับต้อง และสำรวจ

พัฒนาการด้านภาษา

แรกเกิด-1 เดือน – ร้องไห้ หยุดฟังเสียง, ทำเสียงในคอ
อายุ 2 เดือน – ฟังเสียงคุยด้วยแล้วหันหาเสียง
อายุ 4 เดือน – ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบ หัวเราะ ส่งเสียงแหลมรัว เวลาดีใจ สนุก
อายุ 6 เดือน – หันหาเสียงเรียก เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายเสียง
อายุ 9 เดือน – ฟังรู้ภาษาและเข้าใจสีหน้าท่าทางได้ เปล่งเสียงเลียนเสียงพยัญชนะ แต่ไม่มีความหมาย
อายุ 12 เดือน – เรียกพ่อ แม่ หรือพูดคำโดดที่มีความหมาย 1 คำ ทำตามคำสั่งที่มีท่าทางประกอบได้

การส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา

แรกเกิด-6 เดือน : ควรมีการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและมีการพูดคุยส่งเสริมให้มีพัฒนาการทางภาษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกหลังเกิด โดยเฉพาะขณะที่ให้การดูแลเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน เด็กทารกมักมีความสนใจเสียงที่ค่อนข้างแหลม เสียงสูงๆต่ำๆ ซึ่งหากผู้เลี้ยงดูจะทำน้ำเสียงให้มีลักษณะแตกต่างกันไปบ้างตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ความหมายของการสื่อสารที่บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันไปของผู้พูด อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาเด็กพูดคุยกับเด็กควรจะค่อยๆลดลงภายหลังอายุ 6 เดือน การสื่อสารด้วยภาษาอย่างที่ใช้กับเด็กโตหรือผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นจะค่อยๆช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาในระยะต่อไปอย่างดี

อายุ 7-12 เดือน :

1. ควรพูดคุยทำเสียงเล่นกับเด็กและพูดเป็นเสียงของคำที่มีความหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำเรียกพ่อหรือแม่หรือผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดกับเด็ก

2. พูดสอนหรือบอกให้เด็กทำสิ่งต่างๆอย่างง่ายๆพร้อมกับมีกิริยาทำท่าประกอบควบคู่กันไป จะช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ต้องการผู้ใหญ่ต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น

3. พ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องพูดสอนหรือบอกเฉพาะคำศัพท์เดี่ยวๆคำใดคำหนึ่งเท่านั้น การพูดโดยมีคำขยายเพิ่มเติมก็จะเป็นการสอนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาที่พูดคุยมากขึ้นแม้อาจจะยังพูดไม่ได้ทั้งหมด เช่น พ่อมา หมาเห่า เป็นต้น

4. เมื่อเด็กพูดคุยด้วยภาษาเด็กที่แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ถ้าผู้เลี้ยงดูสามาถคาดเดาได้จากสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยเป็นคำที่มีความหมายกับเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างสอนให้เด็กเข้าใจต่อไป

5. ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เด็กสนใจ พูดบอกหรืออธิบายอย่างสั้นๆและคอยสังเกตการตอบสนองของเด็ก

การใช้หนังสือนิทานหรือรูปภาพ จะช่วยเพิ่มคำศัพท์ให้แก่เด็กได้มากและเพิ่มทักษะความเข้าใจภาษาที่มีในสื่อเหล่านั้น ตลอดจนเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงดูไม่ควรตั้งใจสอนให้เด็กอ่านหรือท่องจำหนังสือ หรือตัวเลขมากเกินไปเพราะการที่เด็กท่องจำได้ตามที่ถูกสอนไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีความสามารถในการอ่านระยะถัดไปได้ดีกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน ความเข้าใจทางภาษาที่แตกฉานและสามารถใช้ภาษาพูดได้เป็นอย่างดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อความรู้ความเข้าใจในการอ่านหรือเขียนมากกว่าเน้นท่องจำอย่างเดียว ขณะอ่านหรือดูหนังสือกับเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กหยิบจับหรือหัดเปิดหนังสือเองบ้าง

อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนมีความหลากหลาย อายุที่กล่าวไว้นั้นเป็นเพียงเกณฑ์ที่เด็กส่วนใหญ่ควรทำได้ซึ่งหากไม่เป็นไปตามนี้ก็อาจไม่ได้หมายถึงพัฒนาการที่ล่าช้าแต่อย่างใด ดังนั้นหากผู้ปกครองมีความสงสัยเรื่องพัฒนาการของบุตรหลานควรปรึกษากุมารแพทย์โดยตรง

วันแรก..

วันแรกในการเขียน
วันแรกล้วนมีความหมาย
แต่วันนี้ก็ไม่ใช่วันแรกในการพบเจอสิ่งต่างๆ รอบตัว
วันนี้ยังคงเป็นอีกวันที่ความเหงามาเยือน และก็ไม่ใช่วันแรกที่เหงา
พอเหงาก็มักจะคิดถึงคนๆนึง ซึ่งเป็นคนที่มีความหมายสำหรับเรา แต่เรามีความหมายกับเค้าบ้างรึป่าว เราไม่รู้เลย ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนเบื่อ แต่ก็ยังถามตัวเอง เราเองก็จำไม่ได้ว่าเราตั้งคำถามแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ วันแรกที่เราคิดแบบนี้ เรารู้สึกอย่างไร แล้ววันแรกที่เราคบกันล่ะ แน่นอนมันมีความหมาย แต่ว่าเราไม่รู้ว่ามันมีความหมายมากน้อยแค่ใหน อาจจะเป็นเพราะว่า มันนานมากจนจำไม่ได้ก็ได้ แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยเหตุการณ์ในวันแรก มันก็เป็นเส้นทางที่ทอดมาถึงปัจจุบัน
วันแรก…
ครั้งแรก…
สิ่งแรก…
มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราก็ไม่รู้ว่า วันแรก.. ครั้งแรก.. สิ่งแรก..มันเกิดขึ้นมาเท่าไหร่แล้ว
แน่นอนว่าต่อไปก็ยังมีวันแรก..ครั้งแรก..สิ่งแรก..เกิดขึ้นอีก
ทุกคนหวังว่าสิ่งแรกที่เกิดอยากให้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ดีพิสูจน์ด้วยอะไร เป็นคำถามที่เราเองก็ไม่รู้คำตอบ แต่มันสัมผัสได้ด้วยใจ ความสุขที่เกิดเวลามีวันแรก..ครั้งแรก..สิ่งแรก..คือสิ่งที่ดี ใช่รึป่าว เฮ้อ ยากจริงๆ

ผู้ชายคนนี้ … ไม่ได้มีไว้ให้เธอทิ้ง

ครึ่งปีแล้วสินะ…ที่เธอบอกลาจากฉันไป
การบอกลาของเธอนั้น มันได้ทำลาย หัวใจของคนๆนึง
ที่รักเธออยู่เต็มหัวใจ
เหตุผล ?….
นั่นสินะ….ทำไมเธอถึงอยากจากเราไป

ฉันแค่อยากจะรู้…เธอมาทิ้งชั้นทำไม
เธอไม่เคยมีใจ ทำไม ถึงหลอกกัน

สิ่งที่เธอพูด กับสิ่งที่เธอคิด มันตรงกันรึป่าว
สิ่งที่เธอบอกเราผ่านสายตา มันเชื่อถือได้แค่ไหนกัน
….
เราขอเชื่อในสิ่งที่เรารู้สึก
เราขอเชื่อในสายตาที่เราเห็น
เราขอเชื่อในคำพูดที่ได้ยิน
เราขอเชื่อว่า ครั้งนึง เราเคย รักกัน

แค่ขอ…เป็นคนห่วงใย
ได้รักไกลๆ คิดถึงไกลๆ เท่านั้น
ได้แค่ฝัน …แค่นั้นก้อพอใจ

มีบางคน …ถามเราว่า
ยังอยากกลับไปเป็นอย่างเดิมอีกมั้ย
เราก้อไม่รู้หรอกนะ…ว่าอยากกลับไปมั้ย
ถ้ากลับไปแล้ว จะมีความสุข เหมือนเดิม รึป่าว
เรารู้แค่ว่า …ยังไงก้อรัก….
และรักนั้น ไม่เคยลดน้อยลงเลย

อยากบอกว่า รัก …รักเธอ มากขึ้นทุกที
ไม่มีน้อยลง …สักวัน

ผมขอถาม พวกคุณว่า…
หากคุณไม่มั่นใจ ว่าจะ ทำให้คนที่คุณรักมีความสุขได้มั้ย
หรือว่า คุณอาจดูแลเค้าได้ไม่ดีพอ
หากทนอยู่กันต่อไป…จะทำให้เค้า เจ็บช้ำอีกหรือป่าว
ถึงแม้ว่า…เค้าคือคนที่คุณ รักหมดใจ
คุณจะยอมปล่อยเค้าไปมั้ย ?

อย่าฝากชีวิตดีๆไว้ที่ฉัน
อย่าเอาความฝัน ของเธอมาเสี่ยงรู้มั้ย
ไม่ใช่ไม่รัก….ไม่อยากทำร้าย คนดีอย่างเธอ

คำถามนี้ …คงเกิดขึ้นในใจเค้าสินะ
ทำไมกัน…เค้าถึงได้รู้สึกว่า เค้าดูแลเราไม่ได้.
ทั้งที่ เรากลับรู้สึกอบอุ่น ที่ได้อยู่ใกล้กัน
ทำไมกัน…เค้าถึงได้ ถอดใจ …ปล่อยมือกันกลางทาง
ทั้งที่ หากเราจับมือผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน
เราทั้งคู่ ก้อคงถึงฝั่งฝันได้ ในสักวัน

เธอไม่รักชั้นแล้ว หรือเธอไม่เคยรักเลย
ชั้นไม่มีค่าแล้ว หรือชั้นไม่เคยมีค่าใดๆ
โปรดบอกกับชั้น…ให้ตาสว่างสักทีได้มั้ย
อย่างน้อย …ถ้าชั้นจะต้องเสียใจ
มันเพราะอะไรเธอ ?

บางที…อาจเป็นเพราะเราก้อได้
ที่ทำให้เธอ…รู้สึก…แบบนั้น
บางที…สิ่งที่เราแสดงออก
อาจทำให้เธอรู้สึกว่า เราไม่ชอบ
แต่จริงๆแล้ว เรามีความสุข ที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอ
มีความสุข ที่เธอได้เดินผ่านเข้ามาในชีวิต
มีความสุข ที่ได้ ยิ้ม หัวเราะ และ ร้องไห้ด้วยกัน
มีความสุข ที่ได้รักเธอ …หมดทั้งใจ

ขอให้รู้…ชีวิตของเธอ มีความหมาย
ขอให้รู้ …มีชั้นคนนึง ต้องการเธอบนโลกนี้
ขอให้รู้…เธอนั้นสำคัญ มากแค่ไหน
เธอได้ยินมั้ย….ชั้นรักเธอ

ขอโทษ…ที่ทำเป็นเฉย วางฟอร์ม
ขอโทษ…ที่เธอทักแล้วไม่ตอบ แถม ตะโกนด่า
ขอโทษ…ที่ควงคนอื่น เพื่อให้เธอหึง
(จนเธอแอบตามไป ชักตาใส่เรา ที่ร้านหนังสือ)
ขอโทษจริงๆ ที่คนอย่างฉัน ไม่ดีพอ

ขาดคนที่ครั้งหนึ่งเคย…ผูกพัน
และร่วมทางกัน … จนสุดหนทาง
จากกัน วันนี้ ถึงจะผิดหวัง
แต่ก็ดีกว่าต้องทรมาน กับสิ่งที่ฉันเป็น

หากว่า… วันเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน
มันได้หมดความหมายลง
เธอก็คง…ไม่กลับมา
เรารู้แต่เพียงว่า…เรายัง เต็มใจ จะรักเธอต่อไป
ถึงแม้ว่ารักนั้น จะต้องจบลงไป
แต่สำหรับเรา ช่วงเวลา เหล่านั้น
คือช่วงเวลา ที่มี ความหมาย ที่สุด สำหรับเราจริงๆ

ใจของเรา…ยังเป็นของเธอ (เหมือนที่เราเคยบอกเธอ)
เรายังเป็น…คนของเธอ (เหมือนที่เคยเป็นมา)
ขอให้รู้ไว้ ลมหายใจฉันเพื่อเธอ (ตลอดไป)

วันเวลา…ที่เราสั่งสมกันมา
คือวันเวลา…ที่มีความหมายในใจ
ความทรงจำ …ทบทวนกี่ครั้งวันใด
ก็สุขเกินใจ จะกลั้นน้ำตาได้อยู่
อาจจะนานแล้วรู้ไหม…ที่เคยบอกเธอว่ารัก
จากวันวานเป็นเช่นไร…ในวันนี้ยังเหมือนเดิม
กี่วันจะหมุนไป หนึ่งใจที่ฉันมี
อยากบอกว่าทุกนาที ฉันมีแต่เพียงเธอ
เก็บอยู่ในหัวใจ ยังไม่เคยลืม
…ไม่เคยเปลี่ยนเลย…

จากคนธรรมดาคนนึง ถึงคนที่ทิ้งกันไป
27/03/49

ลางสังหรณ์บอกเหตุดี-ร้าย

ทำไมหมากลัวคนเกิดปีขาล
ปีขาล เป็น ปีเสือ คนเกิดปีเสือเป็น “คนดุ” เป็นเจ้าป่า สิงสาราสัตว์เกรงกลัว ย่างก้าวไปที่ไหน! ก็เป็นที่เกรงกลัว แลให้ความยำเกรงในราศีและบารมี ดังนั้น…คนเกิดปีขาล จึงดุดัน!! สุนัข หรือหมาที่เห่าเก่ง ๆ และชอบไล่กัดผู้คน แต่ถ้ามาเจอคนปีขาล หมาจะสงบนิ่ง ด้วยความเกรงกลัว อาจถึงขั้นลงนอนหมอบเชื่อฟังคำสั่ง? จะจริงหรือไม่ ? ลองหาคนเกิดปีขาล แล้วพาไปพบหมาดูซิครับ จะโดนเห่าหรือโดนกัด หรือเปล่า ต้องท้าพิสูจน์เพื่อความจริง!!! หมาหรือคนใคร? จะแน่กว่ากัน!!!

เที่ยงตรง เวลาอันตราย!!
เวลาเที่ยง คือ…เวลาที่พระอาทิตย์อยู่ตรงศรีษะพอดี เป็นเวลาที่ร้อนมากๆ ที่สำคัญ ถ้าท่านต้องประสบอุบัติเหตุ และมีการเลือดออกจะเป็นอันตรายมาก! ผู้คนจึงไม่นิยมออกจากบ้าน หรือ มีนัดเวลาเที่ยงตรง ควรเลื่อนออกไปสักเล็กน้อย เพื่อเป็นเคล็ดสำหรับการนัดหมาย และอีกอย่าง เวลา 12.00 น. คือ เที่ยงตรง ! เป็นเวลาพักรับประทานอาหาร งานธุรกิจจึงหยุดชั่วคราว ดังนั้น…เที่ยงตรง จึงไม่เหมาะสมกับการนัดหมาย และธุรกิจทุกชนิด!!

อย่าหันหัวเวลานอน ไปทางทิศตะวันตก
การจัดเตียงนอน คนไทยถือว่าสำคัญมาก จะไม่หันหัวเตียงไปทางทิศตะวันตกเด็ดขาด ทิศตะวันตกคือ ทิศที่คนเรา เมื่อตายไปแล้วเขาจะหันหัวไปทางทิศตะวันตก เพราะฉะนั้น เรา ยังไม่ตาย เราก็อย่าหันหัวเวลานอน ไปตามทิศของศพคนตาย อย่าทำให้ชีวิตตกไปตามแสงตะวัน ส่วนมากเตียงนอนจะหันไปทางอื่น ที่ไม่ใช่ทิศตะวันตก เพราะฉะนั้น คนที่ออกแบบห้อง จึงต้องดูทิศให้ดีๆ ไม่อย่างนั้น คงตกงานแน่ๆ!! ฟังจากเหตุผลแล้ว มันก็ไม่เสียเงินเสียทองอะไร ? กับการแค่ อย่าหันหัวเตียงไปทางทิศตะวันตก ก็ทำตามคนโบราณไปเถอะครับ อย่างน้อยก็ไม่ฝืนความรู้สึกของคนรอบข้าง

ผึ้งทำรังในบ้านเป็นลางดีหรือร้าย?
ผึ้ง เป็นสัตว์นำโชค และส่วนใหญ่ผึ้งมักทำรังตามต้นไม้ใหญ่อยู่ในที่สงบ และต้องไม่มีผู้คนพลุกพล่านมากมายนัก เพื่อความปลอดภัยของตัวรัง แต่…ถ้าผึ้งหลงเข้ามาทำรังบริเวณบ้าน และไม่ก็เป็นที่รบกวนพวกคนในบ้าน ก็…ปล่อยให้เข้ามาทำรังเถอะครับ โชคดี…กำลังจะเข้าสู่บ้านของท่านแล้วล่ะครับ ความร่มเย็น และความสุขจะปรากฎให้ท่านนั้นได้เห็นทันตา เพียง…อย่าให้เด็ก หรือใครไปแย่รังผึ้งจนแตกรัง อันตรายจะมาแทน !! ผึ้งเข้าบ้านถือว่านำโชค เลี้ยงไว้เถอะครับ !

ห้ามทักเด็กว่าน่ารัก
เด็กๆ น่ารักทุกคน แต่โบราณกล่าวว่า “ห้ามทักเด็กว่าน่ารัก” เพราะว่า การชมเด็กจะได้ยินไปถึงพวกผี ซึ่งนิสัยไม่ดี ชอบลักขโมยเด็กไปซ่อน !! ดังนั้น จึงให้ชมเด็กว่า “น่าเกลียดน่าชัง” พวกผีได้ยินจะไม่สนใจเด็กคนนั้น และจะหาคนต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขบคิดดีเหมือนกันนะครับ ทำให้ปัจจุบันเด็กที่ยังเดินไม่ได้ หรือยังแบเบาะ รวมทั้งเด็กที่ยังพูดไม่ได้ ก็จะถูกขอร้องให้ใช้คำชมว่า “น่าเกลียดน่าชัง” อยู่แทบทุกครัวเรือน แต่โตขึ้น ขออย่าได้ยินเลย “ทั้งเกลียดทั้งชังลูกเลวๆ”

ตุ๊กแกร้องกลางวันเป็นลางดีหรือร้าย?
ตุ๊กแก เป็นสัตว์ที่ร้องกลางคืนเท่านั้น! แต่ถ้าเมื่อใดมันร้องกลางวัน ภายในบ้านของท่าน นั่นแสดงว่ากำลังจะมีเรื่องร้ายเกิดขึ้น อาจมีคนเจ็บป่วย หรือได้รับอันตราย ปกติตุ๊กแกเป็นสัตว์ที่ไม่ทำร้ายใคร! และ……เชื่อว่า ตุ๊กแก คือ ร่างของปู่ ย่า ตา ยาย กลับมาสิงอยู่ และคอยส่งเสียงร้องเตือนลูกหลานด้วย เวลาลูกหลานทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย ตุ๊กแก ดีนะครับ แต่…ในละครทีวี ตุ๊กแกผี มันเป็นเรื่องแต่งนะครับ! อย่างนั้นอย่าไปเชื่อเด็ดขาด เสียงร้องของ ตุ๊กแก คนโบราณช่างสังเกต ช่างจดช่างจำ และบันทึกเสียง ตุ๊กแก ไว้อย่างน่าสนใจ ตุ๊กแกมีทั้งให้คุณ และให้โทษ แบบไหนดี หรือไม่ดี มาดูกันดีกว่านะครับ
- ร้องเสียง แก แก จะมีความหมายในทางไม่ดี ชั่วช้า เลว … ให้รีบไล่ไปทันที เพื่อแก้เคล็ด
- ร้องเสียง ครอด ออด ออด ไม่มีความหมาย
- ร้องต่ำกว่า 5 ครั้ง ไม่มีความหมายสักเท่าไหร่ แต่อยู่เกณฑ์ชั่วนิด ๆ จะไล่หรือไม่ไล่แล้วแต่ ดุลยพินิจของเจ้าบ้าน
- ร้อง 5 ครั้ง หมายถึง เสนียด จัญไร ทำให้เกิดโรคภัยต่าง ๆ นานา ให้รีบไล่ไปให้พ้นอย่าง รีบด่วนที่สุด
- ร้อง 6 ครั้ง หมายถึง เจ้าของบ้านจะเดือดร้อน อึดอัด คับแค้นใจ เก็บทรัพย์ไม่อยู่ ควรไล่ ออกไปเพื่อความสบายใจของคนในบ้าน
- ร้อง 7 ครั้ง ความหมาย ไม่ดี เพราะจะทำให้เสียทรัพย์สินเงินทอง ดวงการเงินแย่ลง เจ้าหนี้ ตามรังควาน หมุนเงินไม่ทัน ควรรีบไล่ไปเร็วพลัน
- ร้อง 8 ครั้ง ความหมาย ดี เงินทองคล่องมือ จะทำให้เกิดโชคลาภเงินทองมาก ก็ควรเลี้ยง เจ้าตัวนี้ไว้
- ร้อง 9 ครั้ง ความหมาย ดี เพราะจะทำให้เจริญรุ่งเรือง เจ้าของบ้านควรอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงไว้
- ร้อง 10 ครั้ง ดีมาก จะทำให้มั่งมีในทรัพย์สินเงินทอง เงินทองไหลมาเทมาเพิ่ม พูนดี ค้าขายคล่องมือมีแต่กำไร เจ้าของบ้านก็ควรอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงไว้
- ร้อง 11 ครั้ง ดี 2 เด้ง จะทำให้ร่ำรวยเงินทอง และได้พบเจอคู่ครองที่ถูกใจ ให้เลี้ยงไว้จะเกิดผลดีอย่างที่กล่าว

อย่าเคาะจานข้าว
เวลารับประทานอาหาร โบราณท่านถือว่า ห้ามเคาะจานข้าว เพราะจะเป็นการเรียนวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว กินอาหารคาวหวานท่านต้องเคยเห็นเวลาเราไหว้ศพ หรือไหว้วันสำคัญ เราจะจัดชุดสำหรับพวกผีไม่มีญาติ และทำพิธิเรียกมากิน โดยใช้การเคาะถ้วยชาม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงถือมาก ห้ามลูกหลานเคาะจานชามเวลากินข้าว

กลางคืนห้ามกวาดบ้าน
การกวาดบ้านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากของคนไทย แทบทุกบ้าน จะต้องกวาดบ้าน แต่…ในอเมริกาใช้การดูดฝุ่นแทน เพราะพื้นบ้านเขานั้นปูพรม จึงไม่มีคำโบราณห้ามไว้ว่า “ห้ามดูดฝุ่นตอนกลางคืน” แต่สำหรับคนไทยนั้น โบราณถือกันมาก “การกวาดบ้านกลางคืน” เพราะการกวาดบ้านตอนกลางคืนนั้นจะ “กวาดเงินกวาดทองออกจากบ้าน” แต่… จริงๆ ผมคิดว่า คนโบราณสอนให้ลูกหลาน ระวังของมีค่าจะถูกกวาดทิ้งไป เพราะกลางคืนสมัยก่อนมืดมาก ไม่มีไฟฟ้าใช้สว่างไสวเหมือนทุกวันนี้ งดได้ก็ดีนะครับ เพราะการกวาดบ้านกลางคืนมันไม่เหมาะสมทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะกลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน !!

เผาศพวันศุกร์
“วันศุกร์” เป็นวันแห่งโชคลาภ วันแห่งความร่มเย็นมีความสุข “วันศุกร์” จึงเหมาะแก่งานมงคลมากกว่า เช่น แต่งงานขึ้นบ้านใหม่ หรือฉลองพิธีต่างๆ จึงไม่นิยมจัดงานอัปมงคลกันในวันศุกร์ ดังนั้น….วันศุกร์ งดการเผาศุกร์ เพราะ…เป็นการให้ทุกข์กับคนเป็น ผู้คนส่วนมากจึงนิยมแต่งงานในวันศุกร์ และไม่มีงานเผาศพในวันศุกร์ “วัน”….ก็มีความสำคัญกับการดำรงชีวิตของมนุษย์…..

เรื่องเดิมๆ

คิดถึง………..แต่ก้อไม่มีความหมาย
รัก…แต่ก้อไม่มีความหมาย
ไม่ว่าจะทำอะไรก้อไม่เคยมีความหมาย
เพราะ…อะไรก้อช่างเหอะ
อย่างน้อย…ก้อมีคนให้คิดถึง
แต่……ตั้งแต่วันนั้นที่เธอได้จากไป
ชั้นคนนี้…..ก้อเปลี่ยนไปมากก
ชั้น.เป็นชั้นคนใหม่..
ที่เธอไม่เคยรู้จัก
ไม่เคยรุ้จักเลยซักนิด