ทำไมเขาคิดนอกใจ

เรื่องนอกใจน่ะ ไม่ใช่โรคสมัยใหม่แต่อย่างใด ก็เป็นปัญหารักที่มีมาตั้งแต่ยุคโบร่ำโบราณแล้วล่ะ เพียงแต่สมัยก่อนผู้หญิงเราเป็นฝ่ายต้องยอมทน เพราะแม้ต้องกินระกำแทนข้าวอยู่ทุกเช้าเย็นก็ดีกว่าไม่รู้จะเอาอะไรใส่ท้องเข้าไปล่ะแถมสังคมสมัยนั้นก็ไม่รับรองสถานะแม่ม่ายผัวร้างแต่อย่างใด เพราะยุคก่อนผู้ชายท่านเป็นใหญ่ ก็เนื่องจากเป็นฝ่ายหาสตางค์เข้าบ้าน ส่วนผู้หญิงเราก็ได้แต่อยู่กับเหย้าเฝ้าแต่เรือน

ไม่ประสีประสากับการทำมาหากินหรอก แต่ยุคนี้ หญิงมั่นที่กล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของสตรีให้เท่าเทียมบุรุษเพศ มักจะยอมไม่ได้ ถ้าคนรักเกิดนอกใจ ยิ่งหากดีกรีความหยิ่งสูงจัด คุณเเธอก็อาจจะถึงกับลุกขึ้นมายื่นคำขาดให้เขาต้องเลือกเอาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าเลือก เจ้าหล่อน ก็ต้องไม่มีฉัน ถ้าเกิดโชคร้ายเขาเลือกเจ้าหล่อนจริงๆ แม้จะต้องยอมหน้าชื่นอกตรม เพราะคน(เคย) ดีของคุณ ได้เปลี่ยนใจไปเสียแล้ว แต่เรื่องจะให้ทนกันอยู่แบบสามคนผัวเมีย ก็คงจะมีแต่ในนิยายอ่านเล่นหรอก จริงไหม เห็นไหมว่า เรื่องนอกใจ ไม่ว่าเกิดกับใคร ก็มักจบด้วยความเศร้าได้เสมอ ก็รักสามเส้าน่ะ จะแฮปปี้แอนดิ้งได้อย่างไรกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งสมหวังก็ต้องมีอีกฝ่ายเจ็บปวด จริงบ่ ในเมื่อมันไม่ได้สนุกอย่างที่คิด แต่ทำไมหนอผู้ชายจึงมักนอกใจกันอยู่เสียจริง แต่ใช่จะบอกว่า ผู้หญิงจะนอกใจไม่เป็น ก็เรื่องอย่างนี้น่ะ บางทีมันก็สุดจะห้ามใจได้เสียเมื่อไหร่ เพียงแต่ผู้หญิงที่มีพันธะแล้วนั้น เจ้าหล่อนมักจะประกาศให้ใคร ๆ รู้กันทั้งบาง ก็ไอ้เรื่องความภักดีน่ะ ผู้หญิงเรามีมากกว่าจริง ๆ แต่เรื่องที่ใจจะคิดเฉไฉ ออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ก็คงเกิดขึ้นได้เหมือนกันแหล่ะ แต่หากรายไหน คิดทั้งนอกใจและนอกกาย สังคมรอบข้างก็ยังประนามเจ้าหล่อนอยู่ดี ก็คงอย่างนี้แหล่ะที่ทำให้ผู้หญิงนอกใจมีน้อยกว่าผู้ชายหลายเท่าสิบเท่าตัว

อ่านกันมาตั้งนาน ก็คงจะสงสัยกันเต็มทีว่า แล้วทำไมคนเราจึงต้องนอกใจกันด้วย ในเมื่อมันเป็นเหตุให้ต้องหวานอมขมกลืนกันไปตาม ๆ กันก็ดูอย่างคู่รักระดับอดีตผู้นำประเทศคนดัง บิล คลินตัน นั่นไง ก็ยังนอกใจภรรยาคนเก่ง(และสวย) อย่างฮิลลารี่ จนเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกได้ล่ะ มาดูกันว่านักจิตวิทยาเขาได้อธิบายพฤติกรรมของคนที่คิดนอกใจไว้อย่างไรกันบ้าง

1. เป็นพวกชอบแสวงหาความตื่นเต้นทางเพศ

ใครว่าเรื่องเซ็กส์ กับชีวิตคู่ไม่สำคัญล่ะก้อ บอกได้เลยว่าโกหกแหง๋ ๆ เพราะถ้าจะอยู่กันเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีเซ็กส์มาเจือปนน่ะ คบกันแบบเพื่อนจะดีกว่านะตัวเอง เพราะผู้ชายเขาคงไม่ยินดีด้วยหรอก ก็สำหรับผู้ชายแล้ว หากจะคบเป็นคนรัก คุณเธอก็ต้องหมั่นบริหารเสน่ห์บนเตียงกันเสียบ้าง เพราะเมื่อไหร่ที่เขารู้สึกว่า น้ำพริกถ้วยเดิม รสชาติเริ่มคล้าย ๆ แกงจืดเข้าไปทุกที ไม่จี๊ดจ๊าดเหมือนเมื่อวันวาน เมื่อไปเจอรสชาติใหม่นอกบ้าน ที่กลมกล่อม แถมครบเครื่องกว่า ก็อาจเผลอใจ เผลอกาย ไปชั่วครั้งชั่วคราวได้บ้างเหมือนกันแหล่ะน่า แต่บางรายก็อาจติดใจจนกู่ไม่กลับ(บ้าน) กันไปเลย เข้าทำนองพี่เบื่อน้ำพริกถ้วยเดิมแล้วล่ะเมียจ๋า

2. เกิดไปพบคนที่ถูกใจกว่า

ความรักน่ะ อาจเกิดขึ้นได้อีกครั้งหรือหลายครั้งก็เป็นได้ เพราะบางคนน่ะชอบแสวงหารักใหม่อยู่เรื่อย ๆ ทั้งๆทีคนรักก็แสนดีและน่ารักออกอย่างนั้น แต่ก็ยังไม่ถูกใจจริง ๆ เสียที คนประเภทนี้มักลังเลกับความรักอยู่เสมอ อย่าแปลกใจเลยถ้าเขาจะนอกใจคุณ และอย่าไปถามหานิยามรักแท้จากคนหลายใจพรรค์นี้ เพราะเมื่อยปากไปเปล่า ๆ ล่ะเธอจ๋า

3. ชอบบริหารเสน่ห์ของตัวเอง

มักเกิดกับคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง อาจเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง คนประเภทนี้จะมีความสุขที่ได้แอบทำผิดเล็ก ๆ กับคนรักของตัวเอง โดยเฉพาะถ้าทำให้คนอื่นที่ไม่ใช่แฟนตัวเอง ตกหลุมรักได้แล้วล่ะก็ จะเป็นปลื้มเอามาก ๆ ก็เป็นสิ่งการันตีว่าฉันยังมีเสน่ห์อยู่ล้นเหลือนั่นเอง แต่พวกนี้ดีหน่อย มักไม่ถลำลึกจนกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่หากไปเจอแฟนขึ้หึง มีสิทธิ์คอขาดเอาง่าย ๆ เหมือนกันแหล่ะน่า

4. มีเรื่องให้งัดข้อกันอยู่เรื่อย ๆ

แม้ชีวิตคู่ จะเหมือนกับลิ้นกับฟัน ที่มักกระทบกระทั่งกันได้ง่าย แต่หากการทะเลาะกันคือการพยายามทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย โดยไม่สนว่า จะใช้คำพูดต่อว่า ถากถางเยาะย้ย ชนิดดุเดือดเลือดพล่าน โดยไม่แคร์ที่จะรักษาครอบครัวให้มีความสุขต่อไป ก็อาจเป็นเหตุให้เขาหันไปแสวงหาความสุขใจ และการยอมรับจากคนอื่นแทน ซึ่งทำให้เรื่องนอกใจเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งหากไปเจอเด็กสาว ๆ ที่ทำให้หัวใจหนุ่มของเขากระชุ่มกระชวยด้วยความรักขึ้นมาอีกครั้ง แถมเจ้าหล่อนยังพูดหวาน ฟังเพราะ และช่างเอาอกเอาใจกันสุดขีด หัวใจอันแห้งแล้งของเขา ก็ย่อมเบิกบานสดใสเป็นธรรมดา กรณีอย่างนี้จะโทษเขาฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูกหรอก แม้เด็กมันจะยั่วด้วยก็เหอะ ไม่อยากให้เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ลุกลามกลายเป็นปัญหารักหมองต้องไม่ลืมว่า คุณมีสิทธิ์โกรธกันได้ ต่พยายามอย่าถากถางกันหรือมุ่งเอาชนะกันเพราะถ้าคิดจะอยู่ด้วยกัน ก็ต้องถนอมน้ำใจกันหน่อย แม้ในยามที่คุณขุ่นเคืองเขาก็เถอะ และที่สำคัญห้ามทะเลาะกันข้ามคืน ง้อกันบนเตียงนั่นแหละง่ายจะ ตายไป

และหากคนที่เคยแสนดี มีอันต้องปันใจให้คนอื่นกันไปแล้วล่ะก็ คงมีอยู่ไม่กี่ช้อยส์ให้เลือกทำ เอาแบบสาหัสสุด ๆ ก็แนะให้ตัดสวาทกันไปเลย วิธีนี้เหมาะกับคนที่คิดว่า แม้จะต้องอยู่อย่างเดียวดาย ชาตินี้ก็ไม่ขอเป็นสองรองใครเป็นอันขาด แต่หากนอนคิดหลาบตลบแล้ว ยังไง ๆ ชีวิตนี้ขาดเธอฉันคงขาดใจเป็นแน่ ก็ต้องทำใจ ให้อภัย และเริ่มต้นกันใหม่ดู ถ้าเขากลับมารักคุณสุดสวาทเหมือนเดิม เรื่องที่ผ่านมา ก็คิดเสียว่าเป็นแค่ฝันร้าย ลืมไปได้เลย แต่หากเขายังนอกใจซ้ำซาก ต่อให้รักมากแค่ไหนก็เถอะ ถามตัวเองแบบกล้า ๆ กันหน่อย ว่าคุณมีความสุขดีหรือกับการทนอยู่กับผู้ชายหลายใจแบบนั้น

วิธีการฝึกให้ตื่นเช้า

1.ช้าๆได้พร้าเล่มงาม อย่าเปลี่ยนเวลานอนอย่างฮวบฮาบ ลองตื่นให้เร็วขึ้นกว่าเดิมสัก 15 นาที เป็นเวลา 2-3 วันก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยตื่นให้เร็วขึ้นอีก 15 นาที ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะสามารถตื่นได้ตามเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้

2.นอนให้เร็วกว่าเดิมสักนิด หลายๆคนคงจะชินกับการนอนดึกๆ เนื่องจากติดทีวี หรือไม่ก็ติดอินเตอร์เน็ต แต่การกระทำเช่นนี้ควบคู่ไปกับการตื่นเช้ากว่าเดิม จะทำให้ไม่ไหว สุดท้าย อาจจะถึงขั้นต้องกลับไปเริ่มต้นฝึกตื่นเช้ากันใหม่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ง่วง ผมขอแนะนำให้ลองเข้านอนไปก่อน และถ้ายังไม่หลับ ก็ให้อ่านหนังสือไปด้วยเลย แล้วคุณจะพบว่ามันช่วยให้หลับง่ายขึ้นเยอะ

3.ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ไกลๆ ถ้าวางนาฬิกาปลุกไว้ใกล้ๆ เวลามันดัง เราก็จะปิดมันได้อย่างง่ายดาย แต่ถ้าเราลองวางไว้ให้ไกลจากเตียงสักหน่อย เราก็ต้องลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปกดปุ่มปิด ในเมื่อลุกขึ้นมาแล้ว คนส่วนใหญ่ก็คงไม่คิดจะกลับไปนอนอีก (อาจจะมีข้อยกเว้นนะครับ)

4.ออกจากห้องนอนให้เร็วที่สุดหลังจากปิดนาฬิกาปลุกแล้ว อย่าปล่อยให้ตัวคุณเริ่มคิดได้ว่า \”เออ! ไปนอนดีกว่า\” โดยส่วนตัวแล้ว ต่อให้ต้องคลาน ผมก็จะทำและควรจะทำให้มันเป็นอัตโนมัติซะ ผมจะรีบออกจากห้องนอนแล้วไปเข้าห้องน้ำให้เร็วที่สุด หลังจากที่ได้ล้างหน้าล้างตา แปรงฟัน เรียบร้อย ผมก็จะพบว่าตัวเองได้ตื่นเต็มที่เรียบร้อย

5.หาเหตุผลดีๆสักข้อ กำหนดอะไรบางอย่างสำคัญๆที่จะต้องทำในเวลาพิเศษที่ได้รับ มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราลุกขึ้นจากเตียงได้ โดยส่วนตัวแล้ว เหตุผลของการตื่นนอนเช้าๆของผม คือ การได้ใช้เวลาเขียนหนังสือ และเท่าที่ผ่านมา มันทำให้ผมตื่นเช้าได้ทุกวันเลยทีเดียว

6.ใช้เวลาที่ได้รับเพิ่มนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าใช้เวลาที่เยอะแยะนี้ทำอะไรแค่อย่างเดียว หลังจากนั้นก็นั่งอยู่เฉยๆ (ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี) เพราะมันจะทำให้กลับไปนอนอีกครั้ง ตัวผมเอง นอกจากจะเขียนหนังสือแล้ว ผมยังใช้เวลาในตอนเช้าวางแผนสิ่งที่ผมคิดจะทำในวันนี้ เตรียมอาหารให้ลูกๆ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ฯลฯ หลังจากที่ตื่นมาจนถึง 6 โมงครึ่ง ผมได้ใช้เวลาทำอะไรเยอะแยะมากมายมากกว่าตัวผมในอดีต (ตอนที่ยังตื่นสาย) ใช้เวลาทำงานทั้งวันซะอีก

7.ให้รางวัลตัวเองกับการตื่นนอนตอนเช้า ตอนแรกๆ มันอาจจะดุเหมือนกับว่าการตื่นเช้าเป็นการบังคับตัวเองให้ทำอะไรที่ยากแสนยาก แต่มันจะไม่เป็นอย่างนั้นอีกต่อไป ถ้าเรากำหนดรางวัลให้กับความพยายามนี้ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนอาจจะได้ใช้เวลานี้อ่านนิยายที่ตัวเองชอบ บางคนอาจจะได้ใช้เวลานี้ทำอาหารเช้าระดับพระราชาให้ตัวเอง บางคนอาจจะใช้เวลานี้นั่งสมาธิ ไม่นานหรอกครับ การตื่นเช้าก็จะกลายเป็นกิจวัตรประจำวันได้อย่างสบายๆ

24 วิธีแก้เซ็ง

1. ลองหาหนังสือที่ชอบอ่าน .. ควรจะอ่านหนังสือ “ขำขัน” ไม่ควรอ่านหนังสือนิยาย ประเภทรักไม่สมหวัง ชอกช้ำ พระเอกตาย นางเอกโดนจับไปจำหน่ายตั๋ว เพราะมันจะทำให้คุณหดหู่ยิ่งขึ้น

2. ไปเช่าหนังมาดู .. หนังตลกก็ดีน๊ะ อย่าดูหนังเศร้าล่ะ .. ถ้าจะดูหนังผีก็ดู หนังผี ฮา ๆ .. อย่าดูอะไรที่มันสยองน๊ะ .. เพราะมันอาจจะทำให้คุณอยากเป็นผีได้ ..

3. ไปเดินห้าง .. เดินดูของ เดินดูเสื้อผ้า .. เดินเหล่สาว .. เดินมองหนุ่ม ๆ แล้วแต่ชอบเลยจ้า …. จะช้อปให้แหลก ก็ตามสบาย (ระวังเป๋าแฟบล่ะ)

4. ไปออกกำลังกาย .. ไม่ว่าจะเป็น โยนโบลลิ่ง ว่ายน้ำ ฟิตเนส เต้นแอโรบิค วิ่ง ปิงปอง เปตอง ฟุตบอล แบทบินตัน บาสเกตบอล วอลเลย์บอล ขว้างจักร พุ่งแหลม (แล้วแต่ถนัดเลย) ฯลฯ

5. ไปหาอะไร อร่อย ๆ ทาน .. เลือกร้านที่บรรยากาศดี ๆ ไม่น่าเบื่อ มีอะไรแปลกใหม่ท้าทาย .. น่าตื่นเต้น

6. ชวนเพื่อน ๆ คนสนิท ไปนั่งเมาท์กาน .. เมาท์แก้เซ็ง ( อย่าเมาท์เรื่องการเมืองล่ะ 55+ )

7. ไปเที่ยวทะเล สวนสนุก เที่ยวป่า เที่ยวเขา เที่ยวน้ำตก เที่ยวสวนสัตว์ เที่ยวพิพิธภัณฑ์ .. ฯลฯ ถ้ามีตังค์หน่อยก็ไปเที่ยวต่างจังหวัด ถ้าตังค์หนาเป็นฟ่อนก็ไปเที่ยวต่างประเทศเลย ..

8. ไปบ้านเพื่อน .. (ไปบ้านที่ของกินเยอะ ๆ บรรยากาศดี ๆ แล้วก็ไปถล่มเลย) อิ อิ

9. ถ้าเบื่อ ๆ แล้วไม่รู้จะทำอะไรก็ … แกล้งเพื่อนสิ แกล้งอะไรที่มันไม่รุนแรงนะ แกล้งอะไรที่น่ารัก ๆ น่ะ ถ้าแกล้งแล้วเพื่อนโกรธอันนี้ไม่รู้ด้วยล่ะ

10. ชวนเพื่อน ๆ หรือใครก็ได้ ไปดูคอนเสิร์ตที่ชอบ .. ไปเต้นให้มันส์เลย ..

11. ดูตลกคาเฟ่ .. ดูระเบิดเถอดเทิง ดูโทรทัศน์ ดู UBC

12. กินน้ำชา + โรตี ชวนเพื่อน ๆ ไปปาร์ตี้กัน (ไม่มีแอลกอฮอล์น๊ะจ๊ะ)

13. เล่นอินเตอร์เนต แชท กับ เพื่อน ๆ หรือใครก็ได้ ไประบายความเซ็งซะ ..

14. หาเวปไซต์ดี ๆ อ่าน (คงไม่มีใครทะลึ่งไปเปิดเวปโป๊น๊ะ)

15. เล่นเกมส์ .. ไม่ว่าจะเกมส์กด เกมเพล เกมคอม เกม… ฯลฯ (แต่อย่ามากจนเกินควรนะ)

16. ชวนที่บ้านขับรถเล่น .. กินลม ชมเมือง

17. ไป สปา .. (ถ้ามีตังค์หน่อยนะ)

18. ทำกับข้าว .. ใครชอบทำกับข้าว ทำอาหาร ทำขนม ก็ลงมือเลยน๊ะจ๊ะ

19. เขียนไดอารี่ .. เขียนโน่นขีดนี่ วาดภาพ ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นดนตรี .. สร้างบ้าน (บ้านเลโก้น๊ะจ๊ะ)

20. ทำสวน .. (ช่วยคุณพ่อคุณแม่ นะเด็กดี)

21. ทำงานบ้านกวาดบ้านถูบ้าน .. จัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า (เด็กดีภาค 2)

22. คุยโทรศัพท์กับคนที่คุณคิดว่าจะทำให้คุณหายเบื่อได้

23. ฝึกนั่งสมาธิ สงบจิตสงบใจ .. คิดว่าเรื่องบนโลกใบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา

24. นอนหลับ .. นอนซะ นอน .. นอน .. เผื่อตื่นมาแล้วจะหายเบื่อนะจ๊ะ

กูเกิล พลัส (Google+)

กูเกิล เปิดให้บริการ “กูเกิล พลัส” เว็บไซต์สังคมออนไลน์แล้ว หวังแข่งกับ เฟซบุ๊ก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการมากกว่า 500 ล้านราย โดยบริการ “กูเกิล พลัส” (Google+) จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถแบ่งปันภาพถ่าย ข้อความ แสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งรวมถึงบริการแผนที่ หรือ กูเกิล แม็ป (Google Map) และภาพเข้าไว้ด้วยกัน แต่ก็ยังใช้บริการอื่น ๆ ของ กูเกิล ได้เช่นเดิม เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับช่องทางการติดต่อต่าง ๆ ภายในกลุ่มได้อย่างง่ายดาย

สำหรับ กูเกิล พลัส จะมีบริการหลัก ๆ ทั้งสิ้น 5 ประเภท ประกอบด้วย

  • Circles (หรือการแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับบุคคลใกล้ชิด)
  • Hangouts (บริการพูดคุยผ่านระบบวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์)
  • Huddle (การแชทเป็นกลุ่มในครั้งเดียว)
  • Instant Upload (บริการอัพโหลดภาพและวิดีโอส่วนตัว)
  • Sparks (บริการแบ่งปันวิดีโอและบทความ)

ทั้งนี้ ทาง กูเกิล ครองส่วนแบ่งตลาดเซิร์ช เอ็นจิ้น มากกว่าสองในสามของสหรัฐฯ และพยายามหาทางแข่งขันกับ เฟซบุ๊ก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ความพยายามก็ประสบความล้มเหลว หลังบริการ กูเกิล เวฟ (Google Wave) และ กูเกิล บัซ (Google Buzz) ไม่ค่อยได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการมากนัก

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์บางราย ระบุว่า กูเกิล ได้นำเนื้อหาบางส่วนของ เฟซบุ๊ก มาออกแบบเสียใหม่ โดยเพิ่มบริการวิดีโอแชท หรือการพูดคุยผ่านวิดีโอเพิ่มเติมเท่านั้น และ กูเกิล อาจไม่สามารถทำให้สาวกของเฟซบุ๊กเปลี่ยนใจมาใช้บริการใหม่นี้ได้ เนื่องจากผู้ใช้ เฟซบุ๊ก ส่วนใหญ่ก็จะมีสังคมของตนเองอยู่แล้ว อีกทั้ง บริการ กูเกิล พลัส ยังเปิดให้ใช้ในวงจำกัดเท่านั้น แม้ว่าในอนาคตจะมีแผนที่จะเปิดให้ผู้ใช้ในวงกว้างเร็ว ๆ นี้ ดังนั้น การที่ กูเกิล จะชักจูงให้ผู้ใช้เหล่านั้นหันมาสนใจบริการกูเกิล พลัส จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

URL: http://plus.google.com

สรุป 10 เทรนด์ไอที ของปีที่แล้ว (ปี 2010)

1. คลื่นเน็ตบุ๊กยังซัด

ปีที่ผ่านมาคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊กหรือพีซีพกพาตัวเล็กราคาประหยัด สามารถเติบโตได้เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปี 2010 ตลาดเน็ตบุ๊กก็จะยังเติบโตอยู่ แต่อาจไม่โตอู้ฟู้เพราะมีคู่แข่ง

สิ่งที่ชี้ว่าเน็ตบุ๊กจะยังเติบโตต่อไปคือการที่อินเทลเปิดตัวชิป Atom รุ่นใหม่นาม n450 ทำให้เน็ตบุ๊กมีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถรองรับภาพยนตร์ความละเอียดสูงหรือ HD ได้แต่ยังไม่เต็มขั้น มีขนาดบางลง ในราคาสบายกระเป๋า แต่สิ่งที่ชี้ว่าคลื่นเน็ตบุ๊กจะไม่ซัดแรงจนเติบโตอู้ฟู้คืออินเทลนั้นระบุ ว่า ชิป n450 นั้นไม่ได้ผลิตมาสำหรับเน็ตบุ๊กอย่างเดียว แต่สามารถใช้กับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปอื่นๆได้ด้วย ทำให้แล็ปท็อปรุ่นอื่นสามารถหั่นราคาลงเพื่อแข่งกับเน็ตบุ๊กได้อย่างถึงพริก ถึงขิง

สำหรับตลาดคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงานพิเศษหรือ CULV เชื่อว่าจะเติบโตไม่รุนแรงในปี 2010 เพราะผู้ผลิตพีซีจะกดราคาเน็ตบุ๊กลงมาแย่งตลาด โดย CULV อาจครองส่วนแบ่งได้ 30% ในปีเสือ

อีกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีเสือ คือผู้บริโภคจะสับสนเรื่องสายผลิตภัณฑ์พีซีพกพามากขึ้นอีก เนื่องจากการกำเนิดของ”สมาร์ทบุ๊ก (Smartbook)” คอมพิวเตอร์ตัวเล็กเท่าเน็ตบุ๊ก (หน้าจอไม่เกิน 10 นิ้ว) แต่ใช้ชิป ARM ซึ่งนิยมใช้ในสมาร์ทโฟน รองรับไว-ไฟและ3G ต่ออินเทอร์เน็ตได้ บนราคาที่ถูกกว่าเน็ตบุ๊ก

สรุปแล้ว จากภาพที่มองว่าเน็ตบุ๊กใกล้จะสิ้นชีพในปีนี้ แท้จริงแล้วยังไม่แน่นอน เพราะต้องลุ้นผลการต่อสู้ระหว่างเน็ตบุ๊กกับโน้ตบุ๊ก CULV สมาร์ทบุ๊ก สมาร์ทโฟน และที่สำคัญคือ คอมพิวเตอร์แทปเล็ตที่เชื่อว่าจะเป็นกระแสแรงมากในปี 2010

2. พายุแทปเล็ต

แทปเล็ตพีซีคือคอมพิวเตอร์พกพาที่หักฝาพับหน้าจอออกไป แล้วนำหน้าจอสัมผัสมาติดไว้ที่แทนคีย์บอร์ด น้ำหนักเบา หน้าจอราว 7-10 นิ้ว ขณะนี้สินค้ากลุ่มแทปเล็ตพีซีเริ่มออกมาวางจำหน่ายอย่างจริงจังแล้ว และได้รับกระแสตอบรับมากมาย

ทั้งหมดนี้ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่าพีซีพกพาแต่ละชนิดจะโรมรันแข่งขันอย่างหนักในปี 2010 แต่ประเด็นที่จะยังเป็นคำถามสำหรับแทปเล็ตพีซีคือความเชื่อว่า ผู้บริโภคยังไม่ต้องการแทปเล็ตพีซี เพราะประสิทธิภาพที่ไม่หนีจาก CULV เครื่องอ่านอีบุ๊ก และเน็ตบุ๊ก แถมราคาก็ยังอยู่ในระดับที่แข่งขันไม่ได้

3. กระแสเครื่องอ่านอีบุ๊ก

ปี 2010 ถูกมองว่าจะเป็นปีแห่งสงครามดิสเพลย์ หนึ่งในผู้ร่วมชิงชัยคือเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรืออีรีดเดอร์ (eReader) เชื่อว่ายอดขายอีรีดเดอร์จะทะลุ 6 ล้านเครื่องในปี 2010 บนฝีมือการผลิตของบริษัทไม่ต่ำกว่า 30 แบรนด์ แต่ละแบรนด์มีจำนวนมากกว่า 1 รุ่น

จุดเด่นของอีรีดเดอร์นั้นอยู่ที่การประหยัดพลังงาน เหมาะกับการแสดงผลตำรา อ่านง่าย รองรับไฟล์เอกสารได้หลากหลาย ล่าสุด มีรายงานว่าโรงงานผลิตหน้าจอในประเทศไต้หวันลงมือผลิตจออีอิงค์ชนิดใหม่ที่ มีราคาถูกลง ทำให้เชื่อว่าอุปกรณ์อีรีดเดอร์ทั้งหลายจะมีราคา 99 เหรียญในปีหน้า จากที่ปัจจุบันมีราคาราว 259 เหรียญ

อย่างไรก็ตาม อีรีดเดอร์นั้นมีความสามารถที่จำกัด ค้านกับคำพูดของเจ้าพ่อสตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอแอปเปิลที่บอกว่าอุปกรณ์ไอทีต้องทำได้หลายอย่าง ทำให้อนาคตของอีรีดเดอร์ยังมีภาพหมอกปกคลุมอยู่ แถมยังมีข้อจำกัดเรื่องการเปลี่ยนหน้าช้า และยังไม่มีจุดขายที่แข็งพอจะสู้กับคู่แข่งรายอื่นในสงครามดิสเพลย์ ซึ่งยังต้องรอลุ้นว่าอีรีดเดอร์จะแจ้งเกิดได้ในปี 2010 หรือไม่

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของอีรีดเดอร์คือการรวมอีรีดเดอร์และแทปเล็ตพีซี ไว้ด้วยกัน ออกมาในรูปอีรีดเดอร์จอสี 2 จอ หนึ่งในสองจอสามารถต่ออินเทอร์เนตเพื่อเลือกไฟล์อีบุ๊ก

นอกจากนี้ กระแสอีรีดเดอร์ยังปรากฏในอุปกรณ์อื่นๆด้วย นั่นคือโปรแกรมอีรีดเดอร์บนอุปกรณ์พกพาที่ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดไปติดตั้งได้ เช่น โปรแกรมคินเดิลฟอร์ไอโฟน เป็นต้น ซึ่งเมื่อสังเกตให้ดีจะพบว่าแพลตฟอร์มอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน และอินฟราสตรัคเจอร์ คือพื้นฐานที่สอดคล้องกันของ Gadget ในปี 2010

4. มนต์สะกดวินโดวส์เซเว่น

สำนักวิจัยไอดีซีเชื่อว่าปี 2010 ผู้ใช้วินโดวส์เซเว่นจะเติบโตรวดเร็วมากจนมีสัดส่วน 50% เมื่อเทียบกับผู้ใช้ทั่วโลก วินโดวส์เซเว่นจึงเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่จะมาแน่นอนในปี 2010

แม้จะมีการใช้งานวินโดวส์เซเว่นแพร่หลาย แต่ปี 2010 จะเป็นปีที่หลายบริษัทพร้อมใจกันออกบริการคลาวด์คอมพิวติง ที่มีแนวคิดหลักว่าผู้ใช้จะเก็บข้อมูลไว้ที่ใดก็ได้ ใช้ข้อมูลได้ไม่สิ้นสุด และสามารถเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ปี 2010 จึงเชื่อว่าพฤติกรรมการใช้ซอฟต์แวร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเปลี่ยนแปลงชัดเจนยิ่งขึ้นในปีนี้ จากการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงในเครื่อง มาเป็นการเรียกใช้ซอฟต์แวร์จากอินเทอร์เน็ตแทน

ไมโครซอฟท์จึงต้องรับศึกการต่อสู้ระหว่างโลกเดสก์ท็อปและโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยการเปิดตัวบริการ Azure (อะซัวร์) บริการคลาวด์คอมพิวติงที่อาจจะร่วมเป็นอีกแรงสะกดผู้บริโภคในปี 2010

คู่ต่อสู้ตัวแม่ของไมโครซอฟท์ในปีนี้หนีไม่พ้นกูเกิล ที่กำลังจะเปิดตัวระบบปฏิบัติการออนไลน์ของตัวเองในชื่อ ChromeOS กูเกิลระบุว่าโอเอสของตัวเองสามารถทำงานได้ดีบนคอมพิวเตอร์พกพาทั้งเน็ตบุ๊ก และแทปเล็ตพีซี เท่ากับกูเกิลขอมีเอี่ยวในกระแสคอมพ์พกพาที่เชื่อว่าจะเชี่ยวกรากในปี 2010 อย่างเต็มตัว

กูเกิลมองว่าผู้ใช้แล็ปท็อป จะกลายพันธุ์เป็นผู้ใช้เน็ตบุ๊ก ขณะที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะกลายเป็นผู้ใช้แทปเล็ตพีซี

5. อาณาจักรทีวีอินเทอร์เน็ต

ตลาดทีวีอินเทอร์เน็ตในปี 2010 เชื่อว่าจะมีความคึกคักสุดขีด เพราะนอกจากความสะดวกสบายจากการเล่นอินเทอร์เน็ตบนทีวีจอยักษ์ การตอบโจทย์เรื่องข่าวอัปเดทล่าสุดจากสถานีข่าวในประเทศไทย (เนชันจับมือกับซัมซุง) วิดเจ็ทสารพัดประโยชน์บนหน้าจอทีวี และตัวคอนเทนท์วิดีโอบนอินเทอร์เน็ตในขณะนี้ที่มีคุณภาพและมีความหลากหลายไม่ต่างจากคอนเทนท์บนทีวี ล้วนเสริมบารมีให้ทีวีอินเทอร์เน็ตเติบโตในปี 2010 อย่างต่อเนื่อง

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับทีวี 3 มิติอย่างแว่นตาก็เชื่อว่าจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปี 2010 ซึ่งล่าสุดมีการผลิตแว่นตา 3 มิติแบบไฟฟ้าด้วย คุณสมบัติคือการปรับเป็นภาพ 3 มิติให้อัตโนมัติ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้มากกว่าแบบไร้ไฟฟ้าที่ผู้บริโภคต้องปรับสายตาเอง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการเปิดตัวทีวี 3 มิติเพื่อเร่งทำตลาดในปี 2010 ของค่ายปลาดิบเช่น พานาโซนิก และโซนี่ ขณะที่ผู้ผลิตฝั่งเกาหลีระบุว่าจะมุ่งพัฒนาระบบกระจายสัญญาณภาพโทรทัศน์ 3 มิติเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับอรรถรสสมจริงจากจอแก้วที่บ้าน

6. อหังการเครือข่ายสังคม

เมื่อทุกอุปกรณ์ไอทีในปี 2010 ล้วนมีฟังก์ชันเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยืนพื้น การขยายตัวของโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือเครือข่ายสังคมจึงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น เพราะเมื่ออินเทอร์เน็ตพร้อมเท่าไหร่ ผู้บริโภคก็พร้อมจะอัปเดทคอนเทนท์บนโซเชียลเน็ตเวิร์กมากเท่านั้น

ที่สำคัญ คอนเทนท์ที่เติบโตรวดเร็วจะมีผลต่อเสิร์ชเอนจิ้นหรือระบบค้นหาข้อมูลออนไลน์ในปี 2010 ด้วย เนื่องจากเสิร์ชเอนจินรายใหญ่อย่างกูเกิลและบิง ประกาศจับมือกับเครือข่ายสังคมทั้งเฟสบุ๊กและทวิตเตอร์เพื่อให้ชาวออนไลน์สามารถเสิร์ชพบข้อมูลอัปเดทนาทีต่อนาทีในเครือข่ายสังคมได้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรียลไทม์เสิร์ชในอนาคต

นอกจากเรียลไทม์เสิร์ช เชื่อว่าเครือข่ายสังคมจะให้กำเนิดตลาด”เรียลไทม์ช็อปปิ้ง” ในปี 2010 ด้วย เช่น การขายของผ่านทวิตเตอร์ ซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อได้เลยขณะโฟลโลว์ เป็นต้น

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ใช้เฟสบุ๊กทั้งสิ้น 1.6 ล้านคน และผู้ใช้ทวิตเตอร์ 30,000 คน คาดว่าจะมีการเติบโตราว 3 เท่าตัวในปี 2010

7. ทอร์นาโดไฮสปีด

ทิศทางอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนั้นมาแรงมากในปี 2010 สถิติผู้ใช้ในประเทศไทยบรอดแบนด์ขณะนี้มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านรายแล้ว คาดว่าจะมีอัตราขยายตัวเกิน 3 ล้านรายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดในประเทศไทยขณะนี้คือ 30 Mbps

เมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลาย สิ่งที่จะเกิดคือความนิยมเรื่องไฟล์แชร์ริ่ง โดยเฉพาะการโหลดบิต ขณะเดียวกัน ภัยออนไลน์ทั้งภัยบ็อตเน็ตและหนอนคอมพิวเตอร์ก็จะหนักขึ้นด้วย โดยในปี 2010 เชื่อกันว่าโปรแกรมให้ผู้บริโภคสร้างมัลแวร์เองจะได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น รวมถึงภัยเมลหลอกลวงให้ช่วยเหลือสังคม และภัยคุกคามบนอุปกรณ์เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เช่น ไอโฟน ก็เชื่อว่าจะมีความเสียหายหนักกว่าเดิม

โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจะช่วยกระตุ้นตลาดสมาร์ทโฟนทั้งแอนดรอยด์ และไอโฟน แต่ก็จะกระตุ้นให้มีการขโมยทรัพยากรเครือข่ายมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ ไวรัสบนเครือข่าย, ไวรัสบนวินโดวส์เซเว่น และไวรัสบนแมคอินทอชก็คาดว่าจะวาดลวดลายหนักข้อขึ้นในปี 2010

8. สมาร์ทโฟนคำราม

เชื่อขนมกินได้เลยว่าสมาร์ทโฟนในปี 2010 จะแข่งขันดุเดือดกว่าทุกปีที่เป็นมา มีการคำนวณว่าสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ไม่ต่ำกว่า 50 เครื่องจะพากันแจ้งเกิดในปี 2010 พร้อมกับมีข่าวลือว่าไอโฟนรุ่น 4G จะแจ้งเกิดในเดือนกรกฏาคม 2010 โดยปรับให้มีกล้องดิจิตอลด้านหน้า พร้อมหน้าจอสว่างกว่าเดิม กล้อง 5.2 ล้านพิกเซล รองรับบลูทูธ

คำถามที่เกิดขึ้นคือเมื่อแอนดรอยด์และไอโฟนมาแรง ยักษ์ใหญ่โนเกียจะออกหัวก้อยอย่างไรต่อไป เป็นอีกเรื่องที่โลกต้องลุ้นกันในปี 2010 ขณะเดียวกัน ไมโครซอฟท์ก็ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่าวินโดวส์โมบายล์ 7 จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 ปี 2010 ความล่าช้าที่เกิดขึ้นย่อมมีผลต่อการทำตลาดของไมโครซอฟท์ด้วย

ในส่วนของตลาดแอปพลิเคชัน ตลาดแอนดรอยด์ถูกประเมินว่าจะมี 80,000 แอปพลิเคชันในปี 2010 จาก 20,000 แอปพลิเคชันในปี 2009 เทียบกับไอโฟนที่มีอยู่แล้วเกิน 100,000 แอปพลิเคชัน

บริษัทวิจัยตลาดประเมินกันว่าสมาร์ทโฟนจะมีสัดส่วนตลาดราว 38% ของตลาดรวมโทรศัพท์มือถือในปี 2013 เพิ่มขึ้นจาก 9% ในปี 2009

9. Real 3G ยังไม่เห็น

ขณะนี้ ผู้บริโภคชาวไทยบางส่วนเริ่มได้เห็นบริการอินเทอร์เน็ต 3G จากโอเปอเรเตอร์บางค่ายแล้ว คาดว่าจะได้เห็นบริการเพิ่มขึ้นในช่วงกลางปี 2010 อย่างไรก็ตาม บริการประเภท Real 3G หรือบริการ 3G แบบของแท้บนคลื่นความถี่ 2100 MHz นั้นจะเกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ทันปลายปี 2010 แน่นอน เนื่องจากโอเปอเรเตอร์จะต้องใช้เวลาติดตั้งระบบอย่างน้อย 6 เดือนหลังได้รับใบอนุญาตหรือไลเซนส์ 3G ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนถึงกำหนดการอนุมัติไลเซนส์อย่างเป็นทางการ

10. โลกใหม่เอ็มคอมเมิร์ซ

เอ็มคอมเมิร์ซ หรือ M-Banking บริการการเงินบนโทรศัพท์มือถือนั้นถูกมองว่าเป็นเทรนด์แรงของโลกในทุกๆปี แต่กลับไม่มีอิทธิพลเท่าที่ควรในประเทศไทยตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ทุกธนาคารจะมีให้บริการแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่เสมอคือความมั่นใจผู้บริโภค และพฤติกรรมการซื้อของคนไทยที่ไม่เอื้ออำนวย

ฉะนั้น ความชัดเจนว่ากระแสอินเทอร์เน็ตร้อนแรงในปี 2010 จะช่วยกระตุ้นให้บริการการเงินบนอุปกรณ์เคลื่อนที่เติบโตยิ่งขึ้น จึงถูกสั่นคลอนเพราะความไม่มั่นใจของผู้บริโภค เอ็มคอมเมิร์ซในปีนี้จึงยังไม่มีทิศทางชัดเจนว่าจะมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าใด