นกมีชีวิต..

พยายามเดินจากมาอย่างเงียบๆ

ไม่ต้องการบอกเล่าหรืออธิบายอะไร

ไม่ใช่ว่าไม่มีหัวใจ

ก้อเพราะรู้สึกจึงก้าวเดินออกมา

ขอบคุณทุกช่วงเวลาที่ผ่านเลยมา

ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า

เป็นผู้หญิงที่เลิศเลอไม่แพ้ใคร

ถ้าเปรียบดังนกฉันคงเป็นนกที่อยู่ในกรงทอง

ที่ใครมองแล้วต่างอิจฉา

แต่ใครจะเข้าใจความรู้สึกของนกที่อยู่ในกรง

อิสระที่มันเฝ้าโหยหา

ปีกสองข้างที่ต้องการโบยบิน

มันห่างไกลเหลือเกิน

ความรักที่เจ้าของหยิบยื่นให้

รักในสิ่งที่เค้าอยากให้เป็น

จนลืมมองดูนกที่อยู่ในกรงว่ามันต้องการอะำไร

ขอเพียงอิสรภาพอันน้อยนิด

นกที่มีชีวิตคงไม่บินจากเธอไป…

 

นิยามของสำโรง

  • เมืองหลวงของเด็กแวนซ์ในย้านนี้
  • ซอยนี้มีพี่ใหญ่คุมคือสองแถวครับ ขับรถยังกะนึกว่ารถตัวเองคันเล็กมาก กระเป๋านึกว่าเพิ่งพ้นคดีมา ไม่ก็เป็นแบบป้าวัยทองหน้าเป็นตูด วันดีคืนดี กระเป๋ารถมันพาเพื่อนขึ้นไปสังสรรค์กันด้วย 555 แต่ละคนพูดเพราะจนขนลุก
  • รถซูบารุก็ซิ่งพอๆกัน แถมยังมอเตอร์ไซค์ทั้งมอเตอร์ไซค์วิน ที่มีรู 5 เซน ตูก้อจะแซง แลัวนี่ยังไม่นับ มอเตอร์ไซค์แวนซ์อีกนะ อันนั้นไม่ต้องพุดถึง เหม็นเขียวครับ หึหึ
  • อิมสำโรง เป็นที่สุดแห่งความสุนทรีย์ืในการจับจ่าย การเดินในห้างนี้ (เอ่อ ไม่อยากเรียกว่าห้างเลยให้ตายสิ) คุณจะได้รับการฝึกครอสระวังภัย โดยไม่ต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว โจรเอย เด้กแวนซ์เอย แล้วไหนจะบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับตลาดสดที่อยู่ข้างๆกันนั่นแหล่ะ วันดีคืนดี แผ่นฝ้าตกลงมาไม่รู้ด้วยนะ หึหึ ยัง ยังไม่หมดแค่นั้น ในช่วงเวลานาทีทอง (มันก้อทองตลอดวัน) คุณจะพบเห็นฝูงชนมากมาย ไม่รู้มันอัดเข้าไปเดินกันในนั้นไง อ้อ บริเวณทางเข้าใหญ่หน้าห้าง จะมีบันไดยาวๆ เป็นที่นัดพบของบรรดาเด็กแวนซ์สกอยซ์ ไม่ก็หนุ่มสาวโรงงาน ขอบอกว่า ผมเคยเห็นกับตาว่ามีการส่งยา ต่อราคาขายตัว ทั้งหญิงทั้งชายเลยครับ หน้าห้างมันนี่แหล่ะ
  • สะพานลอย 3 พี่น้อง พี่ใหญ่ ตอนนี้กลายเป็นสะพานที่หลอนที่สุดไปแล้ว เคยติดป้ายไว้ว่าสะพานชำรุดห้ามใช้ แต่สุดท้าย ก็ต้องยอมแพ้ เอาป้ายออกไป แจ็คพอต ตกไปตายไม่รู้ตัว สะพานอิมเก่า ก็เน่าสุดๆ ดึกๆลองไปเดินสงบจิตสงบใจดูนะครับ สะพานอิมใหม่ก็นะ ขายของกันทุกตารางนิ้วจริงๆ
  • มาจากบางนา จะไปอิมสำโรง ทางลอดผ่านใต้สะพาน ก็แฉะตลอดปี ไม่ว่าฤดูอะไรครับ อุดมสมบูรณ์มากๆ
  • หน้าปากซอยวัดด่าน ทั้งคน สองแถว ตุ๊กๆ สามล้อถีบ มอไซค์ จะขวักไขว่ ตลอด 24 ชม. จริงๆ ไม่รู้จะไปไหนกัน
  • ผมนั่งรถกลับจากมหาวิทยาลัย (แถวรังสิต) ถึงบางนาราวๆ 50 กม.ใช้้เวลา 40 นาที แต่จากลงทางด่วนบางนา ไปสำโรงราวๆ 2-3 กม. ใช้เวลาร่วมมากกว่า 30 นาทีตลอดครับ นี่รถโดยสารนะครับ คาดว่าเพราะว่าลงทางด่วนมา ถนนจะถูกลดเลนลงไปอีก 1 เลน เจอไฟแดงและแยกที่ห่างกันไม่ถึง 500 เมตรมากมาย กรมอุตุ ลาซาล แบริ่ง สันติคาม ซอยข้างซุปเปอร์เซฟ วัดด่าน กว่าจะไปถึงได้ นั่งกันหน้าดำคร่ำเครียด
  • หากท่านที่เคยใช้บริการรถตู้จากสำโรง-ฟิวเจอรรังสิต-สำโรง ท่านจะได้พบกันสุดยอดการบริการเหนือระดับประทับใจ ไม่มีวันลืม สภาพรถที่แสนจะคลาสสิค นั่งริมห้ามพิงเพราะฝาอาจจะหลุด ม่านทีี่บังแสงดำชนิดผ้าเช้ดเท้าเรียกพี่ เบาะแคบจนจะได้เสียกัน ยัดมันเข้าไป 3-4 คนต่อเบาะ คนขับเหมือนหลุดคดีมา แถมที่สำคัญ ถ้าท่านไปยืนรอที่วินรถตู้ข้างหน้าอิม ท่าจะไ้ด้พบกับบรรดาผู้โดยสารที่อบรมมารยาทมาอย่างดี ไม่มีการต่อแถว กระเสือกกะสนเอาเอง รถยังจอดไม่สนิทแม่งก็ขึ้นไปกันหมดแล้ว แถมยังแบกข้าวของยังกะจะย้ายบ้าน เอือมมากๆ หลังๆผมยอมนั่งรถเมลล์ไปนั่งบีทีเอส สบายใจกว่า
  • ป้ายรถเมล์ที่ยาวที่สุด หลังๆมานี่มีการจัดระเบียบใหม่ แตกออกเป็นสองป้าย ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะไม่สามารถรู้ได้ว่าสายไหน มันจะจอดที่ป้ายไหน ป้าย 1 หรือ 2 เพราะทางการได้ปิดประกาศไว้ใหญ่มาก ขนาดราวๆกระดาษเอ 3 เป็นป้ายรถเมล์ที่เหมาะกับนักกีฬาวิ่งแข่ง มาเก็บตัวฝึกซ้อมยิ่งนัก
  • ไม่มีที่ว่างให้คุณยืนเล่น จะเดินก็เดิน จะหยุดซื้อของก็รีบๆหน่อย ที่ว่างๆทั้งหลายจะกลายเป็นที่ขายของทุกตารางนิ้ว ขายอะไรกันมากมายฟะ นอกจากนั้น แม้ที่ว่างเพียงกระดาษเอ 4 ขอทานก็จะมาจับจองราวกับบ้านเอื้ออาทร นั่งกันสลอน มีทุกเสาไฟ ใครใจบุญก็ควรแลกเหรียญมาเยอะๆหน่อยละกัน
  • พื้นถนน ที่เรียบราวกับโลกดาวอังคาร ทางเท้าที่อาจจะเดินสะดุดแผ่นหินตายได้ ไม่มีช่วงใหนเลย ที่คุณจะได้สัมผัสกับความเรียบเวลาเดิน
  • หากคุณจะเลี่ยงด้วยการใช้เส้นทางอื่น เราขอแนะนำดังนี้ มาจากบางนาเลี้ยวขวาไปบางนาตราด เข้าศรีนครินทร์ คุณเห็นถนนกว้างใหญ่ อย่าเพิ่งดีใจไป ติดบรรลัยพอๆกัน นอกจากนี้หากคิดจะใช้ทางลัดตามซอยเล็กๆเพื่อที่จะทะลุมาสำโรง เราขอเตือน เพราะก็ติดบรรลัยพอๆกัน
  • ถนนทางรถไฟสายเก่าที่มาจากสรรพาวุธบางนา ผ่านหลังห้างอิมไปโผล่ปู่เจ้า ผมไม่รู้จะบรรยายสรรพคุณได้อย่างไร เพราะทุกตารางเซน มีเรื่องราวครับ 555
  • ไม่จำเป็นจริงๆ ผมขอเตือนว่าอย่าผ่านไปเด็ดขาด หากภูมิคุ้มกันทางสังคมคุณไม่แข็งแรงพอ
  •  เรียนจบแล้วทำงานแล้ว เดี๋ยวเก็บเงินได้ ผมจะขอร้องแกมบังคับให้พ่อแม่ น้องๆ ออกไปอยู่ที่อื่นกันดีกว่าครับ เพราะที่นี่ เมืองมันตายแล้วยังไม่พอ เน่าอืดอีกตะหาก
  •  ปล.นายกเทศมนตรีและพวกกรรมการอะไรทั้งหลายนั่น สิบปีมาแล้ว ผมก็เห็นหน้าเดิมๆมันตลอด หึหึ อย่าให้พูด ไปดูบ้านมันแต่ละคนสิครับ 
  • เมื่อก่อนกลับบ้านทุก 2-3 วัน เดี๋ยวนี้เดือนละครั้งก็สุดทนละครับ

ทำอย่างไรให้เป็นที่รักของคนอื่น

1. ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ
คือการไม่เสแสร้งเข้าใส่กันและกัน การดูถูกดูหมิ่นและเหยียดหยามผู้อื่น การเป็นคนวางท่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เองที่เป็นเหตุให้คนเราขาดเพื่อนที่จริงใจ ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้ผู้อื่นรักและชื่นชม ก็คงต้องปฏิบัติตัวเสียใหม่ ทำตัวเราให้น่ารัก เป็นคนที่พูดจาจริงใจ ปากตรงกับใจเป็นดีที่สุด และไม่ควรกระทำการใด ๆ ที่ผู้อื่นเดือดร้อนโดยเด็ดขาด

2. อารมณ์ดี
เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ร่าเริง ไม่เคร่งเครียดคิ้วขมวดติดกัน เพราะคงไม่มีใครที่อยากเข้าใกล้กับคนที่มีนิสัยขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ฉุนเฉียว มีความก้าวร้าว อารมณ์ร้าย และรุนแรง หรือเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนง่าย ๆ และยิ่งถ้าเราเป็นคนอารมณ์ไม่ดีอยู่เสมอ ๆ ต้องหาสาเหตุแล้วแก้ไข มิฉะนั้น ตัวของเราเองจะกลายเป็นคนไร้เพื่อน และสังคมไม่ให้การยอมรับอีกด้วย เพราะคนอื่น ๆ จะดีตัวออกห่างเราไปทีละคนสองคน เพื่อไปหาคนที่อารมณ์ดีที่เขาอยู่ใกล้แล้วสบายใจ

3. สนใจฟัง “เขา” มิใช่พูดแต่เรื่องของตนเอง
เช่น เรากำลังสนทนาอยู่ในกลุ่มเพื่อน แต่เราคุยฟุ้งแต่เรื่องส่วนตัวของเรา…”เมื่อวานนี้ไปเที่ยวทะเลมา สนุกมาก ได้เล่นน้ำทะเลกันจนเย็นแถมตัวดำอีก พอกลับมาเมื่อเช้านี้คุณแม่เกิดไม่สบายกะทันหัน ต้องพาไปโรงพยาบาล และไม่มีใครดูแลคุณพ่อที่เป็นอัมพฤกษ์..” จากคำพูดข้างต้น คนที่พูดก็ช่างเจรจาเหลือเกิน พูดถึงแต่เรื่องตัวเอง โดยที่ไม่เปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ ในกลุ่มใดพูด หรือแสดงความคิดเห็นบ้างเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วคนเราที่เป็นกลุ่มเพื่อนกันก็คงต้องการคุยเรื่องของตนเองให้เพื่อนฟังบ้างแต่ต้องมีการแลกเปลี่ยน และสนใจเรื่องของเขามากกว่าพูดแต่เรื่องของตนเอง

4. รู้จัก “ให้” และ “รับ”
ข้อนี้คงไม่ต้องบอก เพราะใคร ๆ ก็รู้ แต่ก็มีคนจำนวนมากไม่ยอมปฏิบัติ มีแต่จะรับข้างเดียว หวังแต่ผลประโยชน์ที่จะเกิดกับตัวเองเพียงเท่านั้น ส่วนคนอื่นไม่สนใจ ซึ่งคนประเภทที่ชอบรับข้างเดียว ไม่ได้ให้ผู้อื่นตอบแทนบ้างเลย จัดเป็นคนที่มีลักษณะเป็นคนเห็นแก่ตัว…คนมักมาก, คนเอาเปรียบ, คนเอาแต่ได้ แต่คนที่ให้มากกว่ารับจะมีเพื่อนมากกว่าคนที่รับมากกว่าให้อย่างแน่นอน การให้และการรับไม่ได้หมายความเฉพาะวัตถุ แต่รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน หรือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการให้ที่มีคุณค่ามาก และโดยปกติคนทั่วไปก็คงชอบคนที่ให้เราบ้างยอมรับจากเราบ้างเพราะเวลาเขารับอะไรจากเรา เรารู้สึกดีใจและพอใจ แต่ถ้าคุณเป็นฝ่ายรับจากเขาอยู่ข้างเดียว ก็คงต้องรู้สึกระอาใจบ้างไม่มากก็น้อย

5. มองโลกในแง่ดี
เราลองหันไปมองรอบ ๆ ตัวเราว่าเป็นอย่างไร โดยขอให้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล ไม่ตำหนิ หรือติเตียนสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เช่น คนนี้เป็นคนไม่ดี บ้านนี้มีอะไรที่แปลกและน่ากลัว ผู้หญิงคนนี้ไม่น่าคบ ฯลฯ คงเห็นแล้วว่าถ้าคนเรามีความคิดเช่นนี้กันทุกคน สังคมก็คงวุ่นวายน่าดูและคงมีแต่ปัญหามากมายที่จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราลองมองโลกในแง่ดีบ้าง และทำเป็นประจำอยู่ตลอด คนที่อยู่ใกล้เราก็จะมีความสุข

ตกลงว่า…เธอกับเค้าคนนั้น รักกันใช่ไหม

ตอนนี้ฉันไม่อาจบอกความรู้สึกของตัวฉันเองได้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร

ฉันรักเธอ แต่เธอล่ะ รักใคร เธอรักเค้าคนนั้นที่เป็นเพื่อนสนิทของฉัน

ฉันควรจะดีใจหรือเสียใจดี

ตอนนี้ฉันเหมือนคนไร้ความรู้สึก ฉันยินดีด้วยนะกับเธอทั้งสองคนที่ฉันรัก

เวลาเธออยู่ด้วยกันเธอคงมีความสุขมาก  ฉันมันเป็นแค่ส่วนเกิน

เธอรู้ไหมเวลาที่เธอเดินข้างกันฉันไม่อยากจะเห็นภาพนั้นเลย ฉันขอหลีกทางดีกว่า

ฉันไม่สามารถที่จะทนเห็นภาพเหล่านั้นได้

ฉันคงน่ารังเกียจมากที่รู้สึกแบบนั้น

เธอรักเค้าและเค้าก้อรักเธอมากเช่นกัน ฉันรู้ดี

รักกันให้นานๆนะ