…วิมาน สายรุ้ง”….

..วิมาน สายรุ้ง” “….

…เรื่องราวของ “หนุ่มสาว คู่หนึง ที่วงจรชีวิต พาเขาและเธอ มาพบกัน โดยไม่ได้นัดหมาย..

” ธารนริน และ ริลลดา” ….

..ธารนริน” หรือ ธาร” “พ่อภูเขาน้ำแข็ง ซุปตาร์เบอร์หนึ่ง ของวงการบันเทิง” ที่มากไปด้วยฝีไม้ลายมือ ที่ใครๆก็อยากได้เขา มาร่วมงานด้วย แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น
..ชายหนุ่ม ผู้เงียบขรึม รักสันโดน โลกส่วนตัวสูงปี๊ด ถึงขั้นตี๊สส” นานๆเราจึงจะเห็นผลงานเขาสักที “แต่ทุกครั้งที่ผลงานเขาออกมา เขาตั้งใจและเต็มที่กับงานนั้นๆเสมอ เขาไม่เคยทำให้ แฟนๆผิดหวังเลย สักครั้ง….ลฯ

” ริลลดา.. หรือ “เจ๊ท” ลูกสาวคนเดียว ของนักธุรกิจส่งออกผ้าไทย ที่ไปประสบความสำเร็จที่ สหรัฐอเมริกา” หญิงสาว ผู้มีความมั่นใจ และโลกส่วนตัวเองสูง”… “ริลลดา” เกิดและโตที่เมกาฯ.. ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่โน่น เธอและครอบครัวจะเดินทางกลับ มาเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย ในระยะเวลาสั้นๆ ปีละหนึ่งครั้งเท่านนั้น…

“ริลลดา.. เรียนจบปริญญา ด้านบริหารการจัดการ และ จบโททางด้านศิลปะอีกแขนงหนึ่ง และมีความตั้งใจจะต่อ ป.เอก แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ว่าจะลงวิชาไหนฯ
โดยส่วนตัวแล้ว เธอชอบร้องเพลง และเล่นดนตรี ได้หลายชนิด เช่นกีต้าร์ เปียโน ลฯ..

**แต่ทั้งสองคน มีอะไรที่เหมือนกันอยู่สิ่งหนึ่ง นั่นคือ มีโลกส่วนตัวที่สูงปี๊ด ยากต่อการเข้าถึงของคนทั่วไป แต่หากว่าใครได้เข้าถึง นั่นหมายความว่า เขาและเธอ จะดูแล และรัก คนคนนั้นไว้ชั่วชีวิต**

*********************
๑.

..ณ โรงแรมหรู ใจกลางกรุง แห่งหนึ่ง… ที่คราคร่ำไปด้วย เหล่าศิลปิน นักแสดง รุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก รุ่นเยาว์ รวมทั้งสื่อต่างๆ ได้มารวมตัวกันมากมาย ในงานวันประกาศผล คนวงการบันเทิงงานหนึ่ง บ้างก็เริ่มทยอยเดินเข้างาน บ้างก็เม้าส์มอย บราบราลฯ…

“ณ ลานจอดรถ ทันใดนั้นก็มี รถสปอร์ตหรู เปิดประทุนสีดำเงาวาบคันหนึ่ง ก็วิ่งป้าดดด เข้ามาจอดในที่จอด เสียงเบรคดังเอี๊ยดดดด….. และในขนะเดียวกันกับ “ที่ชายหนุ่ม หน้าลูกครึ่ง มากับชุดสูทสีน้ำเงิน หล่อโฮก… กำลังเปิดประตู ก้าวลงจากรถตัวเอง ก็ถึงกับสดุ้งเล็กๆ และเขาก็ทำหน้านิ่ง คิ้วขมวดเล็กน้อย หันกลับไปมอง ด้านคนขับว่าเป็นใครกัน แล้วเขาก็ได้สบตา กับเจ้าของแววตา สวยคมกริบขี้เล่นเล็กๆ เข้าอย่างจัง “จนเขาตกอยู่ในผวัง ไปชั่วขนะ” พร้อมรอยยิ้มเหมือนจะขอโทษ จนเขาต้องเมินสายตากลับ พร้อมก็ถอนหายใจ พูดเบาๆกับตัวเอง “ผู้หญิง..? แล้วก็ก้าวเดินไปเรื่อยๆ ขนะนั้นคนเริ่มบางตาลงแล้ว…

..ทางด้าน หญิงสาว เจ้าของรถหรู มากับชุดราตรียาวสีดำเปรี้ยวจี๊ด ผ่าหลังจนถึงบั้นเอว” ทันที่ที่จอดรถได้ ก็จัดระเบียบเสื้อผ้าหน้าผม ไม่ถึงห้านาที ก็รีบหยิบกระเป๋าใบจิ๋ว พร้อมด้วยกุญแกรถ ใช้มือสองข้างยกชายกระโปรงให้สูงเพื่อจะได้เดินสดวก และก็พร้อมกับออกวิ่ง จนเสียงรองเท้าดัง ก๊อก ก๊อก ก๊อก… จนมาทันกับชายหนุ่ม ที่กำลังจะก้าวขาเข้างานพอดี พร้อมกับส่งเสียงเรียก ด้วยอาการ ฮอบแฮกๆ..

…”ริลลดา” คุณ คุณ คุณ คะ..

“ธารนริน” หันกลับไปมอง ก็ไม่เห็นมีใครอยู่ตรงนั้น ทำหน้างเล็กน้อย เลยถามกลับไปว่า เรียกผมหรือเปล่าครับ..?

…”ริลลดา” ค่ะ แฮก” แฮก” แฮก” คุณกำลังจะเข้า ไปในงานใช่ไหมคะ..?

“ธารนริน” เอ่อ” เรารู้จักกันหรือเปล่าครับ ขอโทษที ผมจำไม่ได้น่ะครับ”

…”ริลลดา” เอ่อ ก่อนหน้านี้ยังค่ะ แต่กำลังจะได้รู้จัก ตอนนี้ล่ะค่ะ “ริลลดา” ค่ะ เธอแนะนำตัวเอง พร้อมกับยื่นมือทักทาย ตามสไตล์สากล”

“ธารนริน” “ธารนริน ครับ ยินดีครับ” …..

…”ริลลดา” คุณกำลังจะเข้า ไปในงานใช่ไหมคะ เธอถามย้ำอีกครั้ง…

“ธารนริน” อ่อ ครับ..

…”ริลลดา” คือ.. เอ่อ.. จะรังเกียจไหมถ้า “ลดา” เอ้ย.. ฉัน” จะขอเข้าไปในงานพร้อมกับคุณน่ะคะ พอดีว่าฉันเพิ่งมาถึงเมืองไทย ไม่ค่อยรู้ว่ามางานแบบนี้ ต้องทำอะไรบ้าง แล้วอีกอย่างคือ คนที่เชิญฉันมา เขาก็อยู่ข้างในแล้ว ฉันติดต่อเขาไม่ได้เนื่องจากว่า ฉันยังไม่มีเบอร์โทรที่เมืองไทย แล้วก็เบอร์ต่างประเทศ ก็โทรไม่ได้เนื่องจากแบตหมด ยังไม่ได้ชารตเลยน่ะค่ะ จะขอยืมมือถือคุณก็เกรงจะไม่ได้ เพราะว่าเบอร์เค้าก็จำไม่ได้ด้วยยอ่ะค่ะ พูดเบาๆ… แล้วก็ทำท่าเขิล นิดๆ พร้อมกับบอกเบาๆว่า “หมดแล้วค่ะ สิ่งที่จะพูด…มีแค่นี้ค่ะ”

“ธารนริน” ถึงกับอมยิ้ม ในความช่างเจรจา ของสาวเจ้าพร้อมกับถามว่า แล้วถ้าเข้าไปแล้วหาเขาไม่เจอละ จะทำยังไง ครับ..?

…”ริลลดา” ยิ้มเขิลๆ ..ตอนนี้ยังไม่ทราบ ค่ะ แต่..เดี๋ยวคงคิดออก ว่าจะทำยังไง ค่ะ…

“ธารนริน” ก้มมองหน้า หญิงสาวพร้อมกับหรี่ตา และก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เธอบอกว่าเพิ่งมาถึงเมืองไทย และใครเชิญเธอมา และเชิญในถานะอะไร เพราะว่างานนี้เป็นงานจัดขึ้นเฉพาะคนบันเทิงเท่านั้น…แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไป นอกจากบอกว่า งั้นก็เข้าไปก่อน อย่างอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน พร้อมกับยกแขนเพื่อให้เธอ เกาะแขนเข้างาน….

……ทันที่ ที่เหยียบพรหมแดงเข้างาน ก็มีทั้งแสงแฟรช วิบวับ วิบวับ มากมาย จนทำเอาเธอและเขา เบลอกันไปเลยทีเดียว ..และแล้วก็มีเหตุกาล เมื่อมีคนเดินมาเหยียบชายกระโปรงของหญิงสาว จังหวะเดียวกับที่ “ริลลดา” ก้าวเดินพอดี มันทำให้เธอเสียการทรงตัว “ธารนริน” จึงขว้าตัวเธอไว้ไม่ให้ล้ม ช่างภาพตาไวจับภาพ ได้ภาพมุมกล้อง แบบแนบชิด ผู้คนฮือฮา เรียกว่าหันมามอง กันเป็นตาเดียว….

“ธารนริน” ถึงกับ “ถอนหายใจเฮื้อกใหญ่” แล้วก็บ่นกับตัวเองเบาๆ ชีวิตไม่สงบแน่งานนนี้…

…..และแล้ว ก็มีเสียงแหลมปี๊ด เสียงหนึ่งแทรกเข้ามา ต้าย ตาย ตาย ตายแล้วววว…..

…”ริลลดา” พี่ตี๊….!!!

พี่ตี๊” สาวในร่างชาย “คือผู้ดูแล ศิลปิล นักร้อง ค่ายยักใหญ่ค่ายหนึ่ง” “ยางไง ยางไง ยางไงเนี๊ย..น้องเจ๊ท นี่มันหมายความว่ายังไง..ค้าา ?

…”ริลลดา” หมายความอะไรคะ ไม่มีอะไรสักอย่าง ค่ะ

พี่ตี๊” เล่ามาซะดีๆ เล่ามาเล่ามา น้องเจ๊ท เล่ามาเดี๋ยวนี๊ เสียงสูงปี๊สส…

“ธารนริน” แอบปลีกตัวออกไป เงียบๆ โดยไม่ได้รอฟัง ว่าสองคนคุยอะไรกัน และพร้อมกับถึงบางอ้อ ในใจว่าว่า หญิงสาวคงถูกเชิญมาในถานะ “ศิลปิน” มือใหม่ของค่าย ยักใหญ่นั่นเอง…

…”ริลลดา” ไม่มีออะไรค่ะ พี่ตี๊ เจ๊ท เจอพี่เค้าหน้างาน แล้วก็เลยขอเค้าเข้ามาพร้อมกัน แล้วเหตุกานเมื่อตะกี้นี้ มันก็เป็นอุบัติเหตุ ค่ะ

พี่ตี๊” จริงดิ ว๊า เสียดายยย

…”ริลลดา” จริงค่ะ

พี่ตี๊” อ่ะเคร เครเคร งั้นเราไปนั่งกันเถอะ งานจะเริ่มแล้ว…

…”ริลลดา” ค่ะ

ความบังเอิญ ยังไม่หมดแค่นั้น ระหว่างเดินไปยังที่นั่ง ที่ทีมงานได้จัดไว้ให้นั้น ทำไมที่นั่งของ “ธารนริน” และ “ริลลดา” มันตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนการชัดฉากยังไงยังงั้น…

…”ริลลดา” ทันทีที่ได้ที่นั่ง ก็มีสายตามากมาย มองมาที่เธอ….

พี่ตี๊” กระซิบ เบาๆ อ่ะงานเข้า….

…”ริลลดา” งานไรคะ งง”

พี่ตี๊” ไว้จะเล่าให้ฟัง ไม่รู้จะทันมั้ย…

…”ริลลดา” อ่อค่ะ

“ธารนริน” นั่งในกลุ่มทีม นักแสดง ที่ทีมงานจัดไว้ให้ คนอื่นก็คุยกันไป ส่วนตัวเขานั้น คิดแค่สิ่งเดียว เขาจะกลับทางไหน เพื่อเลี่ยงการตอบคำถามสื่อ ของเรื่องเมื่อตอนหัวค่ำ คิดแล้วก็อดชำเรืองมองหญิงสาว ตัวต้นเรื่องที่ทำให้ สื่อฮือฮาไปทั้งงานไม่ได้” มองแล้วก็พาให้หงุดหงิดใจ แล้วก็นั่งคิดทบทวน ว่าถ้าเขาถามว่าเธอมางานกับใคร ป่านนี้ต่างคน ก็คงไม่ต้องมาเจอเหตุกาลแบบนี้ และดูท่าเจ้าตัว จะไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรเลย….

งานยังคงดำเนินต่อไป “ธารนริน” แอบหลบนักข่าว หลบสื่อ หายออกไปตอนไหนไม่มีใครรู้ มารู้อีกทีตอนงานเลิก “ริลลดา” เดินออกจากงานมาพร้อม พี่ตี๊ ทันทีที่ ริลลดา ออกมาถึงทางออกเหยี่ยวข่าวทั้งหลาย ก็วิ่งกรูกันมาที่เธอ พร้อมคำถามมากมาย จนไม่รู้ว่าจะตอบคำถามไหนก่อน กว่าเธอจะหลุดมาจากสื่อได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ เลยทีเดียว”

…สื่อๆๆ” น้องคะ น้องคบกับ “ธารนริน” มานานหรือยังคะ น้องคบกันถานะอะไร ระดับไหนแล้ว น้องคงเป็นตัวจริงแน่ๆ ไม่งั้นเขาคงไม่พาออกงาน เพราะว่า “ธารนริน” เป็นคนเก็บตัวไม่ออกสื่อง่ายๆ แล้วตอนนี้เขาไปไหนแล้วคะ น้องถึงออกมาคนเดียว หรือว่าเขาไปเอารถ น้องคะ ยังไงคะ น้อง น้อง น้องคะ..บลา บลาฯฯ

…”ริลลดา” เอ่อ พี่สื่อคะ พี่คะ พี่ พี่ คะ เอาทีละคำถามได้ไหมคะ ไม่รู้จะตอบข้อไหน ก่อนเลยค่ะ…

…สื่อ ๆๆ” น้องคบกับ “ธารนริน” มานานหรือยังครับ..คะ บลา บลา?

…”ริลลดา” เจ๊ท” ขอตอบ ตรงๆนะคะ เจ๊ทยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าพี่เขาเป็นใคร แล้ว “เจ๊ท” จะตอบพี่ๆสือว่าคบมานาน หรือยังได้ไงคะ เอาเป็นว่า “เจ๊ท” เพิ่งเจอพี่เค้า ที่หน้างาน ก็เลยเข้างานมาพร้อมกัน ก็แค่นั้นค่ะ…

…สื่อ” แต่เท่าที่เห็น และภาพที่ออกมาดูเขาเทคแคร์ น้องตอนที่เดินเข้างานมา มันฟ้องว่า น้องสองคน น่าจะสนิทสนมกันมาก ซึ่งมันขัดกับคำตอบของน้อง มากๆนะคะ ช่วยตอบหน่อยนะคะ….

…”ริลลดา” เอ่อ..พี่สื่อคะ มันเป็นอุบัติเหตุ และพี่เค้าก็เป็นสุภาพบุรุษ” “เจ๊ท” ตอบความจริงที่สุดแล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ให้คำตอบพี่ๆสื่อ ได้เพียงเท่านี้ มันมีแค่นี้จริงๆค่ะ….

พี่ตี๊” อร้ายยยยย คุณสื่อขา ดึกแล้วนะคะ รบกวนขอตัวน้อง กลับไปพักผ่อนก่อน นะคะ เช้าน้องมีงานต่อ น่ะค่ะ ขอตัวนะคะ ขอตัวค่ะ บลาบลาฯ….

…”ริลลดา” ….เฮ้อ..กว่าจะมาได้นะพี่ตี๊” บลา บลา บลา ลฯ

พี่ตี๊” ไงล่ะ ทีนี้รู้ยัง ว่างานอะไรเข้า”

…”ริลลดา” ค่ะ ..ว่าแต่ว่า ตอนนี้เจ้าตัวเค้า หายไปไหนคะ….

พี่ตี๊” คงแอบหนีกลับ ไปตั้งแต่งานยังไม่เลิก แล้ววววม้างงงง…พ่อคนนี้ละ” ตล๊อด ตล๊อด ตล๊อด…จริงๆ”

…”ริลลดา” ยังไงคะ..พี่ตี๊? เล่าให้ฟังหน่อยซิ นี่แค่ออกงานแรก ก็สร้างวีระกำซะแล้ว “ริลลดา เอ๋ย” ถ้าแม่รู้มีหวัง โดนเรียกตัวกลับแน่เลย เผลอๆ สิ่งที่กำลังจะทำถูกเบรคแน่ คุณยายอีกคน เฮ้ย พี่ตี๊ ตายละถ้ายายรู้ ทำไงดี “เจ๊ท” ไม่อยากให้ยายรู้ โอ้ยยยย ไม่อยากจะคิดเลย….

พี่ตี๊” คงไม่ทันแล้วละ” ม่ะพี่จะเล่าอะไรให้ฟัง เรื่องของเรื่องก็คือ “ธารนริน” (สุดหล่อ ของพี่ อุ๊ป..)” เค้าน่ะเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบออกสื่อใดๆ นอกจากเรื่องงานเท่านั้น ถึงจะยอมออกสื่อ” เพราะฉะนั้นเด็กนอก อย่างเราน่ะ คงไม่ได้เห็นข่าว เขาบ่อยนักหรอก อย่าว่าเด็กนอกเลย แม้แต่แฟนๆเขา ทั่วประเทศก็ยังไม่ค่อยจะได้รู้ ข่าวคราวของเขานัก แต่นี่เจอเราวันเดียว แถมยังเกิดเรื่องราวขนาดนี้ ป่านนี้พ่อหนีเข้าป่าไปแล้วมั้ง อุ๊ป ขอโทษทีนะคะ น้องธารนริน พี่พูดไปตามความเคยชินนะค้า และก็ บลา บลา บลาฯ …….

…”ริลลดา” ตายจริง งั้น “เจ๊ท” ต้องขอโทษพี่เค้าแล้วล่ะคะ ทำไงดี พี่ตี๊ หาทางให้ “เจ๊ท” ด้วยนะคะ ทางไหนก็ได้ค่ะ ยังไงก็ต้องขอโทษพี่เค้าให้ได้ค่ะ

พี่ตี๊” ย๊ะ…คุณผู้หญิง ออกงานแรกก็หางานให้เลย นะยะ ชริ หมั่นไส้… เดินสปัดก้นปัดปัด ไปเลย… แล้วจะติดต่อกลับมานะ กลับบ้านดีๆ บาย บาย บาย…

…”ริลลดา” บายค่ะ พี่ตี๊ คนสวย” หญิงสาวเดินมาขึ้นรถ ทันทีที่ขึ้นรถ ก็นึกขึ้นได้ว่า ลืมขอซิมมือถือที่ พี่ตี๊เลย…ทำท่าจะลงไปเรียก ก็ทันเห็นรถตู้ท้ายไหวๆไกลๆ อ้าวกรำ จะติดต่อกันไงนี่ แล้วจะไปซื้อที่ไหนล่ะ ดึกป่านนี้ เอาละซิ “ริลลดา” แบตก็หมด เบอร์ใครก้ไม่มีสักคน แล้วทางกลับคอนโดฯ มันเส้นไหนหว่า คิดซิ คิด คิด “ริลลดา”…เธอจะตะเวนกรุง กลางดึกรึไง”
“แล้วก็นั่งคิดอะไร ไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งคิดได้ว่า จะหาทางขอโทษ “พ่อสุภาพบุรุษ สูทน้ำเงิน สุดหล่อ” นั้นได้ยังไงนะ และก็มาหยุดตรงที่.. แต่เขาก็เท่ห์ ระเบิดไปเลยเนอะ เสียงก็เพราะ แถมยังเป็นสุภาพบุรุษสุดๆ แต่หล่อบาดใจสาวๆขนาดเน้ แฟนคงเพียบ ละม้าง อืมมม” พรุ้งนี้มีหวังออกมาแก้ข่าว พัลวัลแน่เลย ขอโทษทีนะคะ “เจ๊ท” ไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษจากใจจริงค่ะ….

********************

๒.

……เช้าวันรุ่งขึ้น หญิงสาวตื่นมาพร้อมอาการ สลึมสลือ เหมือนคนนอนไม่เต็มที่ ทั้งยังปรับตัวเรื่องเวลายังไม่ได้ แถมเมื่อคืนกว่าจะหาทาง กลับคอนโดได้ เกือบตีสาม…
มาถึงอาบน้ำเสร็จ ชัตดาวน์ ไปเลย…. ตื่นเช้ามาก้ยัง งงๆ แต่ก้อดไม่ได้ที่จะตื่นมาชด กาแฟสักถ้วย.. เอื้อมมือเปิดไอแพด ที่ชารตไว้หัวเตียง แล้วก้นั่งเช็คนี่โน่นนั่นไปเรื่อยเปื่อย พร้อมกับเปิดทีวีทิ้งไว้ แล้วก้เดินไปที่มุมกาแฟ กำลังจะทำกาแฟ”

…หูพลันได้ยินเสียง ผู้ประกาศเกริ่นหัวข่าวว่า เรามาดูข่าวบันเทิงกันบ้างว่า วันนี้มีอะไรมาอับเดทกันบ้าง มาเริ่มกันที่ข่าวนี้ โอ้วว แม่เจ้า” ทั้งสื่อ ทั้งแฟนคลับลฯ ถึงกับตลึงกันเลยทีเดียว “เมื่อซุปตาร์เบอร์หนึ่ง “ธารนริน” ของพวกเค้ายอมออกสื่อ” โดยมาเปิดตัวในงาน ประกาศรางวัลฯ แถมไม่ได้มาคนเดียว อย่างที่พวกเราเคยเห็นกันซะด้วย เขามาพร้อมกับ สาวเซ็กซี่ชุดดำเปรี้ยวจี๊ด เดินบนพรหมแดงด้วยกัน ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม แถมมี โมเม้นต์หวานเล็กๆ ให้พวกเหยี่ยวข่าวอิจฉาตาร้อนผ่าว กันไปตามๆกัน แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่เจ้าตัวไม่ยอม ออกมาให้สัมพาท ถึงข่าวดีนี้ โดยแอบหลบออกไปก่อนงานเลิก”

และปล่อยให้เป็นหน้าที่ ฝ่ายหญิงที่ต้องออกมาตอบสื่อ แบบมือไม่โปร” ว่าแค่เจอกันหน้างาน และเดินเข้างานมาพร้อมกัน แค่นั้น ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว โถ โถ โถ คุณน้องขาาาา ภาพมันชัดซะขนาดนั้น แก้ตัวไม่ขึ้นแล้วละค้๊าา คุณน้องขา าาาา”….แต่ก้นั่นละค่ะ วงการมายา ในเมื่อเจ้าตัวไม่ยอมรับ บอกว่าไม่มีอะไร เราก็ต้องว่าไม่มีอะไร ไปตามนั้นนะคะ….. ว่าแต่ว่า น้องเค้าเป้นใครกัน…? ใครทราบ โทรบอกด้วยนะคะ…

…”ริลลดา” อ๊ะ งานเข้าของแท้ งานนี้จะออกจากบ้านได้ไหมเนี่ย.. พี่ตี๊ก็ไม่ติดต่อมาสักที ตกลงว่าหาทางที่จะขอโทษ พี่เค้าให้ได้หรือเปล่า” พี่ตี๊นะพี่ตี๊ ไม่น่าชวนไปงานนี้เลย.. อ่ะโทษใส่คนอื่นละเรา” ไม่นะ “คนอย่าง ริลลดา” ไม่มีทางโยนให้คนอื่นรับผิดชอบ แน่นอน ใครก่อคนนั้นต้องรับผิดชอบ” ..รอก่อนนะ พ่อเทพบุตร” “เจ๊ท” กำลังหาทางติดต่อไปอยู่ อย่าเพิ่งเคียดไปนะ เรื่องมันไม่มีอะไรน่าเคียด” ถ้าจะมีก็แค่เรื่องเดียว คือเรื่องที่จะต้องแก้ตัว กับคนใกล้ตัวยังไง แค่นั้นเอง…

“แต่ถ้าเราเป็นคนคนนั้นล่ะ เราก็คงจิตตกเช่นกัน ใครบ้างจะอยากให้คนของตัวเอง ไปเดินให้คนอื่นเกาะแขน เป็นเราเราคงทนไม่ได้ “เธอคนนั้น” ก็คงทนไม่ได้เช่นกัน ต้องขอโทษจริงๆค่ะ ขอฝากคำขอโทษ ไปกับสายลม” เพื่อไปบอกเขาแหละเธอว่า “ริลลดา” คนนี้มิได้มีเจตนา ไปในทางไม่ดีเลย ขอโทษนะ ขอโทษจากหัวของ “ริลลดา”…

…”ริลลดา” จิบกาแฟ เช็คเมล ท่องโซเชียลไปเรื่อยเปื่อย จนเห็นข้อความเด้งมาทางไลน มือถือ จึงเอื้อมมือไปหยิบมาดู ปรากฎว่าเป็นพี่ตี๊

พี่ตี๊” อยู่ไหน พี่จะไปหา มะคืนลืมเอาซิมให้ นายบ่นไปหลายกระบุงโกยเลย จะเอาเข้าไปให้ และจะเอางานที่นายฝากไว้ไปให้ด้วย จะไดศึกษาไปพลางๆก่อน…แล้วคอนโดอยู่ไหน บอกทางมาเดี๋ยวพี่จะเข้าไปเลย…บาลบลาฯ

…”ริลลดา” คอนโดค่ะ พี่รีบมาเลยนะคะ “เจ๊ท” ใจร้อนค่ะ คอนโดอยู่ที่ลฯ …พี่มาถึงแล้วให้เจ้าหน้าที่ข้างล่าง โทรขึ้นมากะได้ค่ะ “เจ๊ท” จะลงไปรับค่ะ..

“ทันทีที่ พี่ตี๊มาถึง “ริลลดา” ก็ทวงถามทันทีว่ารู้หรือยังว่า จะขอโทษพี่เขาได้ทางไหนบ้าง อะไรยังไง” บอกมาเร็วค่ะ

พี่ตี๊” เดี๋ยวใจเย็นก่อน พอดีจะบอกว่า หนทางติดต่อ ถูกตัดขาดหมดเลย แต่…เหลือหนทางเดียวที่เราจะเสี่ยง ต่อกานโดนเหวี่ยง เพราะผิดการะเทสะ และสถานที่อย่างสิ้นเชิง แต่มันเหลือแค่ทางเดียวจริงๆ…

…”ริลลดา” ทางไหนคะ อย่าบอกนะว่าให้ไปหาที่บ้าน..?

พี่ตี๊” โนๆ อย่ามะโนค่ะ หนทางนี้หมดสิทธิ์ค่ะคุณน้องขา….คือพี่ มีเบอร์ที่ไว้สำหรับ ติดต่อเรื่องงานน่ะ และเหลือเบอร์นี้เบอร์เดียว ที่ยังไม่ถูกตัดขาด…คุณน้องจะเสี่ยงไหม… บอกมาได้เลย เดี๋ยวพี่จัดการให้…

…”ริลลดา” ค่ะ จัดไปค่ะ…

…ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด….ลฯ ฮัลโล สวัสดีครับ “ธาร” พูดสายครับ นั่นใครครับนั่น.? ฮัลโล ฮัลโล ถ้าไม่พูดจะโทรมาทำไมครับ..?

…”ริลลดา” เอ่อ สวัสดีค่ะ “เจ๊ท” เอ้ย.. “ลดา เอ้ย.. “ริลลดา ค่ะ ขอรบกวนนิดนึงนะคะ …ทราบค่ะว่าเบอร์นี้ เป็นเบอร์ติดต่องานเท่านั้น แต่ค้นหาจนหมดแล้วไม่มีหนทางไหน ที่จะติดต่อได้เลย อย่าเพิ่งวางนะคะ ที่ติดต่อมา เพียงเพื่อจะขอโทษ กับเหตุกาลเมื่อคืนนี้น่ะค่ะ รู้สึกผิดจริงๆ มิได้มีเจตนาจะทำให้เป็นแบบนี้เลย ขอโทษจากหัวใจค่ะ
และก็ขอ ฝากไปขอโทษ คนใกล้ตัวของคุณด้วยนะคะว่า ฉันขอโทษจริงๆ ขอโทษจากหัวใจค่ะ” หญิงสาวรีบพูด ยาวเหยียด เพราะกลัวว่า เขาจะตัดบทแล้ววางสายไป เพราะเธอได้รับข้อมูลของชายหนุ่ม มาจากพี่ตี๊ ว่าเขาจะไม่ทนฟังอะไรนานๆ….

“ธารนริน” อ่อ” ทำผิดอะไร ถึงต้องรู้สึกผิด จนต้องมาขอโทษ ถ้าไม่ได้ทำผิดอะไร ก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่ต้องมาขอโทษ เข้าใจตามนี้นะ…แค่นี้ใช่ไหมเรื่องที่จะพูด..?

…”ริลลดา” เอ่อ เอ่อ พี่คะ คุณคะ เดี๋ยวค่ะ..ขอโทษนะค่ะ ที่เข้าใจผิด คิดว่าคุณอยากได้คำขอโทษ เพื่อจะไปบอกกับคนใกล้ตัวให้เข้าใจ ว่าฉันไม่ได้มีเจตนาใดๆทั้งสิ้น และคิดไม่ถึงว่าคุณจะไม่ต้องการ คำขอโทษใดๆ แต่ถึงแม้คุณจะไม่ต้องการ แต่ฉันก้ยังยืนยัน ว่าฉันต้องการขอโทษ และฝากคำขอโทษนี้ ไปให้กับคนของคุณด้วยค่ะ…

“ธารนริน” ใคร..? คือคนที่คุณหมายถึง “ใครคือคนใกล้ตัว และใครคือคนคนนั้น” ช่วยบอกผมหน่อย คุณหมายถึงใคร…?

…”ริลลดา” ฉันไม่ทราบ” ฉันก็แค่คิดว่า เหตุกาลเมื่อคืน มันจะทำให้ “คนรัก แฟน” หรือแม้แต่เพื่อนผู้หญิงคนสนิท” ของคุณอาจเข้าใจผิด เพราะว่าผู้หญิงน่ะ จิตใจเปาะบางกับเรื่องพวกนี้ ต่อให้เข้มแข็งแค่ไหน” หากรู้ว่าคนของตัวเอง ไปเป็นข่าว หรือ สนิทสนมกับหญิงอื่น ก็คงทำใจให้ยอมรับไม่ได้ทั้งนั้น..และที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี่ ฉันไม่ได้คิดไปเอง แต่ฉันเอาความรู้สึกของตัวเอง เป็นบรรทัดฐาน หากฉันเป็นผู้หญิงคนนั้นของคุณ ฉันก็ทนไม่ได้เช่นกัน เพราะว่าฉันมันพวกขี้เหนียว ที่ไม่มีวันยอมให้ใครมายุ่งกับคนของตัวเอง “นอกเสียจาก คนที่ฉันคิดว่าเขาเป็นของฉัน จะขอเดินออกไปเอง…ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะเคารพในการตัดสินใจของเขาค่ะ… ปลายสายเงียบไป หรือว่าจะวางไปแล้ว คุณคะ คุณ คุณคะ…

“ธารนริน” ฟังอยู่ครับ”.. ทำไมโดนใคร “หักอก” มาเหรอ…?

…”ริลลดา” เปล่าค่ะ ฉันกลัวความรักน่ะค่ะ เพราะว่าความรัก มักจะทำให้คน เสียใจ โกรธ เกลียด เคียดแค้น หรือไม่ก็ถึงกับ รบรา ฆ่าฟันกันให้ตายไปข้างนึง”
ฉันจึงไม่อยากเป็นส่วนหนึ่ง ของการกระทำ ที่จะนำพามาซึ่งความเจ็บปวดของใคร..” “เคยมีคนบอกฉันว่า ความรักจะทำให้คนเรา มีจิตใจอ่อนโยน” ฉันกลับมองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้นเลย เพราะทุกวันนี้เท่าที่ฉันเห็นจากสื่อ ที่เป็นข่าวตาละวัน ส่วนหนึ่งก็มาจากความรักนี่ไม่ใช่เหรอ…? “เพราะฉนั้น ฉันขอความกรุณาจากคุณ จงได้โปรดรับคำขอโทษจากฉันไว้ด้วยเถอะนะคะ… ไม่อยากมีอะไร ติดค้างในใจน่ะค่ะ”

“ธารนริน” ชายหนุ่ม ถึงกับอึ้ง กับคำพูดของเธอคนนี้” คนที่กลัวความรัก และมุมมองความรักของเธอ มันมีทั้งอ่อนโยน อ่อนหวาน ปนเศร้า ได้ขนาดนี้เลยเหรอ..? “ธารนริน” ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมคำพูดเบาๆ เบาจนเขาเองก็ไม่รู้ว่า มันจะได้ยินไปถึง ปลายสายอีกด้านนึง หรือเปล่า” “(ทำไมเขาถึง รู้สึกสะเทือนใจ กับคำพูดของผู้หญิงคนนี้ ผู้หญิงที่เขาแค่เจอเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำไม ทำไม เขาเฝ้าถามตัวเอง ในใจ”)…

“คุณ ฟังนะ ผมไม่ได้โกรธอะไรคุณเลย และคุณเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิด ฉนั้นคุณก็ไม่มีอะไรต้องมาขอโทษผม หรือใครทั้งนั้น” “แต่หากว่า คุณยังไม่สบายใจ และอยากขอโทษ ผมก็จะรับมันไว้ และผมก็จะบอกว่าลืมมันซะ อย่าเก็บเอามาคิด เพราะว่ามันไม่มีอะไร…” นี่คงเป็นครั้งแรกละมั้งที่ “ธารนริน” จะยอมพูดยาวๆ กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน…

…”ริลลดา” ขอบคุณค่ะ…ที่เข้าใจ” เธอขอบคุณเขาเบาๆ” งั้นฉันรบกวนคุณเท่านี้นะคะ ขอโทษอีกครั้งที่โทรมาเบอรนี้ และทำให้ไม่สบายใจอีก ขอโทษจากหัวใจ “ริลลดา” ค่ะ…

“ธารนริน” ไม่เป็นไรครับ ตอบกลับเบาๆเช่นกัน..เขายืนเงียบไปนานเท่าไหร่ไม่รู้”…

“มารู้สึกตัวอีกที ก็ต่อเมื่อมีเสียงโทรศัพท์ ดังขึ้นอีกครั้ง..คราวนี้ปลายสายเป็นเรื่องงานลฯ ซึ่งเขารู้แก่ใจว่า งานที่ติดต่อเข้ามาช่วงนี้ มันคืองานอะไร มันคงไม่พ้นงานที่ จะนำพาเขาเข้าไปอยู่ในโลก ของการซักฟอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น แค่ข้ามคืน” เขาจึงไม่สนใจ ที่จะรับงานนั้นๆ…

*และเขาก็กลับมาสู่โหมด ของการเก็บตัวเงียบๆ หลบหนีสังคมคนเมือง ไปอยู่ในที่ ที่ไม่มีใครตามหาเขาเจอ หากเขาไม่ต้องการให้เจอ” ไม่สนใจสื่อต่างๆ ไม่ให้มีแม้แต่ข่าวคราวใดๆของเขาอีก ปิดกั้นตัวเองให้อยู่ในโลกที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเป็น กำแพง”

…”ริลลดา” หลังจากได้ทำหน้าที่ ที่สมควรทำแล้ว.. เธอก็ตั้งใจทำสิ่งที่ตัวเองรัก จนไม่มีแม้เวลาจะคิดถึงเรื่องใดๆทั้งสิ้น ใช้ชีวิตอยู่กับงาน และการเรียน ยังคงเดินทางไปมาระหว่าง เมกาฯ และเมืองไทย จนบัดนี้เธอเองก็มีชื่อเสียง ในถานะ ร็อคเกอร์สาว และเป็นที่รู้จักมากขึ้น ถึงจะไม่ดังเปี้ยงป้าง เพราะเธอตั้งใจจะทำเป็นแค่งานอดิเรก เท่านั้น” ฉะนั้นเพลงทุกเพลงที่เธอร้อง เธอจะมีส่วนร่วมทุกอย่าง เขียนเนื่อร้องเอง ทำนอง ดนตรี เธอก็ใช้ความสามารถ ในการเล่นกีต้าร์ หรือ เปียโน เป็นตนตรีหลัก” ในแนวที่เธอถนัด…
เธอจะทำ ซิงเกิ้ล” เดี่ยวเท่านั้น”…….

*******************

๓.

…”สองปีต่อมา

“ริลลดา เดินทางกลับมาเมืองไทย เพื่อมาเตรียมงานเพลง โปรเจ็คใหม่ของเธอ เธอก็ไม่ได้เดินทางมา ที่เมืองหลวงแต่อย่างใด โดยให้เหตุผล กับต้นสังกัดไปว่า ขอไปใช้ที่สงบๆ เขียนเพลง และเตรียมตัว เพราะว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่เธอตัดสินใจจะมาอยู่เมืองไทย ยาวๆสักครั้ง ทั้งที่เธอเป็นคนไม่ถูกกับ อากาศร้อนเท่าใดนัก เธอเดิทางไปพักกับคุณตาคุณยายของเธอ ทางภาคเหนือของประเทศ และการมาครั้งนี้ของเธอ เป็นความลับสำหรับคนวงการบันเทิง จะมีคนใกล้ชิดเท่านั้น ที่จะรู้ว่าเธอเดินมางมาอยู่เมืองไทย…

“เช้าวันหนึ่ง “ริลลดา” กำลังเดินเล่นอยู่ท่ามกลางป่าเขา ในไร่ของตากับยายของเธอ เธอเดินชื่นชมธรรมชาติ จนเผลอเดินล้ำเขาไปในเขตหวงห้าม ของเจ้าของไร่ข้างๆ อย่างไม่รู้ตัว ทั้งที่ตากับยายได้เตือนไว้แล้วว่า อย่าเดินเข้าไปเด็ดขาด เพราะว่าเจ้าของเขาไม่อนุญาต และไม่ชอบให้ใคร เข้าไปวุ่นวาย” กว่าจะรู้ตัว “ริลลดา” ก็เผลอเดินเข้าไป จนถึงเขตบ้านพักริมน้ำ เป็นเรือนแพทรงไทย หลังกะทัดรัด ตกแต่งแบบง่ายๆ ร่มรื่นสะอาดตา เย็นสบายน่านั่งปล่อยอารมณ์ชิวๆ น่าใช้เป็นที่นั่งเขียนเพลง และคิดงานเป็นที่สุด มัวคิดอะไรเพลิน เลยทำให้ไม่ได้ยินเสียงคนเดิน มาหน้าทางด้านหลัง และเมื่อเขาส่งเสียง ถามขึ้น เธอถึงกับสดุ้งสุดตัว เลยทีเดียว…

“คุณเป้นใคร และใครอนุญาต ให้คุณเข้ามาถึงในนี้..? ที่นี่เป็นเขตหวงห้าม และเป็นสถานที่ส่วนบุคคล คุณกำลังบุกรุก สถานที่ส่วนบุคคล..”

…”ริลลดา” ทำไมเสียงคุ้นจัง เหมือนเคยได้ยินที่ไหน จึงรีบหันไปดู พอหันมาปะชันหน้ากัน เธอก็ขมวดคิ้วเล็กๆ ว่าเคยเจอ ผู้ชายคนนี้ที่ไหน แต่ก็ยังคิดไม่ออก” และสิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือ ส่งยิ้มแหยๆ และพูดขึ้นว่า ฉันขอโทษค่ะ พอดีฉันพักอยู่ไร่ข้างๆนี้ พร้อมชี้มือไปที่ไร่ ตายายของเธอ” เจ้าของไร่ได้เตือนฉันแล้ว ว่าอย่าเดินเข้ามาเพราะว่า เจ้าของไร่ ไม่อนุญาตให้ใครเข้ามา ฉันขอโทษนะคะ พอดีว่าเดินดูอะไรเพลินไปหน่อย และเห็นว่าบ้านริมน้ำ หลังนี้สวยมาก เลยเดินมาเรื่อยๆน่ะค่ะ ไม่ได้มีเจตนาคิดจะบุกรุกอะไร แต่อย่างใด ได้โปรดอย่าถึงกับจับฉันส่งตำรวจ หรือมีเรื่องถึงโรงถึงศาลเลยนะคะ ฉันยินดีชดใช้ค่าเสียหาย เท่าที่คุณจะเรียกร้องทุกอย่างค่ะ และขอความกรุณา อย่าให้เจ้าของไร่ข้างๆนี้ทราบเรื่องนะคะ ฉันจะขอรับผิดทุกอย่างค่ะ…

“ธารนริน” ทันทีที่ผู้หญิงที่ถูกเขากล่าวหา ว่าบุกรุกหันมา เขาก็ตัวชาวาบ เหมือนถูกสตาฟไว้ ทั้งที่ยังมีลมหายใจ” “ริลลดา” เขาจำเธอได้ไม่เคยลืมเลือน ผู้หญิงที่มีความหมั่นใจในตัวเองสูง แต่น้ำเสียง และคำพูดของเธอช่างอ่อนโยน ต่างกลับบุคลิกที่ดูมั่นใจของเธอยิ่งนัก” ผู้หญิงที่ทำให้ชีวิตเขาวุ่นวาย แม้เพียงแค่เจอกันไม่กี่ชั่วโมง เมือสองปีก่อน “สองปี นี่เวลามันผ่านไปสองปีแล้วหรือนี่” เธอก็ยังเป็นเธอเช่นเคยสินะ หรือนี่คือเอกลักษ์ของเธอ ที่จะพูดทุกสิ่งที่ตัวเองอยากพูดจนจบ แล้วค่อยให้คู่เจรจาตัดสิน” แล้วเขาก็ต้องใจหายวาบ เมื่อเธอไม่มีทีท่าว่าจะจำเขาได้ มีเพียงคิ้วที่ขมวดเล็กๆ ยามเมื่อหันมาประเชิญหน้าวินาทีแรกเท่านั้น…

…”ริลลดา” คะ ตกลงคุณจะเรียกร้องค่า เสียหายเท่าไหร่คะ แต่ฉันต้องขอกลับไปเอาตังก่อนนะคะ ไม่ได้ติดกระเป๋ามาเลยน่ะค่ะ หรือว่าคุณจะเอา นาฬิกาเรือนนี้มัดจำไว้ก่อน ก็ได้ค่ะ เรือนนี้ถ้านำไปขาย ราคาน่าจะอยู่ที่ ประมาณสักแสนนึงได้น่ะค่ะ เธอทำท่าจะถอดสายนาฬิกาลำรองสายหนัง “แบรนดัง” ออกจากข้อมือ…

“ธารนริน” ถึงกับต้องทำเสียงดุๆ” จะทำอะไรน่ะ ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ ว่าเอาเรื่องคุณ หรือเรียกร้องค่าเสียหายอะไร เพราะมันก็ไม่ได้สึกหรอตรงไหน ผมก็แค่ถามว่า คุณเข้ามาได้ยังไง เพราะที่นี่มันเขตหวงห้าม ก็แค่นั้น” “(ทำไมชอบ คิดเอง เออเอง เขาคิดในใจ)..

…”ริลลดา” ยังคงคุ่นคิด กับน้ำเสียงชายหนุ่มไม่หาย แต่ทำอย่างไร เธอก็คิดไม่ออกว่าเคยได้ยิน น้ำเสียงแบบนี้ที่ไหน ใบหน้าก็คุ้นๆ เพียงแค่มันถูกบทบัง ไปด้วยนวดเคลารุงรัง คงไม่ได้เจอใบมีดโกนมานาน แรมเดือนละม้าง..งงงงเนี่ย” คิดได้ดังนั้น เธอก็อดเผลอยิ้มออกมาไม่ได้…

“จนทำให้ “ธารนริน” อดชำเรื่องมองไม่ได้ ว่าสาวเจ้าคิดอะไรขึ้นมาอีก…แต่ก็ไม่ถามอะไร ยังคงยืนเงียบอยู่แบบนั้น…

..จนหญิงสาว พูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องไปแล้ว ต้องขอโทษอีกครั้ง ที่เสียมารญาต เข้ามาโดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต” พูดจบเธอก็หมุนตัว กำลังเดินกลับทางที่เธอเดินเข้ามา…

“ธารนริน” เดี๋ยวก่อน”

…”ริลลดา” ชงักเท้ากึก

“ธารนริน” ออกทางนี้ก็ได้ พร้อมกับชี้มือไปทางประตูทางเข้าด้านหน้า ที่มีแม่กุญแจดอกใหญ่คล้องอยู่

…”ริลลดา” ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมาทางไหน ก็ควรออกไปทางนั้น เพราะฉันไม่ได้มาในถานะ ของผู้ได้รับเชิญ ก็สมควรออกไปแบบ ผู้ไม่ได้รับเชฺิญเช่นนั้น..

“ธารนริน” “เอ่อวุ้ย เอาเข้าไป บทจะตี๊ส ก็ตี๊ส ขึ้นมาซะอย่างนั้น” ไอ้อาการแบบนี้มันเหมือนใครกันนะคุ้นๆ เค้าคิดในใจ” ..เอ่อ คราวหน้าถ้าจะมา ขอให้มาทางด้าหน้า นะครับ “ยินดีต้อนรับครับ”…

…”ริลลดา” ก้มหัวเล็กน้อย โดยไม่ได้หันมามอง แล้วก็เดินออกไปเงียบๆ”

“ธารนริน” สูตลมหายใจเข้าปวดลึกๆ แล้วก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับบ่นพึมพรำว่า” ทำไมนะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ ถึงมีอิทธิพลกับเขามากมาย ทั้งที่เจ้าตัว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะจำเขาได้เลย.. แต่มันก็ทำให้เขา อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมจู่ๆเธอจึงมาอยู่ที่นี่ได้ โลกมันช่างกลม หรือว่าโชคชตากำลังกลั้นแกล้ง ให้เขาได้เจอกับเธออีกครั้ง แต่ก็ทำให้เธอจำเขาไม่ได้” หรือว่าสภาพเขาตอนนี้ มันดูไม่ได้จนเธอจำเขาไม่ได้กันแน่..?

…”ริลลดา” เธอเองระหว่างที่เดินออกมา เธอก็คุ่นคิดมาตลอดทางว่า ทำไมเธอจึงคุ้นน้ำเสียงดุๆแต่อ่อนโยนนี้นัก แต่คิดยังไงเธอก็คิดไม่ออกสักที”…

**********************

“เขาและเธอ จะเป็นยังไงต่อไป..

“ติดตาม ตอนต่อไปได้ที่นี่ เร็วๆนี้…

3×8=23?

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า

“3×8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”

เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า

“พี่ชาย 3×8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”

คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”

เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”

ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3×8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”

เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป

ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้ ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว

พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกาย ใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น
จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว
มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า
อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก

หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน (นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”

เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต

เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม

ทะเลาะ กับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

นิทานความรักของข้า

นิทานความรักของข้า

มีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว

ข้ารักเจ้า

……………………………………………………

………………………..

……………….

……………

…….

กระต่ายสีขาวเป็นเพื่อนซี้กับกระต่ายตัวสีดำ

ทั้งสองสนิทสนมรู้ไส้รุ้พุงกันหมด

แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ถูกปิดบังไว้ นั้นคือ กระต่ายตัวสีดำหลงรักกระต่ายตัวสีขาวมาตลอด

กระต่ายตัวสีขาวหลงรักพระจันทร์ ทุกค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงเมื่อไร

กระต่ายตัวสีขาวจะผละเวลามานั่งมองพระจันทร์บนโขดหินเสมอ

กระต่ายตัวสีดำ รู้ว่าเพื่อนที่ตนแอบรักนั้นหลงเสน่ห์ดวงจันทร์บนฟ้ายิ่งกว่าสิ่งใด

ครันเวลาเห็นคนที่รักหายไปทุกค่ำคืน ยิ่งพาใจของมันเหงาจับจิต

กระต่ายตัวสีดำได้แต่แอบเฝ้ามองกระต่ายที่ตนหลงรัก

ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี !

การกระทำเดิมๆของกระต่ายตัวสีขาว

ทำให้กระต่ายตัวสีดำ รู้สึกน้อยใจ ยิ่งนัก

“พอกันทีเจ้าขาว เจ้าควรหยุดเพ้อเจ้อ ถึงพระจันทร์งี่เง่านั้นสักที”

กระต่ายตัวสีดำ พูดขึ้นมาอย่างตัดพ้อ ก่อนจะเดินออกมาจากพุ่มไม้หน้าโขดหินที่มันหลบซ่อนมองกระต่ายสีขาวทุกคืน

กระต่ายตัวสีขาวพลันตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนรักจะมาแอบสุ่มดูมันอยู่

ไม่ทันที่เจ้ากระต่ายสีขาวนวลจะตอบ กระต่ายน้อยสีดำกระโดดหายไปพร้อมทิ้งความสงสัยให้กับมัน

น้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตาคู่น้อย ของเจ้าดำ

“อีกกี่ครั้ง น้ำตาของข้า มันจะหมดลงเพื่อเจ้า ”

!!!!!! ทันใดนั้น แสงวูบๆวาบๆ ก็ปรากฏที่หน้าเจ้ากระต่ายตัวสีดำ

“ข้าสงสารเจ้าเหลือเกิน ข้าแอบเห็นเจ้าร้องไห้แถวนี้บ่อยๆ เพราะกระต่ายสาวตัวนั้น ใช่หรือไม่

..ข้ามีพรให้เจ้าหนึ่งประการ จงเลือกขอได้ เลย”

แม้เจ้ากระต่ายตัวสีดำจะไม่เห็นร่างของเสียง

พลันได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ รีบขอพรที่คิดไว้ทันที

“ข้าขอ ให้พระจันทร์หายไป!”

แสงวุบๆวาบๆนั้นหายไป พร้อมกับพระจันทร์ !

“จำไว้นะว่า สิ่งที่เจ้าขอ ไม่อาจขอคืนได้”

และเสียงที่ไร้ร่างนั้น ก็หายไป

กระต่ายสีดำดีใจมาก มันรีบวิ่งกลับไปหากระต่ายตัวสีขาว

และคิดจะบอกรัก กระต่ายที่ตนแอบมองให้ได้ในคืนที่ไร้จันทร์

ไม่ทันที่เจ้ากระต่ายตัวสีดำจะมาถึงโขดหิน

กระต่ายน้อยตัวสีขาว วิ่งกระวนกระวายใจมาหามันด้วยสีหน้าที่มีเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

พลางพูดว่า “เจ้าดำ เห็นจันทร์ดวงน้อยของข้าบ้างหรือไม่ ”

ิเจ้ากระต่ายสีขาวร้อนใจยิ่งนัก เห็นเจ้าดำเพื่อนรักไม่ตอบ

ก็วิ่งตะกุยตะกาย หาจันทร์ดวงนั้นไปทั่วฟากฟ้า

วันแล้ว วันเล่า ดวงจันทร์ก็ไม่เคยโฉบฉายบนนภาอีกเลย…

ฟ้าแล้ว ฟ้าเล่า จะฟ้าตรงไหน ก็ไม่เจอจันทร์ดวงนั้นอีกเลย..

หลายคืนต่อมา

เจ้ากระต่ายตัวสีขาวกลับมานั่งบนโขดหิน ขณะนั้นเอง เจ้ากระต่ายตัวสีดำก็เขยิบมานั่งใกล้ๆ

มันพรรณนาถึงจันทร์ดวงนั้นร่ำไป

“จันทร์ดวงน้อยของข้า เวลาที่ข้าได้สัมผัสแสงนวลอ่อนของเจ้า

หัวใจของข้ามันเหมือนดั่งมีแรงทรงพลัง  ข้าแค่ขอได้มองเจ้าทุกคืน

ไม่ได้ต้องการจับต้องเจ้า ให้หม่นหมอง เพราะตัวเจ้าเกินกว่าที่ข้าจะคู่ควร

เพียงได้สัมผัสแสงนวลอ่อนจากเจ้า เท่านี้ที่ข้าต้องการ ..แต่เจ้าก็หนีหายไปจากข้า”

เจ้ากระต่ายตัวสีขาวพูดอย่างตัดพ้อ เสียใจ

เวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว นานอีก เจ้ากระต่ายตัวสีขาวที่ร้องไห้เสียใจอยู่ทุกค่ำคืน

ยังไม่ลดละจะนั่งรอจันทร์ดวงน้อยต่อไป

กระต่ายตัวสีดำนั้นรู้สึกผิด และอยากจะทำให้คนรักของตนกลับมาสดใสร่าเริงเช่นเคย

“รักของเจ้า คือการได้รักอย่างแท้จริง ข้าศรัทธาความรักของเจ้า และมิอาจทำลายมันลง จะมีสิ่งไหนช่วยนำจันทร์ดวงนั้นกลับมาได้บ้าง!”

กระต่ายน้อยตัวดำส่งเสียงตะโกน เพื่อเรียกผู้ให้พร

และแสงวุบๆวาบๆ ก็ปรากฎต่อหน้าของมัน

“จะเปลี่ยนใจแล้วเหรอ ” กระต่ายสีดำพยักหน้าแววตาของมันแน่วแน่กว่าครั้งไหน

“โปรดช่วยนำจันทร์ดวงเดิมกลับมาสู่ฟากฟ้าดังเดิมด้วยเถิด จะให้ข้าทำอะไร ก็ยอมทั้งสิ้น”

ผู้ให้พรเห็นถึงความแน่วแน่ของกระต่ายสีดำ จึงเอ่ยออกไปว่า

“จะให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม นั้นเป็นเรื่องยาก เจ้าจะต้องกลายเป็นหินไปตลอดกาล”

กระต่ายน้อยตัวสีดำ มันชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตกลง

“แต่ก่อนที่ข้าจะกลายเป็นหินโสโครก ข้าขอทำอะไรก่อนได้ไหม”

ไม่ทันที่ผู้ให้พรจะตอบตกลง เจ้ากระต่ายรีบวิ่งกระโดดเพื่อจะไปหากระต่ายตัวสีขาวที่โขดหิน

” นับแต่นี้ไป ข้าจะยอมเป็นหินให้เจ้าพัก ตรงนี้ เพื่อที่เจ้าจะได้มองดูดวงจันทร์ที่รักของเจ้าต่อไป  โปรดจำไว้ ว่าข้ารักเจ้า และศรัทธาในรักของเจ้า เจ้าอันเป็นที่รักของข้า”

สิ้นเสียงกระต่ายน้อยตัวสีดำ ร่างของมันกลายเป็นหินก้อนใหญ่ ให้เจ้ากระต่ายสีขาวได้พักพิง สมความปรารถนาครั้งสุดท้าย

ความรักของข้า คือ การได้เห็นคนรัก มีความสุข  แม้จะไม่ได้ถูกรัก ก็ตาม

เค้าฝังศพเธอด้วยมือเปล่า

เค้าฝังศพเธอด้วยมือ

มีน้องที่น่ารักคนนึงเล่าให้ฟังว่าคนทุกคนที่พบเจอเรื่องราวต่างๆ
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต่างก้อเป็นบุพเพอาละวาดทั้งนั้น

เค้าเล่าว่าพี่ชายเค้าชื่อเอคบกับผู้หญิงชื่อนิตย์มานานกว่า3ปี รักกันมาก
และเค้าสองคนกำลังจะแต่งงานกัน แต่วันนึงมีผู้ชายที่ชื่อชายเข้ามาในชีวิต

เพียง3เดือนนิตย์ก็ตัดสินใจเลิกคบกับเอ โดยที่ไม่ทราบเหตุผล และแต่งงานกับชาย
เอ ครุ่นคิดว่าเค้าทำผิดอะไร ทำไม3เดือนกับ 3ปี ความทรงจำต่างๆ
ไม่สามารถช่วยดึงนิตย์กลับมาได้ เอ กินเหล้าเมามายและโทษตัวเอง

เช้าของวันที่แดดจ้า มีพระธุดงค์มาบิณฑบาท ที่หน้าบ้าน
เมื่อเห็นหน้าของเอ พระท่านได้สอนว่า หญิงคนรักของ เอ นั้น
เมื่อชาติที่แล้วเค้าเสียชีวิต และศพลอยมาติดที่ฝั่ง

ชายคนแรกเห็นศพเธอ แต่ไม่ได้สนใจเดินผ่านไปโดยที่ไม่ใส่ใจ

ชายคนที่สอง เมื่อเห็นศพเธอเค้าเอาผ้าสีขาวมาห่มให้ แล้วก็จากไป

ชายคนที่สาม เมื่อเค้าเห็นศพ มีความสงสารเป็นอย่างมาก จึงใช้มือเปล่า
ขุดดิน เพื่อฝังศพ จากนั้นได้นิมนต์พระมาทำพิธีศพด้วย

พระธุดงค์ บอกว่า ผู้ชายที่ชื่อชายคือคนที่ฝังศพเธอ ชาตินี้เค้าจึงเกิดมาคู่กัน
แต่เอ เป็นเพียงชายคนที่สองที่เธอมาชดใช้บุญคุณในชาตินี้

แล้วคุณล่ะเจอชายที่ฝังศพคุณ ในชาติที่แล้วหรือยัง หรือคนที่อยู่กับเราทุกวันนี้
เป็นคนที่เราต้องตอบแทนบุญคุณที่เค้าช่วยห่มผ้าให้ เท่านั้น!!!!

เมื่อรักมันเกิด

1 กพ. 53
ทีแรกว่าจะเขียนแต่กลัวว่าจะอ่านลายมือไม่ออก ลองพยายามมาหลายวันแล้วไม่สำเร็จ
เฮ้อ………….

วันอาทิตย์ ที่ 6ธค.52
เมื่อ สองเดือนก่อน ได้เจอกันด้วยความบังเอิญ วันนั้น รู้สึกดีมากๆๆ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้เจอ
คนคนนี้ อะไรๆมันดีไปหมด ได้นั่งคุย ได้มองตา ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ฟังเสียงหัวเราะ ได้รู้จักผู้หญิงน่ารัก
ดูดีมีสมอง ได้รู้จักสาวภูเก็ต เด็กอายุ 23 เธอชื่อ ปู ทั้งที่ไม่รู้ว่าต่อไปมันจะเกิดอะไรขึ้น ชอบตั้งแต่วันแรกที่เห็น
ประทับใจตั้งแต่วันแรกที่คุยด้วย แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆอย่างมันที่ให้ต้องเจียม….
หลังจากนั้นมา ก็รู้สึกอยากจะเข้าใกล้………
วันนึง ปูโทรมาว่าจะให้ไปคุยกับใครสักคน ที่น่าจะไปคุยเรื่องพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่
ปล.
จากที่ไม่เคยฟังเพลง เสก โลโซมานาน ดันกลับมาชอบเพลง หมาเห่าเครื่องบิน
เปิดร้องในรถทุกวัน จนลูกชายรำคาญ (และทุกวันนี้เค้าร้องเพลงได้)

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 1………………….
ร้านอาหารชื่อธรรมชาติ น้องเค้าให้ไปคุยกับโกแตม หรือแตน อะไรซักอย่าง ทีแรกก็คิดว่ามันน่าจะเป็น
การคุยแบบส่วนตัว นั่งคุยเรื่องงานกัน แต่ที่ไหนได้ ดันไปเจองานเลี้ยง(เล็กๆ)อะไรซักอย่างของคนมีตังค์ในภูเก็ต
มีความรู้สึกว่าเราไปขอตังค์เค้าซะงั้น โกรธขึ้นมาจับจิต แต่ทำงัยได้ดัน กระโดดลงไปให้เค้าขย้ำเองนี่หว่า
รู้สึกรักภูเก็ตมากขึ้นเยอะเลย……….
วันนั้นก่อนกลับไปกินข้าวต้มอะไรซักอย่าง ก็ได้รู้ว่า โกแตนหรือแตม(จำไม่ได้)
เคยมาจีบ…….น้องเค้า
เริ่มรู้สึกถึง ระยะห่าง กับ ความแตกต่าง
ปล.
เริ่มร้องเพลง หมาเครื่องบินท่อนแรกได้แล้ว

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 2………………
พยายามที่จะหาคอนเน็คชั่นดีๆให้ เพราะคนว่าน้องเค้าเป็นคนขยันทำงาน อัธยาศัยดี(กับทุกคน)
ช่วงงานเปิดหาดป่าตอง ชวนไปเพื่ออยากจะให้รู้จัก ออแกร์ไนซ์จากแกรมมี่ คุณเบญ เผื่อจะได้ช่วย
งานอะไรกันบ้าง แต่พลาด …….
ประทับใจที่น้องเค้าอุตส่าห์เดินมาเป็นกิโล เพื่อมาเจอ ดีใจจัง และบังเอิญโชคดีได้เจอ จุน เป็นคนของ
เบียร์ช้างทำกิจกรรมอะไรซักอย่าง ได้เจอกันกับน้องเค้า ดีจัง
ขากลับเดินไกลมาก ด้วยเจตนาดีเลยพาไปหา โอ๋ เป็นสท.ที่ป่าตอง
แต่กลับเป็นว่า เจ้าโอ๋ ดันจีบซะ เหอๆๆ …
แต่ทำไงได้ ไม่ได้เป็นอะไรกับเค้านี่หว่า ทั้งที่รู้สึกว่าหวงๆๆ (เออนั่นสิ..ทำไม)
ปล.
วันนี้น้องเค้าสวยมาก ใส่ชุดทำงานแล้วสวย (ต่างกับน่ารัก)

อารมณ์กับเหตุผล……….
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ 1 วัน 1 อาทิตย์ 2 วัน 2 อาทิตย์
จำได้ว่าแทบจะไม่เคยปฏิเสธเลยกับทุกครั้งที่น้องเค้าชวนไปไหนมาไหน
บางที งานการไม่ทำ ปล่อยลูกให้อยู่บ้าน เพียงเพื่ออยากอยู่ใกล้ๆ
ชีวิต สับสน ลืมตัวเองไปชั่วขณะ
นานมาแล้ว จนจำไม่ได้ว่า ไอ้อาการ หายใจเป็นเธอ นี่มันเป็นยังไง
แต่ตอนนี้อายุก็จะ 40 แล้ว ดันมาเป็นจนได้
ตั้งแต่ตื่นนอน เค้าทำอะไรอยู่ พอเที่ยง กินข้าวรึยัง
สาย บ่าย เย็น ดึก
จนถึงเวลานอน เค้าทำอะไรอยู่ คิดถึงไปหมด
ตลอดเวลาสั้นๆที่ผ่านไป ไม่เคยบอก ไม่เคยถาม ไม่เคย…..
เก็บไว้ในใจตลอด ………..
อาการความเป็นผู้นำเริ่มถดถอย
ทำตัวบ้าบอ บางวันอินเลิฟ บางวันเฮิร์ทรับประทาน
เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบฟังเพลงมากมาย เดี๋ยวนี้มีเป็นเซ็ท
เซ็ท สมหวัง เซ็ท ทุกข์ใจ
จนลูกน้องจับทางได้ ว่าวันนี้ไปเจออะไรมา
มีวันนึง น้องเค้าบอกว่ามีเพื่อนมาจาก กทม.จะไปถ่ายอะไรกันซักอย่างที่ป่าตอง
วันนี้เค้าพูดแปลกๆๆมาก พูดให้คิดลึก…วันนี้สวยน่ะ เค้าว่างั้น ดีจัง..
คำพูดที่น้องเค้าพูดบ่อยที่สุด แต่ไม่เคยทำได้เลย “ เดี๋ยวโทรไปนะ”
(จำได้เคยถามเค้าที่นึง เค้าบอกว่า เดี๋ยวสักวัน ก็โทรไปเองแหละ) (รู้สึกดีฉิบหาไม่เจอ)
วันนั้นเล่นเอานอนไม่หลับ
ปล.
เพลงห่วยๆบางเพลง ที่เราไม่เคยสนใจ ในบางสถานการณ์มันทำให้รู้สึกว่า
นี่มันเพลงของเรานี่หว่า “อาจฟังไม่มีเหตุผล สักเท่าไหร่ ฉันไม่มีความหมายกับเธอ ทุกๆคราที่นั่งมองเหม่อมันคิดถึงเธอรู้มั๊ย
ก็อาจจะเป็นแค่หมาที่เห่าเครื่องบิน อยากให้เธอได้ยินข้อความข้างใน ที่เจอเธอวันนั้นมันหวั่นไหวจนสุดที่ใจจะทน”
ขอบคุณ เสก โลโซ

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 3………………
ครั้งนี้ เป็นเพราะเราเจตนาดีเกินไป หวังดีเกินไปมั๊ง เหตุเกิดที่พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่อีกแล้ว
วันนี้น้องเค้าโทรมาให้ไปที่นั่น เพื่อคุยกันอะไรซักอย่างพร้อมกันทีมงานเค้า
ได้เราก็ดันฟังไม่ดี ดันรับปากไป ได้เจอกับเจ้านายเค้า ชื่อ สง กับ โกแตมหรือแตน(วะ)
วันนี้หวังว่าจะเซ็ทโปรแกรมทัวร์ เลยลองๆให้คนที่พอจะช่วยกันได้มาฟังดูเผื่อจะได้ช่วย
กัน แต่ปรากฎว่า กลายเป็นเราจะขอเงินเค้าอีกละ โดนอัดเละเรื่อง วิสัยทัศน์ เรื่อง………
จนเซ็ง บ่นกับตัวเองว่า อะไรกะกูนักหนาวะ
ปล.
อย่าไปรักบ้านคนอื่น เหมือนบ้านตัวเอง (เพราะขนาดเจ้าของบ้านมันยังไม่รักเลย)

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 4………………
วันอาทิตย์อีกแล้ว
วันนี้ตื่นกันแต่เช้ากับลูกชาย เลือกชุดที่เหมาะที่สุด ทั้งพ่อและลูก
วันนี้เรามีนัดละ เราจะไปดูหนังเรื่อง อวตารกัน น้องเค้ารับปากว่าจะไปด้วย
เมื่อคืน รับปากแล้ว…………..
10 โมงเช้า กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
12.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
14.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์ บางครั้งก็ไม่มีสัญญาณ
16.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
18.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
19.00 ลูกชายเรื่องโกรธเป็นไฟ (พอๆกันกับพ่อ)
20.00 ได้ดูเรื่องอวตาร กันซะที สองคนพ่อลูก ที่เซนทรัล
หลังจากนั้นมาสองวัน
“ขอโทษมีธุระด่วนกับที่บ้านสำคัญมาก” เชื่อสนิทเช่นเคย
วันนี้ทำให้รู้ว่าการที่รอใครสักคนทั้งวัน(ตั้งใจรอมากๆๆ)แล้วเค้าไม่มาน่ะ มันรู้สึกแย่จริงๆทั้งคนรอ
และคนให้รอ…แย่จริงๆ
ปล.
หลังจากดูหนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ลูกชายเริ่มรักธรรมชาติขึ้นเยอะ เห็นใครตัดต้นไม้ จะบ่นให้ฟังตลอดๆ
ขอบคุณ เจมส์ คาเมรอล

ความรู้สึกที่ดีสุด ครั้งที่ 1……….
วันนี้อยากไปหาเพื่อน เคนนี่ ไม่ได้เจอกันนาน เลยชวนน้องเค้าไปด้วย
ไปคะ……… คำตอบที่โคตรเซอร์ไพส์
นัดเจอกันที่โลตัส ให้เค้าจอดรถไว้และไปด้วยกัน
ไปถึงบ้านเคนนี่ ทำไมวันนี้น้องเค้าดู กันเอง เป็นมิตร น่ารัก
มันทำให้รู้สึกเหมือนครอบครัวน่ะ (แอบคิด)
น้องบอกว่าหิวข้าว ลงมือทำกับข้าวเอง ไข่ดาวกับกุนเชียง
ปรากฏว่าลูกชายเราได้อานิสงฆ์
แอบมองเค้าพาลูกชายเรากินข้าว โอพระเจ้า มันช่างสุดยอด
ให้เป็นอะไรก็ยอมแล้ววินาทีนี้
หยิกตัวเองไปหนึ่งที ไม่ได้ฝันไป ดี ดี ดี ดี ดี ดีจัง
แต่…….
เคนนี่เตือนสติ เรื่องความจริงกับความฝัน เลือกเอาจะอยู่ในโลกใบไหน
คำตอบมีอยู่แล้ว ความฝัน ขอฝันอย่างนี้เรื่อยๆไป มันช่างดีสุดๆเลย
ขากลับร่ำลากันกับเพื่อนๆ
แต่เราดันอยากไปดูดาวที่เหมืองแร่ เลยพากันไปดูตอนกลางคืน
เกือบจะดีอยู่แล้ว ปรากฏว่า น้องเค้าเห็นอะไรที่เหนือธรรมชาติ (ผีว่างั้น)
เผ่นกันแทบไม่ทัน
ไปส่งขึ้นรถ ประทับใจจริงๆๆๆ
คำพูดเดิม “เดี๋ยวโทรหานะ”
แล้วก็ไม่โทรมา…………….. รอตามเคย แต่ก็ไม่เป็นไร รวมๆๆวันนี้ ดีมากเกินคาด
ปล.
แอบสุขใจสักครั้งในชีวิต ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า

ความรู้สึกที่ดีสุด ครั้งที่ 2……….
วันนี้ที่โรงเรียนลูกชายจะเลี้ยงปีใหม่ล่วงหน้า
เมื่อวานน้องเค้าอุตส่าห์พาไปเลือกซื้อของขวัญไว้จับฉลาก
ตกลงกันที่ ดินสอสี ร้อยกว่าบาท
จำได้ว่าลูกชายให้ไปตอน 11 โมงเช้า
ไปสายนิดหน่อย เพราะว่า………………
10.00 โทรศัพท์ไปหาน้องเค้า ชวนไปด้วยกัน
10.04 น้องตอบตกลง
10.05 ไม่เกิน 11 โมงจะไปรับน่ะ
11.30 ไปรับและไปถึงโรงเรียน
ลูกชายดันโทรมาบอกว่าให้เอาจานกับช้อนมาด้วย
เวรละซิ จะไปหาที่ไหนละ
ปลื้มจิต เป็นที่สุด น้องเค้าอุตส่าห์ไปขอยืมถ้วยกับช้อนที่ร้านอาหารมาให้
น่ารักสุดๆๆเลย
วินาทีที่ตื่นเต้นทีสุดคือ จะทำหน้ายังไงเวลาเดินเข้าไปในห้องเรียนลูก กับน้องเค้า
นั่นนะสิ ทำหน้ายังไงวะ เพราะไอ้เจ้าครูประจำชั้นลูกชาย ก็คอยลุ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่เราจะมีแฟนกับเค้าซะที
ทุกอย่างเป็นปกติ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ พูดคุย เสมือนผู้ปกครอง
ปลื้มจิตเป็นที่สุด เพราะ…………….
เพื่อนลูกชายถามกันว่า คนนี้แม่มีดี้เหรอ
ปลื้มจิตเป็นที่สุด เพราะ………………..
อยากจะตอบว่าใช่……………………
จากนั้นกินราดหน้ากัน ซื้อใส่ห่อไปฝากเพื่อนน้องเค้า
แยกย้ายกันไปทำงาน
ด้วยใจหวังลึกๆว่า พรุ่งนี้ก็คืนปีใหม่แล้วละ
จะได้อยู่กับเค้าเปล่าเนี่ย………………..
วันนี้ดีจัง……………………………………
ตั้งใจว่าจะรวบรวมความกล้า ทั้งหมดหลังจากที่ประเมิณสถานการณ์แล้ว คงจะพอมีหวังน่า
บอกเค้า และ ถามเค้า สักที ว่าเราคบกันยังไง
ปล.
เรื่องจริงที่ว่า ทุกครั้งที่มองตาแล้วพูด มันก็จะรู้สึกได้ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 5………………
ก่อนปีใหม่ สองวัน
ไม่กี่วันก็สิ้นปีแล้ว เกือบจะปีใหม่แล้ว
วันนี้โทรศัพท์ดังตอนประมาณ หกโมงเย็น
ไปกินไรกันที่ อ่าวพันวา………….. ไม่ปฎิเสธทั้งที่งานไม่เสร็จซักอย่าง
โอพระเจ้า ข้าน้อยอยู่ป่าตอง ไปอ่าวพันวา เอาวะไปกัน
น้องๆเลิกทำงาน ยกขบวนไปอ่าวพันวากันหมด
แวะซื้อเหล้า และขนมนิดหน่อย ตามไปสมทบ
พอได้เจอหน้า วันนี้ไมดูเศร้าๆวะ
ไม่ค่อยยิ้มแปลกๆๆๆๆ ไอ้ลูกชายก็ดันงอนเพราะไม่ให้เล่นน้ำ
เลยขอร้องแกมบังคับให้น้องเค้าไปเจรจากับลูกชาย
หาไปนาน แต่เดินกลับมาสองคน ได้ผล ดีใจจัง
วันนี้ท่าทางจะดี
นั่งกินเหล้ากัน เล่นกีตาร์ร้องเพลง ปล่อยมุก ฮาขำกันกลิ้ง
หน้าตา และสีหน้าน้องเค้าดีขึ้นตามลำดับ จนเห็นได้ชัด
เริ่มรู้สึกแปลกๆๆ…………….
เมื่อน้องเค้าถามหาพี่ตู่ ที่ว่าจะตามมา บ่อยขึ้น จนเรางงๆๆ
ถึงกับบังคับให้โทรหา……………………………………………..
พักหลัง เราไม่ค่อยเป็นมิตรกับโทรศัพท์ จะทิ้งไว้ในรถเสมอ (ไม่อยากคุยกับใครนี่หว่า)
เดินไปโทรศัพท์กันสองคนน้องเค้าเดินตามมา พอคุยเสร็จเราก็ปิดเครื่อง
น้องเค้ามองหน้า แล้วถามด้วยคำพูดซีเรียสว่า” ปิดเครื่องทำไม พี่มีใครหรือเปล่า ปูไม่อยากเป็นอย่างนี้”
ไม่อยากเป็นอย่างนี้ มันคืออะไรวะ กูไปทำอะไรเค้าตอนไหนวะ ตั้งแต่รู้จักกันมาไม่เคยแตะเนื้อต้องตัว
นั่นนะสิมันคืออะไรวะ
พอพูดเสร็จก็เดินเข้ารถ แล้วบอกว่าจะเอาอะไรให้ดู ตูก็งง แล้วเค้าก็เอื้อมมือไปปิดไฟในรถ
กำลังจะพูดอะไรซักอย่าง แล้วก็ปิดไฟซะงั้น แล้วไอ้ลูกชายก็มายืนข้างกระจกรถ ตกใจหมด
เลยบอกให้ลูกชายไปก่อน
เอ้าว่ากันต่อไป……………..
แล้วน้องเค้าก็ให้ขับรถพาไปเข้าห้องน้ำ ก็ไป พอจอดรถ ก็ยกแขนให้ดู รอยช้ำเยอะมาก
เค้าบอกว่า โดนแฟนตี (เค้าให้คำจำกัดความว่าแฟนเก่าแล้วให้ข้อมูลว่าเลิกกันแล้ว) ……………
อึ้ง…………………………………………
อึ้ง………………………………………….
อึ้งแดก……………………………………
ยังมีต่ออีก “โดนเมื่อสองสามวันที่แล้ว”………………………..
อึ้ง…………………………………………….
อึ้ง………………………………………….
อึ้งแดกกว่าเมื่อกี้อีก……………………………………
เพราะไอ้สองสามวันที่แล้ว เป็นวันที่เค้าเบี้ยวหนังเรื่องอวตาร นี่หว่า………………
ต่อมคิดมากเริ่มทำงาน…………….โกหกเปล่าวะเนี่ย…………………………………..
ต่อมแมน คัดค้าน ……..ช่างมันเหอะ………………………………………………………
รวบรวมคำพูด ก่อนจะบอกน้องเค้าไปว่า “รู้สึกแย่มาก ทำไม ช่างมันเหอะ ไม่มีใครบังคับให้อยู่กับมัน”
แล้วก็เฮ้อ…………………………….. รู้สึกว่าตาเค้าแดงๆน่ะ
แล้วเราก็ให้ไปเข้าห้องน้ำ………..
ทำไมมันนานจัง ยืนเซ็งๆ เศร้าๆ ยังไงไม่รู้ เวลาแค่นี้มันนานจังวะ นานนนนนนนนๆๆๆๆๆ
พอเดินออกมาจากห้องน้ำแทนที่จะกลับ น้องเค้าก็ดันเดินเข้าไปที่มืดๆ ดูเต่าสต๊าบ(เขียนไงวะ)
ถามนู่นถามนี่ ไอ้เราก็รู้สึกว่าตรงนี้มันมืดนะเหอๆๆ ไม่ไว้ใจตัวเองวะ เลยรีบตอบส่งเดชไปแล้วรีบพาเดินออกมา
รีบขึ้นรถ…………..
ตอนนี้โคตรอยากถามเลยว่า ไอ้คำพูดที่ว่า “ปิดเครื่องทำไม พี่มีใครหรือเปล่า ปูไม่อยากเป็นอย่างนี้”
มันหมายความว่ายังไงกันเหรอ……………
ยังไม่ทันได้จอดรถ ยังไม่ได้ถาม เจ้าอินกับลูกชายก็เดินมาตาม พอดี
แล้วความเครียดก็เกิดขึ้นอีก ระหว่างน้องเค้ากับเจ้าอิน
เฮ้อ………อะไรกันนักหนาวะกู
เริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างน้องเค้ากับเจ้าอิน แต่ก็ ช่างมันเหอะ…………………..
ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่หว่า (เรากับน้องเค้าน่ะ)
วันนี้ก็จบลงแบบงงๆ ไปอีกวัน
เฮ้อ………………………..เปิดเพลง เซ็ท ทุกข์ใจ ฟังจนถึงบ้าน ทุกคนในรถ บ่นว่าเซ็งเป็ด
ปล.
โอกาสไม่ได้มีขายตามตลาดสด บางทีโอกาสที่ดีก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของอารมณ์ด้วย
เฮ้อ………………………………………………

Continue reading