วิธีการจับแก้วไวน์ที่ถูกต้อง

วันนี้ขอแนะนำการจับแก้วไวน์ที่ถูกต้อง ช่วงเทศกาลแบบนี้ ต้องเตรียมตัวสำหรับการเฉลิมฉลองทั้งหลาย วิธีการชิมไวน์ มีสามอย่าง คือ ดู ดม และดื่ม น่ะค่ะ

วิธีการจับแก้วไวน์ ก็คือให้จับทีก้านแก้วเท่านั้นค่ะ พยายามอย่าให้โดนกระเปาะแก้วจะจับกี่นิ้วก็ได้เอาที่ถนัดแต่ห้ามกำรอบก้านแก้วนะ มันจะดูไม่งาม แถมการจับทีก้าน นอกจากจะทำให้สามารถ ส่องดูสีและความใสของไวน์แดงแล้ว การจับที่ก้านแก้วของไวน์ขาวจะไม่ทำให้ความร้อนของมือมีผลต่อไวน์ขาว เพราะไวน์ขาวต้องรับประทานเย็น (9-12 องศาเซลเซียส) แตกต่างจากไวน์แดง ต้องรับประทานที่อุณหภุมิห้อง (15-18 องศาเซลเซียส)

การชิมไวน์น่ะค่ะ ขั้นตอนเลยก็คือแก้วแรกที่บริกรรินให้นั้น วนแก้วเล็กน้อย ดมนิดหน่อยให้พอได้กลิ่น จิบไวน์นิดหน่อย กลั่วๆในปากนิดหน่อยเพื่อรับรู้รสชาติแล้วค่อยกลืน อันนี้เป็นอึกแรกนะ พออึกหลังๆก็ค่อยๆจิบธรรมดาไม่ต้องวนแก้วแล้ว เพราะไวน์อยู่ในแก้วได้สัมผัสอากาศระยะหนึ่งแล้ว กลิ่นจะดีขึ้นเอง ที่สำคัญน่ะค่ะ ต้องจิบทีละนิดค่ะ ไม่ดื่มทีเดียวหมดแก้ว เพื่อได้รสชาติที่กล่มกล่อมที่สุด

เวลาที่เหมาะสมในการดื่มไวน์โดยทั่วไป มี 2 ช่วงคือ

1. ช่วงเช้า ระหว่าง 10.00 – 12.00 น.

2. ช่วงบ่าย ระหว่าง 16.00 – 18.00 น.

เพราะในเวลาดังกล่าว เป็นเวลาที่คนเริ่มมีความรู้สึกหิวเล็กน้อยความรู้สึกนี้จะช่วยให้การชิมไวน์มีประสิทธิภาพมากที่สุดเพราะประสาททุกส่วนในการรับรู้กลิ่นรส และสีทำงานได้เต็มที่

ง้อ… ให้หายงอน

ในช่วงชีวิตของชายหนุ่ม หญิงสาว ที่คบหากันเป็นแฟน บางครั้งก็ต้องมีการแง่งอนใส่กันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อยังรักกันอยู่ การง้อ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากคุณเคยแต่เป็นฝ่ายงอน ไม่เคยเป็นฝ่ายง้อเลย เรามีวิธีง้อ ที่จะทำให้ชายหนุ่มของคุณพอจะหายโกรธลงได้บ้าง มาบอกกัน ..

หากคุณและเขางอนกันมาได้พักหนึ่ง จนกระทั่งความโกรธที่มีมาจางหายไปแล้ว ลองให้เพื่อนสนิทของคุณช่วยนัดเขาออกมาพบ โดยไม่ต้องบอกเขาว่ามาพบใคร เชื่อเถอะว่า เมื่อคุณได้พบเขาแล้ว ความรักความผูกพันที่มีต่อกันมานานปี จะทำให้คุณและเขากลับมาคืนดีกันใหม่ได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนที่โรแมนติค การเขียนบทกวี หรือจดหมายรัก พรรณนาถึงวันคืนแห่งความผูกพันที่มีแต่เก่าก่อน แล้วส่งให้เขา ก็คงดีไม่น้อย หากว่าเขาได้รำลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลังโดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีความสุข เขาน่าจะใจอ่อนจนอยากกลับมาขอคืนดีด้วย

เข้าร่วมในกิจกรรมที่เขาชอบทำ ถ้าเขาชอบอ่านหนังสือและชอบขลุกอยู่แต่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือ คุณก็ลองเดินเตร็ดเตร่ในสถานที่ดังกล่าวดู หยิบหนังสือมานั่งอ่านใกล้ๆ เขา เดินเลือกซื้อหนังสือในร้านเดียวกับเขา แค่ทำเช่นนี้โดยไม่ต้องเข้าไปพูดคุยอะไรเลย เพียงมองตากัน เขาก็จะรับรู้ได้ทันทีถึงสิ่งที่คุณหยิบยื่นให้ ผู้ชายมีความจำสั้น ความโกรธที่เกิดอย่างรวดเร็วมักจางหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเมินในไมตรีที่คุณมอบให้

ส่งรูปถ่ายของคุณและเขาตอนที่ชีวิตรักยังหวานชื่นไปให้เขา ความทรงจำดีๆ ที่คุณและเขามีต่อกัน สถานที่ที่คุณและเขาเคยไปเที่ยวด้วยกันมา ความสุขที่เคยมีร่วมกันสิ่งเหล่านี้คงไม่ทำให้เขาใจดำจนไม่อยากให้อภัยสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ส่งอีเมล์ผ่านทางคอมพิวเตอร์หรือทางโทรศัพท์มือถือไปขอโทษในเหตุการณ์ที่ผ่านมา และสัญญาว่าจะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก ผู้หญิงเราบางครั้งบางทีอยากขอโทษ แต่ด้วยกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างทำให้เราไม่สามารถกระทำตรงๆ ได้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย

ส่งของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หรืออะไรก็ได้ที่เขาชอบไปให้ เช่น ซีดีเพลงที่เขาชอบ หรือขนมที่เขาชอบกิน พร้อมทั้งแนบการ์ดเล็กๆ เขียนคำขอโทษ ผู้ชายถึงแม้จะใจแข็งขนาดไหน โดนคำหวานของหญิงสาวเข้าไปแล้ว ไม่อ่อนลงก็ให้รู้ไป

ด้วยวิธีง่าย ๆ แบบที่เราแนะนำมา มีเหรอที่ผู้หญิงอย่างเรา ๆ จะทำไม่ได้ ส่วนผู้ชายที่เข้ามาอ่านจะเอาไปใช้กับสาว ๆของคุณบ้างก็ย่อมได้นะคะ พวกเราไม่หวงหรอกค่ะ

เคล็ดลับง่ายๆ ในการจัดการกลิ่นไม่พึงประสงค์

ประสาทสัมผัสทำให้เรารู้กลิ่นได้ เมื่อจมูกของเราได้กลิ่นอะไรจึงมักเชื่อมโยงกับที่มาของกลิ่น โดยทั่วไปเราต้องการสิ่งที่มีกลิ่นสะอาด ยิ่งทุกสิ่งยิ่งดี วิธีง่ายๆ ที่จะกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ติดอยู่กับเฟอร์นิเจอร์และข้าวของในบ้านด้วยอุปกรณ์ง่าย ๆ ที่หาได้จากทุกครัวเรือน

กลิ่นอาหารไหม้ ต้มน้ำกับมะนาวฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในกระทะเพื่อให้กลิ่นหอม ๆ ของมันมาดับกลิ่นไหม้ที่อบอวลอยู่ในบ้านให้หมดไป

กลิ่นน้ำมันทอดอาหาร วางถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำส้มสายชูวางไว้ข้าง ๆ เตาขณะทอดอาหาร ทำให้เรารู้สึกว่าอากาศ ณ ที่นั้นไม่มีกลิ่นน้ำมัน

กลิ่นในฟองน้ำหรือผ้าเช็ดจาน หากฟองน้ำหรือผ้าเช็ดจานที่เราใช้อยู่ประจำมีกลิ่นให้นำไปแช่ในอ่างที่มีน้ำเปล่าผสมน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่ง ทิ้งไว้ข้ามคืน หลังจากนั้นนำฟองน้ำหรือผ้าไปซักให้สะอาดแล้วผึ่งจนแห้งก่อนนำกลับมาใช้

กลิ่นเหม็นจากถังขยะ หากคนขยะมาเก็บช้าก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากถังขยะขึ้นมา เราสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการฝานมะนาวทิ้งลงในถังแค่นี้กลิ่นขยะก็จะบรรเทาลงได้

กลิ่นตู้เย็น ลองเอาถ่านหุงข้าววางไว้บนชั้นในตู้เย็น ถ่านจะช่วยดูดซับกลิ่นออกไป วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งกับตู้เย็นที่ต้องดึงปลั๊กออกเป็นเวลานาน ๆ เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ควรแย้มประตูตู้เย็นไว้ด้วยให้อากาศถ่ายเท สำหรับกลิ่นที่รุนแรงมาก ไม่มีสารใดที่จะดีไปกว่าผงกาแฟสดที่แห้งดี เพียงเทผงกาแฟลงในถ้วยแล้ววางทิ้งไว้ในตู้เย็นจนกว่ากลิ่นที่ไม่ต้องการจะหมดไป เพื่อให้ได้ผลดีที่สุดให้ใช้คู่กับก้อนถ่าน

กลิ่นในไมโครเวฟ เครื่องอุ่นอาหารสุดวิเศษของเรา หากเครื่องเริ่มมีกลิ่นไม่ดี ให้หั่นมะนาวเป็นชิ้นบางๆ ใส่ลงในน้ำเดือดและตั้งทิ้งไว้ใน ไมโครเวฟ ปิดฝา รอจนไอน้ำระเหย ออกมา แล้วค่อยใช้ผ้าสะอาดเช็ด แค่นี้กลิ่นก็จะดีขึ้น

กลิ่นในตู้เสื้อผ้า หลายครั้งที่เราพบว่าในตู้เสื้อผ้ามีกลิ่นราหรือกลิ่นเก่า ๆ ที่อับรุนแรง วิธีขจัดกลิ่นเหล่านี้ทำได้โดยการวางแผ่นขนมปังขาวลงในชามเทน้ำส้มสายชูลงไปแล้วนำไปวางไว้ในตู้เสื้อผ้า ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หากยังมีกลิ่นอยู่ ควรทำซ้ำอีกครั้ง นอกจากกลิ่นราอับ ๆ แล้ววิธียังช่วยเรากำจัดกลิ่นน้ำมันวานิชหรือ แชลแล็กได้อีกด้วย เราอาจเลือกใช้การบูรมาใส่ในถุงผ้าเล็ก ๆ และใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้า หรือจะนำสบู่แกะห่อออกมาใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าก็ได้ เสื้อผ้าก็จะไม่มีกลิ่นอับ และยังช่วยไล่แมลงได้ด้วย

กลิ่นกระเป๋าใบใหม่ หลายคนมักมองข้าม เพราะไม่รู้จะดมไปทำไม แต่ถ้าไม่อยากให้กระเป๋า มีกลิ่นเหม็นอับของหนังให้เอาผ้าเช็ดหน้าห่อใบชาที่ยังไม่ได้ชง ซุกไว้ในกระเป๋า ทิ้งไว้สัก 2-3 วัน กลิ่นหนัง หรือ กลิ่นอับก็จะหายไป

กลิ่นรองเท้า ปัญหาใหญ่ของใครหลายคนเพราะรองเท้าถูกใช้งานทั้งวัน เก็บหมักหมมเหงื่อไคล ความอับชื้นง่ายมาก วิธีก็คือ โรยเบคกิ้งโซดาในรองเท้า แล้วนำรองเท้าคู่นั้นใส่ถุงพลาสติกรัดให้แน่น นำไปแช่ช่องแช่แข็งของตู้เย็นไว้ 1 หรือ 2 คืน นำรองเท้าออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง แล้วเอาไปสลัดผงเบคกิ้งโซดาออกให้หมดแล้วสวมได้เลย แต่หากเรายังไม่สวมทันทีให้ปล่อยผงเบคกิ้งโซดาไว้อย่างนั้นก่อนจนกว่าจะนำมาสวม หรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเป็นก้อนมาใส่ด้านในรองเท้า หมึกของกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่น และยังทำให้รองเท้าอยู่ทรงด้วย ทุกครั้งที่กลับบ้านให้ใส่กระดาษหนังสือพิมพ์ทุกครั้ง และเปลี่ยนแผ่นใหม่ทุกอาทิตย์

กลิ่นในรถ หากมีกลิ่นบุหรี่ในรถ ให้โรยเบคกิ้งโซดาลงที่ก้นที่เขี่ยบุหรี่ในรถเพราะเบคกิ้งโซดาจะช่วยดับกลิ่น แต่ต้องไม่ลืมนำมันออกมาทำความสะอาดด้วยการเทเถ้าทิ้งแล้วโรยผงเบคกิ้งโซดาไว้ที่ถาดเสมอ ๆ

เทคนิคในการขอเบอร์โทรศัพท์

โอ้วว้าว เจอคนถูกใจเข้าให้แล้ว แต่ไม่ว่าจะมีคนแนะนำ หรือบังเอิญเจอตามท้องถนน หรือพบในงานปาร์ตี้ ถ้าเราต้องการติดต่อคนๆ นี้ต่อไปในอนาคต แล้วจะทำอะไรได้นอกจากขอเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ เราต้องการติดต่อกับคนๆ นั้นเอาไว้ เมื่อรู้ตัวว่าอยากโทรหาคนนี้ การขอเบอร์จึงเป็นความคิดที่เข้าท่า หนึ่งในวิธีดีที่สุดคือการเข้าหาเพื่อขอเบอร์โดยแสดงความจริงใจ และแสดงให้เห็นว่าเราไม่ใช่ฆาตกรต่อเนื่อง

ยิ้ม พูดด้วยเสียงนุ่มนวล และสบตา นี่คือวีการเข้าหาคนโดยไม่ทำให้อีกฝ่ายขวัญกระเจิงไปเสียก่อน เอ่ยปากขอเบอร์อย่างเป็นมิตร ไม่คุกคาม ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า ขอเบอร์ได้ไหม ก็เป็น ฉันอยากติดต่อกับคุณจริงๆ พอจะมีเบอร์ที่ฉันสามารถติดต่อคุณได้ไหม

การให้เบอร์โทรศัพท์คนอื่นถ้าเต็มใจก็โอเค แต่เราก็จะตกที่นั่งหงอยคอยให้เขาโทรมาหา วิธีหลีกเลี่ยงไม่ให้ประสบชะตากรรมเช่นนั้นคือขอเบอร์อีกฝ่ายเป็นการแลกกันซะเลย หรือไม่ก็เอาเบอร์เขามาแต่ไม่ให้ของเราไป (แน่นอนว่าถ้าเราไม่คิดจะโทรหาเขาก็ไม่ต้องขอเบอร์เขามา มันเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่ารักถ้าเราขอเบอร์แล้วไม่โทรไปหาพอๆ กับที่เขาขอเบอร์เราแล้วไม่โทรมานั่นแหละ)

เสนอเบอร์โทรศัพท์ของเราให้ การเสนอเบอร์ของตัวเองให้ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมวิธีหนึ่งในการหันเหความคลางแคลงใจ การเสนอให้ย่อมดีกว่าการร้อง แบบว่าเราเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้ก่อน… ทำนองนั้น

เราไม่แน่ใจว่าจะติดต่อไปหรือไม่แต่ก็อยากเผื่อเอาไว้

คงไม่มีใครพูดออกไปโต้งๆ ว่า ฉันไม่แน่ใจว่าจะโทรหาคุณหรือเปล่า แต่คงไม่เสียหายอะไรถ้าคุณจะให้เบอร์ฉันเผื่อเอาไว้ แน่นอนว่าเป็นความจริงที่ไม่น่าฟังนัก ทางที่ดีเราควรรักษามารยาทด้วยการแสดงความใส่ใจสักนิด แต่ก็พูดออกตัวด้วย ตัวอย่างเช่น จริงๆ แล้วก็อยากโทรหาคุณ แต่ช่วงนี้งานยุ่งมาก, ต้องเดินทางบ่อย, เพิ่งเลิกกับแฟน, เป็นเริม, เครียดกับชีวิตเส็งเคร็ง, กำลังจะผ่าตัด, ถูกเกณฑ์ทหาร…ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ฉันขอเบอร์คุณไว้แล้วจะโทรหาอีกสักเดือนนึง (รับรองว่าประโยคที่บอกว่าเป็นเริมจะทำให้ไม่มีใครหวังให้เราโทรไปหาอย่างแน่นอน)

ด้วยวิธีนี้ เราก็จะไม่ทำให้ใครต้องมานั่งคอยโทรศัพท์จากเราอย่างเหงาหงอย แถมยังยังเก็บไว้เป็นทางเลือกโดยไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบอะไร

เราไม่สนใจคนๆ นี้เลยแต่รู้สึกว่าเขาหวังให้เราขอเบอร์โทรศัพท์

อย่าทำเด็ดขาดค่ะ ถ้าเราไม่สนใจก็อย่าขอเบอร์ ถ้าเราขอเบอร์ปั๊บ ย่อมถูกสันนิษฐานว่าเราจะโทรแน่นอน อย่าสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ให้ใคร ถ้าไม่คิดจะโทรก็อย่าขอ

โดยเฉพาะผู้ชายจะรู้สึกว่าถ้าไม่ขอเบอร์โทรศัพท์จะเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าสร้างขอบเขตด้วยการเอ่ยว่า แล้วเจอกัน หรือ ดีใจที่ได้เจอกันอีก นั่นก็เท่ากับเป็นการแสดงเจตนารมณ์ให้อีกฝ่ายเข้าใจชัดแจ้งแดงแจ๋แล้วค่ะ

เรื่องลับๆ ของถุงน่อง และ ข้อห้ามของถุงน่อง

สาวๆ ทั้งหลาย คงไม่มีคนไหนที่ไม่เคยรู้จักหรือใส่ถุงน่องสักครั้งเลย…ในชีวิต ทุกวันในการทำงาน อาจไม่ใส่ แต่ก็เชื่อว่าต้องมีบ้างล่ะ ในบางวาระโอกาสที่สำคัญอย่างเวลาไปงานเฉลิมฉลอง หรือเสื้อผ้าบางชุดที่เหมาะกับถุงน่องและรองเท้าดีๆ สักคู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าสามารถใส่ถุงน่องกับรองเท้าอะไรก็ได้อีกล่ะนะคะ

ที่แน่ๆ รองเท้าแตะเปิดส้น หรือรองเท้ารัดข้อเปลือยข้าง ที่ดูยังไงก็ไม่เข้ากับถุงน่องเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวมถุงน่องเนื้อบางกับรองเท้าแตะ ไม่น่าให้อภัยพอๆ กับการใส่สร้อยข้อเท้าไว้ภายใต้ถุงน่อง หรือสวมถุงเท้าทรงสูงกับรองเท้าแตะนั่นแหละ อย่าอ้างว่าคนอื่นๆ เขาทำกันนะคะ…บางคนอาจทำ แต่อย่าดีกว่าค่ะ ไม่ค่อยถูกต้องตามหลักแฟชั่นเท่าใดนัก

รองเท้าเปิดส้นก็คือรองเท้าแตะที่ประณีตและแสนเซ็กซี่ขึ้นนั่นเอง เสน่ห์จึงอยู่ที่การเปิดเปลือยเรียวเท้าเมื่อยามที่สวมใส่รองเท้าแตะนี้ ดังนั้นเมื่อคุณใส่ถุงน่องเข้าไปอีก จะดูหลอกตา ในทางปฏิบัติแล้ว คุณอาจรู้สึกรำคาญเสียด้วยซ้ำ ทุกย่างก้าวที่เดินจะมีอาการลื่นไถลเล็กน้อย เนื่องจากเนื้อถุงน่องมีผิวลื่น จึงไม่เกาะพื้นรองเท้าแตะ

ในต่างประเทศ นิยมใส่รองเท้าเปิดส้นแบบนี้ในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลง ช่วงนั้นการเปิดเปลือยเท้าเป็นสิ่งที่นิยมมาก ดังนั้นการสวมถุงน่องจึงเป็นเสมือนความผิดพลาดชนิดที่เรียกว่าทำห้าแต้มเชียวล่ะ อาจจะดูแปลกอยู่บ้างที่ต้องออกไปข้างนอกในอากาศที่เริ่มเย็นโดยไม่มีถุงน่องปกป้องผิว แต่จะบอกให้ว่าคุณจะได้รับความเก๋ไก๋ในสไตล์การแต่งตัวเป็นของแลกเปลี่ยน แต่เราคนไทยไม่มีปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว การเปลือยเท้ากับรองเท้าแตะ จึงใส่ได้ทั้งปี อย่างไม่มีข้อยกเว้น

ถึงแม้ว่าบางช่วงของแฟชั่น ถุงน่องอาจเป็นที่นิยมมาก ไม่มีไม่ได้ แต่ยังคงไม่ได้หมายความว่าคุณยังสามารถใส่ถุงน่องกับรองเท้าแตะได้อยู๋อีกนะคะ เมื่อถึงตอนนั้น สาวๆ ทั้งหลายคงเริ่มคิดกันใหญ่ว่าแบบไหนที่เราจะเลือกใส่ดี แบบตาข่ายเนื้อหนา ถุงน่องสี หรือลายกราฟฟิก เนื้อลูกไม้ และเนื้อมันเรียบ

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เรามีข้อห้ามในการสวมใส่ถุงน่องมาฝากอีกต่างหาก

1. ถุงน่องขาว…คุณสามารถเลือกสวมกับอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เครื่องแบบขาวของนางพยาบาล นึกภาพดูสิคะ ดูเป็นสาวใส่ซื่อบริสุทธิ์จากศีรษะจรดปลายเท้าเลย

2. ถุงน่องเนื้อหนาสีครีม…เป็นการเรียกแบบผิดของกลุ่มยับปี้สำหรับถุงน่องเนื้อมันแบบคลาสสิก จึงควรพิมพ์ข้อมูลใส่ในพื้นที่เก็บความจำของคุณเสียใหม่

3. ถุงน่องควรใส่กับสูท ขณะที่ถุงเท้าควรใส่กับรองเท้าผ้าใบ

4. การใส่ถุงน่องเนื้อหนากับเดรสเข้ารูป เป็นสิ่งไม่ควรทำ เพราะ จะให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรแลบออกมาจากเดรส

5. ไม่ควรใส่ถุงน่องเต็มตัวแบบที่มีขอบเอวเล็ก เพราะจะรัดสรีระส่วนกลางจนปลิ้นเป็นปล้อง

6. พึงระวังให้ดี ถ้าคุณคิดจะใส่กางเกงเอวต่ำ โดยใส่ถุงน่องไว้ข้างใน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ขอบเอวจะโผล่พ้นขอบกางเกงออกมา

7. ต้องยอมสละถุงน่องเนื้อบางจนถึงเอวแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณจะใส่กับกระโปรงสั้น แล้วเลือกใส่ถุงน่องเนื้อหนาเต็มตัวที่หนาตั้งแต่ช่วงเอวถึงต้นขา เป็นกลเม็ดให้ดูเหมือนใส่กางเกงขาสั้นปั่นจักรยานไว้

8. ถ้าอยากอวดนิ้วเท้าหรือส้นเท้า ก็อย่าใส่ถุงน่องเป็นเด็ดขาด

9. ถุงน่องที่เนื้อรัน ถูกสะกิด หรือเป็นตะปุ่มตะป่ำ ให้เคลือบเบริเวณที่เป็นรอยนั้น โดยการแต้มยาทาเล็บลงไปเล็กน้อย

10. การใส่ถุงน่องเนื้อบางที่เฉดสีออกอมส้มนั้น จะทำให้ขาของคุณดูน่าขนลุกแก่ผู้พบเห็น ดังนั้น ได้โปรด …อย่าใส่เลย

11. การใส่ถุงน่องที่ดึงรั้งขึ้นสูง จะเหมือนผิวไส้กรอกที่ห่อต้นขาอ้วนกลมไว้

12. ถุงเท้าสูงถึงเข่าไม่ควรใส่กับผู้ใดก็ตามที่มีอยู่เกิน 15 ปี ยกเว้นว่าคุณสวมกับชุดนักเรียน

13. ไม่ควรใส่ถุงน่องที่โป่งพองช่วงข้อเท้า เข่า หรือที่ใดๆ ก็ตาม ด้วยเหตุผลง่าย เพราะไม่น่าดูเลย

14. ถ้าผู้ใดมีขนขาเพียบ หรือขนหน้าแข้งที่ตั้งแข็ง สามารถทำให้ดูเรียบขึ้นได้โดยเลือกใส่ถุงน่องเนื้อบาง

15. ห้ามเด็ดขาด…ไม่ว่าจะเป็นถุงน่องเนื้อบางขนาดไหน ก็ยังไม่ควรนำมาสวมกับรองเท้าแตะหรือรองเท้าเปิดส้นอยู่ดี

คราวนี้เมื่อคุณรู้วิธีที่แต่งถุงน่องรองเท้าได้อย่างพอเหมาะพอควรแล้ว ก็ลุยแต่งตัวกันให้สนุกเลย