จะใช้ทุกลมหายใจเพื่อคิดถึงเธอ..

พอดีได้ไปอ่านเรื่องราวดีๆเกี่ยวกับเพลงที่แพทนักร้องวงเคลียร์แต่งขึ้นมา
ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้น มันทำให้เรามีกำลังใจ
และอยากที่จะใส่ใจกับความรัก ไม่ว่าจะเป็นแฟน เพื่อน
และครอบครัว พ่อ-แม่ ซึ่งตอนนี้เรารู้สึกว่ายังดูแลไม่ดีพอ

อยากให้ทุกคนอ่าน จึงส่งเมลฉบับนี้มาครับ

TRUE STORY เพลงแด่เธอที่รัก …

บ่อยครั้งการได้รับรู้ เรื่องที่มีความสุข เราก็มีความสุขไปกับเรื่องนั้นด้วย
และการที่ได้รับรู้เรื่องเศร้า ถึงแม้ไม่ใช่เรื่องของเรา บางทีเราก็เศร้าไปกับเรื่องนั้น…

เรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้จะมองว่าเป็น”ความเศร้า”หรือ”ความสุข”ก็ได้ แล้วแต่มุมของใครจะมอง

มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของเราคนหนึ่ง… “แพท Klear”

จากการทำงานร่วมกันกับศิลปินในค่าย ทำให้เราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวและรับรู้เรื่องส่วนตัวของแพทโดยบังเอิญ

มันจะเป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้าหากเนื้อหาเพลงใหม่ของแพทเป็นเรื่องราวของความรักระหว่างหนุ่มสาว แต่จริงๆมันไม่ใช่ มันกลับกลายเป็นเรื่องความรักในครอบครัวที่พูดถึงการจากไปของ “พ่อ”ซึ่งเป็นสุดที่รักของทุกคน

และเราก็ได้รู้ว่านิยายที่เขียนโดยพระเจ้าในครั้งนี้มันช่างโหดร้าย และไม่ยุติธรรม

สำหรับครอบครัว”พูนชัย”ของแพท

…………………………………………………………………………………………………………….

ราวๆเมษายนปี 2546 พ่อ แม่และแพทกำลังเตรียมตัวด้วยความตื่นเต้น ที่จะได้ไปเที่ยวชมตึกรามบ้านช่องในแถบยุโรป ตามความตั้งใจของพ่อและความใฝ่ฝันของแพท ตั้งแต่วันที่ได้เข้าเรียนปี 1 คณะ‘ถาปัด จุฬาฯ

สถาปนิกพีรศักดิ์ พูนชัย ข้าราชการใหญ่ซี9 ซึ่งถือว่าเป็นทั้งรุ่นพี่คณะและเป็นทั้งคุณพ่อของน้องแพทได้เตรียมแผนการเดินทางนี้มาหลายปี โดยตั้งใจจะเริ่มที่อังกฤษและซื้อทัวร์เที่ยวทั่วยุโรป เปิดมุมมองให้แพทเป็นสถาปนิกรุ่นใหม่ได้เห็นโลกกว้าง

ทุกอย่างถูกเตรียมการอย่างดี ทั้งแผนที่ แผนผังที่ตั้งสถาปัตยกรรมต่างๆ โรงแรมที่พัก กระทั่งตั๋วรถไฟหรือของใช้จำเป็น ไม่ลืมแม้ร้านอาหารอร่อยๆที่คุณพ่อฝอยให้แพทฟังมาเป็นปี

ทุกอย่างดูดีมาก ทุกคนอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆ

แต่จู่ๆพ่อก็ยกเลิกตั๋วของตัวเองอย่างกระทันหันก่อนออกเดินทางประมาณ 1 อาทิตย์! พ่อให้เหตุผลว่า…จะไปอยู่วัดอยากไปนั่งสมาธิ!

แม้จะหงุดหงิด และงงๆกับการตัดสินใจของพ่อ แต่ทุกคนก็พยายามเข้าใจ เพราะพ่อเปลี่ยนไปหลายอย่างในระยะหลัง

แพทเล่าว่า “พ่อเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ เลิกกินเนื้อสัตว์ใหญ่ ใช้ชีวิตแบบชีวจิตอย่างเคร่งครัด กินเพียงแค่ผักและปลา ต่อมาพ่อก็เริ่มสนใจในเรื่องธรรมะอย่างกับคนละคน…

แต่แปลกใจอยู่เพียงเรื่องเดียว คือพ่อไม่ยอมให้เรายุติแผนการเดินทางพร้อมกับข้ออ้างว่าจะถูกริบเงินถ้ายกเลิกตั๋วทั้งหมด”

ในที่สุดคุณแม่และแพทก็ต้องจำใจเดินทางไปยุโรป เพียงเพื่อไม่ให้คุณพ่อเสียความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะว่าเสียดายเงิน…

……………………………………………………………………………………………………….

คุณคงนึกอารมณ์ของทั้งคู่ตอนที่อยู่ยุโรปออก คือนอกจากจะไม่สนุกแล้วยังอยากกลับบ้านเร็วๆ ก็เพราะโดนเจ้าของไอเดียหักหลัง ต้องมาเที่ยวลำพัง2แม่ลูก

ขณะที่อยู่ที่โรม ยังไม่ทันจะทัวร์ให้ครบทริป ทางบ้านก็โทรมาแจ้งข่าวว่าคุณพ่อป่วยและนอนอยู่โรงพยาบาล ฟังแค่นั้นคุณแม่กับแพทก็ตัดสินใจกลับบ้านทันที

แต่ก็ไม่ง่าย เพราะเครื่องบินที่บินตรงถึงกรุงเทพฯ เที่ยวเร็วที่สุดต้องไปTransit ที่ลอนดอน

ระหว่างรอเปลี่ยนเครื่องที่ลอนดอน แพทได้โทรฯคุยกับคุณพ่อ ถามไถ่ถึงอาการด้วยความเป็นห่วง แต่พ่อก็ยังบอกว่า “ไม่เป็นไร” ประโยคสุดท้ายก่อนวางหู พ่อบอกว่า “พรุ่งนี้เจอกัน”

…………………………………………………………………………………………………………….

ที่ดอนเมือง คุณป้ามารอรับอยู่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก แต่ไม่หนักเท่าคุณแม่กับแพทที่ดูจะร้อนรนกว่า ก่อนลงจากรถ คุณป้าเตือนให้แพทหยิบชุดของคุณพ่อที่ท้ายรถด้วย

พอเปิดท้ายรถ แพทก็หน้าถอดสี รู้ได้ทันทีว่านี่หมายความว่าอะไร ชุดข้าราชการเต็มยศสำหรับพิธีใหญ่ พ่อจะใส่ทำไมก็พ่อป่วยไม่ใช่เหรอ?

………………………………………………………………………………………………………………

ไม่ทันได้บอกรัก ไม่ทันได้เอ่ยคำร่ำลา “พ่อ จากเราไปแล้ว”

…………………………………………………………………………………………………………….

หลังพิธีพระราชเพลิงศพ แพทกับแม่ช่วยกันเก็บข้าวของเครื่องใช้ของคุณพ่อ และได้พบกับไดอารี่เล่มหนึ่งซึ่งคุณพ่อได้บันทึกทุกอย่างไว้ในนั้น พร้อมขวดยาอีกมากมายที่ถูกซ่อนเอาไว้ตามตู้และลิ้นชักโต๊ะทำงาน

ข้อความที่ปรากฏในบันทึก แต่ละบรรทัดแต่ละประโยค เปิดเผยเรื่องราวมากมายที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้มาก่อน…

หลายสิ่งหลายอย่างที่พ่ออดทน และเสียสละเพื่อความสุขของครอบครัว

ความทรมานกับโรคร้ายที่คุณพ่อต้องต่อสู้โดยลำพังตลอด5ปี มีเพียงคุณอาที่เป็นหมอเท่านั้นที่รู้ความจริงและอยู่เคียงข้าง

คุณพ่อปิดบังทุกสิ่งเพราะไม่ต้องการให้ทุกคนต้องทุกข์ใจ กับการจะต้องจากไปในครั้งนี้

และสิ่งเดียวที่พ่อทำมาตลอดแม้ช่วงสุดท้ายของชีวิตก็คือ ทำให้ทุกๆวันของแพทและแม่มีความสุข

ทุกวันนี้แพทกับแม่จะใช้ชีวิตเพื่อมีกันและกัน และจะคิดถึงพ่อตลอดไป……

“เพราะพ่อคงเฝ้ามองเราและอยากเห็นเรามีความสุขทุกๆวัน…

คุณเคยปวดหัวไหม

‘โจ’ มีโรคประจำตัวคือ…
ปวดหัวเป็นประจำ
แต่ว่าไม่เคยไปหาหมอเลย
เนื่องจากเขาคิดว่า
เป็นเพียงแค่การปวดหัว
จากการเรียนหนังสืออย่างหนักเท่านั้น
ปล่อยไว้ เดี๋ยวก็หาย

10 ปีผ่านไป……………
อาการปวดหัวก็ไม่เคยหายไป
แม้ว่าบัดนี้เขาได้ก้าวเข้าสู่
วัยกลางคนแล้วก็ตาม
เขาก็ไม่คิดจะไปหาหมอ
เนื่องจาก ‘โจ’ คิดว่า
เป็นเพียงเพราะ
เครียดจากการทำงาน

อีก 10 ปีต่อมา.. อาการปวดหัวก็ไม่เคยหาย
มีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
เขาจึงตัดสินใจว่าจะต้องไปหาหมอเสียที
และ หลังจากที่หมอทำการตรวจเรียบร้อย
หมอจึงได้พูดขึ้นว่า…

‘ ผมมีข่าวดี และ ข่าวร้ายครับ ‘
ข่าวดีก็คือ ผมสามารถรักษาอาการของคุณ ได้อย่างหายขาด

‘ และข่าวร้ายหล่ะครับหมอ’ โจ…ถามขึ้นอย่างร้อนรน

‘ ข่าวร้ายก็คือว่า ผมต้องทำการตัดไข่คุณทิ้งครับ ‘ หมอตอบ

โจ…เหมือนตกอยู่ในภวังค์

‘ คืองี้ครับ…’ หมอรีบอธิบายก่อน
‘ อาการของคุณ ถือว่าเป็นเคสที่หาได้ยากมากๆ
เรียกว่า 1 ใน 100 ล้าน ก็ว่าได้
ไข่ทั้ง 2 ข้างของคุณนั้น
ไปดันลำไส้ให้ไปกดทับเส้นปลายประสาทล่างสุด
ของกระดูกสันหลัง
การกดทับนี้เองทำให้คุณต้องทรมานกับการปวดหัวอย่างรุนแรง
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…’
‘ ทางเดียวที่หมอจะรักษาได้ ก็คือ ‘การตัดไข่ครับ’ หมอสรุปสั้นๆ

แต่นั่น…ได้ทำร้ายจิตใจของโจยิ่งนัก
หมอได้ให้โอกาสเขาตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกหดหู่ยิ่งนัก
เขาสู้อุตส่าห์มานะเรียน เพื่อให้ได้ทำงานดีๆ ไม่เคยไปเที่ยวเหลวไหล
เธค – ผับ …ไม่รู้จัก สาวๆ ไม่เคยสน
และเมื่อได้งานแล้ว เขาก็ได้ทุ่มเทอย่างหนัก
เพื่อให้
ก้าวหน้า และมีเงินเยอะๆ

จนมาวันนี้… เขาได้ทุกอย่างที่ต้องการ
และเขาคิดว่าถ้าได้สิ่งเหล่านี้แล้ว
ผู้หญิงมากมายก็จะเข้ามาหาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทุกสิ่งที่วาดฝัน…ก็พังทลายจากอาการปวดหัวของโจเอง

เขาได้นอนคิดอยู่หลายคืน
ถึงแม้จะเศร้าเพียงใด แต่เขาก็ไม่อยากทรมารเหมือนดั่งตกนรกอีกต่อไป
เขาไม่กล้าปรึกษาใคร เนื่องจากคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย
ดังนั้น..วันรุ่งขึ้นเขาจึง
ไปโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดทันที

หลังจากออกจาก ร.พ ด้วยอาการสมองปลอดโปร่งครั้งแรกในรอบ 20 ปี
แต่เขาก็รู้สึกเหมือน…ขาดบางอย่างที่สำคัญไปในชีวิต
เหมือนกลายเป็นอีกคนหนึ่ง
แต่เขาก็เข้มแข็งพอ และตัดสินใจที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่
เขาจึงเดินเข้าร้านตัดสูทที่แพงที่สุดในนิวยอร์ค
เพื่อเป็นการปลอบใจ และเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ
โจ…ได้กล่าวกับชายแก่เจ้าของร้าน หลังจากที่เดินเข้ามาต้อนรับ…

‘ เอ่อ ผมจะตัดสูทครับ !!’ โจกล่าว..

‘ ได้ครับ อืมม ขนาด 44 ‘ เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด

โจหัวเราะ ‘ ถูกแล้ว.. รู้ได้งัยเนี่ย ? ‘

‘ เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ’ โจลองสูท ซึ่งใส่ได้ สวย และขนาดพอดี

‘ ไม่สนใจ…จะลองเสื้อเชิ๊ทมั้งเหรอครับ’ เจ้าของร้านถาม

‘ ก็ดีครับ’ โจตอบ

‘ อืมม แขน 34 คอ 16 นิ้วครึ่ง’ เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด

โจ เริ่มชักสงสัย ‘ ถูกแล้ว… รู้ได้งัยเนี่ย ‘

‘ เปิดร้านมา 60 ปี น่ะครับ’ เจ้าของร้านตอบ

โจลองเสื้อ ซึ่งใส่ได้สวยและขนาดพอดี

‘ รองเท้า…สักคู่ดีไหมครับ ?’ เจ้าของร้านถาม

‘ ก็ดีครับ’ โจตอบ

‘ อืมม 9 นิ้วครึ่ง’ เจ้าของร้านดูโดยไม่ต้องวัด

เช่นนั้น โจรู้สึกแปลกใจมาก ‘ ถูกแล้ว.. รู้ได้งัยเนี่ย ? ‘
‘ เปิดร้านมา60 ปี น่ะครับ’ เจ้าของร้านตอบทันควัน

โจใส่รองเท้า ซึ่งใส่ได้สวย และขนาดพอดี
ขณะที่เขาลองเดินไปทั่วร้าน
เจ้าของร้านจึงถามว่า…..

‘ ลองกางเกงในตัวใหม่…สักหน่อยมั้ยครับ’ เจ้าของร้านถามต่อ

โจ ชะงัก และหยุดคิดสักครู่ ‘ก็ดีครับ’

‘ อืมม ขนาด 36 พอดี’

คราวนี้โจหัวเราะก้าก ‘ฮ่า เสร็จผมหล่ะ คราวนี้
‘ คุณผิดครับ !! ผมใส่เบอร์ 34 ตั้งแต่อายุ 18 แล้ว..’

ชายแก่ส่ายหน้า พร้อมกับพูดขึ้นว่า…

‘ โอ้ย !! อย่างคุณ 34 ไม่ได้หรอก.. ทรมานตาย…’
‘ เพราะมันจะไปรั้งไข่คุณ ไปกดลำไส้
และทำให้ไปกดทับเส้นประสาทล่างสุดของกระดูกสันหลังอีกที
คุณไม่เคยปวดหัวมั่งเลยเหรอ ..? ‘

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. บางปัญหาวิธีแก้ง่ายๆก็มี
2. อย่าตัดสินใจอะไร โดยไม่เคยหาข้อมูล

ต้องสู้

การเรียนของแกล้ดในตอนเด็ก แม่ให้เรียนที่บ้าน โดยมีครูมาสอน เมื่อพี่ๆไปโรงเรียน จะมีรถโรงเรียนมารับ-ส่ง พี่เลี้ยงจะอุ้มแกล้ดไปโบกมือ บ้าย บาย พี่ที่หน้าบ้าน ทุกวันอยู่มาวันหนึ่ง แม่ครัวที่คอยดูแลเด็กๆในรถโรงเรียน ใจอ่อน อุ้มแกล้ดไปโรงเรียนด้วย แกล้ดจึงได้เรียนอนุบาล ก.ไก่, ข.ไข่ ตั้งแต่นั้นมาโดยมีแม่ครัวคอยดูแล

โรงเรียน มีถึงชั้นประถม 4 เป็นโรงเรียนเล็กๆ พอแกล้ดจะขึ้นประถม 4 คุณครูบอกว่า โรงเรียนจะยุบเหลือ แค่ชั้นอนุบาล แต่ยังหรอก “จะรอให้แกล้ดเรียนจบก่อน”

ที่นี่มีบุญคุณกับแกล้ดมาก ถึงปัจจุบันนี้ แกล้ดไปเยี่ยม ”คุณครูใหญ่” และ“แม่ครัว” ทุกๆ ปี…แต่คุณครูใหญ่ ท่านเสียแล้ว…

พอจบชั้นประถม 4 แม่หาที่เรียนให้ใหม่เป็นโรงเรียนเอกชนเพิ่งเปิดใหม่ ใหญ่โต หรูหรา แต่ไม่ใจดี แกล้ดเรียนได้ 5 วัน ก็ต้องระเห็จออกมา…โรงเรียนแถวบ้านยอมให้แกล้ดเข้าเรียน บังเอิญห้องที่เราเรียน อยู่ริมสุด ใกล้ห้องพักครู คุณครูใหญ่ใจดี ทำห้องน้ำติดกับห้องพักครู แต่แม่ ขอออกค่าใช้จ่ายให้และคอยรับ-ส่ง ตอนกลางวัน มีพี่เลี้ยงถีบจักรยาน มาพาเข้าห้องน้ำ

เรื่องการเรียน ไม่ต้องห่วง แกล้ดสอบได้ไม่เกินที่ 5 เคยได้ที่ 2 ครั้งหนึ่ง แต่ก็เคยได้ที่ 11เพราะ…ครูประจำชั้นประกาศหน้าห้องว่า จะให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งและแกล้ด ซี่งมีผลการเรียนดี เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปสอบ “อะไรสักอย่าง” แต่…“แกล้ดไปไม่ได้นะ” เพราะต้องวัดน้ำหนักและส่วนสูง ให้คนอื่นไปแทน…แกล้ดเสียใจมากๆๆๆ เพราะความพิการของเราแท้ๆ ทำให้ท้อแท้ สิ้นหวัง จนสอบได้ที่ 11คุณครูต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับแกล้ด…

พอจบชั้นประถม 6 แม่พาแกล้ดออกตระเวนหาที่เรียนใหม่ ไม่มีใครยอมรับเลยสักแห่ง…เสียใจแต่ไม่สิ้นหวัง เราเลี้ยวรถไปโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจารย์เคยเห็นแกล้ดที่โรงเรียนเก่าและชื่นชมว่าเรียนเก่ง ท่านบอกว่า “ลองมาสอบดูก่อน” พอแกล้ดสอบได้ ก็เลยได้เข้าเรียน

มีปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย แกล้ดจะเรียนวิชาพละได้อย่างไร โรงเรียนเก่า เขายอมให้ ”ผ่านได้” ตกลงว่าโรงเรียนใหม่ ให้แกล้ดทำ “รายงาน” ส่งแทน แม่จ้างรถไปรับ-ส่งและมีพี่เลี้ยงตามไปด้วย

แกล้ดได้อยู่ชั้น ม.1/1วันแรกที่เข้าเรียน เจอดีเลยนะ อาจารย์ประจำชั้นถามว่า ในห้องมีนักเรียนกี่คน เมื่อได้รับคำตอบแล้ว อาจารย์ชี้มาที่แกล้ด และถามว่า “นับคนนี้ด้วยหรือเปล่า” ได้รับการส่ายหัวบ้าง พยักหน้าบ้าง เป็นคำตอบ อาจารย์จึงพูดต่อว่า แกล้ดก็มีร่างกายเหมือนๆ กับพวกเขาทุกอย่าง มีแขนขาครบ เพียงแต่ไม่มีแรง ทำไมถึงไม่นับแกล้ดเข้ารวมด้วย ทุกคนเงียบกริบ หลังจากนั้น เพื่อนๆ ก็เข้ามาคุยกับเรา

แกล้ดต้องเจอกับผู้คนหลายแบบ มีทั้งชอบหน้าเรา และไม่ชอบหน้าเรา ทำให้แกล้ดต้องตั้งใจเรียนมากขึ้น เพื่อ พิสูจน์ตัวเองว่า “เราก็ทำได้นะ”

พี่เลี้ยงเริ่มมีปัญหา จนรู้สึกเครียดทำให้ไม่สบาย เป็นโรคปอดบวม เข้าโรงพยาบาล เจาะคอ เพราะไอไม่ออก ไม่มีแรง พ่อแม่นึกว่าจะไม่รอดแล้ว เพื่อนไปเยี่ยมด้วย แกล้ดไม่ได้ไปสอบปลายภาค

พอขึ้น ม.2 เปิดเทอมใหม่ ไปเรียนด้วยความแจ่มใส ได้ยินเสียงพูดว่า “เด็กคนนี้ยังมาเรียนอีกเหรอ” …เฮ้อ เศร้าจัง…

พอเริ่มเข้ากับเพื่อนๆ ได้ก็เริ่มเรียนได้อย่างสบายๆ เพื่อนผู้ชายช่วยยกรถเข็นขึ้น ลงบันได แกล้ดต้องเหนื่อยหน่อย เพราะต้องไปสอบแก้ “ร” ของปีก่อนที่ขาดสอบ

ปีนี้แกล้ดต้องเรียนวิชาดนตรี อาจารย์ให้รำ เพื่อนๆ ได้แต่มองว่าจะทำยังไง แกล้ดทำไม่ได้ ได้แต่นั่งน้ำตาไหลอยู่ตรงนั้น พอถึงวิชาพละ ต้องไปดูเพื่อนๆ เล่น เพื่อนจะฝากเสื้อ กระเป๋า พาดไว้ตามรถเข็นเต็มไปหมด แต่ก็เต็มใจรับ บางครั้งอาจารย์พละใจดีที่ไม่ได้สอน มาท้าดวลหมากรุก แพ้บ้าง ชนะบ้าง เพราะอาจารย์แกล้งแพ้…วิชาทำอาหาร เพื่อนช่วยจับมือแกล้ด หั่นแตงกวา ไปส่งอาจารย์

ถึงเวลาสอบ แกล้ดส่งสัญญาณมือบอกข้อสอบเพื่อน บางครั้งเขียนบนยางลบ แล้วแกล้งทำตกให้เพื่อนเก็บ เขียนในกระดาษบ้าง หนักเข้าๆ อาจารย์ก็เรียกชื่อแกล้ดเพื่อตักเตือน แกล้ดก็ได้แต่ยิ้มๆ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพื่อนยกรถเข็น พาลงบันไดมา ได้ยินนักเรียนกลุ่มหนึ่งเห็นแกล้ด แล้วพูดขึ้นว่า “ไม่รู้จะมาเรียนทำไม …” เพื่อนเจ็บแทน บอกว่า “ไปหนัก-วมันหรือไง” พวกนั้นคงไม่ได้ยิน ช่างเขาเถอะเพื่อน แกล้ดโดนมาเยอะแล้ว

กว่าจะเรียนจบ ม.3…แทบแย่ เราจัดเลี้ยงส่งกันที่บ้านแกล้ดอย่างสนุกสนานและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

แกล้ดสมัครสอบเทียบ ม.6 และเรียนวาดรูป แบบขาดๆ เกินๆ ไปด้วย ใช้เวลา 2 ปีก็จบ ม.6 เพื่อนๆ ยังมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ เพื่อนผู้ชายใส่ชุด ร.ด. ยกพวกมาหาแกล้ดที่บ้านเกือบ 20 คน ข้างบ้านตกใจ อะไรกันหว่า…

ไปสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ อ่านหนังสือเองที่บ้าน เวลาไปสอบ มหาวิทยาลัยใจดี จัดที่สอบให้ที่อาคารชั้นเดียวรวมกับพวกที่สอบซ้ำซ้อน แกล้ดเข้าไปรอในห้อง เจ้าหน้าที่คุมสอบแจกข้อสอบให้ก่อน เพื่อเขียนหัวกระดาษ พวกสอบซ้ำซ้อนโวยวาย ไม่พอใจ เจ้าหน้าที่ถามว่า “คุณจะเป็นแบบเขาบ้างไหมหล่ะ” เขาก็เงียบ ไม่พูดอะไร แต่แกล้ดแอบอมยิ้มเล็กๆ

ปีแรกสอบผ่านหมด ได้ G- GOOD บ้าง P- PASS บ้าง เริ่มได้ใจว่าเราจะเก่งอะไรกันปานนี้ พอปีต่อมา สอบตกเกือบหมด เพราะเป็นข้อเขียน ร้องไห้ขี้มูกโป่ง เพราะไม่เคยสอบตกมาก่อน สอบแล้ว สอบอีกก็ยังตก พอตั้งสติ จับจุด วิเคราะห์ เจาะลึกได้ ก็ไม่มีปัญหา

แกล้ด ทุ่มเทอ่านหนังสือแทบทั้งวัน เวลาไปสอบจะเครียดมาก เพราะกลัวเรียนไม่จบ แกล้ดตั้งใจอ่านหนังสือลูกเดียว…ในที่สุด “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น” ผลสอบวิชาสุดท้ายผ่านเรียบร้อย

แกล้ดเรียนจบปริญญาตรีแล้ว!

วันรับปริญญา แกล้ดได้รับเป็นคนสุดท้ายของคณะ อาจารย์เข็นแกล้ดไปรับจาก”พระหัตถ์” ของสมเด็จพระเทพฯ ได้รับเสียงปรบมือกึกก้อง แกล้ดทำสำเร็จแล้ว อาจารย์บอกว่าคนที่จะได้รับการปรบมือมีเฉพาะที่ได้รับเกียรตินิยมเท่านั้น

บัณฑิตร่วมรุ่นหลากหลายคณะ มาขอถ่ายรูปกับแกล้ด คิวยาว ยิ้มจนเมื่อยเลย…

แกล้ดเอง

ความรักของสองเรา…

“ฉันไม่รู้ว่าที่เราคบกันตอนนี้เรียกว่าอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้ คือ ฉันมีความสุขได้อยู่ใกล้เธอ”

จากความสัมพันธ์แบบหน้าที่ กลายมาเป็นคนรู้จัก และรักใคร่กลมเกลียวกันได้ มันใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว ฉันเชื่อว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ดึงดูดเราเข้าหากัน
จากสิ่งที่ฉันฝันกลับกลายมาเป็นความจริงที่ฉันสัมผัสอยู่ตรงหน้าฉัน คือ…เธอ

ถึงรู้ทั้งรู้ว่า ความรู้สึกที่เรามีต่อกัน จะไม่มีวันพัฒนากลายมาเป็นความรักหนุ่มสาวได้
แต่เราก็รักกัน แบบที่ว่าขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว
ความรัก มันก็คือความรัก มันมีความหมายในตัวของมัน ไม่ต้องค้นหาหรือโฟกัสความหมายอะไร
แต่เมื่อเราได้สัมผัสเองเราจะรู้ดีว่า มันคือ ความรัก

….วินาทีแรกที่เราได้สบตากัน ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเผยสิ่งที่ซ่อนเร้นในใจที่เกิดขึ้นได้ ฉันเผลอมองหน้าเธอครู่หนึ่ง ประหนึ่งว่า เราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนแววตาของเธอช่างคุ้นเสียเหลือเกิน น้ำเสียงที่กล่าวทักทายฉันเริ่มขึ้นก่อน แก้เขินฉันได้ทำให้ฉันได้สติขึ้นมา แต่นั่นยิ่งกลับทำให้เกิดคำถามประดังเข้ามามากมายในความคิดของฉัน ว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนเป็นแน่
แต่ความคิดจำเป็นต้องจำกัดด้วยเวลา เพราะเธอต้องทำหน้าที่ของเธอต่อไป ฉันได้แต่นั่งนิ่งและรอตอบคำถามของเธอเท่านั้น เวลาที่เราได้เจอกัน เพียงสัปดาห์ละไม่กี่นาที…

…หนึ่งปีผ่านไป ฉันได้รู้ว่าเธอนั้นชื่ออะไร หลังจากที่ฉันพยายามหาทุกวิถีทางที่จะรู้จักเธอมากกว่านี้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันมีความกล้ามากขึ้นเลยแม้แต่น้อย…
…สองปีผ่านไป ปฎิหาริย์เริ่มเกิดขึ้นกับชีวิตฉัน มันเหมือนดั่งความฝัน และสิ่งที่ฉันหลับตาอธิษฐานอยู่ทุกวัน
…สามปีผ่านไป เธอยังคงเป็นคนที่ทำให้ฉันตกหลุมรักเธออยู่ทุกวัน และเราเป็นกำลังใจให้กันและกันเสมอ ระยะทาง ความห่างไกล ไม่ได้เป็นอุปสรรคของความรักบริสุทธิ์ใจที่เรามีให้กันได้เลย และเธอให้สัญญากันไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขอให้เรานั้นเชื่อใจกันและกัน และเราจะไม่มีวันทิ้งกันไปไหน จะรัก จะห่วงใยและดูแลจิตใจกันตลอดไป…

นิทานเรื่อง กบ ฟุ้งซ่าน

กบ ฟุ้งซ่านตัวหนึ่งนั่งอยู่ข้างกำแพงวัด ทุกเช้ามันเฝ้า
ดูพระออกเดินบิณฑบาตตั้งแต่เช้ามืด พอพระกลับมา
ถึงวัดเพื่อฉันเช้า…

กบมันนึกในใจ อยากเกิดเป็นพระ เป็น พระสบายดี มีคนถวายอาหารให้กินทุกวัน ..
เมื่อพระฉันเสร็จ ก็นำอาหารที่เหลือมากมายนั้นไปให้เด็กวัดกินต่อ แล้วเด็กวัดก็กิน
กันอย่างเอร็ดอร่อย……..

ตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นเด็กวัด แล้ว เพราะสบายกว่าพระ
มันเห็นเด็กวัดหลายคนตื่นสายได้และไม่ต้องออกตามพระไปบิณฑบาตก็ได้ สบายกว่าเยอะเลย…
เมื่อเด็กวัดกินเสร็จ ก็โกยเศษอาหารที่เหลือทั้งหมดให้หมาวัดไปกินแล้วเด็กวัดทุกคนก็ไปช่วยกัน
ล้างจาน…

ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ อยากเกิดเป็นหมาวัด แล้ว
เพราะไม่ต้องล้างจาน เหมือนเด็กวัด สบายกว่า……..
พอหมาวัดกินอาหารเสร็จก็แยกย้ายไปทำหน้าที่เฝ้า
บริเวณวัด คอยเห่าคนแปลกหน้า…

ฝูงแมลงวันก็บินมาตอมและกินเศษอาหารต่อจากหมาวัด
ถึงตอนนี้ กบเปลี่ยนใจ(อีกแล้ว) อยากเกิดเป็นแมลงวัน
เพราะสบายที่สุดไม่ต้องทำอะไรเลย หนำซ้ำยัง
มีกองอาหารให้กินไม่มีหมดด้วย…

ขณะที่เจ้ากบฟุ้งซ่านกำลังคิดเพลินๆอยู่นั้น พอดีหัน
มาเห็นแมลงวันบินมาใกล้ๆ จึงใช้ลิ้นตวัดเอาแมลงวัน
เข้าปากตัวเองกินโดยสัญชาตญาณ ..

ถึงตอนนี้ กบฟุ้งซ่าน จึงบรรลุธรรมฉับพลัน (Sudden knowledge)

คิดได้ว่า เอ้ อ เป็นตัวของเราเองนี่แหละ ดีที่สุดเลย (The best to be yourself)

จงเชื่อมั่นในตัวเอง (Be yourself)

thank you fwd mail ka