…วิมาน สายรุ้ง”….

..วิมาน สายรุ้ง” “….

…เรื่องราวของ “หนุ่มสาว คู่หนึง ที่วงจรชีวิต พาเขาและเธอ มาพบกัน โดยไม่ได้นัดหมาย..

” ธารนริน และ ริลลดา” ….

..ธารนริน” หรือ ธาร” “พ่อภูเขาน้ำแข็ง ซุปตาร์เบอร์หนึ่ง ของวงการบันเทิง” ที่มากไปด้วยฝีไม้ลายมือ ที่ใครๆก็อยากได้เขา มาร่วมงานด้วย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น
..ชายหนุ่ม ผู้เงียบขรึม รักสันโดน โลกส่วนตัวสูงปี๊ด ถึงขั้นตี๊สส” นานๆเราจึงจะเห็นผลงานเขาสักที “แต่ทุกครั้งที่ผลงานเขาออกมา เขาตั้งใจและเต็มที่กับงานนั้นๆเสมอ เขาไม่เคยทำให้ แฟนๆผิดหวังเลย สักครั้ง….ลฯ

” จณิสตา.. หรือ “เจ๊ท” ลูกสาวคนเดียว ของนักธุรกิจส่งออกผ้าไทย ที่ไปประสบความสำเร็จที่ สหรัฐอเมริกา” หญิงสาว ผู้มีความมั่นใจ และโลกส่วนตัวเองสูง”… “จณิสตา” เกิดและโตที่เมกาฯ.. ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่โน่น เธอและครอบครัวจะเดินทางกลับ มาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย ในระยะเวลาสั้นๆ ปีละหนึ่งครั้งเท่านนั้น…

“จณิสตา.. เรียนจบ Master Degree interior design และ จบ ป. ตรี ด้านบริหารจัดการ อีกแขนงหนึ่ง
โดยส่วนตัวแล้ว เธอชอบร้องเพลง และเล่นดนตรี ได้หลายชนิด เช่นกีต้าร์ เปียโน ลฯ..

**แต่ทั้งสองคน มีอะไรที่เหมือนกันอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือ มีโลกส่วนตัวที่สูงปี๊ด ยากต่อการเข้าถึงของคนทั่วไป แต่หากว่าใครได้เข้าถึง นั่นหมายความว่า เขาและเธอ จะดูแล และรัก คนคนนั้นไว้ชั่วชีวิต**

*********************

“เขาและเธอ จะเป็นยังไงต่อไป..

“ติดตาม ตอนต่อไปได้ที่นี่ เร็วๆนี้…

ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับแก๊สรถยนต์

ติดแก๊สแล้วอันตราย มันจะระเบิดหรือเปล่า….

หลายคนยังมีทัศคติหรือความเชื่อที่ว่า มีถังแก๊สอยู่ในรถ ก็เหมือนพกระเบิดไปทุกที่ ซึ่งอันที่จริงแล้ว มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นครับ รู้หรือเปล่าครับว่า ความแข็งแรงของถังแก๊สนั้น มีมากกว่าถังน้ำมันหลายเท่านัก ถ้าเกิดรถชนกับบริเวณท้ายรถที่มีทั้งถังแก๊ส และถังน้ำมัน เราจะพบว่า จะมีแต่ตัวถังน้ำมันที่ฉีกขาดและน้ำมันรั่วออกมาครับ แต่ตัวถังแก๊สจะไม่เป็นอะไรเลย และไม่มีแก๊สรั่วด้วยเพราะว่า วาล์วที่หัวถังแก๊สมันจะตัดทันทีถ้าไม่มีไฟฟ้าจากตัวรถมาเลี้ยงครับ ดูจากรูปข้างบนก็ได้ เขามีการทดสอบถังแก๊สด้วยวิธีการเผานั่งยาง ถังก็ไม่ระเบิดเลยครับ ไม่มีรอยตำหนิ หรือปริใดๆทั้งสิ้น ทดสอบเอาปืน 9 มม. ยิงถัง ไม่เข้าครับ

ติดแก๊สแล้วเครื่องจะเสื่อมไว พังเร็วหรือเปล่า….

ซึ่งเป็นความเชื่อเดิมในสมัยที่การติดแก๊ส เขาติดกับแท็กซี่เท่านั้นครับ เพราะสมัยก่อนน้ำมันราคาถูก ลิตรละ 8-9 บาท แก๊สอยู่ที่ 4-5 บาท คนเขาก็ไม่จำเป็นต้องติดแก๊ส แล้วทีนี้ รถแท็กซี่เราก็เห็นๆอยู่ วันๆนึงต้องวิ่งประมาณ 500กิโลเมตรเพื่อทำเงิน ดังนั้น วิ่งทุกวัน 365 วันต่อปี ก็ปาไป 130,000 กิโลเมตร วิ่ง 2-3 ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่อง คนก็เลยมองว่าเพราะ”แก๊ส” แต่จริงๆแล้ว วิ่งขนาดนี้ ต่อให้เป็นน้ำมันเครื่องก็พังเร็ว สึกหรอเร็วอยู่แล้วครับ รถยนต์ส่วนมากเครื่องออกแบบมาให้วิ่งประมาณ 2-3 แสนกิโลเมตรเท่านั้นครับ แต่มาดูในความเป็นจริงตัวแก๊สถือเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดมากครับ เขาถึงเอามาเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในการหุงต้มในบ้านเรือน เนื่องจากมันสะอาด ไม่มีเขม่า และเผาใหม่สมบูรณ์ได้ง่ายๆ ไม่เหมือนกับน้ำมันที่มีเขม่า และพวกซัลเฟอร์กำมะถัน ดังนั้นเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊สจะมีความสะอาดมากกว่าน้ำมันอย่างเห็นได้ชัดครับ พิสูจน์ได้จากการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในแต่ละครั้ง เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน น้ำมันเครื่องเวลาเปลี่ยนออกมาจะดำปี๋ ส่วนแก๊สจะยังใสอยู่

ติดแก๊สแล้ว บ่าวาล์วจะสึกไวเนื่องจากมันแห้งกว่าน้ำมันที่หล่อลื่นกว่า….

อันนี้ก็เป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เพราะคนเราจะติดภาพของแก๊สจากแก๊สในครัวเรือน และน้ำมันจากพวกน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันกาดที่เป็นของเหลว แต่ในความเป็นจริง ทั้งแก๊สและน้ำมันที่ฉีดเข้าไปในเครื่องยนต์นั้น ล้วนอยู่ในสภาวะที่เป็น “ก๊าซ” ครับ หมายถึงน้ำมันเวลาฉีดเข้าไป เขาไม่ได้ฉีดน้ำมันที่เป็นของเหลวนะครับ แต่ฉีด”ไอน้ำมัน” เข้าไป และเจ้าไอที่ว่า เมื่อเทียบกับแก๊ส มันก็เหมือนกันครับ แต่ส่วนที่จะหล่อลื่นตัวบ่าวาล์วนั้นก็คือ พวก”น้ำมันเครื่อง”ที่รถทุกคนล้วนมีอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าคุณเปลี่ยนน้ำมันเครื่องรถยนต์ตามระยะที่ถูกต้อง เครื่องของคุณก็จะมีอายุการใช้งานยาวนานเป็นปกติไม่ต่างจากน้ำมัน

ติดแก๊สแล้ว เครื่องจะวิ่งอืดกว่าน้ำมัน….

ความเชื่อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวครับ เพราะปัจจุบันระบบแก๊สทันสมัยขึ้นมาก แบ่งออกเป็น 2 ระบบคือ ระบบดูด และระบบหัวฉีด ระบบดูดก็จะจ่ายแก๊สแบบเหมือนระบบคาบูเรเตอร์ในรถสมัยก่อน อันนี้แรงม้าจะหายไปประมาณ 10-15% แต่ถ้ามาใช้ระบบหัวฉีด ที่มีการจ่ายแก๊สเหมือนระบบน้ำมัน มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการจ่ายแก๊ส เขามีการทดสอบกับเครื่อง Test Car แล้วพบว่า แรงม้าและกำลังของเครื่องอยู่ครบครับ

ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ด้วยการเลือกกินอาหาร

หลายๆ คนทราบกันดีว่า อาหารที่มีไขมันสูง เป็นสาเหตุการเกิดโรค เส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ แต่ก็ยังนิยัมบริโภคอาหาร เหล่านี้ ตามกระแสนิยม ของชาติตะวันตก ถ้าลองสังเกตุให้ดี คนต่างชาติ 100 คน มีซักกี่คนที่ไม่อ้วน? น้อยมากๆ ครับที่จะไม่อ้วน เหล่านั้นล้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินทั้งสิ้น โรคอ้วน หรือ ไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดในคนสูงอายุเท่านั้น โรคเส้นเลือดอุดตัน ในปัจจุบันนี้ ในคนหนุ่มสาว และ เด็กๆ ได้เช่นเดียวกัน ในระยะหลังๆ คนไทยเรามี อัตราเสียชีวิตจาก โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ เริ่มกลัวกันแล้วใช่มั้ย งั้นเรามาทำความรู้จักกับไขมันในเลือด เพื่อจะได้รู้เท่าทันโรคไขมันอุดตันในเส้นเืลือดกันดีกว่า ไขมันนั้นแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ

1. ไขมันเลว คือ ไขมันที่ถ้าหากมีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL (ต่อไปถ้าแพทย์ บอกว่า LDL ให้ฟัง คงเข้าใจได้ดีขึ้น) ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) นอกจากนั้นก็มีไขมัน TFA (ไม่ต้องจำชื่อก็ได้ แต่ให้ทราบว่า, ถ้าไขมันที่ดี ของเราผ่านขบวนการ ทางอุตสาหกรรม หรือทางเคมี ก็จะทำให้เปลี่ยนเป็นไขมันเลว หรือ TFA ได้ เช่น ผ่านความร้อนสูงมาก เช่น การกลั่นน้ำมันพืช หรือเติมไฮโดรเจน ให้อาหารกรอบ เช่น คุ๊กกี้ขนมกรอบทั้งหลาย เป็นต้น)

2. ไขมันดี คือ ไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น HDL ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (ซึ่งรวมถึงไขมัน โอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกัน โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ และทำให้มีสุขภาพดี

เราควรรู้ค่าปกติของไขมันในเลือดบางตัว ที่เราสามารถตรวจวัดได้ ดังนี้

1. โคเลสเตอรอลรวม ของร่างกาย ไม่ควรเกิน 200 mg ถ้าสูง ต้องงด อาหารพวก ที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง, ไขมันสัตว์, เครื่องในสัตว์ (ถ้าอยากทราบว่าอาหารอะไรมี โคเลสเตอรอลประมาณเท่าไร ให้หาอ่านในหนังสือ เกี่ยวกับโภชนาการทั่วๆ ไปได้)

2. โคเลสเตอรอล HDL. ซึ่งเป็นไขมันดี ค่ายิ่งสูงยิ่งดี, ถ้าต่ำกว่า 35 mg ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ การสูบ บุหรี่, ภาวะอ้วน, ภาวะขาดอาหาร จะทำให้ HDL ต่ำลงได้ ส่วนการออกกำลังกายจะทำให้ HDL เพิ่มขึ้น การดื่มไวน์แดงจำนวนเล็กน้อย เป็นประจำพบว่าเพิ่มไขมัน HDL ได้ถึง 5-10%

3. โคเลสเตอรอล LDL เป็นไขมันเลว ปกติไม่เกิน 130 mg ถ้าเกิน 160 mg จะมีความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจเพิ่มขึ้น การควบคุมว่า จะเข้มงวดมากน้อยเพียงไร, ต้องกินยารักษาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามีโรคอย่างอื่น ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ร่วมอยู่ด้วยหรือไม่

4. ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันเลวอีกชนิดหนึ่ง ถ้าสูงมากจะเกิดตับอ่อนอักเสบได้ หรือเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg พบมากในอาหารพวกแป้ง, ของหวาน

กรณีของ ไขมันอิ่มตัว และ ไขมันไม่อิ่มตัว เราวัดออกเป็นตัวเลขไม่ได้ ต้องควบคุมปริมาณที่กินเข้าไป ไม่ควรกินมากกว่า 10% ของอาหารในแต่ละวัน ไขมันอิ่มตัวพบมากในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก, เบคอน, นม, เนย, นอกนั้นก็จะพบในมาการีน, กะทิ, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์ม ไขมันอิ่มตัวนี้ จะไปแย่งที่ไขมันที่จำเป็นของร่างกาย ทำให้เราเจ็บป่วยได้

ไขมันไม่อิ่มตัว ที่เรารู้จักกันดี คือ ไขมันโอเมก้า 3 และ DHA พบได้มากใน น้ำมันปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันรูปอื่น ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน ที่ทำให้เราเกิดความสบาย ป้องกันการบวมน้ำ บรรเทาอาการอักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน เสริมภูมิต้านทาน, ลดความดัน ปลาที่มีน้ำมันปลาสูงนั้น จะเป็น ปลาที่คาว, ส่วนที่มีน้ำมันปลามาก คือ ส่วนหัวปลา, พุงปลา, หนังปลา

การทอดปลา จะทำให้เราเสียน้ำมันปลาไปกับน้ำมัน การนึ่ง ต้ม จะดีที่สุด ควรกินปลาอย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น อาหารพวกเส้นใย ละลายง่าย เช่น ข้าวโอ๊ต, ถั่วเหลือง, โปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ข้าวกล้อง, มะนาว, ส้ม, แครอท พวกนี้จะช่วยลดไขมันเลวได้ ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มีโทษ ก็จะทำให้สุขภาพดี, ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ แค่รู้จักคิดก่อนรับประทานอาหาร และเลือกกิน อาหารเพื่อสุขภาพ คุณก็สามรถมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายๆ แล้ว

ง้อ… ให้หายงอน

ในช่วงชีวิตของชายหนุ่ม หญิงสาว ที่คบหากันเป็นแฟน บางครั้งก็ต้องมีการแง่งอนใส่กันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อยังรักกันอยู่ การง้อ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากคุณเคยแต่เป็นฝ่ายงอน ไม่เคยเป็นฝ่ายง้อเลย เรามีวิธีง้อ ที่จะทำให้ชายหนุ่มของคุณพอจะหายโกรธลงได้บ้าง มาบอกกัน ..

หากคุณและเขางอนกันมาได้พักหนึ่ง จนกระทั่งความโกรธที่มีมาจางหายไปแล้ว ลองให้เพื่อนสนิทของคุณช่วยนัดเขาออกมาพบ โดยไม่ต้องบอกเขาว่ามาพบใคร เชื่อเถอะว่า เมื่อคุณได้พบเขาแล้ว ความรักความผูกพันที่มีต่อกันมานานปี จะทำให้คุณและเขากลับมาคืนดีกันใหม่ได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนที่โรแมนติค การเขียนบทกวี หรือจดหมายรัก พรรณนาถึงวันคืนแห่งความผูกพันที่มีแต่เก่าก่อน แล้วส่งให้เขา ก็คงดีไม่น้อย หากว่าเขาได้รำลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลังโดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความสุข เขาน่าจะใจอ่อนจนอยากกลับมาขอคืนดีด้วย

เข้าร่วมในกิจกรรมที่เขาชอบทำ ถ้าเขาชอบอ่านหนังสือและชอบขลุกอยู่แต่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ คุณก็ลองเดินเตร็ดเตร่ในสถานที่ดังกล่าวดู หยิบหนังสือมานั่งอ่านใกล้ๆ เขา เดินเลือกซื้อหนังสือในร้านเดียวกับเขา แค่ทำเช่นนี้โดยไม่ต้องเข้าไปพูดคุยอะไรเลย เพียงมองตากัน เขาก็จะรับรู้ได้ทันทีถึงสิ่งที่คุณหยิบยื่นให้ ผู้ชายมีความจำสั้น ความโกรธที่เกิดอย่างรวดเร็วมักจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเมินในไมตรีที่คุณมอบให้

ส่งรูปถ่ายของคุณและเขาตอนที่ชีวิตรักยังหวานชื่นไปให้เขา ความทรงจำดีๆ ที่คุณและเขามีต่อกัน สถานที่ที่คุณและเขาเคยไปเที่ยวด้วยกันมา ความสุขที่เคยมีร่วมกันสิ่งเหล่านี้คงไม่ทำให้เขาใจดำจนไม่อยากให้อภัยสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ส่งอีเมล์ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือทางโทรศัพท์มือถือไปขอโทษในเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสัญญาว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ผู้หญิงเราบางครั้งบางทีอยากขอโทษ แต่ด้วยกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างทำให้เราไม่สามารถกระทำตรงๆ ได้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย

ส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หรืออะไรก็ได้ที่เขาชอบไปให้ เช่น ซีดีเพลงที่เขาชอบ หรือขนมที่เขาชอบกิน พร้อมทั้งแนบการ์ดเล็กๆ เขียนคำขอโทษ ผู้ชายถึงแม้จะใจแข็งขนาดไหน โดนคำหวานของหญิงสาวเข้าไปแล้ว ไม่อ่อนลงก็ให้รู้ไป

ด้วยวิธีง่าย ๆ แบบที่เราแนะนำมา มีเหรอที่ผู้หญิงอย่างเรา ๆ จะทำไม่ได้ ส่วนผู้ชายที่เข้ามาอ่านจะเอาไปใช้กับสาว ๆของคุณบ้างก็ย่อมได้นะคะ พวกเราไม่หวงหรอกค่ะ

ครั้งหนึ่ง ตอนที่ หนึ่ง

ผมได้มีโอกาสครั้งหนึ่ง
ในช่วงปิดเทอมใหญ่
ผมได้ไปเรียนต่อที่ แคนนาดา
เมืองแวนคูเวอร์ เป็นเวลา 3 เดือนกับเอเย่น EF Education First

บอกตรงๆ ครับ

ก่อนจะเลือก เมืองแวนคูเวอร์
ผมได้เลือกประเทศเยอรมัน เมืองมิวนิค
เพราะอยากได้ภาษาใหม่ เเละ … ( ความลับๆ คับ รอเล่มต่อไป เนอะ )

แต่แล้วโชคชะตาเป็นใจ
ให้ผม ที่เป็นคนหน้าตาน่าสงสาร
ไม่ผ่านสถานทูตเยอรมัน
เนื่องจากผมพูดภาษาเยอรมันไม่เป็นเลยซักนิด
แถมไปแค่สามเดือนมันน้อยเกินไป

พวกเขาคิดว่า
ผมจะไปเป็นอาชญากรอันโหดร้าย ( สงสัยหน้าตาเราน่ากลัว !! )
ผมเลยตัดสินใจ ถามพี่เก่ง
พี่เก่งเป็นเจ้าหน้าที่
ที่คอยดูเเลเอกสารให้ผม

 

” เมืองอะไร ที่สวยที่สุด ” ผมถาม ” พี่เก่ง ”

” เมืองนี้เลย แวนคูเวอร์ ” พี่เก่งตอบ

 

ผมก็เลือกเมืองแวนคูเวอร์นี้เลย

 

ง่ายๆ ครับ ง่ายๆ

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปเรียน
พี่ผมสองคนใจดีอย่างมาก ชื่อพี่หนิง และ พี่ตั้ง
พี่ตั้งเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการเดินทางอย่างโชกโชน
เขาสอนว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นเครื่อง

ตอนนั้น ตื่นเต้นสุดๆ
เพราะต้องจำทุกอย่าง
กลัวจะลืม ถ้าผมลืมมีหวัง….
พี่ผมสองคนสอนผมอยู่ในร้านอาหารที่สนามบินสุวรรณภมิ
การกินอาหารของ ประเทศไทยครั้งสุดท้าย
ก่อนออกเดินทางนั้น มันน่าจดจำยิ่งนัก

 

” ข้าวไข่เจียวกับน้ำพริกปลาทู ”

 

อร่อยครับ อร่อย !!

 

กินไป นั่งฟังพี่เล่าเรื่องต่างๆไป
เเละสอนวิธีการเตรียมตัวทุกอย่าง
เวลาอยู่บนเครื่องว่าต้องทำอะไรบ้าง

ผมเป็นคนไม่ค่อยเก่งอังกฤษเท่าไหร่
พอถูๆ ไถ่ๆ อย่าถูไถเยอะ นะคับ ” เดี๋ยวแสบ ”

แต่ถ้าให้ผมไปพูดแถๆ คงจะสบายใจกว่า
ผมว่า การพูดแถเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะ
ที่คุณต้องคิดและสร้างสรรค์ออกมา

ว่าจะพูดออกมาป็นอย่างไร…..( นี่ก็เป็นการแถนะ )

 

การเดินทางของผมจะเริ่มจาก
การนั่งเครื่องบินจากสุวรรณาภูมิ
ไปลงที่สนามบินอินชอน
และตบท้ายด้วยการบินตรงไปเมืองแวนคูเวอร์
โดยขึ้นเครื่องของสายการบิน Korean Air

สายการบินนี้

ขอบอก ครับ ขอบอก แจ่มจริงๆ

 

ทำให้ผมนั่งตาโตตลอดทางเลยครับ
ไม่ใช่เพราะแอร์โฮสเตสนะ

“ กาแฟ ” ครับ ” กาแฟ ” ชั่งนุ่มจริงๆ

( อันที่จริงเป็นไปอยางที่คุณคิดนันเเหละ )

แอร์ฮอสเทสทุกคน หน้าตาดีทุกคน

หลังจากผมโบกลาพี่ๆ ของผมเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่อง
ความรู้สึกของผมตอนนั้นมันชั่งนิ่งเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อ !!

หลังจากนั้นผมได้พบเพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่
เราเจอกันบนเครื่องบิน
ตอนนั้นนั่งจาก สุวรรณภมิไปอิชอน
เพื่อนคนนี้ชื่อ Ken Casler ชาว America
อยู่เมือง Seattle เป็นคนใจดีมากๆ

เขามาประเทศไทยเพื่อมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
เป็นคนที่ยิ้มตลอดๆ

ไม่บ้าครับ ไม่บ้า…..

” รอยยิ้ม ” เป็นหน้าต่างของ ” หัวใจ ” ครับ

 

ตอนเราเจอกันบนเครื่องบิน
” เค็น ” คอยพูดคุย กับ ชาวต่างชาติเเทนผมเกือบทุกอย่าง

เค็นยังบอกก่อนจะถึงสนามบินอินชอนว่า
เราสามารถออกไปพักผ่อนในโรงแรมของเพื่อนเค็นได้
ซึ่งอยู่ในตัวเมืองเกาหลี

 

….ทุกอย่างฟรีครับ…..

 

แต่เหตการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เมื่อ “เค็น” ไม่สามารถออกไปพักข้างนอกได้
เนื่องจากตั๋วของเค็นใช้เวลาพักเครื่องประมาณ 8 ชัวโมง
ซึ่งไม่ได้รับอนุญาติให้ออกไปข้างนอกตัวสนามบินได้
เพราะการที่จะออกไปพักในตัวเมืองได้
จะต้องพักเครื่องมากกว่าหรือเท่ากับ 9 ชั่วโมง

ส่วนของผมเจ้าหน้าที่ของประเทศเกาหลี
บอกกับผมว่าเนื่องจากผมต้องพักเครื่องอยู่ที่อินชอนถึง 9 ชั่วโมง
ผมสามารถออกไปพักโรงแรมข้างนอกได้
และเราจะมีรถรับส่งให้

 

“ เค็น ” ก็ถามผมว่า

” ผมอยากจะออกไปพักข้างนอกหรือไปกับเขา”

ผมตอบว่า ” มาด้วยกันไปด้วยกันดีกว่า ”

พวกเราเลยไปพักอยู่ที่แผนก Prestige class แทน
แผนกนี้จะเป็นที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่รอจะไปจุดหมายต่อไป

” เค็น ” บอกกับผมว่า
ผมเนี่ยต่างจากคนอื่นๆ นะ
เพราะคุณมีโอกาสไปพักในโรงแรมข้างนอกได้อย่างสบายๆ
แต่คุณเลือกที่จะมากับฉัน
คุณเป็นคนน่าสนใจจริงๆ

 

ผมได้ฟังก็รู้สึก ขออนุญาติคุณผู้อ่าน
เพื่อที่ผมจะขอ เขิลนิดๆ เนอะ !!!

 

คนไทยทุกคนน่ารักครับ น่ารัก

 

….To Be Continue…..

.

.

2