วันนี้นึกว่าจะผ่านพ้นไปด้วยดีแล้วสิ
แต่ก็ไม่จนได้
เศร้า
คิดถึงเธอ แต่ทำไมถึงได้ไกลกันนักนะ
เมื่อไหร่จะได้เจอกัน
ไม่อยากตัดใจ ไม่อยากเลิกรักเธอ หรอกนะ
แต่มันท้อลงทุกวันแล้ว เธอรู้มั้ย
เจ็บนะที่อยู่แบบนี้
เหงานะรู้มั้ย
ไม่ใช่แค่หวั่นใจ แต่มากกว่านั้น
ตอนนี้ที่นั่นดึกมากแล้ว เธอคงหลับสบาย
แต่จะรู้มั้ยนะ ว่าฉันน่ะนอนไม่หลับ
เราสองคนเป็นไปไม่ได้ใช่มั้ย
ฉันคงได้แค่ฝันถึงเธองั้นเหรอ
ถ้าเป็นแบบนั้น ขอนอนหลับฝันถึงเธอ ตลอดไปได้มั้ย
จะตื่นขึ้นมาอีกทำไมกัน ถ้ามันว่างเปล่า
รักมากนะเคยรู้บ้างมั้ย
มันคงไม่เคยส่งไปถึงเลยสินะ
เมื่อไหร่ที่จะได้ไปหาเธอ
ได้โปรดเถอะ
อย่าให้ใครแย่งเธอไปจากฉัน
เจ็บปวดนะรู้มั้ยที่ใจของฉันน่ะ
มันอ้างว้างและเดียวดายมาตั้งนานแล้วล่ะ
ใครก็ได้บอกฉันทีว่าวันนึงฉันจะไปพบเธอได้
ไม่ยากไปใช่มั้ย
ถ้าฉันจะทำแบบนั้น
ก็เราน่ะความเป็นอยู่ต่างกัน
ไม่ใช่ทางฐานะ แต่เป็นทางสิ่งแวดล้อมและภูมิประเทศ
แต่ความรู้สึกของคนเราคงไม่ต่างกันนักหรอก
แล้วฉันจะพยายามต่อไปนะ
ถึงแม้ว่าหนทางมันจะมืด และยากลำบาก เกินไป…….
แต่ก็จะพยายาม
Category Archives: บทความพิเศษ
ผิดเพราะรัก
เคยได้ยินว่า ความรักคือ สิ่งที่มีพลังมากมาย
ใครได้พบเจอ จำต้องยอม และไม่มีทางต้านทานได้
ตัวของฉันเอง พอรักมา ใจก็พลอยเปลี่ยนไปมากมาย
ยอมทำทุกทาง แค่ได้มีเธอ
ผิดถูกที่ฉันทำทำลงไป สายตาใครยังไง
ฉันไม่มอง ไม่เห็น ไม่รับรู้อะไร
รู้เพียงว่าทำเพราะรัก ทำเพราะเธอที่รักก็พอ
เธอคือรักแท้คือใจดวงเดียวที่รอ ไม่อาจยอมเสียเธอไป
แม้รู้ว่าทำเพราะรัก สิ่งที่ทำจะร้ายหรือผิดแค่ไหน
ฉันอยู่โดยขาดรักไม่ได้ ให้ทำผิดเท่าไร ฉันคงต้องยอม
เคยได้ยินว่า ความรักคือ สิ่งที่ทำให้ทรมาน
ยิ่งได้รักใคร ยิ่งต้องการ อยากจะครอบครองไว้ข้างกาย
ฉันก็เหมือนกัน พอรักเธอ อยากให้เธอมาอยู่ใกล้ใจ
ยอมทำทุกทางเพียงได้เธอมา
ยอม
เธอรู้ใช่มั้ย…ไม่ว่าจะยังไง ฉันก็ยินยอม
พร้อมจะเป็นทุกอย่างได้เพื่อเธอ…
เพราะรักเธอมันมากกว่าสิ่งจะจากไป
และเพราะเหตุนี้
ไม่ว่าเธอจะเจ็บ…จะสุข
เธอจะมีใคร หรือไม่มีใคร
ฉันก็ยังยืนอยู่ตรงนี้…และพร้อมจะเฝ้ารอเธอที่ตรงนี้
เพื่อโอบกอด….และมอบความรักแก่เธอ
- – -
เจ็บมาจากไหน…ฉันพร้อมดูแล
แต่หากเธอทำร้ายกันอีกครั้ง
ฉันจะไม่ยอม…
จะไม่ยอมให้เธอจากไปอีกแล้ว…
แม้จะเจ็บอย่างไร..ก็ยอม
รู้เรื่อง โบท็อกซ์ ก่อนเสริมสวยอย่างมั่นใจ
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวงการแพทย์ผิวหนังบ้านเราต้องร้อนๆ หนาวๆ ไปตามกัน เมื่ออดีตพระเอกภาพยนตร์เรื่องขุนศึก วิทย์-วรวิทย์ แก้วเพชร เจอฤทธิ์จากการเสริมความหล่อเข้าไปเต็มเปา เพราะหลังจากที่ไปฉีดโบท็อกซ์ที่สถาบันเสริมความงามแห่งหนึ่ง เพื่อลดเลือนริ้วรอยบริเวณรอบดวงตา แต่กลับทำให้หนังตาข้างซ้ายหย่อนผิดปกติ จนกลายเป็นข่าวดังขึ้นหน้าหนึ่งทีเดียว
วันนี้เจึงจะขอพาผู้อ่านไปรู้จักกับ โบท็อกซ์ สารเสริมความหล่อ-สวย รวมทั้งเทคนิคในการเลือกใช้สถานบริการเสริมความงามว่าควรเลือกอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยกับผิวหน้า
รศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประธานวิชาการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับ โบท็อกซ์ ว่า เป็นชื่อทางการค้าของ สารโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ซึ่งเป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากแบคทีเรียชื่อ คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม (Clostridium botulinum) อันเป็นสารก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษแก่มนุษย์ หากได้รับในปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ เช่น ถ้าได้รับสารพิษจากอาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนเชื้อตัวนี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงาน จึงทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจ
การออกฤทธิ์ของ โบทูลินั่ม ท็อกซินนั้น จะไปจับกับส่วนปลายของเซลล์ประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งผลที่จะตามมากับร่างกายคือ จะทำให้กล้ามเนื้อเล็กๆบริเวณนั้นเป็นอัมพาต โดยจะเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วัน และเห็นผลสูงสุดในเวลาประมาณ 7-14 วัน
ในวงการแพทย์เราทราบมานานแล้วว่า หากฉีดสาร โบทูลินั่ม ท็อกซิน เข้าไปในกล้ามเนื้อปริมาณน้อยๆ โบทูลินั่ม ท็อกซินจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้น คลายตัว ดังนั้น ในยุคแรกๆ จักษุแพทย์จึงนำโบทูลินั่ม ท็อกซิน มาฉีดรักษาโรคที่เกี่ยวกับตา ไม่ว่าจะเป็นตาเหล่ ตาเข และจากการที่นำสารตัวนี้มาฉีดบริเวณรอบดวงตา ก็ทำให้แพทย์พบว่าริ้วรอยบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะ บริเวณหน้าผาก หว่างคิ้วและรอบดวงตาดีขึ้นด้วย
เมื่อเห็นผลเช่นนี้ในเวลาต่อมาจึงมีการนำ โบทูลินั่ม ท็อกซิน มาใช้ประโยชน์ในวงการเสริมความงามตามมาอย่างแพร่หลาย และมีเทคนิควิธีการที่ต่างๆ กันออกไป โดยมีการนำมาฉีดเพื่อทำให้หน้าเรียวเล็กลง หรือช่วยในการยกกระชับผิวหนัง รวมทั้งลดเหงื่อบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ ตลอดจนรักษาอาการปวดศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ และอีกหลายปัญหาสุขภาพ
สำหรับการฉีด โบท็อกซ์ นั้น รศ.นพ.ประวิตร อธิบายว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่ละปีนั้นมีการฉีดมากถึงเป็นล้านๆ ครั้ง ซึ่งผลของการฉีดสามารถอยู่ได้นานประมาณ 3-8 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าใช้สารประเภทนี้ฉีดเพื่อรักษาอาการอะไร ฉีดบริเวณใด ฉีดเป็นครั้งแรกหรือเป็นการฉีดซ้ำ รวมทั้งต้องดูอายุของผู้เข้ารับการฉีดด้วยว่าอายุเท่าใด แต่ผลของการรักษานั้นไม่สามารถอยู่ได้อย่างถาวร ผู้ฉีดจึงต้องเข้ารับการฉีดอยู่เรื่อยๆ จึงจะได้ผลดี
ทุกอย่างบนโลกใบนี้เมื่อได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ถึงแม้ว่าจากการรวบรวมประวัติผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดสารโบท็อกซ์ จำนวนมากในต่างประเทศพบว่า ไม่มีอันตรายถึงชีวิต หากได้รับการฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียงตามมาเพราะผลข้างเคียงส่วนมากที่เกิดจากการฉีดมักจะเป็นแบบเฉพาะที่ เช่น หนังตาตก กลืนอาหารลำบาก ใบหน้าเกิดความไม่สมดุลกัน หรือตรงบริเวณที่ฉีดมีเลือดออกมาก
เมื่อเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์นั้น สิ่งที่ผู้ป่วยต้องทำเป็นลำดับแรกคือต้องใจเย็นๆ และค่อยๆรอให้ผลของโบท็อกซ์ค่อยๆ หมดไปเอง ซึ่งโดยส่วนมากแล้วพิษนั้นจะหมดไปภายใน 2-3 เดือน แต่ถ้าในกรณีหนังตาตกนั้นผู้ทำการรักษาควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นกรณีไป รศ.นพ.ประวิตร แจกแจง
นอกจากนี้ รศ.นพ.ประวิตร ยังฝากทิ้งท้ายถึงหนุ่มๆ สาวๆ ที่คิดจะใช้บริการเสริมความงามด้วยวิธีนี้ว่า ควรเลือกเข้าสถานบริการที่เชื่อถือได้ ซึ่งอาจจะต้องยอมจ่ายเงินในราคาที่สูง แต่ถ้าแลกกับความปลอดภัยที่จะได้รับก็คงดีไม่น้อย รวมทั้งผู้ที่คิดจะฉีดโบท็อกซ์ ก็ควรฉีดกับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น ที่สำคัญควรหาข้อมูลและมีความรู้เกี่ยวกับการรักษาพอสมควร เพราะ ปัจจุบันสถานพยาบาลหลายแห่งทำเพื่อธุรกิจมากกว่า
…ทุกคนอย่าลืมว่าปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นจากความร่วงโรยของอายุนั้น หนุ่มๆสาวๆ อาจคิดมากไปเองก็ได้
ชวนพ่อแม่เข้าใจพัฒนาการด้าน สังคมและภาษา ของลูกน้อย
กว่าจะเลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่ก่อนจะถึงวัยสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เด็ก ๆ และพ่อแม่ก็อาจต้องก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการพัฒนาการรับรู้ และสังคม การสนใจสิ่งรอบข้าง ส่งเสียงตอบโต้ ให้ได้เสียก่อน ซึ่งวันนี้ เรามีบทความดี ๆ จาก Kid Center โรงพยาบาลเวชธานีมาเล่าสู่กันฟังค่ะว่า พัฒนาการของเด็กทารก – 1 ขวบในด้านสังคมและภาษานั้น เป็นอย่างไรกันบ้าง
พัฒนาการด้านการรับรู้และสังคม
วัยแรกเกิด
-มองจ้องหน้าที่อยู่ในระยะใกล้ (8-10 นิ้ว)
- มองตามการเคลื่อนไหวของหน้าที่เอียงไปมาช้าๆ
- หยุดการเคลื่อนไหวแขนขา เมื่อได้ยินเสียง หรือสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียง
อายุ 2 เดือน
- มองจ้องหน้าและมองตามได้บ่อยและนานขึ้น รู้จักเลียนแบบหน้าตา และทำปากตาม
- สนใจฟังเสียงพูดคุย อาจขยับตัวตามจังหวะ
อายุ 4 เดือน
- สนใจมองคนหรือสิ่งของที่อยู่ไกลจากตัวไป สนใจมองตามคนที่คุ้นเคย
- สนใจฟังเสียงพูดคุยด้วย และเริ่มส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบสลับกับผู้เลี้ยงดู
- หันมองหาข้างที่มีเสียง และแหล่งของเสียงได้ถูกต้อง
อายุ 6 เดือน
- มองสิ่งของและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พยายามไขว่คว้า หยิบจับ เพื่อสำรวจพลิกดู เอาเข้าปาก
- เริ่มสังเกตสิ่งที่มองเห็นเมื่อถูกบังไว้ และแยกแยะคนแปลกหน้า
- เริ่มรับรู้มิติที่ 3 คือ ความลึก เริ่มมองตามของที่ตกลงจากมือสู่พื้น
- ฟังเสียงพูดคุย และเริ่มเข้าใจท่าทางและสำเนียง เช่น หยุดเมื่อถูกห้าม
- กินอาหารกึ่งเหลวที่ป้อนด้วยช้อนได้
อายุ 9 เดือน
- เล่นจ๊ะเอ๋ได้ ตามไปเก็บของที่ตก หรือร้องตามแม่เมื่อแม่จะออกไปจากห้อง
- หยิบอาหารกินเองได้
อายุ 12 เดือน
- ตบมือ เลียนท่าทางโบกมือ สาธุ ร่วมมือเวลาแต่งตัว และชอบสำรวจ
การส่งเสริมพัฒนาการด้านการรับรู้
1. ให้พ่อแม่สังเกตพฤติกรรมของทารกแรกเกิด และความสามารถในการรับรู้จากการมอง การฟัง การสัมผัสและการตอบสนอง
2. ให้พาลูกมารับบริการสุขภาพ และใช้ประโยชน์จากสมุดบันทึกสุขภาพ ตามกำหนด
3. คอยเอาใจใส่เด็กและดูแลใกล้ชิด อุ้มทารกให้หันหน้ามาสบตากันเป็นระยะ 8-10 นิ้ว ยิ้มแย้ม พูดคุยกับทารกอย่างอ่อนโยน และติดตามเฝ้าระวัง สังเกต ความก้าวหน้าของพฤติกรรมพัฒนาการของลูกอย่างต่อเนื่อง
4. จัดสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมการเลี้ยงดูทารกให้มีความปลอดภัย และน่าสนใจ มีคนที่อยู่ใกล้ชิด ดูแลด้วยความรัก เอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ มีคนที่สนใจ มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก พูดคุยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ร้องเพลง ทำท่าทางให้เด็กเลียนแบบ และเรียนรู้ และเล่นกับเด็กและมีสิ่งของที่สีสดใสรูปทรงต่างๆที่น่าสนใจ ให้เด็กมอง สัมผัส จับต้อง และสำรวจ
พัฒนาการด้านภาษา
แรกเกิด-1 เดือน – ร้องไห้ หยุดฟังเสียง, ทำเสียงในคอ
อายุ 2 เดือน – ฟังเสียงคุยด้วยแล้วหันหาเสียง
อายุ 4 เดือน – ส่งเสียงอ้อแอ้ โต้ตอบ หัวเราะ ส่งเสียงแหลมรัว เวลาดีใจ สนุก
อายุ 6 เดือน – หันหาเสียงเรียก เล่นน้ำลาย ส่งเสียงหลายเสียง
อายุ 9 เดือน – ฟังรู้ภาษาและเข้าใจสีหน้าท่าทางได้ เปล่งเสียงเลียนเสียงพยัญชนะ แต่ไม่มีความหมาย
อายุ 12 เดือน – เรียกพ่อ แม่ หรือพูดคำโดดที่มีความหมาย 1 คำ ทำตามคำสั่งที่มีท่าทางประกอบได้
การส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
แรกเกิด-6 เดือน : ควรมีการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดและมีการพูดคุยส่งเสริมให้มีพัฒนาการทางภาษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรกหลังเกิด โดยเฉพาะขณะที่ให้การดูแลเรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน เด็กทารกมักมีความสนใจเสียงที่ค่อนข้างแหลม เสียงสูงๆต่ำๆ ซึ่งหากผู้เลี้ยงดูจะทำน้ำเสียงให้มีลักษณะแตกต่างกันไปบ้างตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ความหมายของการสื่อสารที่บอกถึงอารมณ์ความรู้สึกแตกต่างกันไปของผู้พูด อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาเด็กพูดคุยกับเด็กควรจะค่อยๆลดลงภายหลังอายุ 6 เดือน การสื่อสารด้วยภาษาอย่างที่ใช้กับเด็กโตหรือผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นจะค่อยๆช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาในระยะต่อไปอย่างดี
อายุ 7-12 เดือน :
1. ควรพูดคุยทำเสียงเล่นกับเด็กและพูดเป็นเสียงของคำที่มีความหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำเรียกพ่อหรือแม่หรือผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดกับเด็ก
2. พูดสอนหรือบอกให้เด็กทำสิ่งต่างๆอย่างง่ายๆพร้อมกับมีกิริยาทำท่าประกอบควบคู่กันไป จะช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ต้องการผู้ใหญ่ต้องการสื่อสารได้ง่ายขึ้น
3. พ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องพูดสอนหรือบอกเฉพาะคำศัพท์เดี่ยวๆคำใดคำหนึ่งเท่านั้น การพูดโดยมีคำขยายเพิ่มเติมก็จะเป็นการสอนให้เด็กเข้าใจความหมายของภาษาที่พูดคุยมากขึ้นแม้อาจจะยังพูดไม่ได้ทั้งหมด เช่น พ่อมา หมาเห่า เป็นต้น
4. เมื่อเด็กพูดคุยด้วยภาษาเด็กที่แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ถ้าผู้เลี้ยงดูสามาถคาดเดาได้จากสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยเป็นคำที่มีความหมายกับเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างสอนให้เด็กเข้าใจต่อไป
5. ผู้เลี้ยงดูควรพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เด็กสนใจ พูดบอกหรืออธิบายอย่างสั้นๆและคอยสังเกตการตอบสนองของเด็ก
การใช้หนังสือนิทานหรือรูปภาพ จะช่วยเพิ่มคำศัพท์ให้แก่เด็กได้มากและเพิ่มทักษะความเข้าใจภาษาที่มีในสื่อเหล่านั้น ตลอดจนเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน อย่างไรก็ตามผู้เลี้ยงดูไม่ควรตั้งใจสอนให้เด็กอ่านหรือท่องจำหนังสือ หรือตัวเลขมากเกินไปเพราะการที่เด็กท่องจำได้ตามที่ถูกสอนไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีความสามารถในการอ่านระยะถัดไปได้ดีกว่าเด็กอื่นในวัยเดียวกัน ความเข้าใจทางภาษาที่แตกฉานและสามารถใช้ภาษาพูดได้เป็นอย่างดีจะเป็นรากฐานที่สำคัญต่อความรู้ความเข้าใจในการอ่านหรือเขียนมากกว่าเน้นท่องจำอย่างเดียว ขณะอ่านหรือดูหนังสือกับเด็กควรเปิดโอกาสให้เด็กหยิบจับหรือหัดเปิดหนังสือเองบ้าง
อย่างไรก็ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคนมีความหลากหลาย อายุที่กล่าวไว้นั้นเป็นเพียงเกณฑ์ที่เด็กส่วนใหญ่ควรทำได้ซึ่งหากไม่เป็นไปตามนี้ก็อาจไม่ได้หมายถึงพัฒนาการที่ล่าช้าแต่อย่างใด ดังนั้นหากผู้ปกครองมีความสงสัยเรื่องพัฒนาการของบุตรหลานควรปรึกษากุมารแพทย์โดยตรง