ครั้งหนึ่ง ตอนที่ หนึ่ง

ผมได้มีโอกาสครั้งหนึ่ง
ในช่วงปิดเทอมใหญ่
ผมได้ไปเรียนต่อที่ แคนนาดา
เมืองแวนคูเวอร์ เป็นเวลา 3 เดือนกับเอเย่น EF Education First

บอกตรงๆ ครับ

ก่อนจะเลือก เมืองแวนคูเวอร์
ผมได้เลือกประเทศเยอรมัน เมืองมิวนิค
เพราะอยากได้ภาษาใหม่ เเละ … ( ความลับๆ คับ รอเล่มต่อไป เนอะ )

แต่แล้วโชคชะตาเป็นใจ
ให้ผม ที่เป็นคนหน้าตาน่าสงสาร
ไม่ผ่านสถานทูตเยอรมัน
เนื่องจากผมพูดภาษาเยอรมันไม่เป็นเลยซักนิด
แถมไปแค่สามเดือนมันน้อยเกินไป

พวกเขาคิดว่า
ผมจะไปเป็นอาชญากรอันโหดร้าย ( สงสัยหน้าตาเราน่ากลัว !! )
ผมเลยตัดสินใจ ถามพี่เก่ง
พี่เก่งเป็นเจ้าหน้าที่
ที่คอยดูเเลเอกสารให้ผม

 

” เมืองอะไร ที่สวยที่สุด ” ผมถาม ” พี่เก่ง ”

” เมืองนี้เลย แวนคูเวอร์ ” พี่เก่งตอบ

 

ผมก็เลือกเมืองแวนคูเวอร์นี้เลย

 

ง่ายๆ ครับ ง่ายๆ

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปเรียน
พี่ผมสองคนใจดีอย่างมาก ชื่อพี่หนิง และ พี่ตั้ง
พี่ตั้งเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการเดินทางอย่างโชกโชน
เขาสอนว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นเครื่อง

ตอนนั้น ตื่นเต้นสุดๆ
เพราะต้องจำทุกอย่าง
กลัวจะลืม ถ้าผมลืมมีหวัง….
พี่ผมสองคนสอนผมอยู่ในร้านอาหารที่สนามบินสุวรรณภมิ
การกินอาหารของ ประเทศไทยครั้งสุดท้าย
ก่อนออกเดินทางนั้น มันน่าจดจำยิ่งนัก

 

” ข้าวไข่เจียวกับน้ำพริกปลาทู ”

 

อร่อยครับ อร่อย !!

 

กินไป นั่งฟังพี่เล่าเรื่องต่างๆไป
เเละสอนวิธีการเตรียมตัวทุกอย่าง
เวลาอยู่บนเครื่องว่าต้องทำอะไรบ้าง

ผมเป็นคนไม่ค่อยเก่งอังกฤษเท่าไหร่
พอถูๆ ไถ่ๆ อย่าถูไถเยอะ นะคับ ” เดี๋ยวแสบ ”

แต่ถ้าให้ผมไปพูดแถๆ คงจะสบายใจกว่า
ผมว่า การพูดแถเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะ
ที่คุณต้องคิดและสร้างสรรค์ออกมา

ว่าจะพูดออกมาป็นอย่างไร…..( นี่ก็เป็นการแถนะ )

 

การเดินทางของผมจะเริ่มจาก
การนั่งเครื่องบินจากสุวรรณาภูมิ
ไปลงที่สนามบินอินชอน
และตบท้ายด้วยการบินตรงไปเมืองแวนคูเวอร์
โดยขึ้นเครื่องของสายการบิน Korean Air

สายการบินนี้

ขอบอก ครับ ขอบอก แจ่มจริงๆ

 

ทำให้ผมนั่งตาโตตลอดทางเลยครับ
ไม่ใช่เพราะแอร์โฮสเตสนะ

“ กาแฟ ” ครับ ” กาแฟ ” ชั่งนุ่มจริงๆ

( อันที่จริงเป็นไปอยางที่คุณคิดนันเเหละ )

แอร์ฮอสเทสทุกคน หน้าตาดีทุกคน

หลังจากผมโบกลาพี่ๆ ของผมเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่อง
ความรู้สึกของผมตอนนั้นมันชั่งนิ่งเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อ !!

หลังจากนั้นผมได้พบเพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่
เราเจอกันบนเครื่องบิน
ตอนนั้นนั่งจาก สุวรรณภมิไปอิชอน
เพื่อนคนนี้ชื่อ Ken Casler ชาว America
อยู่เมือง Seattle เป็นคนใจดีมากๆ

เขามาประเทศไทยเพื่อมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
เป็นคนที่ยิ้มตลอดๆ

ไม่บ้าครับ ไม่บ้า…..

” รอยยิ้ม ” เป็นหน้าต่างของ ” หัวใจ ” ครับ

 

ตอนเราเจอกันบนเครื่องบิน
” เค็น ” คอยพูดคุย กับ ชาวต่างชาติเเทนผมเกือบทุกอย่าง

เค็นยังบอกก่อนจะถึงสนามบินอินชอนว่า
เราสามารถออกไปพักผ่อนในโรงแรมของเพื่อนเค็นได้
ซึ่งอยู่ในตัวเมืองเกาหลี

 

….ทุกอย่างฟรีครับ…..

 

แต่เหตการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เมื่อ “เค็น” ไม่สามารถออกไปพักข้างนอกได้
เนื่องจากตั๋วของเค็นใช้เวลาพักเครื่องประมาณ 8 ชัวโมง
ซึ่งไม่ได้รับอนุญาติให้ออกไปข้างนอกตัวสนามบินได้
เพราะการที่จะออกไปพักในตัวเมืองได้
จะต้องพักเครื่องมากกว่าหรือเท่ากับ 9 ชั่วโมง

ส่วนของผมเจ้าหน้าที่ของประเทศเกาหลี
บอกกับผมว่าเนื่องจากผมต้องพักเครื่องอยู่ที่อินชอนถึง 9 ชั่วโมง
ผมสามารถออกไปพักโรงแรมข้างนอกได้
และเราจะมีรถรับส่งให้

 

“ เค็น ” ก็ถามผมว่า

” ผมอยากจะออกไปพักข้างนอกหรือไปกับเขา”

ผมตอบว่า ” มาด้วยกันไปด้วยกันดีกว่า ”

พวกเราเลยไปพักอยู่ที่แผนก Prestige class แทน
แผนกนี้จะเป็นที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่รอจะไปจุดหมายต่อไป

” เค็น ” บอกกับผมว่า
ผมเนี่ยต่างจากคนอื่นๆ นะ
เพราะคุณมีโอกาสไปพักในโรงแรมข้างนอกได้อย่างสบายๆ
แต่คุณเลือกที่จะมากับฉัน
คุณเป็นคนน่าสนใจจริงๆ

 

ผมได้ฟังก็รู้สึก ขออนุญาติคุณผู้อ่าน
เพื่อที่ผมจะขอ เขิลนิดๆ เนอะ !!!

 

คนไทยทุกคนน่ารักครับ น่ารัก

 

….To Be Continue…..

.

.

2

เทคนิคในการขอเบอร์โทรศัพท์

โอ้วว้าว เจอคนถูกใจเข้าให้แล้ว แต่ไม่ว่าจะมีคนแนะนำ หรือบังเอิญเจอตามท้องถนน หรือพบในงานปาร์ตี้ ถ้าเราต้องการติดต่อคนๆ นี้ต่อไปในอนาคต แล้วจะทำอะไรได้นอกจากขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เราต้องการติดต่อกับคนๆ นั้นเอาไว้ เมื่อรู้ตัวว่าอยากโทรหาคนนี้ การขอเบอร์จึงเป็นความคิดที่เข้าท่า หนึ่งในวิธีดีที่สุดคือการเข้าหาเพื่อขอเบอร์โดยแสดงความจริงใจ และแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง

ยิ้ม พูดด้วยเสียงนุ่มนวล และสบตา นี่คือวีการเข้าหาคนโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายขวัญกระเจิงไปเสียก่อน เอ่ยปากขอเบอร์อย่างเป็นมิตร ไม่คุกคาม ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า ขอเบอร์ได้ไหม ก็เป็น ฉันอยากติดต่อกับคุณจริงๆ พอจะมีเบอร์ที่ฉันสามารถติดต่อคุณได้ไหม

การให้เบอร์โทรศัพท์คนอื่นถ้าเต็มใจก็โอเค แต่เราก็จะตกที่นั่งหงอยคอยให้เขาโทรมาหา วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ประสบชะตากรรมเช่นนั้นคือขอเบอร์อีกฝ่ายเป็นการแลกกันซะเลย หรือไม่ก็เอาเบอร์เขามาแต่ไม่ให้ของเราไป (แน่นอนว่าถ้าเราไม่คิดจะโทรหาเขาก็ไม่ต้องขอเบอร์เขามา มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักถ้าเราขอเบอร์แล้วไม่โทรไปหาพอๆ กับที่เขาขอเบอร์เราแล้วไม่โทรมานั่นแหละ)

เสนอเบอร์โทรศัพท์ของเราให้ การเสนอเบอร์ของตัวเองให้ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมวิธีหนึ่งในการหันเหความคลางแคลงใจ การเสนอให้ย่อมดีกว่าการร้อง แบบว่าเราเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน… ทำนองนั้น

เราไม่แน่ใจว่าจะติดต่อไปหรือไม่แต่ก็อยากเผื่อเอาไว้

คงไม่มีใครพูดออกไปโต้งๆ ว่า ฉันไม่แน่ใจว่าจะโทรหาคุณหรือเปล่า แต่คงไม่เสียหายอะไรถ้าคุณจะให้เบอร์ฉันเผื่อเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นความจริงที่ไม่น่าฟังนัก ทางที่ดีเราควรรักษามารยาทด้วยการแสดงความใส่ใจสักนิด แต่ก็พูดออกตัวด้วย ตัวอย่างเช่น จริงๆ แล้วก็อยากโทรหาคุณ แต่ช่วงนี้งานยุ่งมาก, ต้องเดินทางบ่อย, เพิ่งเลิกกับแฟน, เป็นเริม, เครียดกับชีวิตเส็งเคร็ง, กำลังจะผ่าตัด, ถูกเกณฑ์ทหาร…ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอเบอร์คุณไว้แล้วจะโทรหาอีกสักเดือนนึง (รับรองว่าประโยคที่บอกว่าเป็นเริมจะทำให้ไม่มีใครหวังให้เราโทรไปหาอย่างแน่นอน)

ด้วยวิธีนี้ เราก็จะไม่ทำให้ใครต้องมานั่งคอยโทรศัพท์จากเราอย่างเหงาหงอย แถมยังยังเก็บไว้เป็นทางเลือกโดยไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอะไร

เราไม่สนใจคนๆ นี้เลยแต่รู้สึกว่าเขาหวังให้เราขอเบอร์โทรศัพท์

อย่าทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าเราไม่สนใจก็อย่าขอเบอร์ ถ้าเราขอเบอร์ปั๊บ ย่อมถูกสันนิษฐานว่าเราจะโทรแน่นอน อย่าสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ใคร ถ้าไม่คิดจะโทรก็อย่าขอ

โดยเฉพาะผู้ชายจะรู้สึกว่าถ้าไม่ขอเบอร์โทรศัพท์จะเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าสร้างขอบเขตด้วยการเอ่ยว่า แล้วเจอกัน หรือ ดีใจที่ได้เจอกันอีก นั่นก็เท่ากับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ให้อีกฝ่ายเข้าใจชัดแจ้งแดงแจ๋แล้วค่ะ

วิธีการฝึกให้ตื่นเช้า

1.ช้าๆได้พร้าเล่มงาม อย่าเปลี่ยนเวลานอนอย่างฮวบฮาบ ลองตื่นให้เร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 15 นาที เป็นเวลา 2-3 วันก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยตื่นให้เร็วขึ้นอีก 15 นาที ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะสามารถตื่นได้ตามเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้

2.นอนให้เร็วกว่าเดิมสักนิด หลายๆคนคงจะชินกับการนอนดึกๆ เนื่องจากติดทีวี หรือไม่ก็ติดอินเตอร์เน็ต แต่การกระทำเช่นนี้ควบคู่ไปกับการตื่นเช้ากว่าเดิม จะทำให้ไม่ไหว สุดท้าย อาจจะถึงขั้นต้องกลับไปเริ่มต้นฝึกตื่นเช้ากันใหม่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ง่วง ผมขอแนะนำให้ลองเข้านอนไปก่อน และถ้ายังไม่หลับ ก็ให้อ่านหนังสือไปด้วยเลย แล้วคุณจะพบว่ามันช่วยให้หลับง่ายขึ้นเยอะ

3.ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ไกลๆ ถ้าวางนาฬิกาปลุกไว้ใกล้ๆ เวลามันดัง เราก็จะปิดมันได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าเราลองวางไว้ให้ไกลจากเตียงสักหน่อย เราก็ต้องลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปกดปุ่มปิด ในเมื่อลุกขึ้นมาแล้ว คนส่วนใหญ่ก็คงไม่คิดจะกลับไปนอนอีก (อาจจะมีข้อยกเว้นนะครับ)

4.ออกจากห้องนอนให้เร็วที่สุดหลังจากปิดนาฬิกาปลุกแล้ว อย่าปล่อยให้ตัวคุณเริ่มคิดได้ว่า \”เออ! ไปนอนดีกว่า\” โดยส่วนตัวแล้ว ต่อให้ต้องคลาน ผมก็จะทำและควรจะทำให้มันเป็นอัตโนมัติซะ ผมจะรีบออกจากห้องนอนแล้วไปเข้าห้องน้ำให้เร็วที่สุด หลังจากที่ได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เรียบร้อย ผมก็จะพบว่าตัวเองได้ตื่นเต็มที่เรียบร้อย

5.หาเหตุผลดีๆสักข้อ กำหนดอะไรบางอย่างสำคัญๆที่จะต้องทำในเวลาพิเศษที่ได้รับ มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราลุกขึ้นจากเตียงได้ โดยส่วนตัวแล้ว เหตุผลของการตื่นนอนเช้าๆของผม คือ การได้ใช้เวลาเขียนหนังสือ และเท่าที่ผ่านมา มันทำให้ผมตื่นเช้าได้ทุกวันเลยทีเดียว

6.ใช้เวลาที่ได้รับเพิ่มนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าใช้เวลาที่เยอะแยะนี้ทำอะไรแค่อย่างเดียว หลังจากนั้นก็นั่งอยู่เฉยๆ (ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี) เพราะมันจะทำให้กลับไปนอนอีกครั้ง ตัวผมเอง นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ผมยังใช้เวลาในตอนเช้าวางแผนสิ่งที่ผมคิดจะทำในวันนี้ เตรียมอาหารให้ลูกๆ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ฯลฯ หลังจากที่ตื่นมาจนถึง 6 โมงครึ่ง ผมได้ใช้เวลาทำอะไรเยอะแยะมากมายมากกว่าตัวผมในอดีต (ตอนที่ยังตื่นสาย) ใช้เวลาทำงานทั้งวันซะอีก

7.ให้รางวัลตัวเองกับการตื่นนอนตอนเช้า ตอนแรกๆ มันอาจจะดุเหมือนกับว่าการตื่นเช้าเป็นการบังคับตัวเองให้ทำอะไรที่ยากแสนยาก แต่มันจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป ถ้าเรากำหนดรางวัลให้กับความพยายามนี้ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนอาจจะได้ใช้เวลานี้อ่านนิยายที่ตัวเองชอบ บางคนอาจจะได้ใช้เวลานี้ทำอาหารเช้าระดับพระราชาให้ตัวเอง บางคนอาจจะใช้เวลานี้นั่งสมาธิ ไม่นานหรอกครับ การตื่นเช้าก็จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันได้อย่างสบายๆ

ร้านอาหารแห่งใหม่ของแอปเปิ้ล

แอปเปิ้ลวางแผนที่จะสร้างร้านอาหารแห่งใหม่นอกพื้นที่ campus (สำนักงานใหญ่ของแอปเปิ้ล) สำหรับพนักงานของแอปเปิ้ลโดยเฉพาะ แอปเปิ้ล เพื่อให้เหล่าพนักงานใช้เป็นสถานที่ทานอาหารและพูดคุยเกี่ยวกับแผนการและการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวว่าคู่แข่งจะมาล้วงความลับ

ร้านอาหารแห่งใหม่นี้จะมีพื้นที่ 21,468 ตารางฟุต ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มันจะตั้งอยู่นอกสำนักงานใหญ่ของแอปเปิ้ลในระยะทางที่ไม่ไกลมาก เดินนิดเดียวก็ถึง ภายในร้านแห่งนี้จะมีทั้งส่วนที่เป็นคาเฟ่ขายอาหาร, ห้องประชุม, เล้าจน์,สนามหญ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ พื้นที่ชั้นสองจะเป็นส่วนของพนักงงานร้านอาหาร

ในการประชุมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Dan Whisenhunt ผู้บริหารด้านอสังหาริมทรัพย์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆได้ชี้แจงว่าทำไมอาคารร้านอาหารแห่งนี้ มีประโยชน์ต่อบริษัทแอปเปิ้ลดังนี้

เราต้องการเพิ่มระดับความปลอดภัยเพื่อให้ผู้คนและพนักงานสบายใจได้ในขณะที่พูดคุยเกี่ยวกับงานของพวกเค้า ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยหรือโปรเจคใดๆก็ตาม โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคู่แข่งจะมารู้หรือแอบฟังการสนทนา ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะใน Cupertino ก็มีบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับเราตั้งอยู่ด้วย

แบบแปลนของอาคารแห่งใหม่นี้ได้ถูกอัพโหลดขึ้นไปยังเว็บไซต์ของ Cupertino Council เพื่อแสดงให้เห็นว่าอาคารแห่งนี้จะตั้งอยู่ตรงไหนและมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

นอกจากตัวอาคารแล้ว แอปเปิ้ลยังเตรียมที่จอดรถไว้ให้ 70 คัน แอปเปิ้ล แม้ว่าพนักงานส่วนใหญ่จะใช้การขี่จักรยานหรือเดินมายังร้านอาหารแห่งนี้ก็ตาม แอปเปิ้ลเชื่อว่าจะมีพนักงานมาใช้บริการร้านอาหาร 228 แอปเปิ้ล คนต่อชั่วโมงในเวลาพีคสุดตอนเที่ยง แต่พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆสามารถรองรับคนได้มากกว่านั้นถึงสองเท่า

แม้ว่าระดับการรักษาความปลอดภัยภายในสำนักงานใหญ่ของแอปเปิ้ลจะเข้มงวดมาก ผู้เข้ามาเยี่ยมชมหรือผู้ที่เข้ามาติดต่อจะสามารถทานอาหารได้ที่ Café แอปเปิ้ล Macs ที่ตั้งอยู่ในสำนักงานใหญ่ก็ต่อเมื่อมีลายเซ็นต์อนุมัติจากพนักงานของแอปเปิ้ลก่อน แต่ร้านอาหารแห่งใหม่นี้จะเปิดให้บริการกับพนักงานของแอปเปิ้ลเท่านั้น เพื่อให้พนักงานพูดคุยเกี่ยวกับงานได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวว่าความลับจะรั่วไหล

นี่เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นของแอปเปิ้ล ก่อนที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของแอปเปิ้ลจะได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างได้ ซึ่งสำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้จะมีพิ้นที่มากถึง 2.8 ล้านตารางฟุตที่จะรองรับพนักงานกว่า 13,000 คน ภายในจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างห้อง auditorium ขนาด 1,000 ที่นั่ง, ศูนย์ออกกำลังกาย, central plant, ที่จอดรถ รวมถึงศูนย์วิจัยขนาดพื้นที่ แอปเปิ้ล 300,000 ตารางฟุต

Tips Decor 5 สิ่งในบ้านที่ควรมี

เพราะบ้านนั้นแสดงตัวตนของผู้อยู่อาศัย บ้านแต่ละหลังจึงมีบุคลิกที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรียบร้อยน่ารัก น่าอยู่ อบอุ่นใจดี หรือกิ๊บเก๋เท่เปรี้ยว ก็ตามแต่รูปแบบ บรรยากาศ เครื่องเรือน และของประดับตกแต่งที่มองเห็นได้จากภายนอก การเลือกบ้านก็เช่นเดียวกับยามที่ได้เจอสาวที่ถูกใจสักคน ความมากความน้อยของเสื้อผ้าหน้าผม วอลล์เปเปอร์ ม่าน โคมไฟระย้า เมื่อมาระกอบรวมๆ กันแล้วจะถูกใจเราหรือไม่ มีเกณฑ์ง่ายๆ สำหรับ 5 สิ่งในบ้านที่ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี

 1. Space ที่รู้สึกดี

ความโปร่งโล่งมักเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้หากแปลกันตรงๆ ตามตัวอักษร อย่างเช่นการที่ห้องมีผนังกว้าง ไม่มีกำแพงหรือซอกหลืบ แนวเสาเกะกะขวางหูขวางตาจะทำให้ห้องดูโล่ง ส่วนฝ้าเพดานสูงกว่าปกติที่คุ้นชินตาที่ความสูงมาตรฐาน 2.50 เมตรจะทำให้ดูโปร่ง ตามมาด้วยการวางตำแหน่งของช่องเปิดหน้าต่างให้ตรงกับมุมที่เห็นที่มองอยู่ นอกจากความโล่งแล้ว การที่ฝ้าเพดานของบ้านโปร่งนั้นยังสามารถสร้างความรู้สึกโอ่โถงให้กับบ้านได้ โดยเฉพาะห้องรับแขก

 2. Style ที่ถูกใจ

การแต่งบ้านก็เหมือนการแต่งตัวที่จะมีสไตล์ที่ใช่ที่ชอบเป็นพิเศษ Mix & Match เฟอร์นิเจอร์ องค์ประกอบต่างๆ เข้ากับของที่ระลึก ของฝาก ของโปรด ของสะสม ให้โดนใจยิ่งขึ้น ความมากน้อยของสไตล์อยู่ที่ความรู้จักหยุด รู้จักพอดี ไม่ใช่พอไม่ดี บางคนชอบที่จะอยู่บ้านที่เต็มไปด้วยของสะสมและข้าวของจากการเดินทาง ที่ล้วนแล้วแต่แสดงตัวตน จึงต้องควรเผื่อที่ไว้สำหรับจัดวางของเหล่านั้นให้เป็นเรื่องเป็นราว เป็นศิลปะแห่งการจัดแสดง (Art of Display) ที่ไม่ใช่แค่ตู้โชว์แบบ Floor Show

 3. Colour สีสันที่ชอบ

การใช้สีนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุด เมื่อแรกเห็นอาจจะทำให้เกิดความชอบและไม่ชอบได้ในทันใด ห้องแต่ละห้องจะมีการยอมรับในความจัดจ้านของเนื้อสีนั้นๆ ในดีกรีที่แตกต่างกันไป ก่อนทาเลือก Mix & Match หาว่าใช่ห้องที่คุณอยากได้ไหม หาสูตรในการปรุงห้องให้ได้รสชาติอย่างที่คุณอยากได้ จำไว้ว่าไม่มีห้องไหนไม่มีสีแม้แต่ห้องสีขาว เลือกสีที่แรงที่สุด เข้มที่สุดและไล่สีรองๆ กันลงมา ก่อนระบายลงในแต่ละองค์ประกอบน้อยใหญ่

 4. Pattern ถูกจริต

ลวดลายนั้นสามารถเติมเสน่ห์ให้ผนังเรียบผืนใหญ่ของห้องดูมีอะไรได้ ลวดลายเองนั้นมีทั้งขนาด สีสัน จังหวะความหนาแน่น รวมทั้งเรื่องราวให้เลือก ส่วนจะมากน้อยชัดเจนหรือรางเลือนแผ่วเบานั้นก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งในการติดตั้งจัดวาง ภาพรวม สไตล์ของห้องที่เลือกว่าไปกันได้ไหม

 5. Details ใส่ใจในรายละเอียด

ที่เหลือก็เป็นเรื่องของรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างความสะดุดตาสะดุดใจใหญ่ๆ เช่น การเติมของตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ กระจก กรอบรูป โคมไฟ หมอนอิง ให้บ้านดูมีชีวิต