ยอม

เธอรู้ใช่มั้ย…ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็ยินยอม
พร้อมจะเป็นทุกอย่างได้เพื่อเธอ…
เพราะรักเธอมันมากกว่าสิ่งจะจากไป

และเพราะเหตุนี้
ไม่ว่าเธอจะเจ็บ…จะสุข
เธอจะมีใคร หรือไม่มีใคร
ฉันก็ยังยืนอยู่ตรงนี้…และพร้อมจะเฝ้ารอเธอที่ตรงนี้
เพื่อโอบกอด….และมอบความรักแก่เธอ

- – -

เจ็บมาจากไหน…ฉันพร้อมดูแล

แต่หากเธอทำร้ายกันอีกครั้ง

ฉันจะไม่ยอม…

จะไม่ยอมให้เธอจากไปอีกแล้ว…

แม้จะเจ็บอย่างไร..ก็ยอม

darkness

คุณชอบเวลากลางคืนมั้ย ? และถ้าคุณชอบ คุณชอบเพราะอะไร ?

ใครหลายคนที่ฉันพบเจอ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบเวลากลางคืน
แม้ว่าเหตุผลที่ต่างออกไป..แต่มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันช่างแปลกแยก

แต่ก็ความจริงที่ฉันแปลกแยกออกไปจากคนพวกนั้น
อาชีพของฉัน สภาพแวดล้อมที่ฉันเห็นและเติบโตมาพร้อมกับมัน
ทำให้ฉันเกลียดความมืด เกลียดยามค่ำคืน
แต่แม้ว่าความเกลียดจะมากเพียงใด ฉันก็ยังหนีมันไม่พ้นสักวัน

ทุกค่ำคืน ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก..ฉันจะเห็นเงาของคนสองคนจากแสงที่เล็ดลอดจากไม้กระดานที่กั้นฉากให้เป็นห้อง..ที่แม่เรียกว่าทำงาน
ฉากไม้เล็กๆไม่เคยปิดบังอะไรจากสายตาและความรับรู้ของฉัน
“ที่ฉันทำเพราะอยากให้แกได้ดี ให้ไปไกลกว่าฉัน ”
นี่คือคำที่แม่พร่ำบ่นทุกวัน

คืนแล้วคืนเล่า ที่ฉันเฝ้าภาวนาขอให้ฉันติดปีกและโบยบินไปจากที่นี่
ซ่องนรกที่กักขังความเป็นผู้หญิง..ที่กักขังฉันจากโรงเรียน ความหิวโหย ที่ไม่มีวันจบสิ้น

แต่แล้วฉันก็ยังอยู่ตรงนี้ … พร้อมกับคำด่าแช่งในใจต่อพวกผู้ชายมักมาก
ต่อเศษเงินที่ฉันต้องยอมแลกเพื่อประทังความรู้สึกแสบร้อนในท้อง

ฉันก็ไม่ต่างจากแม่..ทำเพราะอยากได้ดี
แต่ฉันคงไม่ได้ดีไปกว่านี้…ไปกว่าการทอดกายเพื่อแลกเงินมายาใส้

ทุกค่ำฉันจะยืนที่ตรงนี้.. พร้อมกับบอกตัวเองว่าเดี๋ยวก็เช้าแล้ว
และทุกชายที่เข้ามาฉันมักจะถามเค้าว่า ชอบตอนกลางคืนมั้ย และเพราะอะไร? ฉันพยายามหาเหตุผลให้ฉันชอบเวลานี้
เพื่อที่ฉันจะได้ไม่หดหู่และท้อแท้ไปมากกว่าที่เป็นอยู่
แต่ฉันกลับพบแค่ความมืดในหัวใจ..เหมือนความมืดบนท้องฟ้าวันนี้

วันนี้ที่ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาคุยกับฉันสักคน…
ใกล้จะเช้าแล้ว..อาหารยังไม่ตกถึงท้องตั้งแต่เช้าวานนี้
แถมในท้องก็มีสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการขายร่างกายขึ้นมาอีก..
ความมืด..ช่างโหดร้ายเสียจริง
ชีวิตฉันมันบัดซบ… จะโทษฟ้าโทษลมก็คงไม่ได้
ฉันจึงขอคาดโทษกับตัวเองในคืนมืดเช่นนี้…ณ ที่ตรงนี้

ความผิดทั้งหลายจงอภัย … เพราะฉันไม่อาจสู้กับความมืดในสังคมได้อีกต่อไป….

รุ่งเช้าหนังสือพิมพ์พาดหัวตัวหนาใหญ่ “หญิงไทยไปไกลถึงฮอลลีวูด ”
มีต่อหน้า 16…
เลื่อนลงมามีกรอบเล็กๆด้านซ้ายว่า
“โสเภณีท้องอ่อนแขวนคอตาย…สนามหลวงเช้ามืดนี้”

เหงาจัง

ฉันก็ไม่แน่ใจเลย…
ว่าระหว่างเราสองคนจะเป็นยังไงต่อไป
จะคบกันแบบนี้ต่อไปได้นานแค่ไหน….

ดูไปแล้ว เหมือนฉันจะเป็นฝ่ายวิ่งตามเธอมากกว่า
เหมือนว่าเธอไม่ค่อยได้ใส่ใจฉันเท่าทีควรเลย ฉันยังรู้สึกเหงา
ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่มีใคร…นั่นเป็นเพราะเธอไม่สนใจฉันใช่มั้ย
เหงามากๆ…ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ความเหงาถึงได้มาอยู่ข้างๆฉันตลอด

อยากมีใครสักคนที่มาคุยกับฉัน คุยกันในทุกๆเรื่อง
อยากมีคนที่คอยเป็นเพื่อน มาอยู่ใกล้ๆคุยเล่นกัน
อยากมีคนมากอด ซุกตัวใต้ผ้าห่มให้อุ่นๆ
อยากมีคนคอยห้าม คอยบ่น
อยากให้คน คนนั้นเป็นเธอจังเลยนะ
ถ้า…แค่เธอจะมาอยู่ตรงนี้ ในเวลานี้ คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะ

เหงาจัง.

happy day*

สองสัปดาห์กับสามวัน..ฮ่องกง

วันนี้เป็นวันหยุดของที่นี่
คนที่ร้านแม่เยอะแยะ และแม่ก็งานยุ่งเป็นพิเศษ
และวันนี้ฉันอารมณ์ดีและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
ไม่ใช่เพราะวันนี้เป็นวันหยุด

ทำไมรู้มั้ย ?…

เพราะเมื่อคืนแม่มาคุยกับฉัน และบอกว่า
“แม่อยากให้ลูกกลับไปเรียนหรือว่าอยากทำอะไรที่ไทยก็ให้กลับไปทำดีกว่า
แม่รู้ว่าลูกอยู่ที่นี่ลูกจะไม่มีความสุขไปมากกว่านี้
แม่คิดว่าที่ตรงนั้นลูกมีอะไรที่ทำให้มีความสุขได้มากกว่้านี้
มีเพื่อน มีพี่ มีน้อง และลูกไม่ต้องทนฝืนตัวเอง
แม่ไม่อยากเห็นลูกมานับหนึ่งใหม่และไปไม่ถึงร้อย…
ไปเดินต่อบนทางที่ลูกเลี้ยวมา และไปให้ถึงร้อยดีกว่านะ… “

“ไม่ต้องห่วงว่าแม่จะเหงา
แม่จะโทรหาลูกบ่อยๆ
แม่คงอยู่ที่นี่อีกไม่เกิน 5 ปีเท่านั้น
แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวแน่นอน ”
[แม่ไม่ได้พูดซึ้งขนาดนี้หรอก แต่หูของฉันมันฟังว่าเป็นคำที่วิเศษที่สุด]

^_____________,^

ที่ดีใจ ไม่ใช่ว่าจะได้กลับไปเมืองไทยไวๆหรอก…
ฉันดีใจเพราะว่าแม่เข้าใจฉัน และแม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันต้องการที่สุดคืออะไร

มันคือการที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน..
ไม่ใช่แค่เพียงสองอาทิตย์ หนึ่งเดือนหรือสามเดือน แต่เป็นตลอดไปต่างหาก….
สิ่งที่ฉันต้องการที่สุดคือมีแม่อยู่ตอนที่ฉันนอนหลับ ตอนที่ฉันตื่น..
และฉันจะได้มันในอีกไม่นาน

- – - -

วันนี้ฉันออกไปเดินเล่นแถวๆบ้าน
ทางที่ต้องผ่านเวลาไปขึ้นรถไฟ…ถนนที่แออัดและคนพลุกพล่าน
คนจีนไม่ค่อยยิ้มให้กันนัก… เท่าที่ฉันสังเกตุ
แต่ฉัน..เดินยิ้มไปตลอดทาง

^________________________,^

live in hongkong*

31/03/04
ห้องแม่…ฮ่องกง

วันนี้อากาศเลวกว่าทุกวัน ฝนตกลงมาไม่หยุดตั้งแต่เช้า
ฉันที่ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง..ก็ยังเหมือนเดิม

จะมีอะไรแย่กว่านี้อีกมั้ย ตอนนี้ฉันแพ้อากาศ หรือแพ้น้ำก็ยังไม่รู้แน่
แต่มันทำให้หน้าฉันแสบและลอกไปหมด

และฉันกำลังจะคลั่งความคิดตัวเอง
หลายวันมานี้ฉันแทบไม่ได้เปิดปากพูดกับใครเลยนอกจากแม่
ในหัวมีแต่ความคิด และคำพูดที่ฉันคุยกับตัวเอง
ในเมื่องที่วุ่นวายอย่างนี้ ถ้าฉันสื่อสารกับใครสักคนได้ก็คงดี
เพราะในหัวมีแต่คำพูด และความฟุ้งซ่างเต็มไปหมดแล้ว . . .

ช่วงเวลาของการรออะไรสักอย่างนึงนั้น มันทำให้ฉันแทบจะเป็นบ้า
วันนี้ฉันอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่ม.. บันทึกลับของแอน แฟร้ง
บันทึกว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับสงคราม ชาวยิว ความท้อแท้และสิ้นหวัง
รอบที่ 4แล้วที่ฉันอ่านเรื่องนี้ แต่มันก็ยังสร้างความหดหู่ใจให้ฉันและดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อต้องมาอยู่ที่นี่

การรอคอยเหมือนไม่สิ้นสุด . . ฉันนั่งเขียนบันทึก เขียนจดหมาย
และทำอะไรไปเรื่อย แต่ในหัวมีแต่เสียงนาฬิกา ที่ดัง ก๊อก แก๊ก อยู่ตลอด
ฉันพยายามไม่คิดถึงเรื่องเวลาเพราะมันทำให้ฉันเฝ้านับวันที่จะได้กลับไป. . .
ฉันอยากกลับบ้าน . . .
จริงๆ นะ . . ตอนนี้ฉันเอาแต่นับเวลา ให้ถึงพรุ่งนี้ เพื่อจะได้มีพรุ่งนี้ของอีกวัน
ไม่ว่าจะทำเป็นลืมๆเผื่อเวลามันจะเดินเร็วขึ้นบ้าง
แต่พอเผลอทีไร ฉันก็ต้องมองนาฬิกาทุกที!!!

ตอนกลางคืน … ฉันนอนมองนิ้วเท้าตัวเอง
และบอกมันว่า เนี่ยแหละ .. จะทำให้ฉันโตขึ้น
กว่าจะข่มตาหลับลงได้ก็เกือบเช้า
แปลก .. ที่ฉันนอนหลับได้ทั้งวัน วันนี้ฉันนอนถึง 13 ชม.
แม่บอกว่าฉันเป็นโรคขี้เกียจ
แต่ฉันว่า..ฉันไม่อยากตื่นตะหาก… นอนมากๆ เวลาจะได้ผ่านไปเร็วขึ้น

ฉันอยู่ที่นี่ ฉันดีใจที่ได้อยู่กับแม่ แต่แม่ไม่เหมือนคนที่รู้จักฉัน
ระหว่างฉันกับแม่เหมือนมีอะไรมากั้นตรงกลาง
ฉันไม่กล้าพูดกับแม่ว่าเหงาเพียงใด ฉันรู้ว่าหากฉันบอกว่าฉันอยากกลับเมืองไทย แม่ก็ต้องให้ฉันกลับทันทีที่ทำได้ แม้จะยังไม่ได้เริ่มไปเรียน..
แม้จะยังไม่ได้เริ่มอะไรเลยสักนิด .แต่ฉันไม่กล้าพูดหรอก
ฉันไม่อยากทำร้ายแม่ไปมากกว่านี้
เงินของแม่มีค่าเกินกว่าจะโยนทิ้งไปเฉยๆ
ได้แต่หวังว่าเมื่อเปิดเรียนแล้ว ความเหงาจะลดลงบ้าง….

คาดว่า.. ฉันจะเป็นบ้าในเร็ววันนี้