ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ด้วยการเลือกกินอาหาร

หลายๆ คนทราบกันดีว่า อาหารที่มีไขมันสูง เป็นสาเหตุการเกิดโรค เส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ แต่ก็ยังนิยัมบริโภคอาหาร เหล่านี้ ตามกระแสนิยม ของชาติตะวันตก ถ้าลองสังเกตุให้ดี คนต่างชาติ 100 คน มีซักกี่คนที่ไม่อ้วน? น้อยมากๆ ครับที่จะไม่อ้วน เหล่านั้นล้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินทั้งสิ้น โรคอ้วน หรือ ไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดในคนสูงอายุเท่านั้น โรคเส้นเลือดอุดตัน ในปัจจุบันนี้ ในคนหนุ่มสาว และ เด็กๆ ได้เช่นเดียวกัน ในระยะหลังๆ คนไทยเรามี อัตราเสียชีวิตจาก โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ เริ่มกลัวกันแล้วใช่มั้ย งั้นเรามาทำความรู้จักกับไขมันในเลือด เพื่อจะได้รู้เท่าทันโรคไขมันอุดตันในเส้นเืลือดกันดีกว่า ไขมันนั้นแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ

1. ไขมันเลว คือ ไขมันที่ถ้าหากมีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL (ต่อไปถ้าแพทย์ บอกว่า LDL ให้ฟัง คงเข้าใจได้ดีขึ้น) ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) นอกจากนั้นก็มีไขมัน TFA (ไม่ต้องจำชื่อก็ได้ แต่ให้ทราบว่า, ถ้าไขมันที่ดี ของเราผ่านขบวนการ ทางอุตสาหกรรม หรือทางเคมี ก็จะทำให้เปลี่ยนเป็นไขมันเลว หรือ TFA ได้ เช่น ผ่านความร้อนสูงมาก เช่น การกลั่นน้ำมันพืช หรือเติมไฮโดรเจน ให้อาหารกรอบ เช่น คุ๊กกี้ขนมกรอบทั้งหลาย เป็นต้น)

2. ไขมันดี คือ ไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น HDL ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (ซึ่งรวมถึงไขมัน โอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกัน โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ และทำให้มีสุขภาพดี

เราควรรู้ค่าปกติของไขมันในเลือดบางตัว ที่เราสามารถตรวจวัดได้ ดังนี้

1. โคเลสเตอรอลรวม ของร่างกาย ไม่ควรเกิน 200 mg ถ้าสูง ต้องงด อาหารพวก ที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง, ไขมันสัตว์, เครื่องในสัตว์ (ถ้าอยากทราบว่าอาหารอะไรมี โคเลสเตอรอลประมาณเท่าไร ให้หาอ่านในหนังสือ เกี่ยวกับโภชนาการทั่วๆ ไปได้)

2. โคเลสเตอรอล HDL. ซึ่งเป็นไขมันดี ค่ายิ่งสูงยิ่งดี, ถ้าต่ำกว่า 35 mg ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ การสูบ บุหรี่, ภาวะอ้วน, ภาวะขาดอาหาร จะทำให้ HDL ต่ำลงได้ ส่วนการออกกำลังกายจะทำให้ HDL เพิ่มขึ้น การดื่มไวน์แดงจำนวนเล็กน้อย เป็นประจำพบว่าเพิ่มไขมัน HDL ได้ถึง 5-10%

3. โคเลสเตอรอล LDL เป็นไขมันเลว ปกติไม่เกิน 130 mg ถ้าเกิน 160 mg จะมีความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจเพิ่มขึ้น การควบคุมว่า จะเข้มงวดมากน้อยเพียงไร, ต้องกินยารักษาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามีโรคอย่างอื่น ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ร่วมอยู่ด้วยหรือไม่

4. ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันเลวอีกชนิดหนึ่ง ถ้าสูงมากจะเกิดตับอ่อนอักเสบได้ หรือเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg พบมากในอาหารพวกแป้ง, ของหวาน

กรณีของ ไขมันอิ่มตัว และ ไขมันไม่อิ่มตัว เราวัดออกเป็นตัวเลขไม่ได้ ต้องควบคุมปริมาณที่กินเข้าไป ไม่ควรกินมากกว่า 10% ของอาหารในแต่ละวัน ไขมันอิ่มตัวพบมากในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก, เบคอน, นม, เนย, นอกนั้นก็จะพบในมาการีน, กะทิ, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์ม ไขมันอิ่มตัวนี้ จะไปแย่งที่ไขมันที่จำเป็นของร่างกาย ทำให้เราเจ็บป่วยได้

ไขมันไม่อิ่มตัว ที่เรารู้จักกันดี คือ ไขมันโอเมก้า 3 และ DHA พบได้มากใน น้ำมันปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันรูปอื่น ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน ที่ทำให้เราเกิดความสบาย ป้องกันการบวมน้ำ บรรเทาอาการอักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน เสริมภูมิต้านทาน, ลดความดัน ปลาที่มีน้ำมันปลาสูงนั้น จะเป็น ปลาที่คาว, ส่วนที่มีน้ำมันปลามาก คือ ส่วนหัวปลา, พุงปลา, หนังปลา

การทอดปลา จะทำให้เราเสียน้ำมันปลาไปกับน้ำมัน การนึ่ง ต้ม จะดีที่สุด ควรกินปลาอย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น อาหารพวกเส้นใย ละลายง่าย เช่น ข้าวโอ๊ต, ถั่วเหลือง, โปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ข้าวกล้อง, มะนาว, ส้ม, แครอท พวกนี้จะช่วยลดไขมันเลวได้ ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มีโทษ ก็จะทำให้สุขภาพดี, ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ แค่รู้จักคิดก่อนรับประทานอาหาร และเลือกกิน อาหารเพื่อสุขภาพ คุณก็สามรถมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายๆ แล้ว

ง้อ… ให้หายงอน

ในช่วงชีวิตของชายหนุ่ม หญิงสาว ที่คบหากันเป็นแฟน บางครั้งก็ต้องมีการแง่งอนใส่กันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อยังรักกันอยู่ การง้อ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากคุณเคยแต่เป็นฝ่ายงอน ไม่เคยเป็นฝ่ายง้อเลย เรามีวิธีง้อ ที่จะทำให้ชายหนุ่มของคุณพอจะหายโกรธลงได้บ้าง มาบอกกัน ..

หากคุณและเขางอนกันมาได้พักหนึ่ง จนกระทั่งความโกรธที่มีมาจางหายไปแล้ว ลองให้เพื่อนสนิทของคุณช่วยนัดเขาออกมาพบ โดยไม่ต้องบอกเขาว่ามาพบใคร เชื่อเถอะว่า เมื่อคุณได้พบเขาแล้ว ความรักความผูกพันที่มีต่อกันมานานปี จะทำให้คุณและเขากลับมาคืนดีกันใหม่ได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนที่โรแมนติค การเขียนบทกวี หรือจดหมายรัก พรรณนาถึงวันคืนแห่งความผูกพันที่มีแต่เก่าก่อน แล้วส่งให้เขา ก็คงดีไม่น้อย หากว่าเขาได้รำลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลังโดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความสุข เขาน่าจะใจอ่อนจนอยากกลับมาขอคืนดีด้วย

เข้าร่วมในกิจกรรมที่เขาชอบทำ ถ้าเขาชอบอ่านหนังสือและชอบขลุกอยู่แต่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ คุณก็ลองเดินเตร็ดเตร่ในสถานที่ดังกล่าวดู หยิบหนังสือมานั่งอ่านใกล้ๆ เขา เดินเลือกซื้อหนังสือในร้านเดียวกับเขา แค่ทำเช่นนี้โดยไม่ต้องเข้าไปพูดคุยอะไรเลย เพียงมองตากัน เขาก็จะรับรู้ได้ทันทีถึงสิ่งที่คุณหยิบยื่นให้ ผู้ชายมีความจำสั้น ความโกรธที่เกิดอย่างรวดเร็วมักจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเมินในไมตรีที่คุณมอบให้

ส่งรูปถ่ายของคุณและเขาตอนที่ชีวิตรักยังหวานชื่นไปให้เขา ความทรงจำดีๆ ที่คุณและเขามีต่อกัน สถานที่ที่คุณและเขาเคยไปเที่ยวด้วยกันมา ความสุขที่เคยมีร่วมกันสิ่งเหล่านี้คงไม่ทำให้เขาใจดำจนไม่อยากให้อภัยสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ส่งอีเมล์ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือทางโทรศัพท์มือถือไปขอโทษในเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสัญญาว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ผู้หญิงเราบางครั้งบางทีอยากขอโทษ แต่ด้วยกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างทำให้เราไม่สามารถกระทำตรงๆ ได้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย

ส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หรืออะไรก็ได้ที่เขาชอบไปให้ เช่น ซีดีเพลงที่เขาชอบ หรือขนมที่เขาชอบกิน พร้อมทั้งแนบการ์ดเล็กๆ เขียนคำขอโทษ ผู้ชายถึงแม้จะใจแข็งขนาดไหน โดนคำหวานของหญิงสาวเข้าไปแล้ว ไม่อ่อนลงก็ให้รู้ไป

ด้วยวิธีง่าย ๆ แบบที่เราแนะนำมา มีเหรอที่ผู้หญิงอย่างเรา ๆ จะทำไม่ได้ ส่วนผู้ชายที่เข้ามาอ่านจะเอาไปใช้กับสาว ๆของคุณบ้างก็ย่อมได้นะคะ พวกเราไม่หวงหรอกค่ะ

ครั้งหนึ่ง ตอนที่ หนึ่ง

ผมได้มีโอกาสครั้งหนึ่ง
ในช่วงปิดเทอมใหญ่
ผมได้ไปเรียนต่อที่ แคนนาดา
เมืองแวนคูเวอร์ เป็นเวลา 3 เดือนกับเอเย่น EF Education First

บอกตรงๆ ครับ

ก่อนจะเลือก เมืองแวนคูเวอร์
ผมได้เลือกประเทศเยอรมัน เมืองมิวนิค
เพราะอยากได้ภาษาใหม่ เเละ … ( ความลับๆ คับ รอเล่มต่อไป เนอะ )

แต่แล้วโชคชะตาเป็นใจ
ให้ผม ที่เป็นคนหน้าตาน่าสงสาร
ไม่ผ่านสถานทูตเยอรมัน
เนื่องจากผมพูดภาษาเยอรมันไม่เป็นเลยซักนิด
แถมไปแค่สามเดือนมันน้อยเกินไป

พวกเขาคิดว่า
ผมจะไปเป็นอาชญากรอันโหดร้าย ( สงสัยหน้าตาเราน่ากลัว !! )
ผมเลยตัดสินใจ ถามพี่เก่ง
พี่เก่งเป็นเจ้าหน้าที่
ที่คอยดูเเลเอกสารให้ผม

 

” เมืองอะไร ที่สวยที่สุด ” ผมถาม ” พี่เก่ง ”

” เมืองนี้เลย แวนคูเวอร์ ” พี่เก่งตอบ

 

ผมก็เลือกเมืองแวนคูเวอร์นี้เลย

 

ง่ายๆ ครับ ง่ายๆ

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปเรียน
พี่ผมสองคนใจดีอย่างมาก ชื่อพี่หนิง และ พี่ตั้ง
พี่ตั้งเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการเดินทางอย่างโชกโชน
เขาสอนว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นเครื่อง

ตอนนั้น ตื่นเต้นสุดๆ
เพราะต้องจำทุกอย่าง
กลัวจะลืม ถ้าผมลืมมีหวัง….
พี่ผมสองคนสอนผมอยู่ในร้านอาหารที่สนามบินสุวรรณภมิ
การกินอาหารของ ประเทศไทยครั้งสุดท้าย
ก่อนออกเดินทางนั้น มันน่าจดจำยิ่งนัก

 

” ข้าวไข่เจียวกับน้ำพริกปลาทู ”

 

อร่อยครับ อร่อย !!

 

กินไป นั่งฟังพี่เล่าเรื่องต่างๆไป
เเละสอนวิธีการเตรียมตัวทุกอย่าง
เวลาอยู่บนเครื่องว่าต้องทำอะไรบ้าง

ผมเป็นคนไม่ค่อยเก่งอังกฤษเท่าไหร่
พอถูๆ ไถ่ๆ อย่าถูไถเยอะ นะคับ ” เดี๋ยวแสบ ”

แต่ถ้าให้ผมไปพูดแถๆ คงจะสบายใจกว่า
ผมว่า การพูดแถเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะ
ที่คุณต้องคิดและสร้างสรรค์ออกมา

ว่าจะพูดออกมาป็นอย่างไร…..( นี่ก็เป็นการแถนะ )

 

การเดินทางของผมจะเริ่มจาก
การนั่งเครื่องบินจากสุวรรณาภูมิ
ไปลงที่สนามบินอินชอน
และตบท้ายด้วยการบินตรงไปเมืองแวนคูเวอร์
โดยขึ้นเครื่องของสายการบิน Korean Air

สายการบินนี้

ขอบอก ครับ ขอบอก แจ่มจริงๆ

 

ทำให้ผมนั่งตาโตตลอดทางเลยครับ
ไม่ใช่เพราะแอร์โฮสเตสนะ

“ กาแฟ ” ครับ ” กาแฟ ” ชั่งนุ่มจริงๆ

( อันที่จริงเป็นไปอยางที่คุณคิดนันเเหละ )

แอร์ฮอสเทสทุกคน หน้าตาดีทุกคน

หลังจากผมโบกลาพี่ๆ ของผมเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่อง
ความรู้สึกของผมตอนนั้นมันชั่งนิ่งเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อ !!

หลังจากนั้นผมได้พบเพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่
เราเจอกันบนเครื่องบิน
ตอนนั้นนั่งจาก สุวรรณภมิไปอิชอน
เพื่อนคนนี้ชื่อ Ken Casler ชาว America
อยู่เมือง Seattle เป็นคนใจดีมากๆ

เขามาประเทศไทยเพื่อมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
เป็นคนที่ยิ้มตลอดๆ

ไม่บ้าครับ ไม่บ้า…..

” รอยยิ้ม ” เป็นหน้าต่างของ ” หัวใจ ” ครับ

 

ตอนเราเจอกันบนเครื่องบิน
” เค็น ” คอยพูดคุย กับ ชาวต่างชาติเเทนผมเกือบทุกอย่าง

เค็นยังบอกก่อนจะถึงสนามบินอินชอนว่า
เราสามารถออกไปพักผ่อนในโรงแรมของเพื่อนเค็นได้
ซึ่งอยู่ในตัวเมืองเกาหลี

 

….ทุกอย่างฟรีครับ…..

 

แต่เหตการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เมื่อ “เค็น” ไม่สามารถออกไปพักข้างนอกได้
เนื่องจากตั๋วของเค็นใช้เวลาพักเครื่องประมาณ 8 ชัวโมง
ซึ่งไม่ได้รับอนุญาติให้ออกไปข้างนอกตัวสนามบินได้
เพราะการที่จะออกไปพักในตัวเมืองได้
จะต้องพักเครื่องมากกว่าหรือเท่ากับ 9 ชั่วโมง

ส่วนของผมเจ้าหน้าที่ของประเทศเกาหลี
บอกกับผมว่าเนื่องจากผมต้องพักเครื่องอยู่ที่อินชอนถึง 9 ชั่วโมง
ผมสามารถออกไปพักโรงแรมข้างนอกได้
และเราจะมีรถรับส่งให้

 

“ เค็น ” ก็ถามผมว่า

” ผมอยากจะออกไปพักข้างนอกหรือไปกับเขา”

ผมตอบว่า ” มาด้วยกันไปด้วยกันดีกว่า ”

พวกเราเลยไปพักอยู่ที่แผนก Prestige class แทน
แผนกนี้จะเป็นที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่รอจะไปจุดหมายต่อไป

” เค็น ” บอกกับผมว่า
ผมเนี่ยต่างจากคนอื่นๆ นะ
เพราะคุณมีโอกาสไปพักในโรงแรมข้างนอกได้อย่างสบายๆ
แต่คุณเลือกที่จะมากับฉัน
คุณเป็นคนน่าสนใจจริงๆ

 

ผมได้ฟังก็รู้สึก ขออนุญาติคุณผู้อ่าน
เพื่อที่ผมจะขอ เขิลนิดๆ เนอะ !!!

 

คนไทยทุกคนน่ารักครับ น่ารัก

 

….To Be Continue…..

.

.

2

เคล็ดลับง่ายๆ ในการจัดการกลิ่นไม่พึงประสงค์

ประสาทสัมผัสทำให้เรารู้กลิ่นได้ เมื่อจมูกของเราได้กลิ่นอะไรจึงมักเชื่อมโยงกับที่มาของกลิ่น โดยทั่วไปเราต้องการสิ่งที่มีกลิ่นสะอาด ยิ่งทุกสิ่งยิ่งดี วิธีง่ายๆ ที่จะกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ติดอยู่กับเฟอร์นิเจอร์และข้าวของในบ้านด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่หาได้จากทุกครัวเรือน

กลิ่นอาหารไหม้ ต้มน้ำกับมะนาวฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในกระทะเพื่อให้กลิ่นหอม ๆ ของมันมาดับกลิ่นไหม้ที่อบอวลอยู่ในบ้านให้หมดไป

กลิ่นน้ำมันทอดอาหาร วางถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำส้มสายชูวางไว้ข้าง ๆ เตาขณะทอดอาหาร ทำให้เรารู้สึกว่าอากาศ ณ ที่นั้นไม่มีกลิ่นน้ำมัน

กลิ่นในฟองน้ำหรือผ้าเช็ดจาน หากฟองน้ำหรือผ้าเช็ดจานที่เราใช้อยู่ประจำมีกลิ่นให้นำไปแช่ในอ่างที่มีน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่ง ทิ้งไว้ข้ามคืน หลังจากนั้นนำฟองน้ำหรือผ้าไปซักให้สะอาดแล้วผึ่งจนแห้งก่อนนำกลับมาใช้

กลิ่นเหม็นจากถังขยะ หากคนขยะมาเก็บช้าก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากถังขยะขึ้นมา เราสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการฝานมะนาวทิ้งลงในถังแค่นี้กลิ่นขยะก็จะบรรเทาลงได้

กลิ่นตู้เย็น ลองเอาถ่านหุงข้าววางไว้บนชั้นในตู้เย็น ถ่านจะช่วยดูดซับกลิ่นออกไป วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งกับตู้เย็นที่ต้องดึงปลั๊กออกเป็นเวลานาน ๆ เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ควรแย้มประตูตู้เย็นไว้ด้วยให้อากาศถ่ายเท สำหรับกลิ่นที่รุนแรงมาก ไม่มีสารใดที่จะดีไปกว่าผงกาแฟสดที่แห้งดี เพียงเทผงกาแฟลงในถ้วยแล้ววางทิ้งไว้ในตู้เย็นจนกว่ากลิ่นที่ไม่ต้องการจะหมดไป เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดให้ใช้คู่กับก้อนถ่าน

กลิ่นในไมโครเวฟ เครื่องอุ่นอาหารสุดวิเศษของเรา หากเครื่องเริ่มมีกลิ่นไม่ดี ให้หั่นมะนาวเป็นชิ้นบางๆ ใส่ลงในน้ำเดือดและตั้งทิ้งไว้ใน ไมโครเวฟ ปิดฝา รอจนไอน้ำระเหย ออกมา แล้วค่อยใช้ผ้าสะอาดเช็ด แค่นี้กลิ่นก็จะดีขึ้น

กลิ่นในตู้เสื้อผ้า หลายครั้งที่เราพบว่าในตู้เสื้อผ้ามีกลิ่นราหรือกลิ่นเก่า ๆ ที่อับรุนแรง วิธีขจัดกลิ่นเหล่านี้ทำได้โดยการวางแผ่นขนมปังขาวลงในชามเทน้ำส้มสายชูลงไปแล้วนำไปวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากยังมีกลิ่นอยู่ ควรทำซ้ำอีกครั้ง นอกจากกลิ่นราอับ ๆ แล้ววิธียังช่วยเรากำจัดกลิ่นน้ำมันวานิชหรือ แชลแล็กได้อีกด้วย เราอาจเลือกใช้การบูรมาใส่ในถุงผ้าเล็ก ๆ และใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า หรือจะนำสบู่แกะห่อออกมาใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าก็ได้ เสื้อผ้าก็จะไม่มีกลิ่นอับ และยังช่วยไล่แมลงได้ด้วย

กลิ่นกระเป๋าใบใหม่ หลายคนมักมองข้าม เพราะไม่รู้จะดมไปทำไม แต่ถ้าไม่อยากให้กระเป๋า มีกลิ่นเหม็นอับของหนังให้เอาผ้าเช็ดหน้าห่อใบชาที่ยังไม่ได้ชง ซุกไว้ในกระเป๋า ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน กลิ่นหนัง หรือ กลิ่นอับก็จะหายไป

กลิ่นรองเท้า ปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเพราะรองเท้าถูกใช้งานทั้งวัน เก็บหมักหมมเหงื่อไคล ความอับชื้นง่ายมาก วิธีก็คือ โรยเบคกิ้งโซดาในรองเท้า แล้วนำรองเท้าคู่นั้นใส่ถุงพลาสติกรัดให้แน่น นำไปแช่ช่องแช่แข็งของตู้เย็นไว้ 1 หรือ 2 คืน นำรองเท้าออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง แล้วเอาไปสลัดผงเบคกิ้งโซดาออกให้หมดแล้วสวมได้เลย แต่หากเรายังไม่สวมทันทีให้ปล่อยผงเบคกิ้งโซดาไว้อย่างนั้นก่อนจนกว่าจะนำมาสวม หรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเป็นก้อนมาใส่ด้านในรองเท้า หมึกของกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่น และยังทำให้รองเท้าอยู่ทรงด้วย ทุกครั้งที่กลับบ้านให้ใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ทุกครั้ง และเปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกอาทิตย์

กลิ่นในรถ หากมีกลิ่นบุหรี่ในรถ ให้โรยเบคกิ้งโซดาลงที่ก้นที่เขี่ยบุหรี่ในรถเพราะเบคกิ้งโซดาจะช่วยดับกลิ่น แต่ต้องไม่ลืมนำมันออกมาทำความสะอาดด้วยการเทเถ้าทิ้งแล้วโรยผงเบคกิ้งโซดาไว้ที่ถาดเสมอ ๆ

เทคนิคในการขอเบอร์โทรศัพท์

โอ้วว้าว เจอคนถูกใจเข้าให้แล้ว แต่ไม่ว่าจะมีคนแนะนำ หรือบังเอิญเจอตามท้องถนน หรือพบในงานปาร์ตี้ ถ้าเราต้องการติดต่อคนๆ นี้ต่อไปในอนาคต แล้วจะทำอะไรได้นอกจากขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เราต้องการติดต่อกับคนๆ นั้นเอาไว้ เมื่อรู้ตัวว่าอยากโทรหาคนนี้ การขอเบอร์จึงเป็นความคิดที่เข้าท่า หนึ่งในวิธีดีที่สุดคือการเข้าหาเพื่อขอเบอร์โดยแสดงความจริงใจ และแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง

ยิ้ม พูดด้วยเสียงนุ่มนวล และสบตา นี่คือวีการเข้าหาคนโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายขวัญกระเจิงไปเสียก่อน เอ่ยปากขอเบอร์อย่างเป็นมิตร ไม่คุกคาม ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า ขอเบอร์ได้ไหม ก็เป็น ฉันอยากติดต่อกับคุณจริงๆ พอจะมีเบอร์ที่ฉันสามารถติดต่อคุณได้ไหม

การให้เบอร์โทรศัพท์คนอื่นถ้าเต็มใจก็โอเค แต่เราก็จะตกที่นั่งหงอยคอยให้เขาโทรมาหา วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ประสบชะตากรรมเช่นนั้นคือขอเบอร์อีกฝ่ายเป็นการแลกกันซะเลย หรือไม่ก็เอาเบอร์เขามาแต่ไม่ให้ของเราไป (แน่นอนว่าถ้าเราไม่คิดจะโทรหาเขาก็ไม่ต้องขอเบอร์เขามา มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักถ้าเราขอเบอร์แล้วไม่โทรไปหาพอๆ กับที่เขาขอเบอร์เราแล้วไม่โทรมานั่นแหละ)

เสนอเบอร์โทรศัพท์ของเราให้ การเสนอเบอร์ของตัวเองให้ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมวิธีหนึ่งในการหันเหความคลางแคลงใจ การเสนอให้ย่อมดีกว่าการร้อง แบบว่าเราเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน… ทำนองนั้น

เราไม่แน่ใจว่าจะติดต่อไปหรือไม่แต่ก็อยากเผื่อเอาไว้

คงไม่มีใครพูดออกไปโต้งๆ ว่า ฉันไม่แน่ใจว่าจะโทรหาคุณหรือเปล่า แต่คงไม่เสียหายอะไรถ้าคุณจะให้เบอร์ฉันเผื่อเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นความจริงที่ไม่น่าฟังนัก ทางที่ดีเราควรรักษามารยาทด้วยการแสดงความใส่ใจสักนิด แต่ก็พูดออกตัวด้วย ตัวอย่างเช่น จริงๆ แล้วก็อยากโทรหาคุณ แต่ช่วงนี้งานยุ่งมาก, ต้องเดินทางบ่อย, เพิ่งเลิกกับแฟน, เป็นเริม, เครียดกับชีวิตเส็งเคร็ง, กำลังจะผ่าตัด, ถูกเกณฑ์ทหาร…ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอเบอร์คุณไว้แล้วจะโทรหาอีกสักเดือนนึง (รับรองว่าประโยคที่บอกว่าเป็นเริมจะทำให้ไม่มีใครหวังให้เราโทรไปหาอย่างแน่นอน)

ด้วยวิธีนี้ เราก็จะไม่ทำให้ใครต้องมานั่งคอยโทรศัพท์จากเราอย่างเหงาหงอย แถมยังยังเก็บไว้เป็นทางเลือกโดยไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอะไร

เราไม่สนใจคนๆ นี้เลยแต่รู้สึกว่าเขาหวังให้เราขอเบอร์โทรศัพท์

อย่าทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าเราไม่สนใจก็อย่าขอเบอร์ ถ้าเราขอเบอร์ปั๊บ ย่อมถูกสันนิษฐานว่าเราจะโทรแน่นอน อย่าสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ใคร ถ้าไม่คิดจะโทรก็อย่าขอ

โดยเฉพาะผู้ชายจะรู้สึกว่าถ้าไม่ขอเบอร์โทรศัพท์จะเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าสร้างขอบเขตด้วยการเอ่ยว่า แล้วเจอกัน หรือ ดีใจที่ได้เจอกันอีก นั่นก็เท่ากับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ให้อีกฝ่ายเข้าใจชัดแจ้งแดงแจ๋แล้วค่ะ