อำเภอที่จะแยกจังหวัดใหม่ ของภาคอีสาน (สิงหาคม 2558)

1. จ.บัวใหญ่  แยกมาจากโคราช มี 8 อำเภอ  อ.บัวใหญ่, อ.คง, อ.ประทาย, อ.โนนแดง, อ.บ้านเหลือม, อ.แก้งสนามนาง, อ.สีดา และ อ.บัวลาย

2. จ.เดชอุดม  แยกมาจากอุบลราชธานี มี 5 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ  อ.เดชอุดม, อ.บุณฑริก, อ.นาจะหลวย, อ.น้ำยืน, อ.ทุ่งศรีอุดม,กิ่ง อ.น้ำขุ่น และกิ่ง อ.นาเยีย

3. จ.กันทรลักษ์  แยกออกมาจากศรีสะเกษ มี 6 อำเภอ 3 กิ่งอำเภอ  อ.กันทรลักษ์, อ.ขุนหาญ, อ.เบญจลักษ์, อ.ศรีรัตนะ, อ.ไพรบึง, อ.โนนคูณ, กิ่ง อ.เขาพระวิหาร, กิ่ง อ.ศรีเมืองทอง และ กิ่ง อ.ทับทิมสยาม

4. จ.ชุมแพ  แยกมาจากขอนแก่น มี 6 อำเภอ   อ.ชุมแพ, อ.ภูเวียง, อ.สีชมพู, อ.หนองนาคำ, อ.ภูผาม่าน และ อ.ภูเขียว ของ จ.ชัยภูมิ มาจัดตั้งเป็น จ.ชุมแพ ด้วย

5. จ.นางรอง  แยกมาจากบุรีรัมย์ มี 10 อำเภอ  อ.นางรอง, อ.ชำนิ, อ.หนองหงส์, อ.บ้านกรวด, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.โนนสุวรรณ, อ.ปะคำ, อ.หนองกี่, อ.ละหานทราย, และ อ.โนนดินแดง

ป้องกันโรคเก๊าต์ และบรรเทาอาการด้วยการรับประทานอาหาร

โรคเกาต์ เป็นโรคที่เกิดจาก การรับประทานที่มีสารพิวรีนในปริมาณที่สูง วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การหลีกเหลี่ยงอาหารประเภทดังกล่าว โรคเกาต์ คือ โรคที่ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของกรดยูริกภายในข้อ ซึ่งยูริกนั้นเกิดจากการที่ร่างกายย่อยสลายสาร ที่ชื่อว่า พิวรีน คนแต่ละวัย ก็มีระดับกรดยูริกในเลือดที่แตกต่างกันได้ เช่น ผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน จะมีระดับกรดยูริกในเลือดสูงกว่าคนในวัยอื่นๆ และนอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคเกาต์ มากกว่าผู้หญิงอีกด้วย โดยปกติแล้ว ร่างกายจะได้กรดยูริกมาจาก 2 แหล่ง คือ

1. พิวรีน ที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง โดยการสลายตัวของเซลล์ตามอวัยวะต่างๆ แต่ในบางคนที่ป่วยเป็นโรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว ธาลัสซีเมีย จะทำให้มีการสลายตัวของเซลล์ ในร่างกายที่มาผิดปกติ

2. พิวรีน ที่ได้รับจากการกินอาหาร พิวรีนสูง เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริก ซึ่งสารพิวรีนนี้พบมากใน เนื้อสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วต่างๆ

ผู้ป่วย โรคเกาต์ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาการจะค่อยๆ กำเริบ โดยเจ็บปวดที่ข้อเดิมก่อน แล้วจะเป็นที่ข้ออื่นๆ ตามมา จนกระทั่งเป็นเกือบทุกข้อทั่วร่างกาย อาการปวด จะถี่ขึ้นและนานขึ้น จนเกิดอาการปวดตลอดเวลา ถ้าควบคุมไม่ได้ จะพบว่า ข้อที่เคยอักเสบบ่อยๆ กลายเป็นปุ่มก้อนขึ้นมา เนื่องจากการสะสมของ กรดยูริกภายในข้อจำนวนมาก จนบางครั้ง ข้อที่ปวดนั้น เกิดการแตกออก และมีสารขาวๆ คล้ายชอล์ก หรือยาสีฟัน ไหลออกมากลายเป็นแผลเรื้อรัง และในที่สุดข้อต่างๆ จะค่อยๆ พิการ และใช้งานไม่ได้ นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดนิ่วในไตตามมาได้อีกด้วย

  • อาหารที่มีพิวรีนน้อย ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ผัก และผลไม้เกือบทุกชนิด (0-50 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
  • อาหารที่มีพิวรีนปานกลาง ได้แก่ ข้าวโอ๊ต เนื้อหมู เนื้อวัว ปลากะพงแดง ปลาหมึก ปู ถั่วลิสง ถั่วลันเตา หน่อไม้ ใบขี้เหล็ก สะตอ ผักโขม (50-100 มิลลิกรัมต่ออาหาร 100 กรัม)
  • อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา เห็ด (150 มิลลิกรัมขึ้นไปต่ออาหาร 100 กรัม)

วิธีป้องกันและบรรเทา อาการเจ็บป่วยจากโรคเกาต์ที่ดีที่สุด คือ การระมัดระวัง ในการเลือกรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ที่มีพิวรีนสูง เพราะว่าจะทำให้เกิด การอักเสบของข้อขึ้นอีก อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ผู้เป็นโรคเกาต์ ควรรับประทานให้มากคือ

1. อาหารจำพวกข้าว แป้ง เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอ ในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีน ที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อ เพื่อให้เป็นพลังงาน เพราะว่าการเผาผลาญโปรตีนในลักษณะนี้ จะทำให้มีการสลายกรดยูริกออกมา ในกระแสเลือดมากขึ้น

2. คนเป็นโรคเกาต์ ควรระวังไม่รับประทานอาหาร จำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะว่าเนื้อสัตว์ เป็นแหล่งของโปรตีน ทำให้เกิดกรดยูริกได้มาก เช่นเดียวกันกับการทานอาหารไม่เพียงพอ แล้วร่างกายใช้โปรตีน ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อนั่นเอง จะทำให้เกิดอาการกำเริบได้

3. การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยป้องกันการสะสมของกรดยูริก และทำให้เกิดการขับกรดยูริก ทางปัสสาวะมากขึ้น และสามารถป้องกัน โรคนิ่วในไตได้อีกด้วย

4. นอกจากนี้ การรับประทานผัก และผลไม้ชนิดต่างๆ ให้มากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยให้ปัสสาวะมีสภาวะเป็นด่าง ลดความเป็นกรด ส่งผลให้เกิดการขับปัสสาวะมากขึ้น

เมื่อรู้ว่าเป็นโรคเกาต์แล้ว ควรปฏิบัติตนอย่างไร กินอาหารอย่างไร อะไรที่กินได้ อะไรที่ควรหลีกเลี่ยง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดลงได้ และช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดอาการเรื้อรังได้อีกเช่นกัน ดังนั้น หันมาใส่ใจกับอาหาร ที่เรากินกันเสียตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า เพื่อจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรง ปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ

27 ข้อดีของสาวอกไข่ดาว

1. ผู้คนจะสบตาคุณ: ระหว่างที่สนทนากับคนอื่นอยู่นั้น หากว่าคุณมีหน้าอกหน้าใจที่ตู้มๆมันอาจจะทำให้คุณพลาดการประสานสายตากับคนบางคนไป เพราะสายตาของเค้าจะจ้องมาที่หน้าอกของคุณหน่ะเซ่! ดังนั้นสาวหน้าอกเล็กจงมั่นใจได้เลยว่าทุกคนจะสนใจคำพูดของคุณมากกว่าหน้าอกของคุณแน่นอน

2. คาดเข็มขัดนิรภัยเป็นเรื่องง่ายไปเลย: หน้าอกของคุณจะไม่นูนเป็น 2 ส่วนเวลาที่คุณคาดเข็มขัดนิรภัย แถมยังไม่ยื่นออกมาจนน่าอับอายอีกด้วย

3. ได้ใส่เสื้อชั้นในลายน่ารักคิกขุ: เราสามารถเลือกใส่เสื้อชั้นในสายเดี่ยวหรือชิ้นเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มได้ นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ทุกร้านเพราะมาตรฐานก็ไม่แตกต่างกันมากนัก

4. จับหน้าอกเหรอ..ไม่มีปัญหา!: เมื่ออยู่ที่โรงเรียนคุณจะไม่ถูกลวมลามหรือล่วงละเมิดใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่มีใครมองว่าหน้าอกหน้าใจของคุณมันน่าเย้ายวนตรงไหน เมื่อคุณถอดเสื้อออกรับประกันได้เลยว่าไม่มีใครแยกคุณกับพี่ชายของคุณออกอย่างแน่นอน

5. แค่สปอร์ตบราตัวเดียวก็พอ ยิ่งหลายตัวก็ยิ่งเสียเวลาซัก ว่ามะ?

6. อาหารหกใส่เสื้อก็ร่วงทีเดียวถึงพื้นเลย: ไม่มีคำว่าเศษป๊อบคอร์นหล่นลงไปในร่องอกสำหรับสาวหน้าอกเล็ก เพราะถ้ามันไม่เข้าปากก็ร่วงลงพื้นไปเลย

7. ใส่เสื้อคอลึกขนาดไหนก็ได้: ไม่มีใครจ้องมองกระดูกหน้าอกของคุณด้วยความปรารถนาหรอก การใส่เสื้อคอลึกสำหรับสาวอกไข่ดาวไม่มีวันดึงดูดความสนใจได้เท่ากับสาวอกภูเขาไฟอย่างแน่นอน แต่ถ้าเป็นหนุ่มขนหน้าอกรุงรังนั่นก็อีกเรื่องนึง

8. ใส่เสื้อเอวลอยยังไงก็ดูไม่เหมือนบรา: เสื้อยืดของคุณอาจจะยิ่งซักก็ยิ่งหด แต่ในบางโอกาสเสื้อเอวลอยก็ทำให้หน้าอกของคุณดูใหญ่ขึ้นได้ด้วยนะ แต่ถึงยังไงมันก็ไม่โป๊ะอยู่ดีแหละ มันเรียบๆเช่นเคย

9. บราเสริมฟองน้ำเป็นเกราะกันกระสุนให้คุณได้: บราเสริมฟองน้ำแบบหนาพิเศษจะทำให้เรารู้สึกสบายๆ และไม่ดูเป็นสาว FHM ผู้มีหน้าอกหน้าใจใหญ่โตมโหฬารอีกด้วย

10. ออกกำลังกายโดยไม่ลำบาก: การไปยิมก็เป็นเรื่องหนักหนาพออยู่แล้ว เราคงไม่อยากให้หน้าอกของเราเด้งดึ๋งไปมาเพื่อบั่นทอนกำลังใจเพิ่มขึ้นไปอีก สาวหน้าอกเล็กไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นอยู่แล้วเพราะสามารถเก็บให้เป็นที่เป็นทางได้

11. อยากโนบราเมื่อไรก็ได้: สามารถเดินชิลล์ไปข้างนอกโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าโนบรา ที่สำคัญพวกมันสามารถหลุดจากการถูกจองจำภายในโครงเหล็กได้อย่างเป็นอิสระ แถมไม่ต้องแคร์สื่ออีกด้วย

12. ผู้คนจะไม่มองว่าคุณเป็นคนร่างใหญ่ซุ่มซ่าม: เอวของคุณคือคำจำกัดความที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณ เพราะหน้าอกของคุณมันไม่มีวันปลิ้นออกมานอกเสื้อเชิ้ต หรือคุณจะดูไม่เหมือนกล่อง 4 มิติ ทะลุออกมาเวลาที่สวมเสื้อถักไหมพรม

13. ไม่ต้องอึดอัดเมื่อไปเที่ยวพักร้อนกับเพื่อนผู้ชาย: จะไม่มีใครมองว่าคุณพยายามยั่วเพื่อนผู้ชายของตัวเองเมื่อต้องใส่บิกินี่ตัวเล็กจิ๋ว เพราะมันดูไม่มีอะไรเอาซะเลย! มันว่างเปล่าจริงๆนะ

14. ชุดว่ายน้ำแบบไหน ทรงไหนก็เหมาะกับคุณทั้งนั้น: การตามหาชุดว่ายน้ำที่ปกปิดและรองรับหน้าอกหน้าใจได้พอดีไม่ใช่ปัญหาของคุณ คุณสามารถเลือกซื้อชุดว่ายน้ำออนไลน์ก็ได้เพราะขนาดและรูปร่างของคุณประเมินได้ไม่ยากเลย ไม่ต้องห่วงว่าหน้าอกของคุณจะล้นทะลักด้วย แต่ถ้ามันล้นขึ้นมาจริงๆล่ะก็.. ไม่เห็นต้องแคร์เลย

15. ไม่ต้องปวดหลัง: เมื่อข้างหน้าไม่ใหญ่ หลังก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับน้ำหนักอะไร สาวหน้าอกเล็กสบายใจได้เพราะหน้าอกของคุณไม่ได้ถ่วงน้ำหนักจนทำให้ต้องปวดหลัง

16. กระเป๋าสะพายเป้จะไม่ทำให้หน้าอกนูนเด่นชัดขึ้นมา: กระเป๋าเป้จะไม่ทำให้หน้าอกของคุณนูนเด่นชัดขึ้นมา นอกเสียจากว่ามันอาจทำให้คุณเจ็บไหล่บ้างเท่านั้น ที่สำคัญคุณไม่จำเป็นต้องหาซื้อกระเป๋าใบใหญ่ยักษ์มาปกปิดความตู้มของหน้าอกอีกด้วย

17. เสื้อผ่าหลัง เกาะอก และเสื้อเปิดไหล่ล้วนเหมาะกับสาวอกเล็กเสมอ: คุณสามารถเลือกสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ได้เพราะคุณรู้ดีว่าหน้าอกไม่ใช่ปัญหาที่น่าหนักใจของคุณ รสนิยมด้านแฟชั่นไม่เกี่ยวกับขนาดหน้าอกของคุณเลย เอาล่ะ!ได้เวลาออกไปเปรี้ยวซ่าส์นอกบ้านกับเสื้อผ่าหลังกันแล้วล่ะ ใครจะแคร์จริงมั๊ย?

18. นอนคว่ำก็ได้สบายมาก: หน้าอกของคุณไม่ใช่อุปสรรคในการนอนคว่ำ รวมถึงคุณไม่ต้องคอยยกตัวให้ลอยจากที่นอนขึ้นมา 5 นิ้วด้วย

19. เสื้อเชิ้ตปลดกระดุมจะไม่ทำให้คุณดูเป็นสาวร้อนแรงในที่ทำงาน: ไม่มีใครคิดว่าคุณเป็นแบบนั้นแน่ๆ ถ้าหน้าอกของคุณแบนราบเป็นแผ่นกระดานซะขนาดนั้น เพื่อนร่วมงานจะไม่หยิบยกเอาชุดที่คุณใส่ขึ้นมาเป็นประเด็นซุบซิบนินทาอย่างแน่นอน

20. ไม่มีคนมาขอจับหรือถามไถ่เรื่องหน้าอกของคุณ: เป็นเรื่องปกติในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของสาวๆที่จะพูดคุยกันเรื่องหน้าอกหน้าใจหลังจากเพิ่งออกกำลังกายในยิมกันมาหมาดๆ จะไม่มีคำถามว่าคุณไปทำหน้าอกกับหมอคนไหนหรือจับแล้วจะรู้สึกเจ็บไหม เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่าหน้าอกคู่นั้นเป็นของจริง ดูเอาก็รู้

21. คุณจะไม่มีวันได้รับคำพูดในแง่ลบเกี่ยวกับหน้าอกจากปากคนอื่น: คุณไม่มีหน้าอกบิ๊กบึ้มและรูปร่างอวบอัดซึ่งนั่นก็ดีแล้ว เพราะคุณสามารถเดินไปตามถนนโดยที่ไม่ต้องห่วงว่ามีคนกำลังจ้องมองหน้าอกของคุณอยู่ เดินตัวปลิวไปได้เลย ตรงนี้ไม่มีอะไรน่าดูหรอก

22. มั่นใจได้เลยว่าหนุ่มๆติดใจความสามารถของคุณไม่ใช่ที่หน้าอก: ผู้ชายที่สนใจแต่เรือนร่างของผู้หญิงถูกนับว่าเป็นพวกขยะที่น่ารังเกียจ แต่ถ้าพวกเค้าชอบคุณโดยที่คุณมีหน้าอกไข่ดาว อันนี้ก็น่าชื่นชมที่เค้าไม่ได้มองคนที่ภายนอก หรือบางทีพวกเค้าอาจจะกำลังโกหกอยู่ก็ได้นะ!

23. คุณสามารถหลอกคนอื่นได้ด้วยบราเสริมฟองน้ำ: รู้ไหมว่าไก่กับคุณมีอะไรที่เหมือนกัน? ก็เวลาสะบัดตัวแรงๆแล้วหน้าอกมันแบนเป็นแผ่นกระดานเหมือนกันน่ะสิ การใส่บราเสริมเข้าไปก็ไม่ได้ทำให้ดูน่าเกลียดแต่อย่างใด มันยังน่ามองกว่าตอนที่คุณไม่ได้ใส่บราเสริมซะอีก มันดูดีกว่าเยอะ

24. ขนาดของคุณมักมีเหลือ: จากการสำรวจปี 2013 บราขนาดทั่วไปคือ 34DD ซึ่งขอบอกว่าคุณไม่ได้ใกล้เคียงเอาซะเลย และหมายความว่าบราไซส์ 32AA มักจะเหลือเพื่อรอคุณมาซื้อ!

25. ไม่ต้องกระอักกระอ่วนเวลาไปพบพ่อแม่ของแฟนหนุ่ม: แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมเขาถึงเลือกคุณ

26. คุณต้องร้อนมากๆ จึงจะมีหน้าอกที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ: ปัญหาหน้าอกชุ่มเหงื่อไม่น่าจะรวมอยู่ในประสบการณ์อันเลวร้ายของคุณหรอกนะ เพราะหน้าอกของคุณก็ไม่ได้ใหญ่พอที่จะทำให้เกิดแรงเสียดทานขนาดนั้น

27. สามารถพันผ้าขนหนูรอบกายได้อย่างมั่นคง: ดูสิ ไม่ต้องใช้มือจับด้วย! มีใครทำได้อย่างคุณหรือเปล่าล่ะ?

ข้อควรรู้สำหรับผู้หญิงกับการดื่มไวน์

ถ้าดูจากสถิติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย เทียบเอาปริมาณผู้ดื่มนั้นห่างไกลกับคนในประเทศแถบยุโรปมากนัก เอาเป็นว่ามาพูดถึง “ผู้หญิงนักดื่ม” ดีกว่า จะด้วยรสนิยม หน้าที่การงาน หรือความชื่นชอบส่วนตัวก็ตาม จะเห็นว่า มีสุภาพสตรีไทยนิยมดื่มไวน์กันไม่น้อย ไปจนถึงค่อนข้างมาก

การดื่มไวน์เพื่อสุขภาพนั้น เป็นของดี เปรียบได้กับยาวิเศษ อย่างที่ใคร ๆ ก็ทราบว่า สารฟลาโวนอยด์ในไวน์นั้นดีต่อหัวใจ ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตันได้ ซึ่งนั่นหมายถึงการเลือกดื่มไวน์ดี ๆ ในปริมาณที่พอดี ๆ

อย่างไรล่ะ? จึงเรียกว่าพอดี

คนฝรั่งเศสดื่มไวน์กันเป็นน้ำ คล้ายกับที่คนเยอรมันดื่มเบียร์กันได้ทั้งวัน และคนรัสเซียเปรียบวอดก้าเหมือนคู่ชีวิต แต่ทั้ง 3 ประเทศ ก็ยังไม่ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีสถิติอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากการเมาแล้วขับ นั่นเพราะกฏหมายอันเข้มงวดส่วนหนึ่งของเขา อีกประการก็คือ พฤติกรรมการดื่ม

ชาวยุโรปนิยมดื่มก่อนมื้ออาหารเป็นเรื่องปกติ นัยว่า เพื่อเรียกน้ำย่อย ดังนั้นบนโต๊ะอาหารของทุกบ้าน จึงไม่แปลที่จะมีขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วางอยู่ไม่ขาด หรือแม้กระทั่งในห้องนอน “วันละหนึ่งกรึ๊บก่อนนอน ช่วยให้หลับสบาย” เคยได้ยินคำกล่าวนี้ไหม?

สำหรับบ้านเรากลับเบี่ยงเบนเอนเอียงไปที่เรื่องของการห้ามมิให้ดื่ม หรืออย่าดื่มเพราะไม่ดีไปจนกระทั่ง ไม่ดีอย่าดื่ม เหมือนลืมเสียสิ้นว่าในโลกใบนี้ ทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นเสมือนเหรียญสองด้านทั้งสิ้น แค่เพียงคนเรารู้จักที่จะมีชีวิตอยู่กับทุกสิ่งอย่างพอเหมาะ และสมดุลก็จบแล้ว แต่ ณ วันนี้หากประมวลผลดีผลร้ายต่าง ๆ ก็จะพบความจริงที่ว่า “ทุกสิ่งล้วนเป็นผลมาจากพฤติกรรมของคนเรานั่นเอง”

การกินการดื่มเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ดังนั้นคุณสุภาพสตรีผู้นิยมดื่มไวน์ พึงสดับไว้ว่า การดื่มแต่พอเหมาะพอควร 2-3 แก้ว (มาตรฐาน) หรือสำหรับสาวนักดื่มตัวจริงอาจดื่มได้มากกว่านั้น (ซึ่งคุณจะต้องไม่ท้องว่าง) และรู้จักควบคุมความถี่ในการดื่มไปพร้อมกับการมีสติรู้ของตัวเองอยู่เสมอคือ สิ่งที่ดีที่สุด ในยุคนี้จะเห็นว่ามีผู้หญิงไทยวัยทำงานจำนวนมาก พกพาไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เธอชอบไปร่วมปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ หรือแอบใส่ไวน์ไว้ในรถเพื่อเตรียมดินเนอร์พิเศษกับใครบางคน จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

ไวน์ 1 ขวด สำหรับผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ดื่มมันหมดในมื้อเดียว และเพียงคนเดียว แต่หากอยู่ที่บ้านคงไม่เป็นไร ดังนั้นไวน์ 1 ขวด สำหรับผู้หญิงที่อยากดื่มจริง ๆ เมื่ออยู่นอกบ้าน จึงควรมีเพื่อนดื่มด้วยสักคน จะช่วยให้รื่นรมย์มากกว่า และไม่เมาเกินไปนัก

ข้อสำคัญอย่าลืมว่า กลไกในร่างกายของผู้หญิงนั้น สลายแอลกอฮอล์ได้ช้ากว่าผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นแอลกอฮอล์ประเภทใดก็ตาม ผู้หญิงจึงควรดื่มอย่างมีสติอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคุณเองนั่นแหละ

วิธีการจับแก้วไวน์ที่ถูกต้อง

วันนี้ขอแนะนำการจับแก้วไวน์ที่ถูกต้อง ช่วงเทศกาลแบบนี้ ต้องเตรียมตัวสำหรับการเฉลิมฉลองทั้งหลาย วิธีการชิมไวน์ มีสามอย่าง คือ ดู ดม และดื่ม น่ะค่ะ

วิธีการจับแก้วไวน์ ก็คือให้จับทีก้านแก้วเท่านั้นค่ะ พยายามอย่าให้โดนกระเปาะแก้วจะจับกี่นิ้วก็ได้เอาที่ถนัดแต่ห้ามกำรอบก้านแก้วนะ มันจะดูไม่งาม แถมการจับทีก้าน นอกจากจะทำให้สามารถ ส่องดูสีและความใสของไวน์แดงแล้ว การจับที่ก้านแก้วของไวน์ขาวจะไม่ทำให้ความร้อนของมือมีผลต่อไวน์ขาว เพราะไวน์ขาวต้องรับประทานเย็น (9-12 องศาเซลเซียส) แตกต่างจากไวน์แดง ต้องรับประทานที่อุณหภุมิห้อง (15-18 องศาเซลเซียส)

การชิมไวน์น่ะค่ะ ขั้นตอนเลยก็คือแก้วแรกที่บริกรรินให้นั้น วนแก้วเล็กน้อย ดมนิดหน่อยให้พอได้กลิ่น จิบไวน์นิดหน่อย กลั่วๆในปากนิดหน่อยเพื่อรับรู้รสชาติแล้วค่อยกลืน อันนี้เป็นอึกแรกนะ พออึกหลังๆก็ค่อยๆจิบธรรมดาไม่ต้องวนแก้วแล้ว เพราะไวน์อยู่ในแก้วได้สัมผัสอากาศระยะหนึ่งแล้ว กลิ่นจะดีขึ้นเอง ที่สำคัญน่ะค่ะ ต้องจิบทีละนิดค่ะ ไม่ดื่มทีเดียวหมดแก้ว เพื่อได้รสชาติที่กล่มกล่อมที่สุด

เวลาที่เหมาะสมในการดื่มไวน์โดยทั่วไป มี 2 ช่วงคือ

1. ช่วงเช้า ระหว่าง 10.00 – 12.00 น.

2. ช่วงบ่าย ระหว่าง 16.00 – 18.00 น.

เพราะในเวลาดังกล่าว เป็นเวลาที่คนเริ่มมีความรู้สึกหิวเล็กน้อยความรู้สึกนี้จะช่วยให้การชิมไวน์มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพราะประสาททุกส่วนในการรับรู้กลิ่นรส และสีทำงานได้เต็มที่