ป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน ด้วยการเลือกกินอาหาร

หลายๆ คนทราบกันดีว่า อาหารที่มีไขมันสูง เป็นสาเหตุการเกิดโรค เส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ แต่ก็ยังนิยัมบริโภคอาหาร เหล่านี้ ตามกระแสนิยม ของชาติตะวันตก ถ้าลองสังเกตุให้ดี คนต่างชาติ 100 คน มีซักกี่คนที่ไม่อ้วน? น้อยมากๆ ครับที่จะไม่อ้วน เหล่านั้นล้วนเกิดจากพฤติกรรมการกินทั้งสิ้น โรคอ้วน หรือ ไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดในคนสูงอายุเท่านั้น โรคเส้นเลือดอุดตัน ในปัจจุบันนี้ ในคนหนุ่มสาว และ เด็กๆ ได้เช่นเดียวกัน ในระยะหลังๆ คนไทยเรามี อัตราเสียชีวิตจาก โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ เริ่มกลัวกันแล้วใช่มั้ย งั้นเรามาทำความรู้จักกับไขมันในเลือด เพื่อจะได้รู้เท่าทันโรคไขมันอุดตันในเส้นเืลือดกันดีกว่า ไขมันนั้นแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม คือ

1. ไขมันเลว คือ ไขมันที่ถ้าหากมีปริมาณมากจะเป็นโทษต่อร่างกาย) ได้แก่ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์, LDL (ต่อไปถ้าแพทย์ บอกว่า LDL ให้ฟัง คงเข้าใจได้ดีขึ้น) ไขมันอิ่มตัว (ในฉลากอาหาร, ฉลากข้างขวดน้ำมันพืชบางยี่ห้อ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SATURATED FAT. นั่นหมายถึงไขมันอิ่มตัวนั่นเอง) นอกจากนั้นก็มีไขมัน TFA (ไม่ต้องจำชื่อก็ได้ แต่ให้ทราบว่า, ถ้าไขมันที่ดี ของเราผ่านขบวนการ ทางอุตสาหกรรม หรือทางเคมี ก็จะทำให้เปลี่ยนเป็นไขมันเลว หรือ TFA ได้ เช่น ผ่านความร้อนสูงมาก เช่น การกลั่นน้ำมันพืช หรือเติมไฮโดรเจน ให้อาหารกรอบ เช่น คุ๊กกี้ขนมกรอบทั้งหลาย เป็นต้น)

2. ไขมันดี คือ ไขมันที่มีประโยชน์กับร่างกาย เช่น HDL ไขมันไม่อิ่มตัว (UNSATURATED FAT) (ซึ่งรวมถึงไขมัน โอเมก้า 3 ด้วย), เลซิติน พวกนี้จัดเป็นไขมันดี ซึ่งจะช่วยป้องกัน โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ และทำให้มีสุขภาพดี

เราควรรู้ค่าปกติของไขมันในเลือดบางตัว ที่เราสามารถตรวจวัดได้ ดังนี้

1. โคเลสเตอรอลรวม ของร่างกาย ไม่ควรเกิน 200 mg ถ้าสูง ต้องงด อาหารพวก ที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง, ไขมันสัตว์, เครื่องในสัตว์ (ถ้าอยากทราบว่าอาหารอะไรมี โคเลสเตอรอลประมาณเท่าไร ให้หาอ่านในหนังสือ เกี่ยวกับโภชนาการทั่วๆ ไปได้)

2. โคเลสเตอรอล HDL. ซึ่งเป็นไขมันดี ค่ายิ่งสูงยิ่งดี, ถ้าต่ำกว่า 35 mg ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคเส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ การสูบ บุหรี่, ภาวะอ้วน, ภาวะขาดอาหาร จะทำให้ HDL ต่ำลงได้ ส่วนการออกกำลังกายจะทำให้ HDL เพิ่มขึ้น การดื่มไวน์แดงจำนวนเล็กน้อย เป็นประจำพบว่าเพิ่มไขมัน HDL ได้ถึง 5-10%

3. โคเลสเตอรอล LDL เป็นไขมันเลว ปกติไม่เกิน 130 mg ถ้าเกิน 160 mg จะมีความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจเพิ่มขึ้น การควบคุมว่า จะเข้มงวดมากน้อยเพียงไร, ต้องกินยารักษาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าเรามีโรคอย่างอื่น ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ร่วมอยู่ด้วยหรือไม่

4. ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันเลวอีกชนิดหนึ่ง ถ้าสูงมากจะเกิดตับอ่อนอักเสบได้ หรือเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจได้ ค่าปกติไม่ควรเกิน 200 mg พบมากในอาหารพวกแป้ง, ของหวาน

กรณีของ ไขมันอิ่มตัว และ ไขมันไม่อิ่มตัว เราวัดออกเป็นตัวเลขไม่ได้ ต้องควบคุมปริมาณที่กินเข้าไป ไม่ควรกินมากกว่า 10% ของอาหารในแต่ละวัน ไขมันอิ่มตัวพบมากในเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น ไส้กรอก, เบคอน, นม, เนย, นอกนั้นก็จะพบในมาการีน, กะทิ, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันปาล์ม ไขมันอิ่มตัวนี้ จะไปแย่งที่ไขมันที่จำเป็นของร่างกาย ทำให้เราเจ็บป่วยได้

ไขมันไม่อิ่มตัว ที่เรารู้จักกันดี คือ ไขมันโอเมก้า 3 และ DHA พบได้มากใน น้ำมันปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันรูปอื่น ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมน ที่ทำให้เราเกิดความสบาย ป้องกันการบวมน้ำ บรรเทาอาการอักเสบ ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน เสริมภูมิต้านทาน, ลดความดัน ปลาที่มีน้ำมันปลาสูงนั้น จะเป็น ปลาที่คาว, ส่วนที่มีน้ำมันปลามาก คือ ส่วนหัวปลา, พุงปลา, หนังปลา

การทอดปลา จะทำให้เราเสียน้ำมันปลาไปกับน้ำมัน การนึ่ง ต้ม จะดีที่สุด ควรกินปลาอย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1-2 สัปดาห์ นอกจากนั้น อาหารพวกเส้นใย ละลายง่าย เช่น ข้าวโอ๊ต, ถั่วเหลือง, โปรตีนเกษตร, เต้าหู้, ข้าวกล้อง, มะนาว, ส้ม, แครอท พวกนี้จะช่วยลดไขมันเลวได้ ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มีโทษ ก็จะทำให้สุขภาพดี, ลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ แค่รู้จักคิดก่อนรับประทานอาหาร และเลือกกิน อาหารเพื่อสุขภาพ คุณก็สามรถมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายๆ แล้ว

ครั้งหนึ่ง ตอนที่ หนึ่ง

ผมได้มีโอกาสครั้งหนึ่ง
ในช่วงปิดเทอมใหญ่
ผมได้ไปเรียนต่อที่ แคนนาดา
เมืองแวนคูเวอร์ เป็นเวลา 3 เดือนกับเอเย่น EF Education First

บอกตรงๆ ครับ

ก่อนจะเลือก เมืองแวนคูเวอร์
ผมได้เลือกประเทศเยอรมัน เมืองมิวนิค
เพราะอยากได้ภาษาใหม่ เเละ … ( ความลับๆ คับ รอเล่มต่อไป เนอะ )

แต่แล้วโชคชะตาเป็นใจ
ให้ผม ที่เป็นคนหน้าตาน่าสงสาร
ไม่ผ่านสถานทูตเยอรมัน
เนื่องจากผมพูดภาษาเยอรมันไม่เป็นเลยซักนิด
แถมไปแค่สามเดือนมันน้อยเกินไป

พวกเขาคิดว่า
ผมจะไปเป็นอาชญากรอันโหดร้าย ( สงสัยหน้าตาเราน่ากลัว !! )
ผมเลยตัดสินใจ ถามพี่เก่ง
พี่เก่งเป็นเจ้าหน้าที่
ที่คอยดูเเลเอกสารให้ผม

 

” เมืองอะไร ที่สวยที่สุด ” ผมถาม ” พี่เก่ง ”

” เมืองนี้เลย แวนคูเวอร์ ” พี่เก่งตอบ

 

ผมก็เลือกเมืองแวนคูเวอร์นี้เลย

 

ง่ายๆ ครับ ง่ายๆ

ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปเรียน
พี่ผมสองคนใจดีอย่างมาก ชื่อพี่หนิง และ พี่ตั้ง
พี่ตั้งเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการเดินทางอย่างโชกโชน
เขาสอนว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนขึ้นเครื่อง

ตอนนั้น ตื่นเต้นสุดๆ
เพราะต้องจำทุกอย่าง
กลัวจะลืม ถ้าผมลืมมีหวัง….
พี่ผมสองคนสอนผมอยู่ในร้านอาหารที่สนามบินสุวรรณภมิ
การกินอาหารของ ประเทศไทยครั้งสุดท้าย
ก่อนออกเดินทางนั้น มันน่าจดจำยิ่งนัก

 

” ข้าวไข่เจียวกับน้ำพริกปลาทู ”

 

อร่อยครับ อร่อย !!

 

กินไป นั่งฟังพี่เล่าเรื่องต่างๆไป
เเละสอนวิธีการเตรียมตัวทุกอย่าง
เวลาอยู่บนเครื่องว่าต้องทำอะไรบ้าง

ผมเป็นคนไม่ค่อยเก่งอังกฤษเท่าไหร่
พอถูๆ ไถ่ๆ อย่าถูไถเยอะ นะคับ ” เดี๋ยวแสบ ”

แต่ถ้าให้ผมไปพูดแถๆ คงจะสบายใจกว่า
ผมว่า การพูดแถเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนะ
ที่คุณต้องคิดและสร้างสรรค์ออกมา

ว่าจะพูดออกมาป็นอย่างไร…..( นี่ก็เป็นการแถนะ )

 

การเดินทางของผมจะเริ่มจาก
การนั่งเครื่องบินจากสุวรรณาภูมิ
ไปลงที่สนามบินอินชอน
และตบท้ายด้วยการบินตรงไปเมืองแวนคูเวอร์
โดยขึ้นเครื่องของสายการบิน Korean Air

สายการบินนี้

ขอบอก ครับ ขอบอก แจ่มจริงๆ

 

ทำให้ผมนั่งตาโตตลอดทางเลยครับ
ไม่ใช่เพราะแอร์โฮสเตสนะ

“ กาแฟ ” ครับ ” กาแฟ ” ชั่งนุ่มจริงๆ

( อันที่จริงเป็นไปอยางที่คุณคิดนันเเหละ )

แอร์ฮอสเทสทุกคน หน้าตาดีทุกคน

หลังจากผมโบกลาพี่ๆ ของผมเพื่อที่จะไปขึ้นเครื่อง
ความรู้สึกของผมตอนนั้นมันชั่งนิ่งเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อ !!

หลังจากนั้นผมได้พบเพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่
เราเจอกันบนเครื่องบิน
ตอนนั้นนั่งจาก สุวรรณภมิไปอิชอน
เพื่อนคนนี้ชื่อ Ken Casler ชาว America
อยู่เมือง Seattle เป็นคนใจดีมากๆ

เขามาประเทศไทยเพื่อมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่
เป็นคนที่ยิ้มตลอดๆ

ไม่บ้าครับ ไม่บ้า…..

” รอยยิ้ม ” เป็นหน้าต่างของ ” หัวใจ ” ครับ

 

ตอนเราเจอกันบนเครื่องบิน
” เค็น ” คอยพูดคุย กับ ชาวต่างชาติเเทนผมเกือบทุกอย่าง

เค็นยังบอกก่อนจะถึงสนามบินอินชอนว่า
เราสามารถออกไปพักผ่อนในโรงแรมของเพื่อนเค็นได้
ซึ่งอยู่ในตัวเมืองเกาหลี

 

….ทุกอย่างฟรีครับ…..

 

แต่เหตการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
เมื่อ “เค็น” ไม่สามารถออกไปพักข้างนอกได้
เนื่องจากตั๋วของเค็นใช้เวลาพักเครื่องประมาณ 8 ชัวโมง
ซึ่งไม่ได้รับอนุญาติให้ออกไปข้างนอกตัวสนามบินได้
เพราะการที่จะออกไปพักในตัวเมืองได้
จะต้องพักเครื่องมากกว่าหรือเท่ากับ 9 ชั่วโมง

ส่วนของผมเจ้าหน้าที่ของประเทศเกาหลี
บอกกับผมว่าเนื่องจากผมต้องพักเครื่องอยู่ที่อินชอนถึง 9 ชั่วโมง
ผมสามารถออกไปพักโรงแรมข้างนอกได้
และเราจะมีรถรับส่งให้

 

“ เค็น ” ก็ถามผมว่า

” ผมอยากจะออกไปพักข้างนอกหรือไปกับเขา”

ผมตอบว่า ” มาด้วยกันไปด้วยกันดีกว่า ”

พวกเราเลยไปพักอยู่ที่แผนก Prestige class แทน
แผนกนี้จะเป็นที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่รอจะไปจุดหมายต่อไป

” เค็น ” บอกกับผมว่า
ผมเนี่ยต่างจากคนอื่นๆ นะ
เพราะคุณมีโอกาสไปพักในโรงแรมข้างนอกได้อย่างสบายๆ
แต่คุณเลือกที่จะมากับฉัน
คุณเป็นคนน่าสนใจจริงๆ

 

ผมได้ฟังก็รู้สึก ขออนุญาติคุณผู้อ่าน
เพื่อที่ผมจะขอ เขิลนิดๆ เนอะ !!!

 

คนไทยทุกคนน่ารักครับ น่ารัก

 

….To Be Continue…..

.

.

2

15 วิธีบำบัดอาการอกหักด้วยตนเอง

อกหัก เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิด ผู้หญิงหลาย ๆ คนก็เลยจะมีปฏิกิริยาตอบรับกับการสิ้นสุดความสัมพันธ์เมื่อคนรักมาตีจากแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการหนีออกจากบ้าน ประชดแฟน เผื่อเขาจะตามมาง้อ บางคนก็ทำร้ายตัวเอง เขาจะได้สงสารกลับมาดูแลเราอีก บางคนประชดด้วยการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า นั่นไม่เพียงแต่ทำให้เขาไม่กลับมา ซ้ำร้ายเรายังหาคนใหม่ไม่ได้ เพราะรูปร่างหน้าตาไม่ดึงดูดซะแล้ว

อันที่จริงเมื่อคนรักตีจาก นั่นหมายถึงว่า เขาอาจจะใช้ความอดทนอย่างสุด ๆ และรวบรวมความกล้าอย่างมากมาย ในการที่จะบอกเลิกลากับเราแล้ว เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น การมานั่งคอยห้วยหวังว่าเขาจะกลับมาอีก คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้น้อยเต็มทน หรือถ้าเขากลับมาจริง คุณทั้งคู่ก็อาจจะต้องมาอยู่กับความรู้สึกเหมือนมีแผลอยู่ในใจ ลบยังไงก็ไม่หมด บางคนถึงกับหวาดระแวงพฤติกรรมของคนรักไปตลอดเลยก็มี แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อคุณประสบกับอาการอกหัก สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการใช้ความรุนแรง ลองมาใช้วิธีการที่จะแนะนำต่อไปนี้ในการปรับอารมณ์ และปรับตัวปรับใจของคุณจะดีกว่า

1. ใช้เวลาของคุณให้เพลิดเพลินไปกับการ Shopping หาสถานที่ซึ่งคุณสามารถจะซื้อข้าวของเพื่อมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่สดใสกว่าเดิม คุณอาจจะหาเพื่อนไปด้วยสักคนหรือสองคน เพื่อให้ช่วยกันออกความเห็นในการสร้างบุคลิกใหม่ ที่น่าดึงดูดใจให้กับคุณได้ด้วย งานนี้ต้องลงทุนกันหน่อย

2. เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ออกไปจากสถานที่เก่า ๆ นี้ซะ บางคนอาจจะถือโอกาสลาพักร้อนไปพักผ่อนไกล ๆ จะได้ไม่ต้องมานึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ในสถานที่เดิม ๆ อีก แต่อย่าลืมชวนเพื่อนสนิทของคุณไปด้วยละ

3. ไปออกกำลังกายเพื่อให้รูปร่างของคุณดูดีขึ้น ก็น่าจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ อย่างน้อย ก็เป็นโอกาสที่เราจะได้เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ อาจจะถือเป็นงานอดิเรกใหม่ ๆ หรือการเล่นกีฬาอะไรเป็นประจำ เช่นตีแบต ตีกอล์ฟ เล่นกีฬาทางน้ำ หรือบางคนอาจจะไปชกมวยเลยก็ได้ โอกาสนี้ ยังอาจทำให้คุณได้พบเพื่อน(ชาย) ใหม่ ๆ ด้วย

4. ตามใจตัวเอง ด้วยการไปอบไอน้ำ นอนแช่อ่างจากุชี่ อย่าไปคิดว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องเสียเวลา เพราะอย่างน้อย มันจะทำให้คุณรู้สึกสบายตัว และมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

5. ถ้าคุณอยากร้องไห้ ก็ร้องไปให้เต็มที่เลย คุณอาจจะจัดงานปาร์ตี้เล็ก ๆ ขึ้นมาสักงานหนึ่ง เพื่อที่จะสลัดความน่าสงสารของคุณออกไป และถ้าคุณเกิดอยากร้องไห้ขึ้นมาในระหว่างนั้นละก็ ร้องให้เต็มที่เลย ซื่อสัตย์กับตัวเอง เชื่อเถอะ หลังจากนั้น คุณจะรู้สึกดีขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป คุณจะนึกขำกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น

6. จดจำความรู้สึกที่เลวร้าย ไม่ใช่นั่งคิดถึงเรื่องโรแมนติกของคนที่ตีจากคุณไป โดยคุณอาจจะนั่งลิสต์รายการออกมาเลยก็ได้ว่า คนรักเก่าของคุณ ได้กระทำอะไรที่ไม่น่ารักลงไปบ้าง แล้วรวบรวมมันออกมาเป็นเหตุผล ที่คุณจะบอกกบตัวเองได้ว่า นี่แหละ ทำให้ฉันไม่มีวันกลับไปนึกถึงคน ๆ นี้อีก

7. อะไรที่เป็นอนุสรณ์ของความรักเก่า ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย จดหมายรัก หรือตั๋วชมคอนเสิร์ตอันแสนโรแมนติก ทำลายมันซะให้หมด จะได้ไม่ต้องหยิบมาดูให้ช้ำใจอีกต่อไป

8. หยุดการออก Date ไว้ชั่วคราว ทำตัวเองให้ปลอดความเคยชินกับการไปไหนมาไหนเป็นคู่สักพักหนึ่ง คุณอาจจะแพคกระเป๋าใส่หลัง แล้วไปหากิจกรรมอื่น ๆ ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว ใส่ความรู้สึกที่ว่า ไม่มีอะไรจะมาหยุดคุณได้ หรือใครใจกล้า ๆ อาจจะไป Bungee Jump ดูบ้างก็ได้

9. อย่าไปคิดว่าช๊อกโกแล็ต เป็นสัญญาลักษณ์แห่งความรัก ถ้าคุณคิดจะรับประทานมันเข้าไป ก็ให้คิดซะว่ามันเป็นขนมแสนอร่อย คุณอาจจะลองตามใจตัวเองในเรื่องของอาหารการกินบ้างก็ได้ เช่นเมื่อรับประทานอาหารมือค่ำแล้ว อาจจะตามด้วยของหวานที่คุณโปรดปราน เพราะตอนนี้ไม่มีใครจะมาคอยห้ามคุณแล้ว แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องไขมันส่วนเกินเอาไว้บ้างนะ

10. ออกไปเต้นรำให้สุดเหวี่ยง โชว์ลีลานักเต้นคุณออกมาให้เต็มที่ อาจจะช่วยปลดปล่อยคามรู้สึกเศร้าสูญเสียของคุณลงไปได้บ้าง หรือคุณอาจจะลองไปเต้นรำในบรรยากาศแบบแปลก ๆ อย่างคาวบอยดูบ้างก็ไม่เลวทีเดียว

11. หาเวลาออกไปเที่ยวนอกเมือง โดยคุณอาจจะหาเพื่อนทั้งชายทั้งหญิงกลุ่มใหญ่ไปด้วยกันสักกลุ่ม เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

12. เมื่อคุณปรับเปลี่ยนบรรยากาศมาจนพอสมควรแล้ว ก็ต้องกลับมาเผชิญความจริง โดยคราวนี้ คุณอาจจะพร้อมแล้วสำหรับการออก Date ครั้งใหม่ แต่ก็อย่าลืมใช้เวลาในการเรียนรู้กันให้มากก่อนที่จะไปปักใจรักเขาเขาเหมือนกับคนที่แล้วล่ะ

13. หาความรู้ที่สูงขึ้นมาใส่ตัว เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าตนเองมีค่ามากขึ้น โดยอาจจะไปสมัครเรียนถ่ายภาพ ปีนเขา หรือเข้าอบรมคอมพิวเตอร์เลยก็ได้ ทำตัวของคุณเองให้ยุ่ง ๆ เข้าไว้ และอีกอย่างหนึ่ง อาจจะมีใครดี ๆ ที่คุณจะได้พบในระหว่างการไปเรียนรู้หรือเข้ารับการอบรมนี้ก็ได้

14. หาสัตว์เลี้ยงที่มีความซื้อสัตย์กับคุณมาเลี้ยง ก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวเลยทีเดียว

15. อย่าลืมว่า ผู้ชายไม่ได้มีคนเดียวในโลก อย่างที่ฝรั่งเขาชอบพูดว่า “There’s plenty of fish in the sea” คนไทยว่า “อกหัก ดีกว่ารักไม่เป็น”

แล้วเมื่อคุณอยู่ในอารมณ์อกหัก เคยทำอย่าง 15 ข้อนี้บ้างรึเปล่าคะ

ประโยชน์ 10 ประการของการตื่นเช้า

1. การต้อนรับวันใหม่ ชอบมากครับที่จะได้ใช้เวลาช่วงนี้ของวันโดยการนั่งสมาธิหรือไม่ก็สวดมนต์ ตัวเอง ค่อนข้างจะนับถือ ดาลัย ลามะ และก็มักจะย้ำกับตัวเองเสมอทุกๆเช้าถึงคำพูดของดาลัย ลามะดังนี้ “วันนี้ ข้าพเจ้าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ตื่นขึ้นมา ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่และจะใช้ชีวิตที่มีให้คุ้มค่าที่สุด ข้าพเจ้าจะพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ข้าพเจ้าจะไม่เสียเวลาอันจำกัดของข้าพเจ้าไปกับการคิดร้ายหรือโกรธเคืองผู้อื่น ข้าพเจ้าจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นให้มากที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าจะทำได้”

2. การทำกิจวัตรอย่างสบายๆ สมัยก่อน ต้องรีบกระโดดออกจากเตียง ต้อนลูกขึ้นรถ ซิ่งไปส่งลูก ซิ่งไปตอกบัตรที่ทำงาน โดนเจ้านายด่า ทำงานช้ากว่าคนอื่น หลังจากที่ตื่นเช้า ไม่จำเป็นต้องตาลีตาเหลือกอีกต่อไป สามารถไปถึงที่ทำงานก่อนคนอื่นๆและเริ่มทำงานก่อนชาวบ้าน (ซึ่งส่งผลทำให้ทำงานเสร็จก่อนชาวบ้าน) ผลลัพธ์จากการตื่นเช้ามันต่างกันลิบลับเลยทีเดียว

3. ความเงียบสงบ ไม่มีเสียงเด็กร้องโวยวาย ไม่มีเสียงเรื่องเล่าเช้านี้ ไม่มีรถยนต์ ช่วงเวลาในช่วงเช้าเป็นอะไรที่สงบสุขเอามากๆ มันเป็นเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริงและใช้เวลานี้อ่านหนังสือหรือไม่ก็คิดถึงสิ่งต่างๆในชีวิตที่ผ่านมา

4. แสงแดดยามเช้า นี่เป็นของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้กับทุกคนในตอนเช้า แต่กลับไม่มีใครคิดอยากจะได้ของฟรีแบบนี้ การมองดูแสงแดดที่ค่อยๆส่องแสงเรืองรองบนท้องฟ้าระหว่างที่วิ่งออกกำลังกายไปด้วยเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขอย่างที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนอีกแล้ว

5. อาหารเช้า ทุกคนทราบดีว่าอาหารเช้าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าพลาดมื้อเช้าไปก็จะหิวและหงุดหงิดตั้งแต่ตอนตอกบัตรเข้าทำงานไปจนถึงตอนเที่ยง (ทำให้ทำงานไม่ได้เรื่อง) พอถึงเที่ยงก็จะสวาปามทุกอย่างโดยที่ไม่ได้ดูเลยว่ากินอะไรเข้าไป สุดท้ายก็อ้วนลงพุง การมีเวลาค่อยๆละเลียดอาหารเช้าคู่กับกาแฟร้อนๆสักถ้วย หรือไม่ก็อ่านหนังสือดีๆสักเล่มไม่ใช่ความฝันหรอก มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการยัดขนมฟังเข้าปากระหว่างขับรถติดไฟแดงหรือระหว่างกำลังพิมพ์งานเยอะมากทีเดียว

6. ออกกำลังกาย รู้ดีครับว่าการออกกำลังกายสามารถทำได้ในช่วงเวลาเย็น แต่เลือกที่จะออกกำลังกายตอนเช้ามากกว่าเพราะ หากมีธุระด่วนเข้ามาแทรก มันจะทำให้อดออกกำลังกาย (ในกรณีที่เลือกตอนเย็น) แต่ถ้าเลือกช่วงเวลาเช้าออกกำลังกาย มันจะทำให้สามารถออกกำลังกายได้ทุกวัน

7. ความมีประสิทธิภาพ ช่วงเวลาเช้าเป็นช่วงเวลาที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด มักจะใช้เวลานี้เขียนหนังสือโดยไม่มีอะไรรบกวนสมาธิ และงานที่คิดจะทำในวันนั้นก็มักจะเสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เช้า ซึ่งทำให้สามารถใช้เวลาในตอนเย็นกับครอบครัวได้อีกด้วย

8. มีเวลาให้กับเป้าหมายในชีวิต เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายในชีวิตกันทุกคน และก็ไม่มีเวลาไหนหรอกครับที่เหมาะกับการใช้เวลาทบทวนเป้าหมายและวางแผนไปกว่าเวลาในตอนเช้า โดยส่วนตัว มักจะมีเป้าหมายหนึ่งอย่างที่ต้องการทำให้เสร็จภายในหนึ่งอาทิตย์ จะใช้เวลาในช่วงเช้าวางแผนว่าในแต่ละวัน ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และถ้าทำได้ ก็จะทำให้เสร็จเลยก่อนที่จะไปทำงาน

9. ปัญหาการเดินทาง ไม่มีใครชอบรถติดหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงน้ำมันแพงแบบนี้ การตื่นเช้าจะทำให้เราไม่ต้องเจอกับปัญหานี้ ทำให้เราไปถึงที่ทำงาน หรือ โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น หรือถ้าจะเปรี้ยวกว่านี้ ลองขี่จักรยานไปเลย หรือถ้าบ้านอยู่ใกล้มากๆ การเดินไปทำงานก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว

10. ปัญหาการนัด มันเป็นเรื่องง่ายมากๆที่จะไปก่อนเวลานัด ทุกคนรู้ดีว่าการไปสายจากเวลาที่นัดไว้ทำให้ภาพพจน์ของเราดูแย่ลงหลายเท่า การไปตรงเวลาจะทำให้คนยอมรับ และการไปก่อนเวลาจะทำให้คนชื่นชมเลยทีเดียว และยังทำให้มีเวลาเตรียมตัวก่อนการประชุม การเรียน ฯลฯ อีกด้วย

รอยแดงรอยดำที่เกิดจากจากสิวอักเสบ

รอยแดง รอยดำจากสิวอักเสบ (Postinflammatory pigmentation) เป็นอาการหลังมีการอักเสบของสิว ผิวหนังบริเวณนั้นมักจะมีสีที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วงแรกอาจเป็นรอยแดงๆ ช้ำๆ ต่อมาสีอาจจะเข้มขึ้น เห็นเป็นสีน้ำตาลจนถึงเกือบดำ โดยมากจะพบในผู้ที่มีผิวคล้ำง่ายกว่า ซึ่งสร้างปัญหาด้านความสวยงามให้ผู้ที่เป็นสิวค่อนข้างมาก โดยทั่วๆ ไป สามารถหายเองได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรืออาจใช้เวลาถึง 18 เดือน ในการจางหายไปแต่หากไม่ทันใจ ก็อาจจะใช้ยาทาลดรอยดำได้

รอยแผลเป็นสิว (Scar)

เมื่อเป็นสิวแล้ว ที่ตามมาและน่ากลัวสำหรับใบหน้าสวยใสของวัยมันส์ทั้งหลาย ก็เห็นจะหนีไม่พ้น แผลเป็น ซึ่งมักจะเกิดจากสิวที่อักเสบ และอยู่ค่อนข้างลึกลงไปในผิว แต่ในบางครั้งก็อาจจะเกิดได้จากสิวอักเสบที่อยู่ตื้นกว่าได้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย เราสามารถแบ่งรอยแผลเป็นที่เกิดจากสิวได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

◦รอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) รอยแผลเป็นชนิดนี้ จะมีลักษณะนูนแข็ง ผิวค่อนข้างเรียบ สีค่อนข้างแดงหรือชมพู ขนาดมีได้ตั้งแต่ 1-2 มิลลิเมตร จนถึงมากกว่า 1 เซนติเมตร ได้ ตำแหน่งที่พบแผลเป็นนูนเหล่านี้ ได้บ่อย คือ บริเวณใต้กราม และ ลำตัวช่วงบน

◦รอยแผลเป็นชนิดบุ๋ม (Ice-pick and Depressed fibrotic scar)

- แผลเป็นชนิดลึกแหลม (Ice-pick scar) คือ แผลเป็นที่มีลักษณะเป็นรูเล็กๆ ขอบเขตชัดเจน ชัน อาจตื้นหรือลึกก็ได้ พบได้บ่อยที่บริเวณแก้ม

- แผลเป็นชนิดหลุม (Depressed fibrotic scar) มักจะมีขนาดกว้างกว่า ขอบเขตค่อนข้างชัดเจน ที่ก้นหลุมจะค่อนข้างแข็ง ดึงยืดไม่ได้

◦แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid scar) ลักษณะคล้ายแผลชนิดนูน แต่จะเป็นมากกว่าโดยจะลุกลามขยายกว้างกว่าตัวสิวอักเสบเดิม

การรักษารอยแผลเป็นของสิว

แผลเป็นจากสิวเป็นปัญหาหนึ่งที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยาก แต่อย่าหนักใจไปค่ะ เพราะสมัยนี้วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้ามาก มีวิธีรักษารอยแผลเป็นได้

การรักษาแผลเป็นหลุม

การกรอผิว (Dermabrasion) เป็นวิธีที่ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์ ถ้าทำ ตื้นเกินไป ก็จะไม่ได้ผลตามที่ต้องการ แต่หากลึกเกินไปก็อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นใหม่ หรือเม็ดสีเปลี่ยนแปลงได้ แผลเป็นหลุมที่เหมาะในการกรอผิว คือ แบบที่เป็นหลุมกว้างๆ แต่ค่อนข้างตื้น จะเหมาะกว่าหลุมสิวที่ลึกแหลม (Ice pick) ในกรณีที่แผลเป็นค่อนข้างมาก อาจต้องทำซ้ำ จนกว่าจะได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ผลข้างเคียงที่พบ คือ อาจเกิดตุ่มเม็ดขาวขนาดเล็ก (Milia) ในบริเวณที่ทำการรักษา ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ในบริเวณที่ทำ (Post-inflammatory pigmentary alteration) ได้

การตัดรอยแผลเป็นและยกขึ้น (Punch elevation) โดยใช้เครื่องมือคล้ายท่อเล็กๆ ที่มีความคมครอบลงไป บนรอยแผลหลุม ตัดขอบโดยรอบหลุมแผลแล้วดึงยกให้ได้ระดับเดียวกับผิวหนังปกติ แล้วตรึงไว้ด้วยการเย็บขอบแผล หรือกาวชนิดพิเศษ รอให้แผลหาย รอยจะสมานกับผิวข้างเคียงได้ดีขึ้น

เลเซอร์ เป็นวิธีการที่ค่อนข้างใหม่ และเริ่มเป็นที่นิยม มากขึ้นเรื่อยๆ แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

- ชนิดที่ทำให้เกิดแผล (Ablative laser) ใช้หลักการคล้ายกับการกรอผิว ผลข้างเคียงคล้ายกัน คือ เจ็บ จึงต้องมีการทำให้ผิวบริเวณที่จะทำการรักษาให้ชาก่อน นอกจากนั้นก็คือ อาจทำให้เกิดตุ่มเม็ดขาวขนาดเล็ก (Milia) เกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผิวในบริเวณที่ทำ และต้องใช้เวลาพักฟื้น หลายวัน

- ชนิดที่ไม่ทำให้เกิดแผล (Non-ablative laser) หลักการคือปล่อยพลังงานไปกระตุ้น คอลลาเจนในชั้นหนังแท้ โดยไม่ทำอันตรายต่อผิวหนังชั้นบน จึงเหมือนเป็นการเติมคอลลาเจนใหม่ให้กับผิว เมื่อดูด้วยตาจะเห็นรอยหลุมสิว ตื้นขึ้น เลเซอร์ในกลุ่มนี้ ไม่ทำให้เกิดแผล ไม่เจ็บ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาชาก่อนทำการรักษา สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติหลังทำเลเซอร์แล้ว แต่วิธีนี้มักต้องทำหลายครั้ง ติดต่อกัน ทุก 2-4 สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 3-6 ครั้ง จึงจะเห็นผล และปัจจุบันยังมีราคาค่อนข้างสูง

- ชนิดกึ่งทำให้เกิดแผลถลอก (Fractional laser) คือ มีผลในการลอกผิวด้วย แต่จะมีผลข้างเคียงน้อยกว่า Ablative laser เนื่องจากตัวเลเซอร์จะทำการลอกผิว ด้วยความถี่ที่สูงกว่า Ablative laser ทั่วไป ทำให้เห็นเป็นรอยแผลน้อยกว่า รวมทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว คล้าย Non-ablative laser ด้วย ส่วนใหญ่ต้องทำเฉลี่ย 4-5 ครั้ง ผลข้างเคียงที่พบได้ คือ การเปลี่ยนแปลงสีผิวบริเวณที่ทำหัตถการ และราคายังค่อนข้างสูง

การฉีดสารเติมร่องผิว (Filler) เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิค ในรายที่แผลเป็นหลุมนั้น ดึงยึดได้ และมีผังผืดน้อย แต่อาจไม่เหมาะในผู้ที่มีรอยแผลเป็นหลายแห่ง ผลข้างเคียงที่พบไม่บ่อย แต่สำคัญ คือ อาจเกิดปฏิกิริยาของร่างกาย ต่อสารที่ฉีดเข้าไป รวมทั้งอาจคลำได้เป็นก้อนบริเวณที่ฉีดยา