3×8=23?

เอี๋ยนหุยใฝ่ศึกษา มีคุณธรรมงดงาม เป็นศิษย์รักของขงจื้อ มีอยู่วันหนึ่ง เอี๋ยนหุยออกไปทำธุระที่ตลาด เห็นผู้คนจำนวนมากห้อมล้อมอยู่ที่หน้าร้านขายผ้า จึงเข้าไปสอบถามดู จึงรู้ว่าเกิดการพิพาทระหว่างคนขายผ้ากับลูกค้า ได้ยินลุกค้าตะโกนเสียงดังโหวกเหวกว่า

“3×8 ได้ 23 ทำไมท่านถึงให้ข้าจ่าย 24 เหรียญล่ะ!”

เอี๋ยนหุยจึงเดินเข้าไปที่ร้าน หลังจากทำความเคารพแล้ว ก็กล่าวว่า

“พี่ชาย 3×8 ได้ 24 จะเป็น 23 ได้ยังไง? พี่ชายคิดผิดแล้ว ไม่ต้องทะเลาะกันหรอก”

คนซื้อผ้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ชี้หน้าเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “ใครให้เจ้าเข้ามายุ่ง! เจ้าอายุเท่าไหร่กัน! จะตัดสินก็มีเพียงท่านขงจื้อเท่านั้น ผิดหรือถูกมีท่านผู้เดียวที่ข้าจะยอมรับ ไป ไปหาท่านขงจื้อกัน ”

เอี่ยนหุยกล่าวว่า “ก็ดี หากท่านขงจื้อบอกว่าท่านผิด ท่านจะทำอย่างไร?”

คนซื้อผ้ากล่าวว่า“หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมให้หัวหลุดจากบ่า! แล้วหากเจ้าผิดล่ะ?”

เอี๋ยนหุยกล่าวว่า “หากท่านวินิจฉัยว่าข้าผิด ข้ายอมถูกปลดหมวก(ตำแหน่ง)”

ทั้งสองจึงเกิดการเดิมพันขึ้น เมื่อขงจื้อสอบถามจนเกิดความกระจ่าง ก็ยิ้มให้กับเอี๋ยนหุยและกล่าวว่า “3×8ได้ 23 ถูกต้องแล้ว เอี๋ยนหุย เธอแพ้แล้ว ถอดหมวกของเธอให้พี่ชายท่านนี้เสีย”

เอี๋ยนหุย ไม่โต้แย้ง ยอมรับในการวินิจฉัยของท่านอาจารย์ จึงถอดหมวกที่สวมให้แก่ชายคนนั้น
ชายผู้นั้นเมื่อได้รับหมวกก็ยิ้มสมหวังกลับไป

ต่อคำวินิจฉัยของขงจื้อ ต่อหน้าแม้เอี๋ยนหุยจะยอมรับ แต่ในใจกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เอี๋ยนหุยคิดว่าท่านอาจารย์ชรามากแล้ว ความคิดคงเลอะเลือน จึงไม่อยากอยู่ศึกษากับขงจื้ออีกต่อไป

พอรุ่งขึ้น เอี๋ยนหุยจึงเข้าไปขอลาอาจารย์กลับบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าที่บ้านเกิดเรื่องราว ต้องรีบกลับไปจัดการ ขงจื้อรู้ว่าเอี๋ยนหุยคิดอะไรอยู่ ก็ไม่ได้สอบถามมากความ อนุญาตให้เอี๋ยนหุยกลับบ้านได้ ก่อนที่เอี๋ยนหุยจะออกเดินทาง ได้เข้าไปกราบลาขงจื้อ ขงจื้อกล่าวอวยพรและให้รีบกลับมาหากเสร็จกิจธุระแล้ว

พร้อมกันนั้นก็ได้กำชับว่า “อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เอี๋ยนหุยคำนับพร้อมกล่าวว่า “ศิษย์จะจำใส่ใจ” แล้วลาอาจารย์ออกเดินทาง

เมื่อออกเดินทางไปได้ระยะหนึ่ง เกิดพายุลมแรงสายฟ้าแลบแปลบ เอี๋ยนหุยคิดว่าต้องเกิดพายุลมฝนเป็นแน่ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อจะเข้าไปอาศัยอยู่ไต้ต้นไม้ใหญ่ แต่ก็ฉุกคิดถึงคำกำชับของท่านอาจารย์ที่ว่า “อย่าแฝงเร้นกาย ใต้ต้นไม้ใหญ่ อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เราเองก็ติดตามท่านอาจารย์มาเป็นเวลานาน ลองเชื่ออาจารย์ดูอีกสักครั้ง คิดได้ดังนั้น
จึงเดินออกจากต้นไม้ใหญ่ ในขณะที่เอี๋ยนหุยเดินไปได้ไม่ไกลนัก บัดดล สายฟ้าก็ผ่าต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลงมาให้เห็นต่อหน้าต่อตา เอี๋ยนหุยตะลึงพรึงเพริด คำกล่าวของพระอาจารย์ประโยคแรกเป็นจริงแล้ว หรือตัวเราจะฆ่าใครโดยไม่รู้สาเหตุ?

เอี๋ยนหุยจึงรีบเดินทางกลับ กว่าจะถึงบ้านก็ดึกแล้ว แต่ไม่กล้าปลุกคนในบ้าน เลยใช้ดาบที่นำติดตัว
มาค่อยๆเดาะดาลประตูห้องของภรรยา เมื่อเอี๋ยนหุยคลำไปที่เตียงนอน ก็ต้องตกใจ ทำไมมีคนนอนอยู่บนเตียงสองคน! เอี๋ยนหุยโมโหเป็นอย่างยิ่ง จึงหยิบดาบขึ้นมาหมายปลิดชีพผู้ที่นอนอยู่บนเตียง
เสียงกำชับของอาจารย์ก็ดังขึ้นมา “อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง”

เมื่อเขาจุดตะเกียง จึงได้เห็นว่า คนหนึ่งคือภรรยา อีกคนหนึ่งคือน้องสาวของเขาเอง

พอฟ้าส่าง เอี๋ยนหุยก็รีบกลับสำนัก เมื่อพบหน้าขงจื้อจึงรีบคุกเข่ากราบอาจารย์และกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ คำกำชับของท่านได้ช่วยชีวิตของศิษย์ ภรรยาและน้องสาวไว้ ทำไมท่านจึงรู้เหมือนตาเห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับศิษย์บ้าง?”

ขงจื้อพยุงเอี๋ยนหุยให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า “เมื่อวานอากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก น่าจะมีฟ้าร้องฟ้าแลบเป็นแน่ จึงเตือนเธอว่า อย่าแฝงเร้นกายใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อวาน เธอจากไปด้วยโทสะ แถมยังพกดาบติดตัวไปด้วย อาจารย์จึ้งเตือนเธอว่า อย่าฆ่าผู้ใดหากไม่ชัดแจ้ง ”

เอี๋ยนหุยโค้งคำนับ “ท่านอาจารย์คาดการดังเทวดา ศิษย์รู้สึกเคารพเลื่อมใสท่านเหลือเกิน”

ขงจื้อจึงตักเดือนเอี๋ยนหุยว่า “อาจารย์ว่าที่เธอขอลากลับบ้านนั้นเป็นการโกหก ที่จริงแล้วเธอคิดว่า
อาจารย์แก่แล้ว ความคิดเลอะเลือน ไม่อยากศึกษากับอาจารย์อีกแล้ว เธอลองคิดดูสิ อาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 23 เธอแพ้ ก็เพียงแค่ถอดหมวก

หากอาจารย์บอกว่า 3×8 ได้ 24 เขาแพ้ นั่นหมายถึงชีวิตของคนๆหนึ่ง เธอคิดว่าหมวกหรือชีวิตสำคัญล่ะ? ”

เอี๋ยนหุยกระจ่างในฉับพลัน คุกเข่าต่อหน้าขงจื้อ แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์เห็นคุณธรรมเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นแก่เรื่องถูกผิดเล็กๆน้อยๆ ศิษย์คิดว่าอาจารย์แก่ชราจึงเลอะเลือน ศิษย์เสียใจเป็นที่สุด”

จากนั้นเป็นต้นไป ไม่ว่าขงจื้อจะเดินทางไปยังแห่งหนตำบลใด เอี๋ยนหุยติดตามไม่เคยห่างกาย

จากตำนานเรื่องเล่านี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเพลงๆหนึ่งของอิวเค่อหลี่หลิน (นักร้องดูโอของไต้หวัน) ที่ร้องว่า “หากสูญเสียเธอไป ต่อให้เอาชนะทั้งโลกได้แล้วจะยังไง? เช่นกัน บางครั้งคุณอาจเอาชนะคนอื่นด้วยเหตุผลของคุณ แต่อาจจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ”

เรื่องราวต่างๆ แบ่งเป็นหนักเบารีบช้า อย่าเป็นเพราะต้องการเอาชนะให้ได้ แล้วทำให้เสียใจไปตลอดชีวิต

เรื่องราวมากมายที่ไม่ควรทะเลาะกัน ถอยหนึ่งก้าวทะเลกว้างฟ้างาม

ทะเลาะ กับลูกค้า ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่ คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับเถ้าแก่ ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (วันที่ตรวจผลงานปลายปีมาถึง คุณก็จะรู้สึก)

ทะเลาะกับภรรยา ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เธอไม่สนใจคุณ คุณก็หากับข้าวกินเองละกัน)

ทะเลาะกับเพื่อน ต่อให้ชนะ ก็แพ้อยู่ดี (เคลียร์ไม่ได้ คุณอาจจะเสียเพื่อนไปเลย)

ใบชา เกิดสีสวยและกลิ่นหอมน่าลิ้มลองได้ ก็เพราะโดนน้ำร้อนลวก

ชีวิตของคนเราก็เช่นเดียวกัน เพราะเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า จึงเหลือไว้ซึ่งเรื่องราวเป็นตำนานให้ได้เล่าขานน่าตามติด

ผู้ที่รู้สำนึกคุณอยู่เสมอ จึงเป็นผู้มีวาสนามากที่สุด

นิทานความรักของข้า

นิทานความรักของข้า

มีอยู่ว่า

กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว

ข้ารักเจ้า

……………………………………………………

………………………..

……………….

……………

…….

กระต่ายสีขาวเป็นเพื่อนซี้กับกระต่ายตัวสีดำ

ทั้งสองสนิทสนมรู้ไส้รุ้พุงกันหมด

แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ถูกปิดบังไว้ นั้นคือ กระต่ายตัวสีดำหลงรักกระต่ายตัวสีขาวมาตลอด

กระต่ายตัวสีขาวหลงรักพระจันทร์ ทุกค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวงเมื่อไร

กระต่ายตัวสีขาวจะผละเวลามานั่งมองพระจันทร์บนโขดหินเสมอ

กระต่ายตัวสีดำ รู้ว่าเพื่อนที่ตนแอบรักนั้นหลงเสน่ห์ดวงจันทร์บนฟ้ายิ่งกว่าสิ่งใด

ครันเวลาเห็นคนที่รักหายไปทุกค่ำคืน ยิ่งพาใจของมันเหงาจับจิต

กระต่ายตัวสีดำได้แต่แอบเฝ้ามองกระต่ายที่ตนหลงรัก

ทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี !

การกระทำเดิมๆของกระต่ายตัวสีขาว

ทำให้กระต่ายตัวสีดำ รู้สึกน้อยใจ ยิ่งนัก

“พอกันทีเจ้าขาว เจ้าควรหยุดเพ้อเจ้อ ถึงพระจันทร์งี่เง่านั้นสักที”

กระต่ายตัวสีดำ พูดขึ้นมาอย่างตัดพ้อ ก่อนจะเดินออกมาจากพุ่มไม้หน้าโขดหินที่มันหลบซ่อนมองกระต่ายสีขาวทุกคืน

กระต่ายตัวสีขาวพลันตกใจ ไม่คิดว่าเพื่อนรักจะมาแอบสุ่มดูมันอยู่

ไม่ทันที่เจ้ากระต่ายสีขาวนวลจะตอบ กระต่ายน้อยสีดำกระโดดหายไปพร้อมทิ้งความสงสัยให้กับมัน

น้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากดวงตาคู่น้อย ของเจ้าดำ

“อีกกี่ครั้ง น้ำตาของข้า มันจะหมดลงเพื่อเจ้า ”

!!!!!! ทันใดนั้น แสงวูบๆวาบๆ ก็ปรากฏที่หน้าเจ้ากระต่ายตัวสีดำ

“ข้าสงสารเจ้าเหลือเกิน ข้าแอบเห็นเจ้าร้องไห้แถวนี้บ่อยๆ เพราะกระต่ายสาวตัวนั้น ใช่หรือไม่

..ข้ามีพรให้เจ้าหนึ่งประการ จงเลือกขอได้ เลย”

แม้เจ้ากระต่ายตัวสีดำจะไม่เห็นร่างของเสียง

พลันได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ รีบขอพรที่คิดไว้ทันที

“ข้าขอ ให้พระจันทร์หายไป!”

แสงวุบๆวาบๆนั้นหายไป พร้อมกับพระจันทร์ !

“จำไว้นะว่า สิ่งที่เจ้าขอ ไม่อาจขอคืนได้”

และเสียงที่ไร้ร่างนั้น ก็หายไป

กระต่ายสีดำดีใจมาก มันรีบวิ่งกลับไปหากระต่ายตัวสีขาว

และคิดจะบอกรัก กระต่ายที่ตนแอบมองให้ได้ในคืนที่ไร้จันทร์

ไม่ทันที่เจ้ากระต่ายตัวสีดำจะมาถึงโขดหิน

กระต่ายน้อยตัวสีขาว วิ่งกระวนกระวายใจมาหามันด้วยสีหน้าที่มีเต็มไปด้วยคราบน้ำตา

พลางพูดว่า “เจ้าดำ เห็นจันทร์ดวงน้อยของข้าบ้างหรือไม่ ”

ิเจ้ากระต่ายสีขาวร้อนใจยิ่งนัก เห็นเจ้าดำเพื่อนรักไม่ตอบ

ก็วิ่งตะกุยตะกาย หาจันทร์ดวงนั้นไปทั่วฟากฟ้า

วันแล้ว วันเล่า ดวงจันทร์ก็ไม่เคยโฉบฉายบนนภาอีกเลย…

ฟ้าแล้ว ฟ้าเล่า จะฟ้าตรงไหน ก็ไม่เจอจันทร์ดวงนั้นอีกเลย..

หลายคืนต่อมา

เจ้ากระต่ายตัวสีขาวกลับมานั่งบนโขดหิน ขณะนั้นเอง เจ้ากระต่ายตัวสีดำก็เขยิบมานั่งใกล้ๆ

มันพรรณนาถึงจันทร์ดวงนั้นร่ำไป

“จันทร์ดวงน้อยของข้า เวลาที่ข้าได้สัมผัสแสงนวลอ่อนของเจ้า

หัวใจของข้ามันเหมือนดั่งมีแรงทรงพลัง  ข้าแค่ขอได้มองเจ้าทุกคืน

ไม่ได้ต้องการจับต้องเจ้า ให้หม่นหมอง เพราะตัวเจ้าเกินกว่าที่ข้าจะคู่ควร

เพียงได้สัมผัสแสงนวลอ่อนจากเจ้า เท่านี้ที่ข้าต้องการ ..แต่เจ้าก็หนีหายไปจากข้า”

เจ้ากระต่ายตัวสีขาวพูดอย่างตัดพ้อ เสียใจ

เวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว นานอีก เจ้ากระต่ายตัวสีขาวที่ร้องไห้เสียใจอยู่ทุกค่ำคืน

ยังไม่ลดละจะนั่งรอจันทร์ดวงน้อยต่อไป

กระต่ายตัวสีดำนั้นรู้สึกผิด และอยากจะทำให้คนรักของตนกลับมาสดใสร่าเริงเช่นเคย

“รักของเจ้า คือการได้รักอย่างแท้จริง ข้าศรัทธาความรักของเจ้า และมิอาจทำลายมันลง จะมีสิ่งไหนช่วยนำจันทร์ดวงนั้นกลับมาได้บ้าง!”

กระต่ายน้อยตัวดำส่งเสียงตะโกน เพื่อเรียกผู้ให้พร

และแสงวุบๆวาบๆ ก็ปรากฎต่อหน้าของมัน

“จะเปลี่ยนใจแล้วเหรอ ” กระต่ายสีดำพยักหน้าแววตาของมันแน่วแน่กว่าครั้งไหน

“โปรดช่วยนำจันทร์ดวงเดิมกลับมาสู่ฟากฟ้าดังเดิมด้วยเถิด จะให้ข้าทำอะไร ก็ยอมทั้งสิ้น”

ผู้ให้พรเห็นถึงความแน่วแน่ของกระต่ายสีดำ จึงเอ่ยออกไปว่า

“จะให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม นั้นเป็นเรื่องยาก เจ้าจะต้องกลายเป็นหินไปตลอดกาล”

กระต่ายน้อยตัวสีดำ มันชะงักเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตกลง

“แต่ก่อนที่ข้าจะกลายเป็นหินโสโครก ข้าขอทำอะไรก่อนได้ไหม”

ไม่ทันที่ผู้ให้พรจะตอบตกลง เจ้ากระต่ายรีบวิ่งกระโดดเพื่อจะไปหากระต่ายตัวสีขาวที่โขดหิน

” นับแต่นี้ไป ข้าจะยอมเป็นหินให้เจ้าพัก ตรงนี้ เพื่อที่เจ้าจะได้มองดูดวงจันทร์ที่รักของเจ้าต่อไป  โปรดจำไว้ ว่าข้ารักเจ้า และศรัทธาในรักของเจ้า เจ้าอันเป็นที่รักของข้า”

สิ้นเสียงกระต่ายน้อยตัวสีดำ ร่างของมันกลายเป็นหินก้อนใหญ่ ให้เจ้ากระต่ายสีขาวได้พักพิง สมความปรารถนาครั้งสุดท้าย

ความรักของข้า คือ การได้เห็นคนรัก มีความสุข  แม้จะไม่ได้ถูกรัก ก็ตาม

เค้าฝังศพเธอด้วยมือเปล่า

เค้าฝังศพเธอด้วยมือ

มีน้องที่น่ารักคนนึงเล่าให้ฟังว่าคนทุกคนที่พบเจอเรื่องราวต่างๆ
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต่างก้อเป็นบุพเพอาละวาดทั้งนั้น

เค้าเล่าว่าพี่ชายเค้าชื่อเอคบกับผู้หญิงชื่อนิตย์มานานกว่า3ปี รักกันมาก
และเค้าสองคนกำลังจะแต่งงานกัน แต่วันนึงมีผู้ชายที่ชื่อชายเข้ามาในชีวิต

เพียง3เดือนนิตย์ก็ตัดสินใจเลิกคบกับเอ โดยที่ไม่ทราบเหตุผล และแต่งงานกับชาย
เอ ครุ่นคิดว่าเค้าทำผิดอะไร ทำไม3เดือนกับ 3ปี ความทรงจำต่างๆ
ไม่สามารถช่วยดึงนิตย์กลับมาได้ เอ กินเหล้าเมามายและโทษตัวเอง

เช้าของวันที่แดดจ้า มีพระธุดงค์มาบิณฑบาท ที่หน้าบ้าน
เมื่อเห็นหน้าของเอ พระท่านได้สอนว่า หญิงคนรักของ เอ นั้น
เมื่อชาติที่แล้วเค้าเสียชีวิต และศพลอยมาติดที่ฝั่ง

ชายคนแรกเห็นศพเธอ แต่ไม่ได้สนใจเดินผ่านไปโดยที่ไม่ใส่ใจ

ชายคนที่สอง เมื่อเห็นศพเธอเค้าเอาผ้าสีขาวมาห่มให้ แล้วก็จากไป

ชายคนที่สาม เมื่อเค้าเห็นศพ มีความสงสารเป็นอย่างมาก จึงใช้มือเปล่า
ขุดดิน เพื่อฝังศพ จากนั้นได้นิมนต์พระมาทำพิธีศพด้วย

พระธุดงค์ บอกว่า ผู้ชายที่ชื่อชายคือคนที่ฝังศพเธอ ชาตินี้เค้าจึงเกิดมาคู่กัน
แต่เอ เป็นเพียงชายคนที่สองที่เธอมาชดใช้บุญคุณในชาตินี้

แล้วคุณล่ะเจอชายที่ฝังศพคุณ ในชาติที่แล้วหรือยัง หรือคนที่อยู่กับเราทุกวันนี้
เป็นคนที่เราต้องตอบแทนบุญคุณที่เค้าช่วยห่มผ้าให้ เท่านั้น!!!!

เมื่อรักมันเกิด

1 กพ. 53
ทีแรกว่าจะเขียนแต่กลัวว่าจะอ่านลายมือไม่ออก ลองพยายามมาหลายวันแล้วไม่สำเร็จ
เฮ้อ………….

วันอาทิตย์ ที่ 6ธค.52
เมื่อ สองเดือนก่อน ได้เจอกันด้วยความบังเอิญ วันนั้น รู้สึกดีมากๆๆ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะได้เจอ
คนคนนี้ อะไรๆมันดีไปหมด ได้นั่งคุย ได้มองตา ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ฟังเสียงหัวเราะ ได้รู้จักผู้หญิงน่ารัก
ดูดีมีสมอง ได้รู้จักสาวภูเก็ต เด็กอายุ 23 เธอชื่อ ปู ทั้งที่ไม่รู้ว่าต่อไปมันจะเกิดอะไรขึ้น ชอบตั้งแต่วันแรกที่เห็น
ประทับใจตั้งแต่วันแรกที่คุยด้วย แต่ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆอย่างมันที่ให้ต้องเจียม….
หลังจากนั้นมา ก็รู้สึกอยากจะเข้าใกล้………
วันนึง ปูโทรมาว่าจะให้ไปคุยกับใครสักคน ที่น่าจะไปคุยเรื่องพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่
ปล.
จากที่ไม่เคยฟังเพลง เสก โลโซมานาน ดันกลับมาชอบเพลง หมาเห่าเครื่องบิน
เปิดร้องในรถทุกวัน จนลูกชายรำคาญ (และทุกวันนี้เค้าร้องเพลงได้)

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 1………………….
ร้านอาหารชื่อธรรมชาติ น้องเค้าให้ไปคุยกับโกแตม หรือแตน อะไรซักอย่าง ทีแรกก็คิดว่ามันน่าจะเป็น
การคุยแบบส่วนตัว นั่งคุยเรื่องงานกัน แต่ที่ไหนได้ ดันไปเจองานเลี้ยง(เล็กๆ)อะไรซักอย่างของคนมีตังค์ในภูเก็ต
มีความรู้สึกว่าเราไปขอตังค์เค้าซะงั้น โกรธขึ้นมาจับจิต แต่ทำงัยได้ดัน กระโดดลงไปให้เค้าขย้ำเองนี่หว่า
รู้สึกรักภูเก็ตมากขึ้นเยอะเลย……….
วันนั้นก่อนกลับไปกินข้าวต้มอะไรซักอย่าง ก็ได้รู้ว่า โกแตนหรือแตม(จำไม่ได้)
เคยมาจีบ…….น้องเค้า
เริ่มรู้สึกถึง ระยะห่าง กับ ความแตกต่าง
ปล.
เริ่มร้องเพลง หมาเครื่องบินท่อนแรกได้แล้ว

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 2………………
พยายามที่จะหาคอนเน็คชั่นดีๆให้ เพราะคนว่าน้องเค้าเป็นคนขยันทำงาน อัธยาศัยดี(กับทุกคน)
ช่วงงานเปิดหาดป่าตอง ชวนไปเพื่ออยากจะให้รู้จัก ออแกร์ไนซ์จากแกรมมี่ คุณเบญ เผื่อจะได้ช่วย
งานอะไรกันบ้าง แต่พลาด …….
ประทับใจที่น้องเค้าอุตส่าห์เดินมาเป็นกิโล เพื่อมาเจอ ดีใจจัง และบังเอิญโชคดีได้เจอ จุน เป็นคนของ
เบียร์ช้างทำกิจกรรมอะไรซักอย่าง ได้เจอกันกับน้องเค้า ดีจัง
ขากลับเดินไกลมาก ด้วยเจตนาดีเลยพาไปหา โอ๋ เป็นสท.ที่ป่าตอง
แต่กลับเป็นว่า เจ้าโอ๋ ดันจีบซะ เหอๆๆ …
แต่ทำไงได้ ไม่ได้เป็นอะไรกับเค้านี่หว่า ทั้งที่รู้สึกว่าหวงๆๆ (เออนั่นสิ..ทำไม)
ปล.
วันนี้น้องเค้าสวยมาก ใส่ชุดทำงานแล้วสวย (ต่างกับน่ารัก)

อารมณ์กับเหตุผล……….
เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ 1 วัน 1 อาทิตย์ 2 วัน 2 อาทิตย์
จำได้ว่าแทบจะไม่เคยปฏิเสธเลยกับทุกครั้งที่น้องเค้าชวนไปไหนมาไหน
บางที งานการไม่ทำ ปล่อยลูกให้อยู่บ้าน เพียงเพื่ออยากอยู่ใกล้ๆ
ชีวิต สับสน ลืมตัวเองไปชั่วขณะ
นานมาแล้ว จนจำไม่ได้ว่า ไอ้อาการ หายใจเป็นเธอ นี่มันเป็นยังไง
แต่ตอนนี้อายุก็จะ 40 แล้ว ดันมาเป็นจนได้
ตั้งแต่ตื่นนอน เค้าทำอะไรอยู่ พอเที่ยง กินข้าวรึยัง
สาย บ่าย เย็น ดึก
จนถึงเวลานอน เค้าทำอะไรอยู่ คิดถึงไปหมด
ตลอดเวลาสั้นๆที่ผ่านไป ไม่เคยบอก ไม่เคยถาม ไม่เคย…..
เก็บไว้ในใจตลอด ………..
อาการความเป็นผู้นำเริ่มถดถอย
ทำตัวบ้าบอ บางวันอินเลิฟ บางวันเฮิร์ทรับประทาน
เมื่อก่อนไม่ค่อยชอบฟังเพลงมากมาย เดี๋ยวนี้มีเป็นเซ็ท
เซ็ท สมหวัง เซ็ท ทุกข์ใจ
จนลูกน้องจับทางได้ ว่าวันนี้ไปเจออะไรมา
มีวันนึง น้องเค้าบอกว่ามีเพื่อนมาจาก กทม.จะไปถ่ายอะไรกันซักอย่างที่ป่าตอง
วันนี้เค้าพูดแปลกๆๆมาก พูดให้คิดลึก…วันนี้สวยน่ะ เค้าว่างั้น ดีจัง..
คำพูดที่น้องเค้าพูดบ่อยที่สุด แต่ไม่เคยทำได้เลย “ เดี๋ยวโทรไปนะ”
(จำได้เคยถามเค้าที่นึง เค้าบอกว่า เดี๋ยวสักวัน ก็โทรไปเองแหละ) (รู้สึกดีฉิบหาไม่เจอ)
วันนั้นเล่นเอานอนไม่หลับ
ปล.
เพลงห่วยๆบางเพลง ที่เราไม่เคยสนใจ ในบางสถานการณ์มันทำให้รู้สึกว่า
นี่มันเพลงของเรานี่หว่า “อาจฟังไม่มีเหตุผล สักเท่าไหร่ ฉันไม่มีความหมายกับเธอ ทุกๆคราที่นั่งมองเหม่อมันคิดถึงเธอรู้มั๊ย
ก็อาจจะเป็นแค่หมาที่เห่าเครื่องบิน อยากให้เธอได้ยินข้อความข้างใน ที่เจอเธอวันนั้นมันหวั่นไหวจนสุดที่ใจจะทน”
ขอบคุณ เสก โลโซ

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 3………………
ครั้งนี้ เป็นเพราะเราเจตนาดีเกินไป หวังดีเกินไปมั๊ง เหตุเกิดที่พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่อีกแล้ว
วันนี้น้องเค้าโทรมาให้ไปที่นั่น เพื่อคุยกันอะไรซักอย่างพร้อมกันทีมงานเค้า
ได้เราก็ดันฟังไม่ดี ดันรับปากไป ได้เจอกับเจ้านายเค้า ชื่อ สง กับ โกแตมหรือแตน(วะ)
วันนี้หวังว่าจะเซ็ทโปรแกรมทัวร์ เลยลองๆให้คนที่พอจะช่วยกันได้มาฟังดูเผื่อจะได้ช่วย
กัน แต่ปรากฎว่า กลายเป็นเราจะขอเงินเค้าอีกละ โดนอัดเละเรื่อง วิสัยทัศน์ เรื่อง………
จนเซ็ง บ่นกับตัวเองว่า อะไรกะกูนักหนาวะ
ปล.
อย่าไปรักบ้านคนอื่น เหมือนบ้านตัวเอง (เพราะขนาดเจ้าของบ้านมันยังไม่รักเลย)

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 4………………
วันอาทิตย์อีกแล้ว
วันนี้ตื่นกันแต่เช้ากับลูกชาย เลือกชุดที่เหมาะที่สุด ทั้งพ่อและลูก
วันนี้เรามีนัดละ เราจะไปดูหนังเรื่อง อวตารกัน น้องเค้ารับปากว่าจะไปด้วย
เมื่อคืน รับปากแล้ว…………..
10 โมงเช้า กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
12.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
14.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์ บางครั้งก็ไม่มีสัญญาณ
16.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
18.00 กดเบอร์(ไม่เคยเมมไว้ จำได้)…………….. ไม่รับโทรศัพท์
19.00 ลูกชายเรื่องโกรธเป็นไฟ (พอๆกันกับพ่อ)
20.00 ได้ดูเรื่องอวตาร กันซะที สองคนพ่อลูก ที่เซนทรัล
หลังจากนั้นมาสองวัน
“ขอโทษมีธุระด่วนกับที่บ้านสำคัญมาก” เชื่อสนิทเช่นเคย
วันนี้ทำให้รู้ว่าการที่รอใครสักคนทั้งวัน(ตั้งใจรอมากๆๆ)แล้วเค้าไม่มาน่ะ มันรู้สึกแย่จริงๆทั้งคนรอ
และคนให้รอ…แย่จริงๆ
ปล.
หลังจากดูหนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ลูกชายเริ่มรักธรรมชาติขึ้นเยอะ เห็นใครตัดต้นไม้ จะบ่นให้ฟังตลอดๆ
ขอบคุณ เจมส์ คาเมรอล

ความรู้สึกที่ดีสุด ครั้งที่ 1……….
วันนี้อยากไปหาเพื่อน เคนนี่ ไม่ได้เจอกันนาน เลยชวนน้องเค้าไปด้วย
ไปคะ……… คำตอบที่โคตรเซอร์ไพส์
นัดเจอกันที่โลตัส ให้เค้าจอดรถไว้และไปด้วยกัน
ไปถึงบ้านเคนนี่ ทำไมวันนี้น้องเค้าดู กันเอง เป็นมิตร น่ารัก
มันทำให้รู้สึกเหมือนครอบครัวน่ะ (แอบคิด)
น้องบอกว่าหิวข้าว ลงมือทำกับข้าวเอง ไข่ดาวกับกุนเชียง
ปรากฏว่าลูกชายเราได้อานิสงฆ์
แอบมองเค้าพาลูกชายเรากินข้าว โอพระเจ้า มันช่างสุดยอด
ให้เป็นอะไรก็ยอมแล้ววินาทีนี้
หยิกตัวเองไปหนึ่งที ไม่ได้ฝันไป ดี ดี ดี ดี ดี ดีจัง
แต่…….
เคนนี่เตือนสติ เรื่องความจริงกับความฝัน เลือกเอาจะอยู่ในโลกใบไหน
คำตอบมีอยู่แล้ว ความฝัน ขอฝันอย่างนี้เรื่อยๆไป มันช่างดีสุดๆเลย
ขากลับร่ำลากันกับเพื่อนๆ
แต่เราดันอยากไปดูดาวที่เหมืองแร่ เลยพากันไปดูตอนกลางคืน
เกือบจะดีอยู่แล้ว ปรากฏว่า น้องเค้าเห็นอะไรที่เหนือธรรมชาติ (ผีว่างั้น)
เผ่นกันแทบไม่ทัน
ไปส่งขึ้นรถ ประทับใจจริงๆๆๆ
คำพูดเดิม “เดี๋ยวโทรหานะ”
แล้วก็ไม่โทรมา…………….. รอตามเคย แต่ก็ไม่เป็นไร รวมๆๆวันนี้ ดีมากเกินคาด
ปล.
แอบสุขใจสักครั้งในชีวิต ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่หว่า

ความรู้สึกที่ดีสุด ครั้งที่ 2……….
วันนี้ที่โรงเรียนลูกชายจะเลี้ยงปีใหม่ล่วงหน้า
เมื่อวานน้องเค้าอุตส่าห์พาไปเลือกซื้อของขวัญไว้จับฉลาก
ตกลงกันที่ ดินสอสี ร้อยกว่าบาท
จำได้ว่าลูกชายให้ไปตอน 11 โมงเช้า
ไปสายนิดหน่อย เพราะว่า………………
10.00 โทรศัพท์ไปหาน้องเค้า ชวนไปด้วยกัน
10.04 น้องตอบตกลง
10.05 ไม่เกิน 11 โมงจะไปรับน่ะ
11.30 ไปรับและไปถึงโรงเรียน
ลูกชายดันโทรมาบอกว่าให้เอาจานกับช้อนมาด้วย
เวรละซิ จะไปหาที่ไหนละ
ปลื้มจิต เป็นที่สุด น้องเค้าอุตส่าห์ไปขอยืมถ้วยกับช้อนที่ร้านอาหารมาให้
น่ารักสุดๆๆเลย
วินาทีที่ตื่นเต้นทีสุดคือ จะทำหน้ายังไงเวลาเดินเข้าไปในห้องเรียนลูก กับน้องเค้า
นั่นนะสิ ทำหน้ายังไงวะ เพราะไอ้เจ้าครูประจำชั้นลูกชาย ก็คอยลุ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่เราจะมีแฟนกับเค้าซะที
ทุกอย่างเป็นปกติ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ พูดคุย เสมือนผู้ปกครอง
ปลื้มจิตเป็นที่สุด เพราะ…………….
เพื่อนลูกชายถามกันว่า คนนี้แม่มีดี้เหรอ
ปลื้มจิตเป็นที่สุด เพราะ………………..
อยากจะตอบว่าใช่……………………
จากนั้นกินราดหน้ากัน ซื้อใส่ห่อไปฝากเพื่อนน้องเค้า
แยกย้ายกันไปทำงาน
ด้วยใจหวังลึกๆว่า พรุ่งนี้ก็คืนปีใหม่แล้วละ
จะได้อยู่กับเค้าเปล่าเนี่ย………………..
วันนี้ดีจัง……………………………………
ตั้งใจว่าจะรวบรวมความกล้า ทั้งหมดหลังจากที่ประเมิณสถานการณ์แล้ว คงจะพอมีหวังน่า
บอกเค้า และ ถามเค้า สักที ว่าเราคบกันยังไง
ปล.
เรื่องจริงที่ว่า ทุกครั้งที่มองตาแล้วพูด มันก็จะรู้สึกได้ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง

ความรู้สึกแย่ครั้งที่ 5………………
ก่อนปีใหม่ สองวัน
ไม่กี่วันก็สิ้นปีแล้ว เกือบจะปีใหม่แล้ว
วันนี้โทรศัพท์ดังตอนประมาณ หกโมงเย็น
ไปกินไรกันที่ อ่าวพันวา………….. ไม่ปฎิเสธทั้งที่งานไม่เสร็จซักอย่าง
โอพระเจ้า ข้าน้อยอยู่ป่าตอง ไปอ่าวพันวา เอาวะไปกัน
น้องๆเลิกทำงาน ยกขบวนไปอ่าวพันวากันหมด
แวะซื้อเหล้า และขนมนิดหน่อย ตามไปสมทบ
พอได้เจอหน้า วันนี้ไมดูเศร้าๆวะ
ไม่ค่อยยิ้มแปลกๆๆๆๆ ไอ้ลูกชายก็ดันงอนเพราะไม่ให้เล่นน้ำ
เลยขอร้องแกมบังคับให้น้องเค้าไปเจรจากับลูกชาย
หาไปนาน แต่เดินกลับมาสองคน ได้ผล ดีใจจัง
วันนี้ท่าทางจะดี
นั่งกินเหล้ากัน เล่นกีตาร์ร้องเพลง ปล่อยมุก ฮาขำกันกลิ้ง
หน้าตา และสีหน้าน้องเค้าดีขึ้นตามลำดับ จนเห็นได้ชัด
เริ่มรู้สึกแปลกๆๆ…………….
เมื่อน้องเค้าถามหาพี่ตู่ ที่ว่าจะตามมา บ่อยขึ้น จนเรางงๆๆ
ถึงกับบังคับให้โทรหา……………………………………………..
พักหลัง เราไม่ค่อยเป็นมิตรกับโทรศัพท์ จะทิ้งไว้ในรถเสมอ (ไม่อยากคุยกับใครนี่หว่า)
เดินไปโทรศัพท์กันสองคนน้องเค้าเดินตามมา พอคุยเสร็จเราก็ปิดเครื่อง
น้องเค้ามองหน้า แล้วถามด้วยคำพูดซีเรียสว่า” ปิดเครื่องทำไม พี่มีใครหรือเปล่า ปูไม่อยากเป็นอย่างนี้”
ไม่อยากเป็นอย่างนี้ มันคืออะไรวะ กูไปทำอะไรเค้าตอนไหนวะ ตั้งแต่รู้จักกันมาไม่เคยแตะเนื้อต้องตัว
นั่นนะสิมันคืออะไรวะ
พอพูดเสร็จก็เดินเข้ารถ แล้วบอกว่าจะเอาอะไรให้ดู ตูก็งง แล้วเค้าก็เอื้อมมือไปปิดไฟในรถ
กำลังจะพูดอะไรซักอย่าง แล้วก็ปิดไฟซะงั้น แล้วไอ้ลูกชายก็มายืนข้างกระจกรถ ตกใจหมด
เลยบอกให้ลูกชายไปก่อน
เอ้าว่ากันต่อไป……………..
แล้วน้องเค้าก็ให้ขับรถพาไปเข้าห้องน้ำ ก็ไป พอจอดรถ ก็ยกแขนให้ดู รอยช้ำเยอะมาก
เค้าบอกว่า โดนแฟนตี (เค้าให้คำจำกัดความว่าแฟนเก่าแล้วให้ข้อมูลว่าเลิกกันแล้ว) ……………
อึ้ง…………………………………………
อึ้ง………………………………………….
อึ้งแดก……………………………………
ยังมีต่ออีก “โดนเมื่อสองสามวันที่แล้ว”………………………..
อึ้ง…………………………………………….
อึ้ง………………………………………….
อึ้งแดกกว่าเมื่อกี้อีก……………………………………
เพราะไอ้สองสามวันที่แล้ว เป็นวันที่เค้าเบี้ยวหนังเรื่องอวตาร นี่หว่า………………
ต่อมคิดมากเริ่มทำงาน…………….โกหกเปล่าวะเนี่ย…………………………………..
ต่อมแมน คัดค้าน ……..ช่างมันเหอะ………………………………………………………
รวบรวมคำพูด ก่อนจะบอกน้องเค้าไปว่า “รู้สึกแย่มาก ทำไม ช่างมันเหอะ ไม่มีใครบังคับให้อยู่กับมัน”
แล้วก็เฮ้อ…………………………….. รู้สึกว่าตาเค้าแดงๆน่ะ
แล้วเราก็ให้ไปเข้าห้องน้ำ………..
ทำไมมันนานจัง ยืนเซ็งๆ เศร้าๆ ยังไงไม่รู้ เวลาแค่นี้มันนานจังวะ นานนนนนนนนๆๆๆๆๆ
พอเดินออกมาจากห้องน้ำแทนที่จะกลับ น้องเค้าก็ดันเดินเข้าไปที่มืดๆ ดูเต่าสต๊าบ(เขียนไงวะ)
ถามนู่นถามนี่ ไอ้เราก็รู้สึกว่าตรงนี้มันมืดนะเหอๆๆ ไม่ไว้ใจตัวเองวะ เลยรีบตอบส่งเดชไปแล้วรีบพาเดินออกมา
รีบขึ้นรถ…………..
ตอนนี้โคตรอยากถามเลยว่า ไอ้คำพูดที่ว่า “ปิดเครื่องทำไม พี่มีใครหรือเปล่า ปูไม่อยากเป็นอย่างนี้”
มันหมายความว่ายังไงกันเหรอ……………
ยังไม่ทันได้จอดรถ ยังไม่ได้ถาม เจ้าอินกับลูกชายก็เดินมาตาม พอดี
แล้วความเครียดก็เกิดขึ้นอีก ระหว่างน้องเค้ากับเจ้าอิน
เฮ้อ………อะไรกันนักหนาวะกู
เริ่มสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างน้องเค้ากับเจ้าอิน แต่ก็ ช่างมันเหอะ…………………..
ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่หว่า (เรากับน้องเค้าน่ะ)
วันนี้ก็จบลงแบบงงๆ ไปอีกวัน
เฮ้อ………………………..เปิดเพลง เซ็ท ทุกข์ใจ ฟังจนถึงบ้าน ทุกคนในรถ บ่นว่าเซ็งเป็ด
ปล.
โอกาสไม่ได้มีขายตามตลาดสด บางทีโอกาสที่ดีก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของอารมณ์ด้วย
เฮ้อ………………………………………………

Continue reading

ความจำสั้นแต่รักฉันยาว

คุณเคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่า ว่าอีก 20 – 30 ปีข้างหน้าจะมีใครคอยอยู่ คอยดูแลกัน

คอยเป็นห่วงเป็นใย ยามเจ็บป่วยไม่สบาย……

ลองอ่านเรื่องนี้ดูนะ…..แล้วคุณจะรู้ว่าควรบอกรักคนที่คุณรัก…อย่ารอให้สายเกินไป…..

มีตายายคู่หนึ่งอยู่กินกันมาหลายปี…คุณตาเป็นคนอารมณ์ดี ส่วนคุณยายขี้งอนนิดๆ แต่ก็ได้คุณตาคอยง้อคอยตามใจตลอด….

คุณตาคุณยายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ทุกเช้าคุณตาจะไปตลาดเพื่อซื้อข้าวของมาประกอบอาหาร ส่วนคุณยายก็มีหน้าที่ปรุงอาหารรสเลิศ ถ้ามีเวลาคุณยายก็จะทำขนมขาย

เช้าวันหนึ่งคุณตาคุณยายกำลังเตรียมตัวไปขายขนมกันที่ตลาดใกล้บ้าน วันนี้คุณตาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันครบรอบแต่งงานของทั้งคู่ คุณตาถามคุณยายว่า

” ยายจำได้ไหมว่าวันนี้วันอะไร” คุณยายตอบว่า “วันเสาร์ไงตา วันนี้เราต้องไปขายขนม”

คุณตาโกรธคุณยายมาก บอกว่ายายทำไมจำไม่ได้…..แล้วคุณตาก็ก้มหน้าก้มตาดืมกาแฟที่คุณยายเตรียมไว้ให้ แต่ทว่ารสชาดกาแฟมันเปลี่ยไปไม่เหมือนกาแฟที่ดื่มมากว่า 10 ปี

คุณตากลับมาด้วยความน้อยใจคุณยาย ขึ้นไปบนห้องนอน คุณตากลับพบกล่องหนึ่ง

ในกล่องเต็มไปด้วยแว่นตาของคุณยาย ที่คุณยายบอกว่าหาไม่เจอ
แล้วคุณตาได้พบกับเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท แล้วเขียนว่า ” เงินไว้ซื้อที่ใส่ตาให้คุณตา”….

คุณตามองไปที่ประตูห้อง มีเสียงเรียกหนึ่งบอกคุณตาว่า “ตาเอ้ยไปกินข้าวได้แล้ว”

คุณตายิ้มอย่างมีความสุข อย่างน้อยภาวะสมองเสื่อมของคุณยายก็ไม่ได้ทำให้ความรักที่คุณยายมีต่อคุณตาน้อยลงไปกว่าเดิมเลย….